หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกให้มีชีวิตที่ดีงาม (Teaching Children about Living a Good Life)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

สอนลูกให้มีชีวิตที่ดีงาม

สอนลูกให้มีชีวิตที่ดีงาม (Teaching Children about Living a Good Life) หมายถึง การปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมเพื่อให้เกิดความสุขที่แท้จริง ทั้งนี้ มนุษย์ทุกคนต้องการชีวิตที่ดีงามและมีความสุขที่แท้จริง และต่างก็ดำเนินชีวิต เพียรพยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อหาสิ่งนี้ โดยไม่รู้ไม่เข้าใจว่า ชีวิตที่ดีงามและความสุขที่แท้จริงนั้นคืออะไร ซึ่งในทางพระพุทธศาสนาบอกถึงหลักการสร้างชีวิตที่ดีและมีความสุขที่แท้จริง คือ การเข้าถึงธรรม นั่นคือ การที่เรา มีศีล เป็นเครื่องควบคุม มีทานสนับสนุน มีสมาธิ เป็นแกนนำในการพัฒนา และมีปัญญา เป็นตัวชี้ขาดที่จะนำเข้าถึงจุดหมาย

การสอนลูกให้มีชีวิตที่ดีงามสำคัญอย่างไร?

การจะเข้าถึงธรรมได้ ก็ต้องปฏิบัติธรรม การปฏิบัติธรรม จึงหมายถึง การเอาธรรมมาปฏิบัติมาใช้ดำเนินชีวิต ทำกิจหน้าที่ให้ถูกต้อง ให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตของเรา ทำให้เป็นชีวิตที่ดี มีความสุขนั่นเอง

การปฏิบัติธรรม ไม่ใช่เฉพาะการที่จะปลีกตัวออกจากสังคม ไปอยู่ที่วัด ไปอยู่ที่ป่า แล้วก็นั่งบำเพ็ญสมาธิ ไม่ใช่แค่นั้น ที่จริงแล้ว การปฏิบัติธรรมต้องมีตลอดเวลา การทำสิ่งที่ถูกต้อง ตั้งใจทำให้ดี ให้เกิดคุณประโยชน์ ให้สำเร็จความมุ่งหมายที่ดีงาม ก็เป็นการปฏิบัติธรรม

ถ้าเราไม่เอาธรรมมาใช้ การเดินทางชีวิตของเราก็อาจจะผิด อาจจะเขว อาจจะพลาด อาจจะหลง อาจจะไปในทางที่เกิดความเสื่อมความพินาศ เมื่อเราเอาธรรมมาช่วย มาปฏิบัติ ก็จะช่วยให้การเดินทางชีวิตนี้ถูกต้อง ได้ผลดีตามที่ประสงค์ เป็นทางแห่งความสุขความเจริญ

การเข้าถึงชีวิตที่ดีงาม ทางพุทธศาสนา มี 3 ขั้น คือ

  • ขั้นที่ 1 การมีชีวิตที่วุ่นวายอยู่กับการหารูป เสียง กลิ่น รส และสิ่งสัมผัสกายที่สวยงาม ไพเราะ หอมหวาน ซู่ซ่า เอร็ดอร่อย มาบำรุงบำเรอตา หู จมูก ลิ้น และร่างกาย เป็นสุขสนุกสนานเพลิดเพลินกับสิ่งเหล่านี้ (ต้องใช้ ศีล เป็นเครื่องควบ คุม โดยมี ทาน สนับสนุน)
  • ขั้นที่ 2 การพัฒนาจิตใจให้มีคุณธรรม มีเมตตากรุณา มีความรักความปรารถนาดีต่อผู้อื่น อยากให้ผู้อื่นมีความสุข เลยแบ่งปันช่วยเหลือ และตัวเองก็มีความสุขด้วยการให้ (ทาน) เกิดมีศรัทธา เชื่อมั่นในสิ่งที่ดีงาม ในการสร้างสรรค์ทำสิ่งดีงาม มีความสุขสบายเอิบอิ่มจากการให้นั้น (มี สมาธิ เป็นแกนนำ)

    การพัฒนาจิตในขั้นนี้ จะทำให้เราเป็นคนมีจิตใจที่มีคุณภาพ ประกอบด้วยคุณธรรม เช่น เมตตากรุณา ศรัทธา กตัญญูกตเวที มีสมรรถภาพ เป็นจิตใจที่เข้มแข็ง มั่นคง ขยัน อดทน มีสติ รู้จักรับผิดชอบ และมีสุขภาพ เพราะสงบ สบาย ผ่อนคลาย เอิบอิ่ม ผ่องใส สดชื่น เบิกบาน มีความสุข

    การพัฒนาจิตในขั้นนี้ จะทำให้จิตเกิดมีคุณสมบัติที่สำคัญ คือ มีพลังมาก (ไม่กระจัดกระจาย) ใสกระจ่าง เอื้อต่อการใช้ปัญญา (ไม่กระเพื่อม) และสงบสบาย มีความสุข (ไม่ขุ่นมัว ไม่ฟุ้งซ่าน) จิตที่มีคุณสมบัติเช่นนี้ เป็นจิตที่เหมาะแก่การใช้งาน มีสมาธิ ใช้คิดพิจารณา พัฒนาปัญญาต่อไป

  • ขั้นที่ 3 ชีวิตที่พ้นหรืออยู่เหนือการถูกบีบคั้นครอบงำด้วยปัญหาต่างๆ มีความสุข ปลอดโปร่ง โล่ง เบา ไม่มีเงาของความทุกข์รบกวน เรียกว่า เป็นพุทธะ แปลให้เข้าใจกันง่ายๆว่า รู้ ตื่น เบิกบาน ผู้มีชีวิตและมีความสุขถึงขั้นนี้ เป็นขั้นที่ถึงได้ด้วย ปัญญา เป็นผู้มีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา ที่รู้เท่าทันความจริงของสิ่งทั้งหลาย ตามที่เป็นอยู่ ตามเหตุแห่งปัจจัยของกฎธรรม ชาติ เป็นผู้มีแต่ความสุข ไร้ทุกข์ (มี ปัญญา เป็นตัวชี้ขาดที่จะนำเข้าถึงจุดหมาย)

การสอนลูกให้มีชีวิตที่ดีงามมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การเข้าถึงชีวิตที่ดีงามและมีความสุขก็คือ การเข้าถึงธรรม เราทุกคนจะเข้าถึงธรรมได้ ก็ต้องปฏิบัติธรรม การปฏิบัติธรรมที่แท้จริงนั้น มีอยู่ตลอดเวลา เพราะเราทุกคนมีหน้าที่ต้องดำเนินชีวิตให้ดีงาม ถูกต้อง ถ้าเด็กมีหน้าที่ศึกษาเล่าเรียน แล้วศึกษาเล่าเรียนอย่างถูกต้อง มีความขยันหมั่นเพียร ตั้งใจเล่าเรียนให้ได้ผล โดยมีอิทธิบาท 4 คือ

  • มีฉันทะ พอใจรักการเรียนนั้น
  • มีวิริยะ มีความเพียร ใจสู้
  • มีจิตตะ เอาใจใส่ รับผิดชอบ
  • มีวิมังสา คอยไตร่ตรอง ตรวจสอบ ทดสอบ ทดลองให้ได้ผลดียิ่งขึ้น

ก็เป็นการปฏิบัติธรรม หรือในการทำงานของผู้ใหญ่ เมื่อมีอิทธิบาท 4 มาใช้ในการทำงาน ก็เป็นการปฏิบัติธรรม

ครูสอนลูกให้มีชีวิตที่ดีงามอย่างไร?

การปฏิบัติธรรม หมายถึง การเอาธรรมมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิต ทำให้การดำเนินชีวิตถูกต้อง เป็นไปด้วยดี เนื้อแท้ของการปฏิบัติก็คือ การศึกษา ที่แยกเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา (ไตรสิกขา)

1. ศีล คือ ความมีระเบียบในการดำเนินชีวิต และในการอยู่ร่วมสังคม ได้แก่ ความมีวินัยและการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์กติกาในการอยู่ร่วมกัน เพื่อให้มีความสัมพันธ์ที่ดีในสังคม ชีวิตและสังคมจะได้เรียบร้อยราบรื่น ไม่สับสนวุ่นวาย เอื้อต่อการที่จะทำอะไรให้สะดวก ได้ผลดี และมีความเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป ซึ่งครูจะสอนเด็ก ดังนี้

  • สอนเด็กให้มีศีล 5 เป็นหลักชีวิต ด้วยการไม่เบียดเบียน ทำร้าย ไม่ละเมิดต่อชีวิตและร่างกาย ไม่ละเมิดต่อสิ่งของ ไม่ใช้วาจาทำร้ายหลอกลวงกัน ไม่คุกคามต่อความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยของผู้อื่น และไม่สูญเสียสติสัมปชัญญะ เนื่องจากยาเสพติดที่ทำให้เกิดความประมาทและไม่น่าไว้วางใจ ศีล 5 เป็นกฎเกณฑ์ความสัมพันธ์พื้นฐานในสังคม เพื่อให้คนอยู่ร่วมกันด้วยดี ไม่เบียดเบียน สังคมไม่เดือดร้อน เป็นฐานรองรับความมีสันติสุขของสังคม
  • สอนเด็กให้สำรวมอินทรีย์ ฝึกให้รู้จักใช้ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้ดูเป็น ฟังเป็น คือ ดูและฟังให้ได้ประโยชน์แก่ชีวิต ไม่เกิดโทษ ก่อความเดือดร้อนเสียหาย หรือเอาแต่ความลุ่มหลงมัวเมา
    • การมีสภาพชีวิตและการอยู่ร่วมกันที่จัดระเบียบไว้ด้วยดี เรียกว่า ศีล
    • การจัดระเบียบชีวิตและการอยู่ร่วมกันให้เรียบร้อย รวมทั้งตัวระเบียบเอง เรียกว่า วินัย
    • ข้อปฏิบัติในการจัดสภาพชีวิตและการอยู่ร่วมกันในสังคมให้มีระเบียบ เรียกว่า สิกขาบท
    • ข้อปฏิบัติในการฝึกฝนขัดเกลาพฤติกรรม เพื่อเข้าถึงจุดหมายที่ต้องการ เรียกว่า วัตร

ทั้งหมดรวมเรียกว่า ศีล

2. สมาธิ หมายถึง การฝึกฝนอบรมจิตใจให้สงบแน่วแน่มั่นคง เพื่อให้จิตใจสามารถทำงานหรือใช้การได้ดี โดยเฉพาะการคิดพิจารณาให้เกิดปัญญาหรือใช้ปัญญาอย่างได้ผล จิตใจที่เป็นสมาธิ จะเป็นจิตใจที่เอื้อต่อการพัฒนาคุณสมบัติ คุณ ธรรมต่างๆให้เจริญงอกงามขึ้น และอยู่ในภาวะที่ปลอดพ้นจากความเศร้าหมอง ความสับสนวุ่นวาย เป็นจิตที่ปลอดโปร่ง เบาสบาย เบิกบาน สดชื่น แจ่มใส เป็นสุข ซึ่งครูจะสอนเด็ก ดังนี้

  • สอนเด็กให้ฝึกฝนพัฒนาสมรรถภาพจิต ให้มีฉันทะ เพียรพยายาม ขยัน มีความอดทน ฝึกความรับผิดชอบ ให้เข้ม แข็ง มีกำลังใจ ไม่เลื่อนลอย แต่ตั้งมั่น สงบ มีพลัง มีจิตใจที่เข้มแข็ง มั่นคง
  • สอนเด็กให้ฝึกฝนพัฒนาคุณภาพจิต มีความสุภาพ อ่อนน้อม อ่อนโยน มีจิตใจกว้างขวาง เสียสละ ประกอบด้วยคุณธรรมต่างๆ เช่น เมตตา กรุณา ศรัทธา กตัญญูกตเวที มีความโอบอ้อมอารี มีหิริโอตตัปปะ เชื่อมั่นในความดี
  • สอนเด็กให้ฝึกฝนพัฒนาสุขภาพจิต มีความสุข ร่าเริง เบิกบาน ผ่อนคลาย ผ่องใส มีจิตใจที่เป็นอิสระ พัฒนาความ สุขให้ประณีตยิ่งขึ้นไป

3. ปัญญา ได้แก่ การมีความรู้เข้าใจสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง และการฝึกฝนอบรมพัฒนาให้มีความรู้ความเข้าใจเช่น นั้น ซึ่งครูจะสอนเด็ก ดังนี้

  • สอนเด็กให้รู้เข้าใจสิ่งทั้งหลายอย่างถูกต้อง ตรงตามความจริง ไม่เอนเอียงด้วยอคติ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เล่าเรียน ข้อ มูลข่าวสารต่างๆ และประสบการณ์ที่เข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ตลอดจนความจำและความรู้สึกนึกคิดที่สั่งสมอยู่ในใจ
  • สอนเด็กให้พิจารณาวินิจฉัยคิดการต่างๆอย่างถูกต้องชัดเจน ไม่ถูกกิเลส เช่น ความเห็นแก่ได้ ความเกลียด โกรธ เคียดแค้นชิงชังครอบงำ สอนเด็กให้มองเห็นสิ่งทั้งหลายถึงเหตุปัจจัย ตลอดจนสามารถเชื่อมโยงความรู้มาใช้แก้ปัญหา สร้าง สรรค์ และดำเนินการต่างๆอย่างถูกต้อง
  • สอนเด็กรู้เท่าทันความเป็นจริงของโลกและชีวิต หมดความถือมั่นในสิ่งทั้งหลาย ส่งผลให้จิตใจเป็นอิสระ มีความปลอดโปร่งโล่งเบา เบิกบานผ่องใส

    ในการกระทำทุกครั้ง ครูจะสอนให้เด็กฝึกฝนพัฒนาตนและสำรวจตรวจสอบตนเอง ตามหลักไตรสิกขานี้ ให้มีการศึกษาครบทั้งศีล สมาธิ และปัญญา โดยเมื่อทำอะไร ก็ให้เด็กพิจารณา ดังนี้

  • พฤติกรรมของเรา มีการเบียดเบียน ก่อความเดือดร้อนแก่ใคร หรือเป็นไปเพื่อความเกื้อกูล ช่วยเหลือ ส่งเสริม และสร้างสรรค์ (ศีล)
  • จิตใจของเราเป็นอย่างไร เราทำด้วยจิตใจที่เห็นแก่ตัว มุ่งร้าย โลภ โกรธ หลง หรือทำด้วยความเมตตา มีความปรารถนาดี ทำด้วยศรัทธา ทำด้วยสติ มีความเพียร มีความรับผิดชอบ ฯลฯ และในขณะทำเรามีสภาพจิตใจเป็นอย่างไร เร่าร้อน กระวนกระวาย ขุ่นมัว เศร้าหมอง หรือมีจิตใจที่สงบ ร่าเริง เบิกบาน เป็นสุข อิ่มเอิบ ผ่องใส (สมาธิ)
  • การกระทำครั้งนี้ เราทำด้วยความรู้ ความเข้าใจ มองเห็นเหตุผล รู้เข้าใจหลักเกณฑ์และความมุ่งหมาย มองเห็นผลดีผลเสียและหนทางแก้ไขปรับปรุงหรือไม่ (ปัญญา)

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะสอนลูกให้มีชีวิตที่ดีงามได้อย่างไร?

ขณะเดียวกัน ทางบ้านก็สามารถสอนให้ลูกมีชีวิตที่ดีงามใน 3 ด้านเช่นเดียวกัน ได้แก่ ทาน ศีล ภาวนา เรียกว่า บุญสิกขา คือ การฝึกฝนในเรื่องความดี หรือการฝึกหัดทำความดีนั่นเอง

1. ทาน คือ การให้ การเผื่อแผ่แบ่งปัน เพื่อช่วยเหลือส่งเสริมความดีงามและการทำสิ่งที่ดี ทานเป็นเครื่องเสริมการอยู่ร่วม กันในสังคมให้เป็นไปด้วยดี มีระเบียบมั่นคงยิ่งขึ้น เป็นเครื่องฝึกหัดขัดเกลา ทั้งพฤติกรรมทางกาย วาจา และฝึกฝนอบรมจิต ใจให้เจริญยิ่งขึ้นไปในคุณธรรมและความอิ่มเอิบผ่องใส

สอนลูกให้ทำทาน เน้นที่อามิสทาน คือ การให้วัตถุทาน 10 อย่าง ในสภาพที่ใช้งานได้ การสละทรัพย์สิน สิ่งของ ได้ แก่ การให้ปัจจัย 4 อาหาร น้ำ เครื่องนุ่มห่ม ยานพาหนะ ดอกไม้ ของหอม ของลูบไล้ (เช่น สบู่) ที่นอน ที่พัก เครื่องประทีป (ไฟฟ้า) เป็นต้น และให้ด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์ ให้ด้วยความปรารถนาดี

2. ศีล ก็มีสาระอย่างศีลในไตรสิกขาข้างต้น

สอนลูกให้รักษาศีล เน้นที่ศีล 5 หรือศีล 8 เริ่มที่การฝึกควบคุมกายและวาจาของตนเอง ด้วยความเข้าใจในประโยชน์ในความงามของการไม่ทำบางสิ่งบางอย่าง และในโทษของการกระทำที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตของตัวเองและคนรอบข้าง ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เราจะอยู่ด้วยกัน คงเป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะรักกัน แต่ทุกคนก็งดเว้นจากการเบียดเบียนกันได้ ถึงจะไม่รักกัน เราก็เคารพซึ่งกันและกันได้ อย่างน้อยไม่ทำร้ายกัน ไม่เบียดเบียนกัน ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ในโลกที่เป็นจริง

3. ภาวนา แปลว่า การทำให้มีขึ้น การภาวนาจึงเป็นการปฏิบัติ ฝึกหัด ลงมือทำ เมื่อยังไม่เป็น ก็ทำให้มันเป็น ทำให้มีขึ้น เมื่อทำให้เกิด ทำให้มีขึ้นแล้ว ก็ต้องทำให้เจริญงอกงามเพิ่มพูนขึ้นไปจนเต็มที่ด้วย

สอนลูกให้เจริญเมตตาภาวนา การเจริญเมตตาหรือไมตรีที่จะเป็นพื้นฐานแห่งสันติสุขของสังคม พ่อแม่ควรสอนให้ลูกปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ด้วยการสวดมนต์ นั่งสมาธิ โดยแบ่งเวลาให้เหมาะกับตัวพ่อแม่เองและวัยของลูก บางคนชอบสวดมนต์ ก็สวดมนต์ยาวหน่อย ชอบน้อยก็สวดสั้น

ทั้งทาน ศีล ภาวนา และ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นเรื่องเดียวกัน

  • แต่ทาน ศีล ภาวนา เน้นด้านภายนอก โดยขยายเป็น ทาน กับ ศีล เอาสมาธิและปัญญาไปยุบเป็นภาวนาอย่างเดียว
  • ส่วนศีล สมาธิ ปัญญา เน้นด้านภายใน เอาภาวนาไปแยกเป็นสมาธิและปัญญา แต่ด้านนอก คือ ทานกับศีล รวมเป็นอันเดียว เพราะว่าศีลคือการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นด้วยดี ส่วนทานเป็นองค์ประกอบที่จะอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นด้วยดี เลยมารวมอยู่ในคำว่า ศีล

เกร็ดความรู้เพื่อครู

การปฏิบัติธรรม วัดผลอย่างไร

1. ดูกุศลธรรมที่เพิ่มขึ้น

  • มีศรัทธาเพิ่มขึ้น มีความมั่นใจ เชื่อมั่นในสิ่งที่เป็นกุศล สิ่งที่เป็นความดีงามมากขึ้น
  • มีระเบียบในการดำเนินชีวิตดีขึ้น ประพฤติตนสุจริตดีขึ้น มีศีลดีขึ้น
  • มีความลดละกิเลส โดยเฉพาะความโลภ โกรธ หลง ความเห็นแก่ตัว มีความเสียสละ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีน้ำใจ มีจิตใจกว้าง ขวางโปร่งเบามากขึ้น
  • มีความรู้มากขึ้น สามารถนำความรู้นั้นมาใช้แก้ปัญหาหรือพัฒนาตนให้เป็นผลดี

2. ดูการทำหน้าที่ต่อธรรมต่างๆ

  • ปฏิบัติหน้าที่ต่ออริยสัจ 4 ถูกต้อง คือ ทำความรู้จักทุกข์หรือปัญหาที่เกิดขึ้น กำหนดให้ถูก (ทุกข์) กำจัดสาเหตุ (สมุทัย) เข้าถึงจุดหมาย (นิโรธ) และลงมือทำ ลงมือแก้ปัญหา เพื่อให้ปัญหาหมดไป (มรรค)

3. ดูสภาพจิตที่เดินถูกระหว่างทาง พร้อมจะสร้างสรรค์ พัฒนาสิ่งต่างๆ

  • มีความแช่มชื่น ร่าเริง เบิกบานใจ
  • มีความอิ่มใจ ปลาบปลื้ม
  • ผ่อนคลาย เย็นสบาย
  • มีความสุข ไม่บีบคั้น
  • มีใจตั้งมั่น สงบ ไม่ฟุ้งซ่าน

การปฏิบัติธรรม จึงเป็นเรื่องที่กว้างมาก หากเราทุกคนนำธรรมมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ชีวิต ทำกิจหน้าที่การงานให้ถูกต้อง ทำทุกเรื่องทุกอย่างให้ถูกต้อง ให้ดี ให้เกิดผล เป็นประโยชน์ เราทุกคนก็จะเข้าถึงชีวิตที่ดีงาม และมีความสุขที่แท้ จริงนั่นเอง

บรรณานุกรม

  1. ชยสาโรภิกขุ. (2552). สรณะ. (พิมพ์ครั้งที่ 2) กรุงเทพฯ : บริษัท คิว พริ้นท์ แมเนจเม้นท์ จำกัด
  2. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). (2552). ธรรมะฉบับเรียนลัด. (พิมพ์ครั้งที่ 14) กรุงเทพฯ: บริษัท สหมิตรพริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน