หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกให้มีความสามารถในการคิด (Thinking Skills)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

สอนลูกให้มีความสามารถในการคิด

ความสามารถในการคิด (Thinking Skills) หมายถึง ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิดอย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือสารสนเทศ เพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม

เพื่อให้เด็กๆ มีชีวิตที่ดีงาม การฝึกฝนให้เด็กมีความสามารถในการคิด คือ รู้จักคิด หรือคิดเป็น จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่ความรู้ ความเข้าใจ ความคิดเห็น ตลอดจนความเชื่อถือถูกต้อง เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ ซึ่งเป็นแกนนำของชีวิตที่ดีงามทั้งหมด และการพัฒนาสัมมาทิฏฐิ จึงเป็นสาระสำคัญของการพัฒนาปัญญาที่เป็นแกนกลางของกระบวนการพัฒนาคน ที่เรียกว่า การศึกษานั่นเอง

ในการพัฒนาเด็ก จึงเป็นการพัฒนา เพื่อให้เด็กมีความรู้ ความเข้าใจ มีความคิดเห็น แนวความคิด ทัศนคติ ค่านิยมที่ถูกต้องดีงาม เกื้อกูลแก่ชีวิตและสังคม สอดคล้องกับความเป็นจริง ที่เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ เมื่อเด็กรู้เข้าใจ คิดเห็นดีงามถูกต้องตรงตามความจริงแล้ว การคิด การพูด การกระทำ และการแสดงออกหรือการปฏิบัติต่างๆ ก็ถูกต้องดีงาม เกื้อกูล นำไปสู่การดับทุกข์ แก้ไขปัญหาได้ ในทางตรงกันข้าม ถ้ารู้เข้าใจคิดเห็นผิด มีค่านิยม ทัศนคติ แนวความคิดที่ผิด ที่เรียกว่า มิจฉาทิฏฐิ แล้ว การคิด การพูด การกระทำ การแสดงออก และการปฏิบัติต่างๆ ก็พลอยดำเนินไปในทางที่ผิดพลาดได้ แทนที่จะแก้ไขปัญหาดับทุกข์ได้ ก็กลายเป็นก่อทุกข์ สั่งสมปัญหาให้เพิ่มพูนร้ายแรงยิ่งขึ้น

ปัจจัยที่จะทำให้เด็กเกิดสัมมาทิฏฐิ มี 2 อย่าง คือ

  • ปัจจัยภายนอก เรียกว่า “ปรโตโฆสะ” แปลว่า เสียงจากผู้อื่น หรือเสียงบอกจากผู้อื่น ได้แก่ การรับ ถ่ายทอด หรืออิทธิพลจากสิ่งแวดล้อมทางสังคม เช่น พ่อแม่ ครูอาจารย์ เพื่อนที่คบหา หนังสือ สื่อมวลชน และวัฒนธรรม ซึ่งให้ข่าวสารที่ถูกต้อง สั่งสอน อบรม แนะนำ ชักจูงไปในทางที่ดีงาม
  • ปัจจัยภายใน เรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” แปลว่า การทำในใจโดยแยบคาย หมายถึง การคิดถูกวิธี ความรู้จักคิด หรือคิดเป็น

ในทำนองเดียวกัน แหล่งที่ของมิจฉาทิฏฐิ ก็มี 2 อย่างเหมือนกัน คือ ปรโตโฆสะ เสียงบอกจากภายนอกที่ไม่ดีงาม ไม่ถูกต้อง และ อโยนิโสมนสิการ คือ การทำในใจไม่แยบคาย การไม่รู้จักคิด คิดไม่เป็น หรือการขาดโยนิโสมนสิการนั่นเอง

ความสามารถในการคิดมีความสำคัญอย่างไร?

คนเราจะมีความสุขในการดำเนินชีวิตอย่างแท้จริง จะต้องปฏิบัติถูกต้องต่อชีวิตของตนเองและต่อสภาพแวดล้อม ทั้งทางสังคม ทางธรรมชาติ และทางวัตถุ รวมทั้งเทคโนโลยี คนที่รู้จักดำเนินชีวิตได้ถูกต้อง ย่อมมีชีวิตที่ดีงามและมีความสุขที่เอื้อต่อความสุขของผู้อื่นด้วย ซึ่งการดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องที่กล่าวมานั้น เป็นการปฏิบัติถูกต้องในกิจกรรมต่างๆ ของการดำเนินชีวิต ซึ่งมีมากมายหลายแง่ ในแง่ของการล่วงพ้นปัญหา คือ การแก้ปัญหาเป็น ในแง่ของการกระทำ คือ การ “คิดเป็น” พูดเป็น สื่อสารเป็น ทำเป็น ผลิตเป็น ในแง่ของการรับรู้ คือ รับรู้เป็น ดูเป็น ฟังเป็น ดมเป็น ลิ้มเป็น สัมผัสเป็น และในแง่ของการบริโภค คือ กินเป็น ใช้เป็น บริโภคเป็น เสวนาหรือคบหาเป็น

ดังนั้น การจะดำเนินชีวิตให้ถูกต้องหรือรู้จักดำเนินชีวิต การรู้จักคิดหรือคิดเป็น จึงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่ง เพราะในแง่ของการรับรู้ ความคิดเป็นจุดศูนย์รวมของข่าวสารข้อมูลทั้งหมด เป็นที่วินิจฉัยและนำข่าวสารข้อมูลเหล่านั้นไปปรุงแต่ง สร้างสรรค์ และใช้ในแง่ของการกระทำ ความคิดจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่การแสดงออกทางกายและวาจาที่เรียกว่า การพูด การกระทำ และเป็นตัวกำหนดให้พูดจาและให้ทำการไปตามที่คิดหมาย

จึงสามารถพูดได้ว่า การคิดถูกต้อง รู้จักคิด หรือ คิดเป็น เป็นตัวชักนำหรือเปิดช่องไปสู่การดำเนินชีวิตที่ถูกต้องหรือชีวิตที่ดีงามทั้งหมด เมื่อคิดเป็นแล้ว ก็จะช่วยให้พูดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น ช่วยให้ดูเป็น ฟังเป็น กินเป็น ใช้เป็น บริโภคเป็น และคบหาเสวนาเป็น คือ ดำเนินชีวิตเป็น นั่นเอง

ความสามารถในการคิดมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

ความสามารถในการคิดหรือคิดเป็น จะเป็นประโยชน์ต่อเด็ก ดังนี้

  • สามารถเล่าข่าวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันให้ผู้อื่นเข้าใจ บอกที่มาของเรื่องราว และปัญหาอุปสรรคอย่างมีเหตุผล ระบุสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเสนอแนวคิดได้อย่างสมเหตุสมผล
  • สามารถจำแนกข้อเท็จจริงและความคิดเห็นในข้อมูลข่าวสาร นำข้อมูลจากเหตุการณ์ต่างๆ ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างสร้างสรรค์ และสามารถจัดเก็บข้อมูลตามลำดับความสำคัญได้
  • สามารถเลือกใช้สินค้าหรืออธิบายข้อดี-ข้อจำกัดของสิ่งที่เลือก โดยใช้ข้อมูลที่มีได้
  • ชอบทดลองวิทยาศาสตร์ และสนใจที่จะนำวิธีการทางวิทยาศาสตร์ไปใช้ในชีวิตประจำวัน ชอบมีส่วนร่วมในการวางแผนทำโครงงาน มีความสุขที่ได้ผลิตของใช้หรือของเล่นจากเศษวัสดุเหลือใช้ สามารถบอกประโยชน์และโทษของเกมที่เล่นได้
  • มีความกระตือรือร้นที่จะแก้โจทย์ปัญหายากๆ ชอบคิดวิธีแก้ปัญหาใหม่ๆ สามารถวิเคราะห์โจทย์ปัญหา จำแนกสิ่งที่โจทย์กำหนดให้และสิ่งที่โจทย์ถาม และชอบหาแนวทางแก้ปัญหาของตนเองหรือประยุกต์จากวิธีของผู้อื่น
  • ระบุแนวคิดในนิทาน หนังสือที่อ่าน เล่า เขียน สร้างเป็นผังความคิดเชื่อมโยงอย่างมีเหตุผล
  • ชอบให้เพื่อนวิจารณ์ผลงานของตน ชอบฟังการเจรจาที่มีเหตุผลอธิบายประกอบ เมื่อมีปัญหากับเพื่อน จะสามารถคิดหาวิธีการที่หลากหลาย ก่อนดำเนินการแก้ไขปัญหาได้
  • สามารถวางแผนชีวิต วางแผนการใช้จ่ายจากรายรับที่ได้อย่างเพียงพอและเหมาะสม โดยพิจารณาความสำคัญของการใช้เงินว่ามีความคุ้มค่าและเป็นไปตามแผนที่วางไว้

ครูจัดกิจกรรมส่งเสริมความสามารถในการคิดให้ลูกอย่างไร?

การสอนให้เด็กรู้จักคิด แบ่งเป็น

  • ฝึกคิดพื้นฐาน ด้วยการคิดวิเคราะห์ จำแนกข้อมูล จัดหมวดหมู่ จัดลำดับความสำคัญของข้อมูล เปรียบเทียบข้อมูล เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของข้อมูล ระบุรายละเอียด คุณลักษณะ และความคิดรวบยอดของข้อมูลต่างๆ ที่พบเห็นในบริบทที่เป็นสิ่งใกล้ตัว
    • ฝึกให้เด็กสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัว เฝ้าดูรายละเอียดของธรรมชาติ แล้ววิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ได้แก่ ปรากฏการณ์ธรรมชาติ การดำรงชีวิตของพืชและสัตว์ ความเป็นอยู่ของคนในครอบครัว ในห้องเรียน ของจริง ของจำลอง ภาพถ่าย แผนที่ วีดิทัศน์ ฝึกเล่นเกมจับคู่ จับผิด เป็นต้น
    • ฝึกให้เด็กจำแนกประเภทสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวตามเกณฑ์ต่างๆ เช่น สี รูปร่าง รูปทรง ขนาด ลักษณะ ประเภท หรือฝึกให้เด็กตั้งเกณฑ์ต่างๆ ด้วยตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ฝึกคิดคำนวณทางคณิตศาสตร์ การชั่ง ตวง วัด ดูเวลา วัน เดือน ปี และฝึกประมาณการคาดคะเนเหตุการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยอาศัยข้อมูลอ้างอิงเกี่ยวกับสาเหตุหรือผลที่จะเกิดขึ้น
    • ฝึกให้เด็กตั้งคำถาม ตอบคำถามจากการฟัง การอ่าน แปลความหมาย กำหนดความหมาย ฝึกอธิบายสถานการณ์ต่างๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน
  • ฝึกคิดขั้นสูง ด้วยการคิดสังเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ คิดอย่างมีวิจารณญาณ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือสารสนเทศ ประกอบการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม
    • ฝึกให้เด็กคิดสังเคราะห์ จากการเขียนรายงาน เรียงความ เขียนบรรยาย โดยใช้ข้อมูลที่รวบรวมหรือเรียบเรียงให้เป็นเรื่องใหม่ ยกเหตุการณ์มาเป็นกรณีตัวอย่างให้เด็กฝึกแสดงความคิดเห็น วางแผนจัดกิจกรรมในโรงเรียนร่วมกับเด็ก ชวนเด็กคิดประดิษฐ์ของเล่น-ของใช้ชิ้นใหม่ๆ
    • ฝึกให้เด็กคิดสร้างสรรค์ ส่งเสริมให้เด็กถาม โดยครูตั้งใจฟัง เอาใจใส่ ให้ความสนใจต่อคำถามแปลกๆ ของเด็ก และตอบคำถามนั้นอย่างมีชีวิตชีวา เปลี่ยนบทบาทของครูเป็นผู้ชี้แนะ ลดการอธิบายและบรรยาย แต่กระตุ้นให้เด็กคิดวิเคราะห์ ส่งเสริมให้เด็กใช้จินตนาการ ค้นหา พิสูจน์ความสงสัย ออกแบบ แนะนำให้เด็กหาคำตอบจากแหล่งต่างๆ ด้วยตัวเด็กเอง ฝึกให้เด็กช่วยกันคิดระดมสมอง คิดให้คล่อง ในบรรยากาศที่ปลอดภัย กระตุ้นให้เด็กลองเปลี่ยนวิธีคิดเป็นแบบอื่นๆ ฝึกให้เด็กกล้าคิดในสิ่งที่คนอื่นไม่คิด ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ด้วยกิจกรรมศิลปะต่างๆ เช่น คิดประดิษฐ์ของเล่น-ของใช้จากเศษวัสดุ ต่อเติมภาพที่ครูกำหนดให้ เป็นต้น
    • ฝึกให้เด็กคิดอย่างมีวิจารณญาณ ฝึกคิดเกี่ยวกับรายละเอียดขององค์ประกอบของสิ่งต่างๆ กิจกรรม สิ่งของ สถานที่ เหตุการณ์ต่างๆ ฝึกแยกแยะเหตุปัจจัยที่ทำให้กิจกรรมประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว แยกแยะความเหมือน-ความต่าง แยกแยะข้อคิดเห็น ข้อเท็จจริง ข้อเสนอแนะ ฝึกสร้างเกณฑ์ในการตัดสินความถูกต้อง ความเหมาะสม ความดี และความงดงามของสิ่งต่างๆ ฝึกจัดลำดับความสำคัญของเหตุการณ์ จัดหมวดหมู่ข้อมูล ฝึกอธิบาย ให้เหตุผล สรุปประเด็น สรุปผลข้อมูล

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะส่งเสริมความสามารถในการคิดของลูกได้อย่างไร?

ครอบครัวควรสร้างวัฒนธรรมที่เกื้อหนุนการคิด ด้วยการเลี้ยงดูลูกอย่างถูกต้อง ฝึกให้ลูกมีความสนใจใฝ่หาความรู้ และมีนิสัยในการคิดตามกระบวนการพัฒนาปัญญา ดังนี้

  • ฟังในสิ่งที่ลูกพูดอย่างเห็นคุณค่า พ่อแม่ควรเปิดใจฟังลูก โดยไม่เอาความคิดของพ่อแม่มาตัดสินเรื่องต่างๆ ทำให้ลูกจะเกิดความไว้วางใจ กล้าคิด กล้าแสดงความคิดเห็น อยากเข้าใกล้ เพื่อปรึกษาหารือ หากเห็นว่าพ่อแม่เป็นผู้ฟังที่ดี พ่อแม่ควรนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของลูก ซึ่งอาจตัดสินใจถูกบ้าง ผิดบ้าง มาพูดคุยกัน ช่วยกันคิดวิเคราะห์ ไม่มองสิ่งต่างๆ อย่างตื้นๆ ผิวเผิน และพาให้ลูกช่วยกันคิดหาวิธีการที่ดีที่สุดในการแก้ไขสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น เมื่อเกิดเหตุการณ์นั้นๆ หรือคล้ายๆ กันขึ้น จะทำให้ลูกสามารถตัดสินใจและแก้ไขปัญหาได้ถูกต้องมากขึ้น
  • สืบสาวหาเหตุปัจจัยและแก้ไขที่ต้นเหตุ เมื่อพ่อแม่ฟังลูกพูดอธิบาย ซึ่งอาจจะถูกหรือผิด พ่อแม่ควรพิจารณาว่าลูกยังขาดความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องใด ก็ควรพาให้ลูกคิดวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่แท้จริงว่าเกิดจากอะไร มีวิธีใดแก้ไขได้บ้าง และผลจะเป็นอย่างไรต่อไป พ่อแม่ควรสอนให้ลูกรู้จักแยกแยะข่าวสารที่ได้รับมาว่าควรจะเชื่อหรือไม่ เพราะอะไร แม้แต่สิ่งต่างๆ ที่ลูกอยากได้ ฝึกคิดบ่อยๆ ว่าอยากได้เพราะอะไร จำเป็นไหม ข้อดี-ข้อเสียของสิ่งนั้นคืออะไร ผลที่ตามมาคืออะไร ถ้าไม่ได้ เป็นอย่างอื่นแทนได้ไหม ช่วยกันคิดหาทางเลือกหลายๆ ทาง เพื่อให้ลูกเห็นตัวอย่างของการคิดหลายๆ มุมมองและคิดอย่างรอบคอบ ทั้งนี้ พ่อแม่ควรหมั่นตั้งประเด็นขึ้นมาถกเถียงกันเล่นๆ เสมอๆ จะช่วยให้ลูกมีทักษะการคิดที่ดีขึ้นได้
  • ฝึกคิดกำหนดเป้าหมายและวางแผนชีวิต เริ่มจากฝึกให้ลูกอยู่กับความจริงและรับรู้ข่าวสารความเป็นไปในสังคม เลือกรับข่าวสารข้อมูล และรู้เท่าทันสถานการณ์ที่มีอยู่รอบตัวและความเป็นไปในโลก ชักชวนลูกพูดคุยเกี่ยวกับอนาคตของตัวลูก และร่วมกันวางแผนว่า ถ้าลูกจะเป็นเหมือนภาพในอนาคต ควรจะต้องปฏิบัติตนอย่างไรบ้าง สิ่งใดที่ลูกคิดว่าน่าจะทำได้จริง และวางแผนการทำแต่ละขั้นตอน โดยเป็นการคิดบนฐานของข้อมูลความเป็นจริง

เกร็ดความรู้เพื่อครู

ความคิดเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาปัญญา ที่พูดกันว่า “เด็กไทยไม่รู้จักคิด” จึงหมายถึง คิดในทางไม่เกิดประโยชน์ คิดไม่เป็น คิดออกนอกลู่นอกทาง คิดฟุ้งซ่าน คิดเพ้อฝัน คิดเลื่อนลอย หรือคิดปรุงแต่ง เรียกว่า คิดอย่างเป็นทาสอารมณ์ ซึ่งไม่ได้ประโยชน์อะไร มีแต่ทำให้เกิดความทุกข์ การไม่คิดของเด็กไทย เป็นเพราะไม่อยากคิด ไม่ต้องคิด และไม่เคยคิด

ถ้าเราฝึกเด็กให้ต้องคิด เคยชินกับการคิด เป็นคนช่างคิด หรืออยากคิดได้แล้ว เด็กก็จะคิดอยู่เรื่อยๆ แต่คิดอย่างไรจึงจะถูกทางและได้ผล ครูควรมีวิธีคิดที่ดีให้กับเด็ก ที่เรียกว่า โยนิโสมนสิการ

โยนิโสมนสิการ ประกอบด้วย โยนิโส กับ มนสิการ โยนิโส มาจาก โยนิ แปลว่า เหตุ ต้นเค้า แหล่งเกิด ปัญญา อุบาย วิธีทาง ส่วน มนสิการ แปลว่า การทำในใจ การคิดคำนึง นึกถึง ใส่ใจ พิจารณา เมื่อรวมกันเข้า แปลว่า การทำในใจโดยแยบคาย มี 4 ลักษณะ ดังนี้
  • คิดถูกวิธี ที่จะให้เข้าถึงความจริง
  • คิดมีระเบียบ คิดถูกทาง คิดได้ต่อเนื่องเป็นลำดับ มีขั้นตอน ไม่ยุ่งเหยิง สับสน
  • คิดมีเหตุผล พิจารณาสืบสาวหาสาเหตุให้เข้าใจถึงแหล่งที่มา
  • คิดเร้ากุศล คิดให้เกิดกุศลธรรม ทำให้เกิดความเพียร ทำให้มีสติ ทำให้จิตใจเข้มแข็งมั่นคง

การคิดใน 3 ลักษณะแรก กัลยาณมิตร อย่างเช่นครูสามารถช่วยชี้แนะ แนะนำให้เห็นช่องทาง แต่ตัวเด็กจะต้องคิดพิจารณาเข้าใจด้วยตนเอง แต่สำหรับการคิดลักษณะที่ 4 หากครูสามารถสร้างศรัทธาได้สำเร็จ ให้กำลังใจ ปลุกใจ และชักจูงด้วยวิธีต่างๆ ก็จะช่วยเด็กได้มาก

วิธีคิดตามหลักโยนิโสมนสิการ เพื่อการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง มี 10 วิธีคือ

  • การคิดวิเคราะห์ หรือแยกแยะองค์ประกอบ
  • การคิดสืบสาวหาเหตุปัจจัย
  • การคิดด้วยความรู้สามัญลักษณะตามกฎธรรมชาติ (ลักษณะที่ไม่คงที่ ไม่คงอยู่ในสภาพเดิม และสภาพที่ปรากฏตัวตามเหตุปัจจัย เรียกว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)
  • การคิดแบบแก้ปัญหาตามแนวอริยสัจ 4
  • การคิดแบบโยงหลักการสู่จุดหมาย
  • การคิดแบบให้เห็นครบทั้งส่วนดี ส่วนเสีย และภาวะปลอดพ้นจากบวกลบ
  • การคิดแบบรู้ทันคุณค่าแท้-คุณค่าเทียม
  • การคิดแบบเร้ากุศล
  • การคิดแบบอยู่กับปัจจุบัน หรือมีปัจจุบันเป็นศูนย์กลาง
  • การคิดแบบวิภัชชวาท คือ จำแนกแยกแยะให้เห็นความจริงครบทุกแง่ตามที่มันเป็น

การคิดเป็น เป็นการฝึกการใช้ความคิด ให้รู้จักคิดอย่างถูกวิธี คิดอย่างมีระเบียบ เป็นการจัดระบบข้อมูลที่ผ่านการคิดไตร่ตรองอย่างละเอียดรอบคอบ ลึกซึ้ง อันจะส่งผลต่อเด็กในการคิดวางแผนชีวิตในอนาคตต่อไป

บรรณานุกรม

  1. ศิริกาญจน์ โกสุมภ์ และดารณี คำวัจนัง. (2549). สอนเด็กให้คิดเป็น. (พิมพ์ครั้งที่ 5) กรุงเทพฯ : บริษัท เมธีทิปส์ จำกัด.
  2. พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต). (2542). วิธีคิดตามหลักพุทธธรรม. (พิมพ์ครั้งที่ 6) กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ศยาม.
  3. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). (2546). ธรรมนูญชีวิต พุทธจริยธรรมเพื่อชีวิตที่ดีงาม. (พิมพ์ครั้งที่ 57) กรุงเทพฯ :.
  4. ยอดมนู เบ้าสุวรรณ. (2552). สอนลูกให้เป็นคนเก่งและคนดี. กรุงเทพ : โรงพิมพ์มิตรสัมพันธ์กราฟฟิค.
  5. สำนักทดสอบทางการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2555). คู่มือประเมินสมรรถนะสำคัญของผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2552. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 1 คน
sirikul