หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกให้รู้เท่าทันเทคโนโลยี (Technology awareness)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

การรู้เท่าทันเทคโนโลยี คือ การรู้จักเทคโนโลยีตามความเป็นจริงทั้งคุณและโทษ เป็นความสามารถในการเลือกและใช้เทคโนโลยีด้านต่างๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร การทำงาน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสม และมีคุณธรรม สาระสำคัญของการศึกษาเทคโนโลยี จึงมิใช่แค่การรู้จักทำและรู้จักใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆ แต่อยู่ที่การพัฒนาความใฝ่สร้างสรรค์ ความคิดสร้างสรรค์ และฝีมือสร้างสรรค์ ใฝ่ปรารถนาที่จะแก้ปัญหาและทำให้เกิดประโยชน์สุขแก่ชีวิตและสังคม เพียรพยายามนำเอาความรู้มาจัดสรรประดิษฐ์นวัตกรรมที่จะให้ประโยชน์สุขที่แท้จริง ที่เกื้อกูลแก่ชีวิต สังคม และระบบความสัมพันธ์ของธรรมชาติทั้งหมด

สอนลูกให้รู้เท่าทันเทคโนโลยี

การสอนลูกให้รู้เท่าทันเทคโนโลยีมีความสำคัญอย่างไร?

สิ่งที่แสดงถึงความเจริญ หรือเครื่องหมายแห่งความเจริญของโลกหรือของมนุษย์ ก็คือ เทคโนโลยี แต่สิ่งสำคัญที่จะต้องเน้น ซึ่งสำคัญไม่น้อยไปกว่าตัวเทคโนโลยีเอง ก็คือ ท่าทีและการปฏิบัติต่อเทคโนโลยี เพราะยิ่งความเจริญทางเทคโนโลยีมีมากขึ้น ก็มีสิ่งหนึ่งเพิ่มขึ้น นั่นคือ ภาระแก่สำหรับมนุษย์เอง ได้แก่ ภาระในการใช้และบำรุงรักษาซ่อมแซมแก้ไข ยิ่งเทคโนโลยีก้าวหน้ามากเท่าไร ก็จะยิ่งมีความซับซ้อน มีความละเอียดอ่อนมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งสร้างเทคโนโลยีซับซ้อนสูง ยิ่งเจริญ ก็ยิ่งต้องการคนที่มีคุณภาพสูงมากขึ้น เพื่อมาใช้ควบคุมเทคโนโลยีให้เป็นไปอย่างราบรื่นได้ผลดี คุณภาพของคนที่เราต้องการ คือ ทั้งคุณภาพด้านความชำนาญเฉพาะทาง มีความรู้ ความชำนาญในทางเทคนิค และคุณภาพด้านคุณธรรมในจิตใจ ความมีสติรอบคอบ ไม่ประมาท มีความรับผิดชอบ ไม่เห็นแก่ตัว และมีความเมตตากรุณา เห็นคุณค่าชีวิตของผู้อื่น อยู่ร่วมกับเทคโนโลยีอย่างปลอดภัย ไม่ทำลายคุณภาพชีวิต สังคม และธรรมชาติแวดล้อมที่ตนอาศัยอยู่ จึงต้องมีการพัฒนาคนกันอย่างจริงจัง ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยี หรือพัฒนาคนให้เหนือกว่าการพัฒนาเทคโนโลยี

มนุษย์เราสร้างสรรค์และพัฒนาเทคโนโลยีขึ้น เพื่อการทำมาหากินและการต่อสู้ป้องกันภัย เราจึงใช้เทคโนโลยีใน 2 ลักษณะ ด้านหนึ่งเพื่อพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิต และอีกด้านหนึ่งเพื่อสนองความต้องการในทางเห็นแก่ตัวและทำลายกัน

ทำอย่างไรจะให้มนุษย์สร้างเทคโนโลยี ชนิดที่สร้างประโยชน์ในทางพัฒนาคุณภาพชีวิตและพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ ใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างโอกาสให้เราสามารถพัฒนาตน เช่น ช่วยทุ่นเวลาและแรงงานของเรา ให้ทำงานเสร็จโดยง่ายและเร็วไว ให้เรามีเวลาและแรงงานเหลือ เพื่อจะได้เอาเวลาและแรงงานนั้นไปใช้ประโยชน์ในการแสวงหาความรู้ ในการปฏิบัติธรรม อ่านหนังสือธรรม แนะนำให้ความรู้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ซึ่งเท่ากับว่า เทคโนโลยีจะสร้างโอกาสแก่เราในการพัฒนาคุณภาพชีวิตได้มากขึ้น

ท่าทีและการปฏิบัติในเรื่องเทคโนโลยี เพื่อให้เราใช้และเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีในทางที่เป็นกุศล มีดังนี้คือ

  • จะต้องมีความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับการดำรงอยู่ร่วมกันด้วยดี ระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และสังคม สร้างความตื่นตัว ตระหนัก สำนึก และความเข้าใจพื้นฐาน ให้เห็นความสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีในทางที่ช่วยส่งเสริม ประสาน เกื้อกูล และงอกงามไปด้วยกัน
  • ตั้งเจตนาต่อธรรมชาติใหม่ ปฏิบัติถูกต้องในการอยู่กับธรรมชาติ รู้จักจัดตนเองและธรรมชาติให้ประสานกลมกลืนและเกื้อกูลต่อกัน ไม่มุ่งเอาชนะหรือเบียดเบียนธรรมชาติ
  • สร้างสรรค์ พัฒนา และใช้เทคโนโลยี เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต หรือพัฒนาศักยภาพของตน ไม่ผลิตหรือใช้เพื่อสนองความเห็นแก่ตัว เบียดเบียนทำลาย และเป็นทาสของเทคโนโลยี แต่ให้เทคโนโลยีเป็นเครื่องส่งเสริมเอื้ออำนวยในการเข้าถึงสันติสุขและอิสรภาพ
  • การพัฒนาคน เพื่อให้เทคโนโลยีเป็นคุณ เพื่อคุณค่าแท้ที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิต คือ การผลิต พัฒนา และใช้เทคโนโลยีที่ประกอบด้วยปัญญา มองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง เข้าใจคุณประโยชน์และโทษของเทคโนโลยี ให้เทคโนโลยีเป็นปัจจัยส่งเสริมความดีงามของมนุษย์ โดยมนุษย์มีการฝึกฝนพัฒนาตน รู้จักบังคับควบคุมตนเอง เป็นคนเข้มแข็ง มีภูมิต้านทานความทุกข์ พร้อมจะมีความสุขอยู่เสมอ แม้ไม่มีเทคโนโลยี ก็อยู่ได้ มีความสุขได้ เป็นอิสระจากเทคโนโลยี วางเทคโนโลยีไว้ในฐานะที่ถูกต้อง คือ เทคโนโลยีเป็นเพียงส่วนเสริมให้มีโอกาสที่จะมีความสุขได้มากขึ้น ทำงานได้มากขึ้น พัฒนาตนให้มีคุณภาพทันกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี เป็นคนที่มีสติสัมปชัญญะ มีความรับผิดชอบ ละเอียดรอบคอบ ไม่ประมาท พร้อมจะดำเนินการต่างๆ ในทางที่เป็นคุณ ทำให้แก้ปัญหาได้ ปลอดพ้นจากปัญหา นำชีวิตให้ดำเนินไปในระบบความสัมพันธ์อันประสานเกื้อกูลที่ตัวมนุษย์เองจะเข้าถึงสุขสันติและอิสรภาพที่แท้จริง

การรู้เท่าทันเทคโนโลยีมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

คุณค่าของเทคโนโลยีมิใช่อยู่แค่การได้มีสิ่งเสพบริโภคอำนวยความสะดวกสบาย แต่เทคโนโลยีมีคุณค่าอยู่ที่การพัฒนาตน ให้เป็นเครื่องเกื้อหนุนอำนวยโอกาสให้คนสามารถพัฒนาศักยภาพที่จะสร้างสรรค์สิ่งดีงาม นำชีวิตและสังคมเข้าถึงความสุขและอิสรภาพที่ยิ่งขึ้นไป การมีเทคโนโลยีจึงต้องหมายถึงการมีเครื่องช่วยพัฒนาปัญญา มีจิตใจที่เข้มแข็ง มีความปรารถนาดี ใฝ่สร้างสรรค์ชีวิตของตนอย่างแท้จริง หากเด็กรู้เท่าทันเทคโนโนโลยี จะเกิดประโยชน์ต่อเด็ก ดังนี้

  • สามารถพัฒนาตนเองและสังคม เลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการเรียนรู้ เลือกใช้ข้อมูลข่าวสารจากอินเทอร์เน็ต สำหรับสืบค้น ค้นคว้า รวบรวม สรุปความรู้ที่ได้ ด้วยรูปแบบของตนเองอย่างสร้างสรรค์ และมีคุณธรรม
  • สามารถสื่อสารกับผู้อื่น สามารถรับ-ส่งสารที่เป็นประโยชน์ให้ผู้อื่นเข้าใจ อย่างถูกต้อง อย่างสร้างสรรค์ เหมาะสมกับกาลเทศะ และเกิดประโยชน์
  • สามารถลดขั้นตอนและเวลาในการทำงาน ใช้เทคโนโลยีในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และนำเสนอผลงานที่เป็นประโยชน์ เช่น จัดนิทรรศการ ทำแผ่นพับ เอกสาร วารสาร เผยแพร่ประชาสัมพันธ์งานต่างๆ อย่างถูกต้อง อย่างสร้างสรรค์ มีความแปลกใหม่ น่าสนใจ และมีคุณธรรม ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน
  • สามารถแก้ปัญหาอย่างเหมาะสม ทั้งปัญหาที่เกิดขึ้นกับตนเองและผู้อื่น หากพบเห็นผู้อื่นใช้เทคโนโลยีในทางที่ไม่เหมาะสม เช่น คัดลอกผลงานผู้อื่นจากอินเทอร์เน็ตมาเป็นของตนเอง จะตักเตือนและแนะนำให้ทำในสิ่งที่ถูกต้องได้
  • สามารถพัฒนาทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี ให้สามารถสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณค่าต่อตนเองและผู้อื่น ใช้เทคโนโลยีรวบรวมข้อมูลได้ถูกต้อง น่าเชื่อถือ ใช้เทคโนโลยีออกแบบและปฏิบัติตามที่ออกแบบไว้ได้สำเร็จ รวมถึงใช้เทคโนโลยีประมวลผลจนเกิดชิ้นงาน/ภาระงานที่สามารถแก้ปัญหาหรือความต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ครูจัดกิจกรรมส่งเสริมให้ลูกรู้เท่าทันเทคโนโลยีที่โรงเรียนอย่างไร?

ครูจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อให้เด็กเข้าใจประโยชน์ของเทคโนโลยี สามารถเลือกใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวันอย่างสร้างสรรค์ มีทักษะการหาข้อมูล เก็บข้อมูล สร้างภาพ สร้างงานอย่างมีจิตสำนึกและรับผิดชอบ ดังนี้

  • สอนให้รู้จักเทคโนโลยี นอกจากจะสอนให้เด็กรู้จักชื่อและหน้าที่ของอุปกรณ์พื้นฐานที่เป็นส่วนประกอบต่างๆ สอนวิธีดูแลรักษาอุปกรณ์และให้ปฏิบัติตามระเบียบการใช้และการดูแลรักษา ครูจะสอนให้เด็กทำความรู้จักกับเทคโนโลยีตามความเป็นจริง วิเคราะห์ถึงคุณและโทษจากการใช้เทคโนโลยี ว่ามีผลดี มีขอบเขต ข้อจำกัด ข้อบกพร่องอะไรบ้าง
  • สอนให้เป็นผู้ผลิต ด้วยการสร้างของเล่น ของใช้ โดยพาเด็กทำงานอย่างเป็นกระบวนการ ด้วยการกำหนดปัญหาหรือความต้องการ รวบรวมข้อมูล ออกแบบ โดยถ่ายทอดความคิดเป็นภาพ ลงมือสร้าง และประเมินผลการสร้างของเล่นหรือของใช้อย่างเป็นขั้นตอน
  • สอนให้ใช้เทคโนโลยีเพื่อประโยชน์ในการทำงาน ด้วยการสร้างภาพหรือชิ้นงานโดยใช้โปรแกรมต่างๆ โดยไม่คัดลอกผลงานผู้อื่น ใช้คำสุภาพ และไม่สร้างความเสียหายต่อผู้อื่น
  • สอนให้ตระหนักในคุณค่าแท้ของเทคโนโลยี ส่งเสริมให้เด็กแสดงความชื่นชม ยกย่อง และเคารพสิทธิในผลงานของผู้คิดค้น ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ และแก้ปัญหาต่างๆ อย่างเป็นระบบ ด้วยการถามเด็กไทยให้น้อยลงว่า “อยากได้อะไร?” แต่จงถามเด็กไทยให้มากขึ้นว่า “อยากทำอะไร?”

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะจัดกิจกรรมส่งเสริมให้ลูกรู้เท่าทันเทคโนโลยีได้อย่างไร?

พ่อแม่ควรส่งเสริมให้ลูกอยู่เหนือเทคโนโลยี ไม่ตกเป็นทาส ไม่หลงงมงาย แต่ใช้เทคโนโลยีเป็น ก่อให้เกิดสุขภาพกายที่แข็งแรง มีความสัมพันธ์กับบุคคลในครอบครัว มีความสุขง่ายทุกข์ยาก และสามารถเลือกรับข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ ดังนี้

  • เป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อลูก พ่อแม่ควรทำความเข้าใจที่ถูกต้องกับลูกในเรื่องเทคโนโลยีว่า เป็นปัจจัยหรือเครื่องช่วยในการสร้างสรรค์ ไม่ใช่เครื่องบำรุงบำเรอความสะดวกสบาย และทำหน้าที่จัดสรรข้อมูลข่าวสารที่ดีที่สุดให้กับลูก ฝึกให้ลูกรู้จักศึกษาเพื่อรับเอาประโยชน์จากข่าวสารข้อมูลนั้น
  • สร้างความใฝ่รู้ ทำให้ลูกมีวัฒนธรรมแห่งความใฝ่รู้ รักความจริง ชอบเหตุผล นิยมปัญญา ชอบค้นคว้า แสวงหาสืบสาว ตรวจสอบ ทดลอง ถือว่าสิ่งทั้งหลายเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่จะต้องรู้ และต้องทำให้ตรงตามเหตุปัจจัยนั้น พร้อมทั้งพัฒนาลูกไปสู่อิสรภาพ ให้มีวัฒนธรรมแห่งความพอดีหรือมีดุลยภาพ ไม่เบียดเบียนและทำลายธรรมชาติ
  • สร้างความสู้สิ่งยาก มีความเพียรพยายามในการกระทำการต่างๆ ให้สำเร็จ ฝึกให้ลูกมีความขยันหมั่นเพียร เข้มแข็ง อดทนต่อความยากลำบาก สู้งาน สู้สิ่งยาก สร้างทัศนคติที่ดีให้กับลูกว่ายิ่งยากยิ่งได้ฝึกตนมาก งานที่ยาก ปัญหาที่ยาก ยิ่งเป็นเครื่องพัฒนาความสามารถของเราได้มากยิ่งขึ้น คนที่จะเก่งกล้าสามารถ จะต้องใช้สติปัญญาอย่างมากในการแก้ไขปัญหา ลูกจะอยู่ในโลกแห่งเทคโนโลยีได้ง่ายขึ้น
  • ใช้ปัญญาอย่างเต็มที่ในการสร้างสรรค์ สังคมไทยควรเป็นสังคมของผู้ผลิตเทคโนโลยีให้มากขึ้นและเป็นสังคมของผู้บริโภคเทคโนโลยีให้น้อยลง โดยเฉพาะเด็กไทยจะต้องใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาและสร้างสรรค์ หาความสุขจากการใช้เทคโนโลยีด้วยการสร้างสรรค์มากกว่าจะหาความสุขจากการเสพเทคโนโลยี พ่อแม่ควรมีความชัดเจนกับลูก สอนให้ลูก รู้จักเลือก รู้จักรับข่าวสารข้อมูลที่เป็นประโยชน์ได้ความรู้ และเป็นการส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิต สอนให้ลูกรู้จักสื่อสารเป็น แสดงความต้องการให้ผู้อื่นเข้าใจได้ สามารถเอาความรู้ข้อมูลข่าวสารนั้นมาเชื่อมโยง สร้างความคิดเห็นใหม่ เพื่อใช้แก้ปัญหาและสร้างสรรค์ให้พัฒนาต่อไปได้อย่างถูกทาง

เกร็ดความรู้เพื่อครู

หากจะพัฒนาเด็กไทย โดยให้เทคโนโลยีอยู่ภายใต้วัฒนธรรมแห่งปัญญา ใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา มองเทคโนโลยีเป็นเครื่องช่วยในการสร้างสรรค์ และสามารถหาความสุขจากการใช้เทคโนโลยีทำการสร้างสรรค์ เราต้องมุ่งจัดการศึกษาให้เด็กของเราเป็นผู้ผลิตมากกว่าเป็นผู้บริโภค ดังนี้

ในภาครับข้อมูลข่าวสาร

  • มีความชัดเจนในการรับ เข้าถึงความจริงของสิ่งต่างๆ รู้จักเลือก รู้จักรับว่าข่าวสารข้อมูลใดจะเป็นประโยชน์ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิต ได้ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องชัดเจน ไม่หลงไปกับความเพลิดเพลินอย่างเดียว
  • จับประเด็นได้ ในการรับข้อมูลข่าวสาร รู้และตามทันว่าใจความสำคัญของเรื่องอยู่ที่ไหน

ในภาคใช้ข้อมูลข่าวสาร

  • ต้องสื่อสารเป็น พูดเป็น แสดงความต้องการให้ผู้อื่นเข้าใจได้
  • สร้างความคิดความเห็นใหม่ สามารถเอาความรู้ข้อมูลข่าวสารนั้นมาเชื่อมโยง เพื่อใช้แก้ปัญหาและสร้างสรรค์ให้พัฒนาต่อไปได้อย่างถูกทาง

หลัก 4 ข้อที่กล่าวมานี้ เป็นปฏิบัติการทางปัญญา เรียกว่า ปฏิสัมภิทา 4 ประการ ได้แก่

  • อัตถปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในเนื้อความ ได้แก่ ชัดเจนในการรับ
  • ธรรมปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในหลัก ได้แก่ จับประเด็นได้
  • นิรุตติปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในภาษา ได้แก่ สื่อสารเป็น
  • ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในความคิด ได้แก่ การสร้างความคิดความเห็นใหม่ได้

ถ้าเราพัฒนาเด็กไทยในการสัมพันธ์และปฏิบัติต่อเทคโนโลยีได้ถูกต้อง เราจะได้เด็กไทยที่มีความใฝ่รู้ สู้สิ่งยาก หรือ ใฝ่ศึกษา ใฝ่สร้างสรรค์ สามารถพัฒนาสังคมไทยไปสู่การช่วยแก้ปัญหาโลก และเป็นส่วนร่วมสำคัญในการนำโลกสู่สันติสุขต่อไป

บรรณานุกรม

  1. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). (2548). คนไทย กับ เทคโนโลยี. (พิมพ์ครั้งที่ 8) กรุงเทพฯ.
  2. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). (2550). คนไทย สู่ยุคไอที. (พิมพ์ครั้งที่ 8) กรุงเทพฯ : บริษัท พิมพ์สวย จำกัด.
  3. สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ, ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพ : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด
  4. สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ, ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพ : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด
  5. สำนักทดสอบทางการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. 2551. คู่มือประเมินสมรรถนะสำคัญของผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 1 คน
supawan