หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกให้รู้จักบันทึก (Teaching Children to Write Journals)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

สอนลูกให้รู้จักบันทึก

การสอนลูกให้รู้จักบันทึก (Teaching Children to Write Journals) หมายถึง การจัดกิจกรรมให้เด็กปฐมวัยมีประสบการณ์ในการเขียนเรื่องราวต่างๆอย่างอิสระจากประสบการณ์หรือสิ่งที่น่าสนใจ ซึ่งสะท้อนถึงความคิด ความรู้สึก อารมณ์ของเด็กจากประสบการณ์การเรียนรู้ที่เด็กได้รับ โดยเด็กอาจบันทึกด้วยการวาดภาพหรือเขียนคำที่คิดหรือสะกดขึ้นเอง การบันทึกยังแสดงให้เห็นถึงร่องรอยการเรียนรู้และพัฒนาการในด้านต่างๆของเด็กด้วย

สอนลูกให้รู้จักบันทึกมีความสำคัญอย่างไร?

การลงมือปฏิบัติจริงด้วยตัวเอง การได้ฝึกหัดบ่อยๆหรือการกระทำซ้ำจะทำให้เด็กเรียนรู้สิ่งต่างๆได้อย่างมั่นคงและเป็นการเรียนรู้ที่มีความหมาย ครูปฐมวัยจัดกิจกรรมที่เน้นให้เด็กได้เล่น ลงมือกระทำหลากหลายรูปแบบ ทั้งการทดลองวิทยาศาสตร์ การระดมความคิด การประกอบอาหาร การศึกษานอกสถานที่ การเรียนรู้จะมีความหมายมากยิ่งขึ้นและเด็กจะเข้าใจและจด จำสิ่งที่ได้เรียนรู้ได้นานถ้าเขาได้สะท้อนสิ่งที่ได้เรียนรู้ด้วยการบันทึก การบันทึกของเด็กปฐมวัยเป็นการเขียน วาดภาพจากประสบการณ์ที่เขาได้รับหรือสิ่งที่ได้เรียนรู้ตามความคิด ความรู้สึก การบันทึกเป็นการเขียนเหตุการณ์ในแต่ละวันของเด็กตามความคิด ความรู้สึกของเด็กลงในสมุดบันทึกหรือสมุดเล็กๆ การสะท้อนตนเองของเด็กเป็นคำพูดหรือข้อความที่เด็กสะท้อนความรู้ ความเข้าใจ ความรู้สึกจากการสนทนา อภิปรายแสดงความคิดเห็นของเด็กหลังทำกิจกรรม

การบันทึกของเด็กปฐมวัยจึงเป็นการเขียนเรื่องราวๆต่างๆอย่างอิสระจากประสบการณ์หรือสิ่งที่น่าสนใจซึ่งแสดงออกถึงความคิดของเด็ก โดยที่เด็กอาจจะวาดหรือเขียนคำที่คิดหรือสะกดขึ้นเอง การบันทึกเป็นวิธีการของการจัดทำหลักฐานที่มีบทบาทในการบันทึกร่องรอยและข้อมูลการเรียนรู้ต่างๆของเด็กทั้งที่ปรากฏในลักษณะของการเขียนบันทึก ภาพเขียน ผล งานศิลปะ การบันทึกประจำวัน การบันทึกด้วยการเขียนถือได้ว่าเป็นการสะท้อนตนเองของเด็กที่สะท้อนถึงความรู้ ความเข้าใจ ความรู้สึกในสิ่งที่เรียนรู้ ทั้งนี้การเขียนช่วยส่งเสริมและพัฒนากระบวนการคิด ทำให้เราทราบความคิดของตนเองจากการถ่ายทอดผ่านงานเขียนและช่วยให้ความคิดมีลักษณะเป็นรูปธรรมมากขึ้น ช่วยให้เราสามารถตรวจสอบ สำรวจ พัฒนาและแก้ไขความคิดของเราได้ การเขียนช่วยให้มนุษย์จัดระบบและพัฒนาความเป็นไปได้ของความคิดตน ในขณะที่มนุษย์พยายามถ่ายทอดความคิดผ่านการเขียนจะมีปฏิสัมพันธ์เกิดขึ้นระหว่างผู้เขียนและความคิดของตนเองตลอดเวลา ซึ่งปฏิสัม พันธ์นี้จะเกิดขึ้นเมื่อผู้เขียนได้เขียนในสิ่งที่มีความหมายต่อตนเอง ครูจึงควรส่งเสริมให้เด็กเขียนบันทึกในสิ่งซึ่งมีความ หมายต่อตัวเด็ก ซึ่งหัวใจสำคัญของการเขียนในระดับปฐมวัยอยู่ที่การแสดงออกซึ่งความคิดของเด็ก และการวาดรูปถือเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในงานเขียนของเด็ก รูปภาพที่เด็กวาดสามารถเล่าเรื่องได้เช่นเดียวกับตัวหนังสือ ขณะที่เด็กวาดภาพ เด็กจะถ่ายทอดความคิดของตนลงบนกระดาษ ภาพวาดทุกภาพของเด็กมีค่าเท่ากับสมุดบันทึกประสบการณ์ซึ่งเป็นประสบ การณ์ด้านการรับรู้ทางประสาทสัมผัสที่เด็กได้รับ ดังนั้นการเปิดโอกาสให้เด็กอธิบายความคิดของตนโดยการวาดภาพหรือการเขียนบันทึกจึงเป็นวิธีการที่สำคัญ เนื่องจากการเขียนบรรยายหรือวาดภาพช่วยให้เด็กได้เห็นและตระหนักในขั้นตอนการแก้ปัญหาของตนเองมากขึ้น นอกจากนี้การบันทึกยังช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆของเด็ก เช่น พัฒนาการด้านการเขียน ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ พฤติกรรมความร่วมมือ เป็นต้น

การบันทึกมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การบันทึกมีประโยชน์และคุณค่าต่อการพัฒนาเด็กในด้านต่างๆดังนี้

  • เป็นการสะท้อนกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก ทำให้เห็นร่องชิ้นงานที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงในด้านพัฒนาการและทักษะต่างๆ เช่น ภาพวาดของเด็กที่สามารถวาดโดยมีรายละเอียดมากขึ้น การเขียนที่เป็นประโยคและได้ใจ ความมากขึ้น
  • แสดงให้เห็นถึงทักษะทางปัญญาของเด็กหลายๆอย่าง เช่น การสังเคราะห์ การแปลความหมาย การตีความจากสิ่งที่เด็กบันทึกทั้งการเขียนและการวาดภาพ
  • ช่วยสร้างความคิดรวบยอดในสิ่งที่เด็กได้เรียนรู้ การบันทึกถือเป็นการสะท้อนและทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้ เด็กจะเขียนหรือวาดภาพตามที่เขาได้เรียนรู้และตามที่เขามีความเข้าใจ ดังนั้นในการเรียนเรื่องเดียวกันเด็กอาจจะแสดงผลงานการบันทึกด้วยการเขียนและวาดภาพที่แตกต่างกันก็ได้
  • ช่วยให้เด็กสามารถเขียนอธิบายในสิ่งที่ยากด้วยภาษาของตนเอง
  • เด็กจะได้บันทึกความก้าวหน้าที่แสดงถึงพัฒนาการในด้านต่างๆของตนและสามารถเข้าใจสิ่งต่างๆที่เรียนรู้ได้ทันที
  • ช่วยให้เด็กสามารถจดจำสิ่งที่เรียนรู้ไปแล้วได้ยาวนานขึ้น การบันทึกการเรียนรู้เป็นการเชื่อมโยงความทรงจำกับการเขียน ซึ่งเราเห็นเป็นภาพในรูปของตัวอักษรทำให้เราจดจำได้มากขึ้น
  • ช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านเขียนให้กับเด็ก การบันทึกสิ่งที่เด็กได้เรียนรู้อาจบันทึกด้วยการวาดภาพและนำไปสู่การเขียนเป็นคำ เขียนเป็นประโยคที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
    • เด็กอายุ 2 - 4 ปี จะมีพัฒนาการเขียนในขั้นขีดเขียน ซึ่งประกอบด้วยเส้นที่ไม่ค่อยเป็นระเบียบ มีขนาดสั้นยาวแตกต่างกัน ทิศทางไม่แน่นอน เนื่องจากการทำงานประสานกันระหว่างกล้ามเนื้อมือกับตายังประสานกันไม่ดีนัก ดังนั้นการวาดภาพหรือเขียนยังไม่เป็นเรื่องราว
    • แต่เมื่อเด็กอายุได้ 4 ขวบ เขาจะสามารถบอกสิ่งที่เขาวาดได้ว่าเป็นรูปอะไร เช่น ภาพพ่อ ภาพแม่ ภาพตนเองหรือภาพสัตว์ชนิดต่างๆ
    • แต่เด็กที่มีอายุระหว่าง 4 - 7 ปี จะเริ่มวาดภาพต่างๆโดยเน้นรูปทรงที่ชัดเจน ภาพที่วาดจะมีความสัมพันธ์กับสิ่ง แวดล้อมมากขึ้นและค่อนข้างเป็นภาพที่สอดคล้องกับความเป็นจริง เช่น การวาดภาพที่มีสีสอดคล้องกับความเป็นจริงและมีรายละเอียดของสิ่งนั้นอย่างชัดเจน ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าการบันทึกเป็นการสะท้อนถึงพัฒนาการด้านการเขียนของเด็กปฐมวัย

ครูจัดกิจกรรมส่งเสริมการบันทึกให้เด็กที่โรงเรียนอย่างไร?

การส่งเสริมการบันทึกให้กับเด็กปฐมวัยควรมีเวลาให้เด็กได้เขียนบันทึกทุกวัน และเป็นการเขียนอย่างอิสระเกี่ยวกับอะไรก็ได้ที่เขาต้องการ ถ้าหากในกรณีที่เด็กไม่สามารถเขียนได้ ครูอาจเตรียมหัวข้อที่น่าสนใจและสนุกสำหรับเด็กไว้ ครูจะตรวจงานเขียนบันทึกเพื่อให้เด็กทราบว่าส่วนใดที่เขาเขียนถูกและส่วนใดที่ต้องปรับปรุง ครูจะเป็นผู้คอยให้การสนับสนุน ให้กำลังใจในงานเขียนของเด็กแต่ละคน นอกจากนี้ครูจะให้เด็กอ่านสิ่งที่เขาเขียนบันทึกให้เพื่อนฟัง เป็นการแบ่งปันแลก เปลี่ยนประสบการณ์ให้แก่กันและกัน การส่งเสริมการบันทึกให้กับเด็กนั้นควรจัดกิจกรรมอย่างหลากหลาย เช่น การจัดกิจกรรมคณิตศาสตร์ กิจกรรมวิทยาศาสตร์ กิจกรรมศิลปะ กิจกรรมทางภาษา การไปทัศนศึกษา ฯลฯ ซึ่งส่งเสริมให้เด็กบัน ทึกได้ สำหรับเด็กปฐมวัยการสนับสนุนให้เด็กได้บันทึกสามารถจัดในกิจกรรมประจำวันทั้ง 6 กิจกรรม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจและความเหมาะสมของกิจกรรม ตัวอย่างการส่งเสริมการบันทึกของเด็กในกิจกรรมประจำวันตามตารางกิจกรรมได้ แก่

  • การบันทึกจากกิจกรรมการเรียนรู้ตามหน่วยการเรียนจากกิจกรรมเสริมประสบการณ์ เช่น หน่วยผักมีประโยชน์ ครูให้เด็กวางแผนการปลูกผัก เด็กอาจบันทึกด้วยการวาดภาพลงบนกระดาษแผ่นใหญ่แล้วออกมานำเสนอให้เพื่อนฟัง บันทึกการใช้อุปกรณ์ สังเกตว่าผักในแปลงเจริญเติบโตอย่างไรและทำเป็นแผนภูมิเพื่อนำเสนอ ตลอดจนบันทึกขั้นตอนการนำผักมาปรุงเป็นอาหาร
  • การบันทึกจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงการ โดยบันทึกสถิติจำนวนสมาชิกที่เลือกหัวข้อตามความสนใจ บันทึกเรื่องที่เด็กต้องการเรียนรู้ บันทึกสิ่งที่เด็กรู้ บันทึกผลการเรียนรู้
  • บันทึกจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวนวัตกรรมการศึกษาปฐมวัย นวัตกรรมการเรียนรู้ปฐมวัยที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ปฏิบัติด้วยการบันทึก เช่น
    • นวัตกรรมการเรียนรู้ภาษาแบบธรรมชาติ (Whole Language) นวัตกรรมการสอนภาษาแบบธรรมชาติไม่ใช่วิธีการสอนภาษา แต่เป็นปรัชญาและแนวคิดที่ให้เด็กได้พัฒนาทางด้านการคิดและการใช้ภาษาโดยการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง จากสิ่งที่เรียนอย่างมีความหมาย จากการเรียนที่เน้นการฟัง พูด อ่านเขียนไปด้วยกันโดยเน้นประสบการณ์ของเด็ก เด็กมีโอกาสบันทึกการเรียนรู้ภาษาที่เป็นรูปธรรมด้วยการเขียน การวาดภาพ เช่น การเขียนหรือวาดภาพผลไม้และเขียนคำศัพท์เกี่ยวกับผลไม้จากการเรียนรู้ในหน่วยผลไม้ การบันทึกด้วยการวาดภาพหรือเขียนจากการอ่านหนังสือนิทานหรือวาดภาพตัวละครที่ครูเล่า เป็นต้น
    • การเรียนรู้ตามแนวคิดเรกจิโอเอมิเลีย เป็นแนวคิดที่เน้นการเรียนรู้แบบยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง ที่เชื่อว่าการเรียนการสอนนั้นไม่ใช่การถ่ายโอนข้อมูลความรู้จากผู้สอนไปสู่ผู้เรียน การเรียนรู้อย่างมีประสิทธิ ภาพเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเด็กได้เรียนรู้ในสิ่งที่ตนสนใจหรือเป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับเด็ก และบทบาทของครูจะต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กได้เรียนรู้ในสิ่งที่สนใจอย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งแนวคิดเรกจิโอเอมิเลียได้ใช้การเรียนรู้แบบโครงการเป็นพลวัตรในการเรียนรู้ เด็กจะใช้วิธีการบันทึกหรือวาดภาพตลอดระยะเวลาที่มีการสอน เช่น เด็กได้บันทึกด้วยการวาดภาพรองเท้าแบบต่างๆจากการไปสำรวจร้านขายรองเท้าในโครงการ “รองเท้า” เด็กได้บันทึกความยาวของเท้าเพื่อผลิตรองเท้าให้เหมาะสม เป็นต้น
    • แนวคิดไฮ/สโคป (High/Scope) เป็นนวัตกรรมการเรียนรู้แบบลงมือกระทำซึ่งถือว่าเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาเด็ก แนวคิดไฮ/สโคปใช้กระบวนการวางแผน ปฏิบัติ ทบทวนเป็นขั้นตอนในการเรียนรู้ ในแต่ละวันเด็กจะต้องวางแผนเป็นรายบุคคลว่าจะทำอะไรแล้วบันทึกสิ่งที่คาดว่าจะทำ ลงมือปฏิบัติตามแผนที่วางไว้และทบทวนการปฏิบัติทุกครั้งว่ามีผลเป็นอย่างไร ได้ทำตามที่วางแผนไว้หรือไม่ ซึ่งในขั้นตอนสุดท้ายเด็กจะได้บันทึกสิ่งที่เรียนรู้ด้วยการวาดภาพหรือการเขียนตามความสามารถและความสนใจของเด็ก นวัตกรรมการเรียนรู้แบบไฮ/สโคปจะมีสื่อที่หลากหลายเพื่อเตรียมไว้ให้เด็กริเริ่มเลือกทำกิจกรรมตามที่เขาสนใจในแต่ละวันอย่างกระตือรือร้น
  • บันทึกจากกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์ เป็นชุดกิจกรรมที่ครูปฐมวัยจัดขึ้นเพื่อให้เด็กได้ตั้งสมมติฐาน ทดลองและสรุปที่ได้ค้นคว้า เช่น ชุดกิจกรรมการทดลองเรื่องความตึงผิวของน้ำ ชุดการทดลองเรื่องตัวทำละลาย การทด ลองเกี่ยวกับแรงดัน กิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์ต่างๆนี้เด็กจะได้ปฏิบัติการทดลองร่วมกันและเมื่อสิ้นสุดการทดลองเด็กจะได้บันทึกสิ่งที่เขาได้จากการทดลองหรือบันทึกขั้นตอนการทดลองต่างๆด้วยการวาดภาพหรือการเขียนด้วย
  • บันทึกจากกิจกรรมสร้างสรรค์และกิจกรรมเล่นตามมุม การทำกิจกรรมสร้างสรรค์เด็กจะได้ปฏิบัติกิจกรรมศิลปะต่างๆหลากหลายรูปแบบ เช่น การวาดภาพ การปั้น การทดลองด้วยสี การร้อย การประดิษฐ์ งานประติมากรรมต่างๆ และหลังจากนั้นเด็กจะได้เข้าไปเล่นตามมุมประสบการณ์ทั้งมุมบล็อก มุมบทบาทสมมติ มุมหนังสือ มุมดน ตรี มุมช่างไม้ ฯลฯ หลังจากเด็กทำกิจกรรมต่างๆเหล่านี้เสร็จแล้ว ครูควรจัดเวลาให้เด็กได้บันทึกการเรียนรู้ว่าในแต่ละวันเด็กได้ทำกิจกรรมศิลปะอะไรบ้าง และเข้าเล่นในมุมใดบ้าง จะทำให้เด็กเรียนรู้สิ่งต่างๆอย่างมีความหมาย

พ่อแม่ผู้ปกครองจัดกิจกรรมส่งเสริมการบันทึกให้กับลูกที่บ้านอย่างไร?

พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถจัดกิจกรรมส่งเสริมให้เด็กบันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้ด้วยการปฏิบัติตามข้อแนะนำดังนี้

  • จัดวัสดุอุปกรณ์ที่เปิดโอกาสให้เด็กได้บันทึกด้วยการเขียนหรือวาดภาพโดยจัดให้มีดินสอ สีเทียนแท่งใหญ่ สีไม้ กระดาษสำหรับวาดภาพ สีน้ำ พู่กัน ให้เด็กได้มีอิสระในการระบายอารมณ์หรือบันทึกในสิ่งที่เขาต้องการตามความสนใจ
  • สนับสนุนและให้กำลังใจกับเด็กในงานเขียนหรือภาพที่เด็กวาด และสนทนาซักถามให้เด็กเล่าในสิ่งที่เขาเขียนหรือวาด ทำให้เด็กมีกำลังใจในการบันทึกสิ่งต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • จัดให้มีบ่อทรายในบริเวณบ้านเพื่อให้เด็กได้ขีดเขียนหรือวาดภาพ เด็กจะชอบเล่นทรายอยู่แล้วและเมื่อเขาได้วาดหรือเขียนข้อความลงบนทรายจะแสดงถึงความคิดและจินตนาการของเขาอีกด้วย
  • เมื่อมีโอกาสพาลูกไปเที่ยวสถานที่ต่างๆควรเตรียมวัสดุอุปกรณ์ต่างๆให้เด็กได้บันทึก เช่น พาไปเที่ยวทะเล น้ำตก ภูเขา สวนสัตว์ สวนสนุกหรือแหล่งเรียนรู้ต่างๆ เมื่อเด็กบันทึกเสร็จกลับมาถึงบ้านพ่อแม่ควรสนทนาและให้กำลัง ใจ พร้อมให้เล่าเรื่องจากสิ่งที่เขาบันทึกให้ฟัง

เกร็ดความรู้เพื่อครู

ครูควรจัดเวลาและส่งเสริมให้เด็กได้บันทึกทุกวัน โดยเฉพาะควรจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการบันทึกให้พร้อม หรืออาจจัดไว้ในมุมประสบการณ์ต่างๆ เช่น มุมวิทยาศาสตร์ มุมหนังสือ มุมศิลปะ นอกจากนี้ครูควรให้เด็กเล่าสิ่งที่เด็กบันทึกให้ฟังด้วยเพื่อจะได้เชื่อมโยงสิ่งที่เขาได้บันทึกกับความคิดที่แสดงออกจากการเล่าเรื่องราวต่างๆอย่างสอดคล้อง อีกทั้งครูควรเข้า ใจในพัฒนาด้านการเขียนของเด็กด้วยเพื่อจะได้ให้เด็กฝึกหัดการบันทึกตามความสามารถอย่างเต็มตามศักยภาพ

บรรณานุกรม

  1. กุลยา ตันติผลาชีวะ. (2545). รูปแบบการเรียนการสอนปฐมวัยศึกษา. กรุงเทพฯ:เอดิสัน เพรส โปรดักส์.
  2. จุฬากรณ์ มาเสถียรวงศ์ และคณะ. (2542). การใช้สารนิทัศน์บันทึกเหตุการณ์เพื่อการพัฒนาตนเอง (โครงการพัฒนานักบริหารและผู้จัดการศึกษาระดับสูงการศึกษาปฐมวัย MMEDรุ่นที่ 4). กรุงเทพฯ:ม.ป.พ.
  3. นภเนตร ธรรมบวร. (2544). การพัฒนากระบวนการคิดในเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
  4. พีระพร รัตนาเกียรติ์. (2548). ผลของการบันทึกประกอบประสบการณ์วิทยาศาสตร์ที่มีต่อความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของเด็กปฐมวัย. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ:บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ถ่ายเอกสาร.
  5. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ,สำนักนายกรัฐมนตรี. (2542). การปฏิรูปการเรียนรู้ผู้เรียนสำคัญที่สุด. กรุงเทพฯ:ม.ป.พ.
  6. Calkins, L.M. (1985). Observing the language learner. Urbana, IL National Council of Teachers of English.
  7. Hoskisson, H.L.;& Tompkins, G.E. (1987). Language Arts : Content and Teaching Strategies. New York: Merrill.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน