หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกเรื่องไฟฉาย (Teaching Children about Flashlight)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

สอนลูกเรื่องไฟฉาย

การสอนลูกเรื่องไฟฉาย(Teaching Children about Flashlight) หมายถึง การจัดกิจกรรมให้เด็กปฐมวัยได้เรียนรู้เกี่ยวกับ เครื่องทำความสว่างประกอบด้วยอุปกรณ์สำคัญคือ จานฉายรูปโค้งสำหรับสะท้อนแสงและหลอดไฟฟ้า ซึ่งบรรจุอยู่ในเรือนกรอบกับสิ่งให้พลังงานที่ก่อให้เกิดแสงสว่าง และหลอดไฟซึ่งบรรจุอยู่ในกรอบกับสิ่งให้พลังงานก่อให้เกิดแสงสว่าง มีหลายชนิด ชนิดที่ถือติดตัวไปมาได้มักทำในรูปกระบอก ทั้งนี้เพราะการจัดสิ่งแวดล้อมที่ดีเป็นเรื่องจำเป็นในการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้เจริญเติบโตเป็นเด็กที่มีคุณภาพ กล่าวคือเป็นผู้ที่พัฒนาทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคมและสติปัญญาได้อย่างเหมาะสมตามวัย ในยุคปัจจุบันสิ่งแวดล้อมสำหรับเด็กปฐมวัยเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เพราะความก้าวหน้าทางวิทยาการด้านเทคโนโลยี มีผลให้เกิดมีเครื่องใช้ที่จำเป็นและอำนวยความสะดวกสบายให้คนเรา ดังนั้น การสร้างความรู้ ความเข้าใจ และวิธีใช้เครื่องเทคโนโลยีบางชนิดให้แก่เด็กปฐมวัยจึงเป็นเรื่องจำเป็น ดังเช่น ไฟฉาย ที่คนเราสร้างสรรค์ขึ้น มา เป็นเครื่องใช้ที่ให้แสงสว่างซึ่งเป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวัน ดังนั้นการนำเรื่องไฟฉายมาจัดกิจกรรมให้แก่เด็กปฐมวัยจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจส่งเสริมพัฒนาการเด็กได้ตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตร

การสอนเรื่องไฟฉายสำคัญอย่างไร?

นอกเหนือจากปัจจัยสี่ที่เป็นเครื่องอำนวยความสะดวกให้แก่คนเราแล้ว คนเรายังมีความต้องการเครื่องใช้ที่ทำให้การดำรงชีวิตสะดวกสบาย และแก้ปัญหาต่างๆที่เป็นอุปสรรคต่อวิถีชีวิตของตน ดังนั้นคนเราจึงคิดสร้างสรรค์สิ่งต่างๆเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง ยิ่งคนเราได้ศึกษาค้นคว้าและทดลองประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆเสมอ ก็ยิ่งทำให้ชีวิตของคนมีความสุข รอดพ้นจากปัญหาต่างๆ คนจึงเชื่อมั่นในการแก้ปัญหาด้วยวิธีการพัฒนาหาเครื่องใช้ใหม่มาทดแทนสิ่งที่เคยมีแต่กำลังจะหมดไป หรือต้องหามาใหม่เพราะพบว่ามีวัสดุอุปกรณ์ผลิตได้ ดังเช่นไฟฉาย ไฟฉายเป็นเครื่องใช้ที่มีแสงไฟสว่าง ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ใช้โดยทั่วไป เช่น คนเดินทางในทางที่มืดๆ เมื่อนำไปใช้ฉายไฟส่องทาง ทำให้เดินทางไปมาได้ปลอดภัยขึ้น หรือใช้ไฟฉายเพื่อการบันเทิงเช่น ใช้ประกอบการเชิดหุ่นเงา ใช้แสดงละคร ใช้เล่นเกมทายเงา ฯลฯ ผู้ประกอบอาชีพต่างๆจะใช้ไฟฉายเป็นเครื่องมือทำงานของตน เช่น แพทย์จะใช้เป็นเครื่องมือส่องไฟตรวจสอบสุขภาพของผู้ป่วย ตำรวจมีไฟฉายสำหรับส่องจับผู้ร้าย จราจรใช้ส่องไฟบอกทาง ช่างซ่อมรถ ซ่อมไฟฟ้า จะใช้ไฟฉายส่องไฟในที่แคบๆมืดๆ ตรวจสอบเครื่องใช้ต่างๆ เป็นต้น ไฟฉายจึงเป็นสิ่งของต่างๆรอบตัวที่เด็กควรเรียนรู้ ดังปรากฏในหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 ที่ได้กำหนดสาระที่ควรรู้เรื่อง สิ่งต่างๆ รอบตัว โดยที่หลักสูตรมุ่งให้เด็กมีพัฒนาการที่เหมาะสมกับวัย ความสามารถและความแตกต่างระหว่างบุคคลทั้งทางร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญา ซึ่งสอดคล้องสถาบันส่ง เสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ที่ได้เสนอแนวทางการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ปฐมวัย ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 โดยกำหนดสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามมาตรฐานการเรียนรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานไว้ในสาระที่ 5 : พลังงาน มาตรฐาน ว 5.1 : เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานกับการดำรงชีวิต การเปลี่ยนรูปพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสารและพลังงาน ผลของการใช้พลังงานต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สื่อ สารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้นปฐมวัย สำรวจการใช้พลังงานใกล้ตัวและบอกการใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม ตัวชี้วัด 1 สำรวจการใช้พลังงานในชีวิตประจำวัน และสื่อสารผลการสำรวจด้วยวิธีการที่เหมาะสมกับวัย การที่เด็กปฐมวัยได้เรียนรู้เรื่องไฟฉายผ่านกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นเด็กเป็นสำคัญนั้น มีจุดมุ่งหมายให้ครูผู้สอนได้นำไปจัดประสบการณ์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์เพื่อให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาความรู้ รวมถึงการพัฒนากระ บวนการคิด กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ กระบวนการแก้ปัญหา ตลอดจนมีจิตวิทยาศาสตร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัด การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ระดับปฐมวัย และเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการศึกษาในระดับต่อไป ดังนั้นการที่เด็กได้เรียนรู้เรื่องไฟฉายจึงมีความสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้เด็กพัฒนาเต็มตามศักยภาพในช่วงวัยที่ต้องเตรียมความพร้อมก่อนเรียนในระดับประถมศึกษาต่อไป

การสอนเรื่องไฟฉายมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องไฟฉายให้แก่เด็กปฐมวัย จะเกิดประโยชน์ต่อเด็กตามความมุ่งหมายของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 หากครูได้จัดกิจกรรมที่เน้นเด็กเป็นสำคัญตามหลักการของหลักสูตร ทั้งนี้จะเกิดประโยชน์ต่อเด็กได้ดังนี้คือ

  • เมื่อเด็กได้มีโอกาสสืบเสาะหาความรู้เรื่องไฟฉาย ได้แก่ แสงฉายมาจากไหน ทำไมคนเราต้องใช้แสงฉาย เมื่อได้ความรู้มาแล้ว เด็กจะได้ฝึกหัดอธิบายเรื่องที่ศึกษามา สำหรับเด็กปฐมวัยควรฝึกด้วยวิธีง่ายๆจากธรรมชาติเบื้องต้นก่อน คือ การพูด บอกเล่าสิ่งได้เห็น ได้ฟัง ได้สัมผัสมา เป็นต้น แต่เด็กที่มีความสามารถมักจะสื่อสารวิธีที่ยากกว่า เช่น วาดรูป หรือเขียนข้อความ เป็นต้น การค้นคว้าหาความรู้เช่นนี้จะเป็นประโยชน์ต่อเด็กที่จะทำให้เด็กเป็นผู้รู้จักการสังเกต รู้จักการถาม และ รู้จักการคาดคะเน หรือการตั้งสมมติฐานที่จะนำไปสู่การกำหนดวิธีการสืบหาความจริงต่อไป
  • เด็กได้ทำการทดลองใช้ไฟฉาย เช่น เปิดสวิทซ์ไฟที่กระบอกไฟ ส่องแสงไฟฉายในที่มืดจะเกิดอะไรขึ้น เป็นต้น การที่เด็กได้เป็นผู้ปฏิบัติทดลองสิ่งต่างๆด้วยตนเอง ย่อมทำให้เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสเพื่อเกิดการเรียนรู้
  • เด็กได้ใช้เครื่องมือเทคโนโลยีคือไฟฉายและวิธีการต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการสำรวจตรวจสอบ จะทำให้เด็กเห็นคุณค่าของเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่จะปลูกฝังทัศนคติที่ดีต่อการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆต่อไป
  • เด็กจะเป็นผู้ที่มีความสามรถในการอธิบายสิ่งที่ค้นพบตามข้อมูลหลักฐานและองค์ความรู้อย่างมีเหตุผล เนื่องจากเด็กได้รับประสบการณ์ตรงจากการกระทำในสภาพจริง เช่น การใช้ไฟฉายส่องผ่านในที่มืดจะเห็นวัตถุต่างๆ เพราะมีแสงจากไฟฉาย หรือแสงที่ส่องออกไปเดินทางเป็นเส้นตรง แสงจากไฟฉายมีระดับความร้อนแตกต่างจากแสงดวงอาทิตย์ แสงไฟฉายต้องอาศัยวัตถุที่บรรจุลงในกระบอกไฟฉายจึงจะเกิดแสง เป็นต้น
  • เด็กจะเป็นผู้มีความสามารถในการนำเสนอสิ่งที่เรียนรู้ได้อย่างชัดเจนเที่ยงตรง มีเหตุผลกับเพื่อนร่วมงาน และตอบคำถามได้ เนื่องจากได้รับการฝึกทักษะทางวิทยาศาสตร์ โดยมีเรื่องไฟฉายเป็นสาระนำทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ได้แก่
    • ทักษะสังเกต (แสงเดินทางเป็นเส้นตรง แสงจากไฟฉายมีสีเหลืองอ่อน แสงไฟฉายจะสว่างหรือดับ เกิดจากคนเราเป็นผู้ กระทำบังคับสวิทช์ เปิดปิดเอง เป็นต้น)
    • ทักษะจำแนกประเภท (จัดกลุ่มไฟฉายตามขนาดใหญ่ เล็ก สี รูปแบบ ฯ)
    • ทักษะการวัด (วัดความยาวของกระบอกไฟฉาย นับจำนวนถ่านไฟฉาย)
    • ทักษะการสื่อความหมาย (อธิบายเหตุที่เกิดแสง วาดภาพไฟฉาย และลักษณะของลำแสง)

ดังนั้นการให้เด็กได้มีโอกาสปฏิบัติด้วยตนเองด้วยการสืบค้นผ่านการสังเกตการทดลอง ใช้ไฟฉายที่เป็นเครื่องมือเทคโนโล ยีชนิดหนึ่ง มีโอกาสร่วมคิดร่วมทำงานร่วมกับผู้อื่น จะเป็นประโยชน์ที่ส่งเสริมให้เด็กเกิดการเรียนรู้ และพัฒนาศักยภาพของเด็กได้ตามความคาดหวังของสังคม

ครูสอนเรื่องไฟฉายให้ลูกที่โรงเรียนอย่างไร?

หากครูนำเรื่องไฟฉายไปพิจารณาหรือวิเคราะห์จะพบว่า เรื่องไฟฉายจะทำให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งต่างๆรอบตัวได้ ครูปฐม วัยจึงนำเรื่องไฟฉายไปจัดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย ผ่านกิจกรรมหลักตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ดังตัว อย่างบางกิจกรรมดังนี้

  • กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ ครูปิดไฟในห้อง ส่องไฟฉายหลายๆกระบอกไปในทิศทางต่างๆ แล้วให้เด็กเคลื่อนไหวส่วนต่างของร่างกายอย่างอิสระตามจังหวะของเครื่องดนตรีที่ครูเคาะ ให้เด็กเคลื่อนไหวไปในลำแสงที่ไฟฉายส่อง เด็กบางคนอาจจะชูมือ เด็กบางคนอาจจะโยกตัว ในขณะเดียวกัน เด็กจะเห็นเงาของตนเองและเพื่อน เมื่อลำแสงจากไฟฉายกระทบส่วนต่างๆของร่างกาย
  • กิจกรรมเสริมประสบการณ์ ให้เด็กเรียนรู้เรื่องรูปร่าง ลักษณะของไฟฉายจากการได้สัมผัส จับต้อง ให้รู้จักชื่อวัสดุที่นำมาทำส่วนประกอบของไฟฉายว่ามีอะไรบ้าง แต่ละส่วนมีหน้าที่อย่างไร เช่น
    • กระจกหน้าไฟฉาย ทำมาจากวัสดุใสคือแก้วสีขาว และสีอื่นๆ ส่วนนี้ทำหน้าที่ป้องกันหลอดไฟซึ่งทำมาจากแก้ว ทำหน้าที่ให้แสงสว่าง
    • กระบอกไฟฉาย มีลักษณะเป็นกระบอก ใช้เป็นที่จับเมื่อเวลาใช้งาน ภายในจะเป็นช่องกลวงสำหรับเก็บแบตเตอรี่ กระ บอกไฟฉายทำมาจากวัสดุที่หลากหลายชนิด บางชนิดทำจากพลาสติก แต่บางชนิดก็ทำจากโครเมียม ฯลฯ
    • ส่วนประกอบต่อมาคือ ฝาปิดท้าย ใช้ป้องกันมิให้แบตเตอร์รี่หลุดออกมาจากตัวไฟฉาย ที่ท้ายฝาปิดและด้านหน้าไฟฉายมียางช่วยกันน้ำไม่ให้น้ำเข้าสู่ตัวไฟฉาย

ไฟฉายที่กล่าวมาเป็นไฟฉายชนิดที่ใช้มือถือส่องไฟ แต่ไฟฉายชนิดที่ใช้คาดศีรษะ จะมีสายคาดศีรษะซึ่งเป็นวัสดุที่ยืดตัวได้ ส่วนใหญ่จะใช้ยาง จากส่วนประกอบดังกล่าว ครูควรให้เด็กสัมผัสจับต้องรู้จักวัสดุที่นำมาทำไฟฉาย ทั้งลักษณะและคุณสม บัติที่นำมาประกอบ ได้แก่ แก้ว อลูมิเนียมหรือโครเมียม ยาง เป็นต้น เมื่อสังเกตผ่านประสาทสัมผัสแล้ว เด็กควรได้ฝึกการนำเสนอเรื่องไฟฉาย จากการเล่า วาดภาพ ถ่ายรูป

ครูใช้คำถามนำทางให้เด็กคิดและหาคำตอบด้วยการสืบค้นหรือการทดลอง เช่น เหตุใดในเวลากลางคืนจึงต้องใช้ไฟฉายส่องทาง (เพราะเมื่อแสงจากไฟฉายตกกระทบทาง แสงก็จะสะท้อนเข้าตาทำให้ตามองเห็นทาง) ให้เด็กทดลองใช้ไฟฉายส่องในห้องมืด โดยการปิดไฟและปิดผ้าม่านที่ประตูหน้าต่างที่เป็นกระจกเพื่อไม่ให้แสงดวงอาทิตย์ส่องมา เด็กจะได้อภิปรายสรุปคำตอบเรื่องไฟฉายว่า มีแสงไฟที่เรานำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในที่มืด นอกจากนี้ การทดลองให้เด็กได้คำตอบถึงประโยชน์จากแสงไฟฉายผ่านกิจกรรมการเล่นที่สร้างความสุขและความสนุกให้แก่เด็กปฐมวัยได้ เช่น ให้ฉายไฟจากไฟฉายเพื่อเล่นเงา และเล่านิทานจากเงาที่เกิดจากไฟกระทบอวัยวะของเรา เช่น นิ้วมือ มือ แขน ตัวเรา การเล่นเงาชนิดหนึ่งในท้องถิ่นภาคใต้ คือการเชิดหนังตะลุงซึ่งเป็นศิลปะการแสดงประจำท้องถิ่นอย่างหนึ่ง จะใช้แสงไฟส่องให้กระทบตัวหนังและเชิดประกอบการเล่าเป็นเรื่องราว เด็กๆจะสนุกกับการส่องไฟจากไฟฉายเชิดหนังตะลุงเล่าเรื่องราวร่วมกับครู และเมื่อครูสอนเรื่องแสงจากดวงอาทิตย์ส่องมาที่โลกของเรา ครูจะไม่นำเด็กไปยืนเพ่งดูแสงอาทิตย์ แต่ใช้ไฟฉายเป็นอุปกรณ์การสอน สมมติให้เด็กเห็นว่า แสงจากไฟฉายเปรียบเหมือนแสงอาทิตย์ที่ส่งมาที่ลูกโลกจำลอง สอนเรื่อง การเกิดกลางวันและกลางคืน

พ่อแม่ผู้ปกครองจะสอนลูกเรื่องไฟฉายได้อย่างไร?

พ่อแม่ผู้ปกครองจะสอนเรื่องไฟฉายให้ลูกที่บ้าน ได้ดังนี้

  • ทดลองใช้ไฟฉายเล่นกับลูก นำลูกเข้าไปในห้อง ปิดไฟในห้อง แล้วใช้ไฟฉายฉายไฟ ถามลูกว่า อะไรเกิดขึ้น (เรามองเห็นสิ่งต่างๆที่แสงไฟจากไฟฉายส่องไปกระทบ เห็นแสงไฟฉายเป็นเส้นตรง)
  • เมื่อเกิดไฟฟ้าดับที่บ้าน เป็นโอกาสดีที่พ่อแม่ได้ใช้ไฟฉายให้เกิดประโยชน์ โดยส่องแสงให้เกิดความสว่าง ในขณะเดียวกัน พ่อแม่ควรสนทนาเอ่ยชื่อไฟฉายให้ลูกได้ยิน และให้ลูกได้ถือได้ส่องแสงบ้าง เพราะไม่มีอันตรายสำหรับเด็ก
  • ใช้ไฟฉายเล่นเงากับลูก เริ่มจากพ่อแม่สร้างโรงหุ่นง่ายๆ โดยใช้ลังหรือกล่องขนาดใหญ่ เช่น ลังตู้เย็น นำมาเจาะฝาด้านหนึ่งเป็นช่องสี่เหลี่ยม ขึงผ้าด้านที่เจาะไว้เป็นจอเชิดหุ่น เมื่อเข้าไปอยู่ในกล่องแล้ว ใช้ฉายไฟไปที่หุ่นที่เตรียม และเล่านิทานประกอบหุ่นเงาให้ลูกฟัง หรือให้ลูกเล่าเองตามจินตนาการของเขา หุ่นที่นำมาใช้เล่า ได้แก่ หุ่นกระดาษที่วาดภาพและตัดรอบรูป ใช้ไม้ไผ่หรือไม้ตะเกียบติดกับรูปภาพ หุ่นสามมิติชักเชิดจากเส้นเชือก หรือใช้มือเล่นเงากับลุกได้อย่างสนุก โดยทำเป็นรูปร่างของสัตว์ คน หรือสิ่งของต่างๆ พ่อแม่ควรทดลองเล่นมาก่อน เมื่อเล่นกับลูก ให้สาธิตแล้วให้ลูกทำตาม แต่หากลูกขอเสนอเป็นผู้แสดงเอง ควรให้เขาทำและยอมรับสิ่งที่เขาเสนอบ้าง เพื่อเด็กจะมีความภูมิใจ
  • ทดลองการใช้ไฟฉายให้ลูกเห็น ตั้งแต่ ใส่แบตเตอรี่ กดสวิทซ์ไฟ และส่องไฟ พร้อมทั้งแนะนำให้รู้จักแบตเตอรี่และวางเงื่อนไขการใช้ไว้ด้วย คือไม่อนุญาตให้เด็กนำแบตเตอรี่ออกมาจากกระบอกไฟฉาย และนำมาจับถือเล่น เนื่องจากเป็นวัตถุที่ใช้สารเคมีที่เป็นพิษต่อร่างกาย ไม่ควรเปรอะเปื้อนมือหรือผิวเด็ก ตลอดจนนำไปอมในปาก
  • เมื่อไปที่ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า หากนำลูกไปด้วย ชี้แนะให้ลูกเห็นไฟฉายที่ร้านวางไว้จำหน่าย
  • ให้ลูกตัดภาพไฟฉายจากแผ่นปลิวโฆษณาของร้านค้า มาทำเป็นแฟ้ม ฝึกการเล่าเรื่องไฟฉาย
  • ไปร้านหนังสือพร้อมลูก ช่วยกันเลือกหาหนังสือเกี่ยวกับเรื่องไฟฉาย อาจจะเป็นหนังสือนิทานสำหรับเด็ก หนัง สือสารานุกรมสำหรับเยาวชน ให้ผู้ใหญ่อ่านให้เด็กฟัง
  • ให้ลูกมีส่วนร่วมสืบค้นเรื่องไฟฉายจากคอมพิวเตอร์ หรือซักถามผู้ที่ใช้ไฟฉาย เช่น นายช่างซ่อมไฟ ซ่อมรถ

    ชาวสวนยางที่ใช้ไฟฉายแบบสวมศีรษะ หรือหมอ พยาบาลที่ใช้ไฟฉายตรวจสุขภาพผู้ป่วย หากมีเหตุการณ์เหมาะสมให้เด็กได้สนทนาพูดคุยกับบุคคลเหล่านั้น

  • เมื่อลูกไปอยู่ค่ายพักแรม พ่อแม่จัดเตรียมไฟฉายขนาดเล็กเหมาะมือสำหรับเด็กให้ลูกไว้เป็นเครื่องใช้ที่จำเป็นที่นำติดตัวไป (แม้ในเหตุการณ์จริงเวลาอยู่ค่าย จะมีพ่อแม่ไปอยู่ดูแลเด็กอย่างใกล้ชิดแล้วก็ตาม แต่การแสดงถึงความจำเป็นต้องมีไฟฉายในยามอยู่ค่ายพักแรม เป็นการฝึกนิสัยให้เป็นผู้รอบคอบ เตรียมความพร้อมเรื่องความปลอดภัยไว้เสมอ เป็นเรื่องที่ดี)

ครอบครัวมีบทบาทสำคัญที่ต้องส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กด้วยการจัดสภาพแวดล้อมให้มีการใช้ไฟฉาย และจัดกิจ กรรมง่ายๆที่เหมาะสมตามวัยของเด็ก ตลอดจนให้เด็กได้เรียนรู้จากการเล่นตามธรรมชาติของเด็กดัวย

เกร็ดความรู้เพื่อครู

  • ไฟฉายเป็นแหล่งกำเนิดแสงที่มนุษย์สร้างขึ้นชนิดหนึ่ง เช่นเดียวกับ หลอดไฟ และเทียนไข
  • เมื่อแสงจากไฟฉายกระทบวัตถุใดๆ แสงจะสะท้อนจากวัตถุมาเข้าตาเรา เราจึงเห็นวัตถุเหล่านั้นได้

บรรณานุกรม

  1. เยาวพา เดชะคุปต์. (2542). กิจกรรมสำหรับเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ : บริษัทสำนักพิมพ์แม็ค จำกัด.
  2. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. (2546). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. (สำหรับเด็กอายุ 3 -5 ปี). กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว
  3. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2551). แนวทางการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ปฐมวัย ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย 2546. กรุงเทพมหานคร : สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
  4. สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ. เซลล์เชื้อเพลิง kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=335. เล่มที่ 33 เรื่องที่ 5 / สำหรับเด็กระดับเล็ก. [ค้นคว้าเมื่อ 15 เมษายน 2557].
  5. Alfred E. Friedl, Trish Yourst Koontz (2001) .Teaching Science to Children: An Inquiry Approach. McGraw-Hill College
  6. myfirstbrain.com. พลังงาน. www.myfirstbrain.com/student_view.aspx?ID=69302. [ค้นคว้าเมื่อ 15 เมษายน 2557].
  7. mrbackpacker.com. ส่วนประกอบของไฟฉาย. www.mrbackpacker.com/gear/gear_37.html. [ค้นคว้าเมื่อ 15 เมษายน 2557].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน