หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกให้สื่อสารเป็น (Good communication)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

การสอนลูกให้สื่อสารเป็น (Good communication) หรือให้มีความสามารถที่ดีในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรมในการใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเอง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจาต่อรอง เพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่างๆการเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสาร ด้วยหลักเหตุผลและความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อตนเองและสังคม

สอนลูกให้สื่อสารเป็น

ความสามารถในการสื่อสารมีความสำคัญอย่างไร?

“การสื่อสารเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งอย่างหนึ่งในการพัฒนาสร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้า รวมทั้งรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศด้วย ยิ่งในสมัยปัจจุบัน ที่สถานการณ์ของโลกเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกขณะ การติดต่อสื่อสารที่รวดเร็วทันต่อเหตุการณ์ ย่อมมีความสำคัญมากเป็นพิเศษ ทุกฝ่ายและทุกหน่ายงานที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารของประเทศ จึงควรจะได้ร่วมมือกันดำเนินงานและประสานผลงานกันอย่างใกล้ชิดและสอดคล้อง สำคัญที่สุด ควรจะได้พยายามศึกษาค้นคว้าวิชาการและเทคโนโลยีอันทันสมัยให้ลึกและกว้างขวาง แล้วพิจารณาเลือกเฟ้นส่วนที่ดีมีประสิทธิภาพแน่นอนมาปรับปรุงใช้ด้วยความฉลาดริเริ่ม ให้พอเหมาะพอสมกับฐานะและสภาพบ้านเมืองของเรา เพื่อให้กิจการสื่อสารของชาติได้พัฒนาอย่างเต็มที่ และสามารถอำนวยประโยชน์แก่การสร้างเสริมเศรษฐกิจ สังคม และเสถียรภาพของบ้านเมืองได้อย่างสมบูรณ์แท้จริง”

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ พระราชทาน ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2526 เนื่องในโอกาสการจัดงานวันสื่อสารแห่งชาติครั้งแรก

ประเทศไทยกำหนดให้วันที่ 4 สิงหาคมของทุกปี เป็น "วันสื่อสารแห่งชาติ" เนื่องจากวันที่ 4 สิงหาคม 2546 เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนา "กรมไปรษณีย์" และ "กรมโทรเลข" ขึ้นในประเทศไทย

ในการดำเนินชีวิตของคนเราก็คือ การประกอบกิจกรรมต่างๆ โดยแสดงออกเป็นพฤติกรรมทางกาย ทางวาจา ถ้าไม่แสดงออกภายนอก ก็ทำอยู่ภายใน เป็นพฤติกรรมของจิตใจ เรียกง่ายๆ ว่า ทำ พูด คิด หรือใช้คำศัพท์ว่า กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม การดำเนินชีวิตก็คือ การทำกรรมทั้ง 3 ประการ ดังนั้นผู้ที่ทำกรรม 3 อย่างนี้ได้ถูกต้อง ก็ย่อมดำเนินชีวิตไปได้ด้วยดี คือ รู้จักทำ รู้จักพูด รู้จักคิด เรียกว่า คิดเป็น พูดเป็น หรือ “สื่อสารเป็น” นั่นเอง

การสื่อสารจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ที่จะก่อให้เกิดการประสานสัมพันธ์ ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจอันดี ช่วยให้สังคมอยู่ร่วมกันเป็นปกติสุข เพราะ “การสื่อสาร” เป็น “กระบวนการ ถ่ายทอด “สาร” จาก “ผู้ส่งสาร” ไปยัง “ผู้รับสาร” ด้วย “สื่อ” ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการฟัง พูด อ่าน เขียน หรือภาษา ท่าทาง สัญลักษณ์ ฯลฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการรับรู้และมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อกัน

การสื่อสารจะมีประสิทธิภาพ ต่อเมื่อผู้ส่งสารมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน ผ่านช่องทางที่เหมาะสม ไปถึงผู้รับสารที่มีทักษะในการสื่อสารและมีวัตถุประสงค์สอดคล้องกัน นักสื่อสารที่ดี จะทำให้การสื่อสารสัมฤทธิ์ผล จึงควรเป็นคนพูดเก่ง มีทักษะในการฟัง สามารถถ่ายทอดความคิดได้อย่างถูกต้อง ทำให้ผู้ส่งสารและผู้รับสารเข้าใจตรงกัน

ความสามารถในการสื่อสารมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

ดังที่ทราบกันดีว่า ในชีวิตประจำวันของคนเรา การสื่อสารเกี่ยวข้องกับเราทุกคน ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งเข้านอน และมีปัญหามากมายที่เกิดขึ้นเนื่องจากการสื่อสาร โดยเฉพาะการสื่อสารทางวาจา ซึ่งเป็นสิ่งที่จะก่อให้เกิดประโยชน์หรืออาจจะสร้างความเสียหายอย่างยิ่ง เพราะจิตใจของเราเป็นอย่างไร การพูดก็เป็นอย่างนั้น การพูดจึงเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของเราทุกคน

การพูดหรือการแสดงออกทางวาจา ที่สุจริต ไม่ทำร้ายผู้อื่น ตรงความจริง ไม่โกหกหลอกลวง ไม่ส่อเสียด ไม่ให้ร้ายป้ายสี ไม่หยาบคาย ไม่เหลวไหล ไม่เพ้อเจ้อเลื่อนลอย แต่สุภาพนิ่มนวล ชวนให้เกิดไมตรี สามัคคีกัน ถ้อยคำที่มีเหตุผล เป็นไปในทางสร้างสรรค์ก่อประโยชน์ เรียกว่า สัมมาวาจา (วาจาชอบ) ดังนั้น การมีสติในการพูด งดการพูดที่ไม่ดี และพยายามพูดแต่สิ่งที่ดี เด็กทุกคนจะต้องใช้ปัญญาอย่างมาก ต้องตั้งใจรักษาสัมมาวาจา พัฒนาวาจาของตัวเองให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป ด้วยการพูดจาชอบ คือ งดเว้นจากการพูดเท็จ จากการพูดส่อเสียด จากการพูดคำหยาบ และจากการพูดเพ้อเจ้อ

เด็กทุกคนควรสนใจศึกษาเรียนรู้ ทั้งวาจาจากตัวเองและวาจาผู้อื่น เพื่อจะได้รู้เท่าทันและวางใจให้ดี เราทุกคนล้วนปรารถนาจะฟังจากผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นปรารถนาจะฟังจากเรา มี 5 อย่าง เรียกว่า วาจาสุภาษิต ได้แก่

  • พูดเรื่องจริง
  • พูดสิ่งที่เป็นประโยชน์
  • พูดถูกกาลเทศะ
  • พูดด้วยความหวังดี มีเมตตา
  • พูดอย่างสุภาพอ่อนโยน

ส่วนที่เราทุกคนไม่ปรารถนาจะฟังจากผู้อื่นก็มี 5 อย่างเช่นกัน คือ พูดเรื่องไม่จริง พูดสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ พูดไม่ถูกกาลเทศะ พูดด้วยความไม่หวังดี ด้วยโทสะ และพูดจาหยาบคาย

วาจา เป็นจุดอ่อนของมนุษย์ เด็กทุกคนจึงควรเรียนรู้เรื่องวาจา สังเกตการพูด และหาเวลาทบทวนการพูดและการแสดงออกของตัวเองบ่อยๆ หากคำนวณเวลาที่เคยเสียไปอย่างเปล่าประโยชน์ด้วยการคิดเรื่องคำพูดของตัวเองและคำพูดของคนอื่น เด็กๆ อาจตกใจว่าเราต้องเสียเวลาในชีวิตมากทีเดียวกับการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะการพูด จะเป็นการพูดโดยตั้งใจก็ดี ไม่ตั้งใจก็ดี แต่เกิดผลเสีย ทำให้นึกเสียดายว่าไม่น่าพูดออกไปเลย รู้สึกเป็นทุกข์และเสียกำลังใจ เพราะสิ่งที่ได้พูดออกไป เสียเวลาที่จะต้องประสานกันใหม่ ที่จะต้องอธิบาย เพื่อปรับปรุงแก้ไขความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้น ความสามารถในการสื่อสารจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้าเด็กๆ ต้องการมีชีวิตที่สร้างสรรค์ สร้างประโยชน์และความสุขแก่ตนเอง แก่คนรอบข้าง และแก่สังคมให้มากที่สุด การสื่อสารที่สำคัญที่สุด ที่เราต้องใช้ก็คือการพูดนั่นเอง

ครูจัดกิจกรรมส่งเสริมความสามารถในการสื่อสารให้ลูกอย่างไร?

การสอนให้เด็กเป็นผู้ที่ฉลาดในการสื่อสาร โดยเฉพาะการพูด ครูจะสอนให้เด็กฉลาดในการเลือกคำพูด เลือกใช้ภาษาที่เหมาะสม และพูดอย่างสุภาพอ่อนโยน ด้วยการให้เด็กพิจารณาโทษของการพูดเท็จว่ามีอะไรบ้าง การพูดโกหก จะทำให้จิตใจของเราเศร้าหมอง ทำให้เราเคารพนับถือตัวเองได้ยาก ยิ่งพูดเท็จบ่อย ก็ยิ่งเกิดความเครียด กังวลว่าเขาจะรู้หรือระแวงว่าเขารู้แล้ว เขาจะโกรธ ถ้าเราถูกจับได้ ก็ต้องได้รับความเดือดร้อน นอกจากนี้ การพูดเท็จจะทำให้คนอื่นไม่เชื่อถือเรา และเราเองก็จะไม่เชื่อคนอื่นด้วย คนพูดเท็จก็จะต้องอยู่กับจิตใจที่ไม่ปลอดโปร่งและเต็มไปด้วยความระแวง ครูจึงสอนเด็กให้ถือว่า การไม่พูดเท็จและการเป็นผู้ตั้งอยู่ในสัจจะ เป็นสิ่งที่ดีงาม เป็นเป้าหมายหนึ่งในชีวิต ดังนี้

  • “ฟังให้เป็น” หรือสอนให้เด็กรู้จักฟังคือ การตั้งใจฟัง ทำความเข้าใจกับเรื่องที่ฟัง การที่เราไม่ตั้งใจฟัง จะทำให้การสื่อสารมีปัญหา ในการพูด เด็กจะต้องมีสติ ทั้งในการพูดและในการฟัง คนที่หมกมุ่น คิดแต่เรื่องตัวเอง จะฟังคนอื่นไม่เป็น บางทีฟังยังไม่ทันจบก็พูดแทรกแล้ว พยายามฝึกให้เด็กเป็นผู้ที่รู้จักฟังคนอื่น โดยไม่แทรก ไม่ขัดจังหวะ ไม่พูดหรือแสดงความเห็นใดๆ ตัวอย่างกิจกรรมที่จะฝึกให้เด็กฟังเป็น คือ
    • การฝึกสมาธิในการฟัง สร้างบรรยากาศให้เด็กฝึกฟังอย่างมีจุดมุ่งหมาย โดยครูและเด็กนั่งล้อมเป็นวงกลม สงบ นิ่ง ครูพากล่าวคำระลึกถึงคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บิดา มารดา ครูอาจารย์ จากนั้นครูส่งน้ำที่มีดอกไม้ลอยอยู่ ให้เด็กที่นั่งอยู่ข้างๆ เด็กตั้งจิตอธิษฐานการทำความดีของตัวเอง พูดให้เพื่อนๆ ได้ยิน แล้วจึงส่งต่อถ้วยนั้นให้เพื่อนคนที่อยู่ถัดไป ทำเช่นนี้ต่อเนื่องจนครบทุกคน
    • การฟังนิทานชาดก นิทานที่มีคติสอนใจ ครูเล่านิทานที่มีเนื้อหาสอดคล้องกับธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็ก เมื่อเล่าจบ ครูตั้งคำถามให้เด็กได้ฝึกจับใจความ เรียงลำดับเหตุการณ์ จดบันทึกสิ่งที่ฟังและนำความรู้ที่ได้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เป็นการฝึกให้เด็กมีสมาธิจดจ่ออยู่กับเรื่องที่ตนเองฟัง
    • การทบทวนสิ่งที่ฟังด้วยภาษาของตัวเอง เมื่อเด็กๆ ได้ฟังเรื่องใดแล้ว ลองให้เด็กพูดสรุปความอีกครั้ง ด้วยประโยคของเด็กเองให้ครูและเพื่อนฟัง หากมีอะไรที่ตกหล่นหรือเข้าใจผิดพลาด ครูและเพื่อนจะได้ช่วยกันเพิ่มเติมให้ข้อความสมบูรณ์มากขึ้น ทำให้ลดความเข้าใจผิดต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นได้
  • “พูดให้เป็น” หรือสอนให้เด็กรู้จักพูด การพูดที่ดีสมบูรณ์แบบและได้ผล ควรครอบคลุมลักษณะของวาจาสุภาษิต 5 ประการ คือ เป็นเรื่องจริง เป็นประโยชน์ ถูกกาลเทศะ พูดด้วยความหวังดี และพูดอย่างสุภาพอ่อนโยน ตัวอย่างกิจกรรมที่จะฝึกให้เด็กพูดให้เป็น ได้แก่
    • การคิดก่อนพูด การใคร่ครวญไตร่ตรองให้ละเอียดถี่ถ้วน ก่อนจะพูด จะทำ เป็นสิ่งที่ดี เพราะบ่อยครั้งที่ปัญหาของการสื่อสารเกิดจากความเข้าใจผิด ครูจะฝึกให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องวาจา สังเกตการพูดของตนเอง หาเวลาทบทวนการพูด และฝึกคิดให้ดีก่อนพูดบ่อยๆ
    • การกล่าวคำขอบคุณ-ขอโทษ ก่อนเลิกเรียนในแต่ละวัน ครูจะให้เด็กได้กล่าวคำขอบคุณแก่เพื่อนหรือครูที่ได้ทำประโยชน์แก่ตนเอง และกล่าวคำขอโทษแก่เพื่อนหรือครูที่ตนเองได้กระทำล่วงเกินลงไป เด็กควรจะมีโอกาสได้กล่าวประโยคเหล่านี้ทุกคนและทุกวัน
    • การตั้งวงสนทนาระหว่างครูกับเด็ก โดยเด็กและครูนั่งล้อมวงกัน เพื่อพูดคุยถึงปัญหาพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ซึ่งเกิดขึ้นภายในห้องเรียน เด็กๆ จะต้องฝึกการช่วยกันระบุและยอมรับปัญหา รวมทั้งแสวงหาวิธีการแก้ไขปัญหาร่วมกัน
  • “อ่านให้เป็น” หรือสอนให้เด็กรู้จักอ่าน ภาษาไทยเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนจนเกิดความชำนาญในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร เพื่อการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้ดี ครูจึงฝึกให้เด็กมีนิสัยรักการอ่านและอ่านหนังสืออย่างสม่ำเสมอ ตัวอย่างกิจกรรมที่จะฝึกให้เด็กอ่านให้เป็น ได้แก่
    • การอ่านออกเสียง ครูฝึกให้เด็กอ่านออกเสียงและบอกความหมายของคำ โดยอ่านคำคล้องจอง คำที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เครื่องหมายแสดงความปลอดภัยและแสดงอันตราย ข้อความเชิงอธิบาย การปฏิบัติตามคำสั่ง ข้อแนะนำ ประกาศ ป้ายโฆษณา คำขวัญ แผนภาพ แผนที่ แผนภูมิ รวมถึงสัญลักษณ์ต่างๆ ที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน และคำที่ใช้เรียนรู้ในวิชาอื่นๆ
    • การอ่านจับใจความ โดยอ่านจากสื่อต่างๆ เช่น นิทาน เรื่องสั้น บทเพลง เรื่องราวจากบทเรียนในวิชาต่างๆ ข่าวและเหตุการณ์ประจำวัน ทั้งนี้ ครูอาจให้เด็กได้เลือกอ่านหนังสือที่สนใจ และมีโอกาสนำเสนอเรื่องที่อ่าน พร้อมทั้งฝึกมารยาทในการอ่าน คือ ไม่อ่านเสียงดังจนรบกวนผู้อื่น ไม่เล่นกันขณะที่อ่านหนังสือ ไม่ทำลายหนังสือ และไม่ควรแย่งอ่านหรือชะโงกหน้าไปอ่านขณะที่ผู้อื่นกำลังอ่านอยู่
  • “เขียนให้เป็น” หรือสอนให้เด็กรู้จักเขียน การเขียนเป็นการสื่อสารชนิดหนึ่งของมนุษย์ ที่ต้องอาศัยความพยายามและการฝึกฝน การเขียนเป็นการแสดงความรู้ ความคิด ความรู้สึก ความต้องการ เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้ผู้รับสารสามารถอ่านได้เข้าใจ ด้วยรูปแบบต่างๆ ของการเขียน เช่น เขียนเรียงความ ย่อความ รายงาน เขียนตามจินตนาการ วิเคราะห์ วิจารณ์ และเขียนเชิงสร้างสรรค์ ตัวอย่างกิจกรรมที่จะฝึกให้เด็กเขียนให้เป็น ได้แก่
    • การเขียนบันทึกประจำวัน ครูอาจให้เด็กได้มีการฝึกเขียนทุกวัน ด้วยการเขียนบรรยายความรู้สึก เขียนบันทึกสิ่งที่พบเห็นจากการเดินทาง หรือเขียนบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ด้วยภาษาของเด็กเอง โดยที่เด็กสามารถเลือกสมุดบันทึกและออกแบบวิธีการเขียนให้มีความน่าอ่านอย่างสร้างสรรค์
    • การเขียนสื่อสาร ครูจะฝึกให้เด็กรู้จักเขียนสื่อสาร ด้วยคำและประโยคง่ายๆ ที่พบในชีวิตประจำวัน ฝึกเขียนบรรยายเกี่ยวกับลักษณะของคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ ธรรมชาติ เขียนเล่าเรื่องเกี่ยวกับประสบการณ์ของตัวเอง เขียนตามจินตนาการของตัวเอง โดยคำนึงถึงมารยาทในการเขียน เขียนให้อ่านง่าย สะอาด ใช้ภาษาเขียนที่เหมาะสม ไม่เขียนล้อเลียนผู้อื่น และไม่ขีดเขียนในที่สาธารณะ

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะส่งเสริมความสามารถในการสื่อสารของลูกอย่างไร?

การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ สามารถเริ่มต้นที่บ้าน ในครอบครัวของเราเอง การทำให้บ้านมีความสุข มีบรรยากาศที่อบอุ่น เป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยาก ทุกคนในครอบครัวสามารถทำได้ ด้วยการสื่อสารที่ดี ดังนี้

  • เริ่มจากการพูด พูดจากันอย่างสุภาพอ่อนโยน น้ำเสียงนุ่มนวล พูดแสดงความห่วงใย พูดด้วยความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจ ให้กำลังใจกัน พูดด้วยความหวังดี มีเมตตา พูดคำขอบคุณ-ขอโทษจนเกิดเป็นนิสัย พูดอย่างจริงใจ พูดด้วยอารมณ์ขัน ทักทายหยอกล้อกันบ้าง เพื่อให้เกิดความสนุกสนาน สดชื่น แจ่มใส
  • ฝึกการเป็นผู้ฟังที่ดี ทั้งพ่อแม่ฟังลูก และลูกฟังพ่อแม่ ด้วยการตั้งใจฟังซึ่งกันและกัน ฟังให้จบ ไม่พูดแทรก ฟังด้วยความกระตือรือร้น พ่อแม่สามารถฝึกให้ลูกฟังและปฏิบัติตามคำแนะนำจากพ่อแม่ ฟังเพลง ดนตรี เพื่อความเพลิดเพลิน ฟังข่าวสาร ข้อมูล เพื่อรับความรู้ แล้วใช้ความคิดวิเคราะห์ ตีความจากเรื่องที่ฟัง รวมถึงการฟังพระธรรมเทศนา คำสอน โอวาท ที่ได้ข้อคิดและนำไปใช้ในการดำเนินชีวิต
  • ครอบครัวรักการอ่าน เพราะการอ่านเป็นพื้นฐานของความสำเร็จ พ่อแม่ควรฝึกฝนและพัฒนาให้ลูกอ่านหนังสือบ่อยๆ ทุกประเภทที่จะให้ประโยชน์และอ่านบ่อยๆ จนเกิดเป็นนิสัย ให้ลูกตั้งจุดมุ่งหมายในการอ่าน คือ อ่านเพราะต้องรู้ อ่านเพราะความรู้ และอ่านเพราะความอยากรู้ แล้วทำให้บรรลุจุดมุ่งหมายนั้นให้ได้ ฝึกให้ลูกจับใจความเรื่องที่อ่าน สังเกตส่วนประกอบต่างๆ ของหนังสือไปด้วย เช่น ปก คำนำ สารบัญ คำนิยม หัวข้อเรื่อง เป็นต้น จะทำให้เข้าใจสิ่งที่อ่านได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้การสร้างบรรยากาศที่ดี ทำจิตใจให้มีสมาธิ ตั้งใจให้แน่วแน่ ทำอารมณ์ให้สดชื่น แจ่มใส ก็จะทำให้เป็นนักอ่านที่ดีได้เช่นกัน
  • ฝึกนิสัยรักการเขียน พ่อแม่ควรเป็นตัวอย่างที่ดี มีความกระตือรือร้นในการเขียน มีความสุขในการเขียน จดบันทึกเรื่องราวต่างๆ ที่ได้อ่าน ได้ยิน ได้ฟัง ได้พบเห็นอย่างสม่ำเสมอ ส่งเสริมให้ลูกหมั่นจดบันทึกประจำวันทุกวัน บันทึกการเดินทาง บันทึกข้อมูลต่างๆ ที่ได้จากการอ่าน การฟัง และการดู

เกร็ดความรู้เพื่อครู

สิ่งสำคัญสำหรับผู้ทำหน้าที่สั่งสอนให้การศึกษาแก่ผู้อื่น โดยเฉพาะครูอาจารย์ จะต้องมีความรู้ ความสามารถ มีทักษะในการสื่อสาร เพราะการเรียนการสอนนับเป็นการสื่อสารรูปแบบหนึ่ง ที่ผู้ส่งสาร (ครู) มี (สาร) ความรู้ ประสบการณ์ ส่งให้ผู้รับสาร (นักเรียน) ดังนั้น การสื่อสารสำหรับครู มีดังนี้

  • แนะนำฝึกอบรมเด็กให้เป็นคนดี คุณสมบัติหนึ่งของคนเป็นครู จึงควรประกอบด้วยการเป็นผู้รู้จักสื่อสาร อธิบาย ชี้แจงให้เด็กเข้าใจ สื่อสารด้วยความรู้จริง ให้คำแนะนำว่ากล่าวตักเตือน เป็นที่ปรึกษาที่ดี สร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน พร้อมที่จะรับฟังคำปรึกษา สามารถกล่าวชี้แจงเรื่องต่างๆ ที่ยุ่งยากลึกซึ้งในเข้าใจได้ สั่งสอนเด็กให้ได้เรียนรู้เรื่องราวที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไป ทั้งนี้ การจัดการเรียนการสอนจะสำเร็จตามจุดมุ่งหมายหรือไม่ จึงพิจารณาได้จากพฤติกรรมของผู้เรียนที่เปลี่ยนแปลงไป
  • สอนศิลปวิทยาให้สิ้นเชิง ตั้งใจประสิทธิ์ความรู้ให้กับเด็ก สอนอย่างมีเหตุผล ให้ผู้เรียนพิจารณาเข้าใจแจ้งด้วยปัญญา สอนให้มีขั้นตอนถูกลำดับ แสดงเนื้อหาตามลำดับความยากง่าย มีเหตุผลสัมพันธ์ต่อเนื่องกันไป จับจุดสำคัญมาขยายให้เข้าใจ ชี้แจง แสดงให้เข้าใจชัดในแต่ละประเด็น
  • สอนให้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง จูงใจ ด้วยการชี้แจงแสดงเหตุผล แยกแยะอธิบายให้ผู้ฟังเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ชวนให้เด็กอยากปฏิบัติ สิ่งใดควรทำ ก็บรรยายให้เห็นความสำคัญและซาบซึ้งคุณค่า จนผู้ฟังยอมรับและนำไปปฏิบัติ เกิดความกระตือรือร้น มั่นใจที่จะทำให้สำเร็จ นั่นคือ การสอนให้ได้ผลจริง และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง
  • มีท่าทีเป็นกัลยาณมิตร ครูควรมีเมตตา ใส่ใจเด็ก สามารถเข้าถึงจิตใจ สร้างความรู้สึกสนิทสนม เป็นกันเอง ชวนให้ผู้เรียนอยากเข้าไปปรึกษาไต่ถาม เป็นที่น่ายกย่อง น่าเอาแบบอย่าง ทำให้เด็กเอ่ยอ้างและรำลึกถึงด้วยความซาบซึ้ง มั่นใจ และภาคภูมิใจ

บรรณานุกรม

  1. ชยสาโรภิกขุ. (2555). อะไรนะ. (พิมพ์ครั้งที่ 2) กรุงเทพฯ : บริษัท คิว พริ้นท์ แมเนจเม้นท์ จำกัด.
  2. พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต). (2542). วิธีคิดตามหลักพุทธธรรม. (พิมพ์ครั้งที่ 6) กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ศยาม.
  3. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). (2546). ธรรมนูญชีวิต พุทธจริยธรรมเพื่อชีวิตที่ดีงาม. (พิมพ์ครั้งที่ 57) กรุงเทพฯ :.
  4. อดิศร จันทรสุข. (2548). รายงานการวิจัยการปลูกฝังคุณธรรมในเด็กปฐมวัยผ่านกระบวนสร้างสรรค์ของแกนนำโรงเรียนวิถีพุทธ. โครงการวิจัยภายใต้ทุนสนับสนุนจากศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม (ศูนย์คุณธรรม) สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน).

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน