หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกให้อยู่อย่างพอเพียง (Teaching Children to Live with Sufficiency)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

อยู่อย่างพอเพียง (Sufficiency) หมายถึง คุณลักษณะที่แสดงออกถึงการดำเนินชีวิตอย่างพอประมาณ มีเหตุผล รอบคอบ มีคุณธรรม มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี และปรับตัวเพื่ออยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ผู้ที่มีความเป็นอยู่อย่างพอเพียง จะดำเนินชีวิตอย่างประมาณตน มีเหตุผล รอบคอบ ระมัดระวัง อยู่ร่วมกับผู้อื่นด้วยความรับผิดชอบ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น เห็นคุณ ค่าของทรัพยากรต่างๆ มีการวางแผนป้องกันความเสี่ยง และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง

การสอนลูกให้อยู่อย่างพอเพียงมีความสำคัญอย่างไร?

ทุกวันนี้ “เรา” มีชีวิตที่พอเพียงหรือยัง..

“... คนเรา ถ้าพอในความต้องการ ก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อย ก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย ถ้าทุกประเทศมีความคิด - อันนี้ไม่ใช่เศรษฐกิจ มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่า พอประมาณ ไม่สุดโต่ง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข...” พระราชดำรัสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆที่เข้าเฝ้าฯถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม 2541

หัวใจของเศรษฐกิจพอเพียง คือ สติและปัญญา ผู้รู้จักตัวเอง ฝึกฝนตนจนเกิดปัญญา สามารถตระหนักถึงคุณธรรม เช่น หิริโอตตัปปะ ความละอายและเกรงกลัวต่อบาป ความเมตตากรุณา การไม่เบียดเบียนใคร และไม่เบียดเบียนโลก รวม ทั้งการมีปัญญารู้ว่า อะไรคือสิ่งที่ควรทำ เพื่อให้เกิดผลดีทั้งต่อตนและผู้อื่น ความพอเพียงจึงเป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกัน ที่ทุกคนต่างคำนึงถึง การตัดสินใจเลือกกระทำสิ่งที่ดี และหน้าที่ในการสร้างพฤติกรรมนั้นๆอยู่เสมอ จนกลายเป็นอุปนิสัยที่ดีและทำโดยอัตโนมัติ ไม่ลังเลสงสัยว่าทำไมผู้อื่นไม่ทำ

การอยู่อย่างพอเพียงมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

เด็กที่มีความเป็นอยู่อย่างพอเพียงจะดำเนินชีวิตอย่างพอประมาณ มีเหตุผล รอบคอบ มีคุณธรรม ดังนี้

  • ใช้ทรัพย์สินของตนเอง เช่น เงิน สิ่งของ เครื่องใช้ ฯลฯ อย่างประหยัด คุ้มค่า และเก็บรักษาดูแลอย่างดี รวมทั้งการใช้เวลาอย่างเหมาะสม
  • ใช้ทรัพยากรของส่วนรวมอย่างประหยัด คุ้มค่า และเก็บรักษาดูแลอย่างดี
  • ปฏิบัติตนและตัดสินใจด้วยความรอบคอบ มีเหตุผล
  • ไม่เอาเปรียบผู้อื่น ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน พร้อมให้อภัยเมื่อผู้อื่นกระทำผิดพลาด มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี ปรับตัวเพื่ออยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
  • วางแผนการเรียน การทำงาน การใช้ชีวิตประจำวันบนพื้นฐานของความรู้
  • รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม ยอมรับและปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข

ครูจัดกิจกรรมส่งเสริมการอยู่อย่างพอเพียงให้ลูกที่โรงเรียนอย่างไร?

การสร้างวัฒนธรรมพอเพียงให้เกิดขึ้นกับเด็ก ครูจะทำในทุกมิติของชีวิตในโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง เชื่อมโยงกันอยู่ตลอดเวลา จึงจะบังเกิดผลอย่าง “ยั่งยืน” ดังนี้

1. น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในวิถีชีวิต ด้วยการตระหนักในคุณและโทษที่มีต่อตนเองและส่วน รวม จนเกิดจิตสำนึกรับผิดชอบ เป็นรากฐานของจิตใจ เป็นปัจจัยภายใจที่ต้องอาศัยการบ่มเพาะอย่างต่อเนื่อง บวกกับปัจจัยภายนอก ในการจัดระบบที่ชัดเจน ปฏิบัติได้ง่าย สมเหตุผล ต่อเนื่อง พร้อมเพรียงในการปฏิบัติและมีความรับผิดชอบร่วม กัน

  • สร้างบรรยากาศในโรงเรียน ปรับปรุงให้มีต้นไม้ใหญ่ที่ร่มรื่น สามารถเป็นแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนของเด็ก กิ่งไม้ใหญ่จากต้นไม้และสวนป่า สามารถนำมาเผาเป็นถ่าน นำกลับไปใช้ในโรงครัว ช่วยประหยัดพลังงานได้
  • บึงน้ำใหญ่ในโรงเรียน ห้องเรียนธรรมชาติสำหรับเด็กทุกวัย สามารถสร้างระบบการจัดการระบายน้ำ ได้บ่อพักน้ำขนาดใหญ่ ช่วยรับน้ำในหน้าฝน ป้องกันน้ำท่วม และสามารถเก็บน้ำไว้ใช้รดต้นไม้ในหน้าแล้งได้
  • โรงครัว เศษอาหารจากที่ต่างๆในแต่ละวัน สามารถนำมาเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ เศษผักผลไม้ เศษใบไม้ นำไปทำปุ๋ยหมัก ทำน้ำชีวภาพ รดน้ำแปลงผักอินทรีย์และต้นไม้ให้งอกงาม
  • โรงหมักปุ๋ย นำเศษอาหารและเศษกิ่งไม้ ใบไม้ รวมทั้งการหมักน้ำชีวภาพจากเศษผลไม้ นำกลับมาใช้และแจก จ่ายให้บ้านต่างๆ
  • สถานีแยกขยะ เป็นสถานีที่ใช้แยก “ทรัพยากร” ออกจากขยะ ด้วยการล้าง ผึ่ง ก่อนทิ้ง และนำทรัพยากรไปหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ เปลี่ยนปัญหาขยะล้น ส่งกลิ่นรบกวน เป็นโอกาสแห่งการเรียนรู้ในโรงเรียน ที่ครู เด็ก ผู้ปกครองนำขยะจากบ้านมาแยก จัดการขยะ และของเสียได้ด้วยตัวเอง ด้วยวิธีที่เหมาะสม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • น้ำใช้ น้ำทิ้ง จากอาคารเรียน จากโรงครัว ถูกนำมาบำบัดในบ่อบำบัด ก่อนกลายเป็นน้ำใส ใช้รดน้ำต้นไม้และคืนลงสู่คลองสาธารณะ
  • สถานีซ่อม-สร้าง ของเสียก็ซ่อมหรือสร้างสรรค์เป็นสิ่งใหม่ ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ เก้าอี้ ชั้น กระดานดำ เครื่องใช้ เศษวัสดุต่างๆ ถูกนำมาปรับเปลี่ยนรูปแบบ และนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า

2. บ่มเพาะความพอเพียงให้เป็นกิจวัตร ทั้งการกิน การอยู่ การเล่น และการเรียน ดังนี้

  • การกิน
    • ดื่มนมหมดแล้ว ล้างกล่องให้สะอาด ตามขั้นตอน คือ ตัดปากกล่อง ล้างให้เกลี้ยง และตากให้แห้ง นำไปประ ดิษฐ์เป็นของใช้ต่างๆที่เกิดประโยชน์ต่อไป จะช่วยปลูกฝังให้เด็กใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เมื่อครูได้อธิบายว่า การล้างกล่องนมช่วยพิทักษ์โลกอย่างไร และนำไปทำประโยชน์อะไรได้บ้าง
    • ให้เด็กๆ เข้าครัวช่วยทำอาหาร คอยช่วยล้าง หยิบ ส่ง ปอก หรือหั่นแบบง่ายๆ ก็ทำให้เด็กซึมซับถึงกิจวัตรอันปกติธรรมดาของการทำกินทำอยู่ รู้จักปลูกผักสวนครัวไว้ทำอาหารแทนการซื้อ รู้จักผักผลไม้ตามฤดูกาล รู้จักอาหารที่สดใหม่ มีประโยชน์ รู้จักเครื่องใช้ รู้วิธีปรุงอาหารง่ายๆ เหมือนช่วยคุณแม่ทำอาหารที่บ้าน
    • ฝึกตักอาหารเอง และกินอาหารให้หมด ฝึกให้เด็กกินอาหารที่หลากหลาย ไม่เลือกกิน ฝึกให้ระบุปริมาณอา หารที่ต้องการ รู้จักบอกว่ามากเกินไปหรือน้อยเกินไป ขอเพิ่มหรือขอลด รู้จักความพอดีในการกิน ไม่กินเหลือทิ้งขว้าง เห็นคุณค่าของอาหาร
  • การอยู่
    • เก็บของเล่นเอง ฝึกให้เด็กมีวินัยในตนเอง ด้วยกติกาการเก็บของเล่นของใช้เข้าที่ หลังจากหยิบออกมาใช้แล้ว นอกจากจะทำให้ห้องเรียนดูเรียบร้อยสะอาดตา ยังช่วยฝึกเด็กให้มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เด็กจะนึกถึงใจเพื่อน ใจเรา เข้าใจความหมายของคำว่า “ส่วนรวม” มากขึ้น และดูแลรักษาของส่วนรวมเป็น
    • ฝึกให้ทำหน้าที่ “หน่วยบริการ” คอยตักอาหารให้เพื่อน ดูแลทำความสะอาดห้องเรียน จะทำให้เด็กเรียนรู้หัวใจของการบริการ มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อ รู้จักสังเกต เอาใจเขามาใส่ใจเรา ฝึกยอมรับในเสียงสะท้อนจากเพื่อนและครู เมื่อจบภารกิจในแต่ละวัน ให้เด็กได้ทบทวนผลการกระทำของตัวเอง ทั้งด้านดีและด้านที่ต้องปรับแก้
    • ฝึกให้ล้างจานเอง การล้างจานอย่างมีลำดับขั้นตอน ตั้งแต่การกวาดเศษอาหารแยกลงตะกร้า ล้างเศษอาหารหรือคราบมันก่อนล้างน้ำยาทำความสะอาด เป็นการปลูกฝังให้เด็กมีความรับผิดชอบต่อตัวเองและส่วนรวม เพราะจานชามต่างๆจะถูกวนกลับมาใช้ใหม่ และไม่มีใครอยากใช้ภาชนะที่ไม่สะอาด
    • ฝึกให้ทำอาหารเอง เพื่อปลูกฝังให้เด็กรู้จักทำงานเป็นขั้นตอน ใช้อุปกรณ์การทำครัวอย่างระมัดระวัง มีทักษะในการพึ่งพาตัวเอง และสามารถทำอาหารง่ายๆ ได้
  • การเล่น
    • จัดเวลาให้เล่นกลางแจ้ง เพราะธรรมชาติคือห้องเรียนขนาดใหญ่ การเล่นในธรรมชาติจะทำให้เด็กเห็นความ สัมพันธ์ที่หลากหลาย เห็นการพึ่งพาอาศัยกันในธรรมชาติ การได้อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ ย่อมทำให้เด็กเห็นคุณค่า รู้จักดูแลรัก ษา หวงแหนธรรมชาติที่ตัวเองอาศัยวิ่งเล่น ปีนป่าย เก็บเศษไม้ ใบไม้มาทำของเล่น
  • การเรียน
    • บูรณาการความรู้สู่ชีวิต เพื่อให้เด็กเห็นคุณค่าของสิ่งรอบตัวที่มีต่อตนเอง เห็นความสำคัญของสรรพสิ่งในธรรมชาติและในสังคมอย่างเกื้อกูลกัน ได้ซึมซับคุณธรรมในเรื่องต่างๆ สามารถเชื่อมโยง นำมาสร้างเป็นความรู้ของตนเอง จนเกิดเป็นวิถีปฏิบัติในชีวิตประจำวันในเรื่องการกิน การอยู่ การเล่น และการเรียน ได้อย่างพอเหมาะพอดีกับวัย

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะจัดกิจกรรมส่งเสริมการอยู่อย่างพอเพียงให้ลูกได้อย่างไร?

ลองชวนลูกสำรวจสิ่งต่างๆในบ้าน แล้วรวมราคาคร่าวๆว่ามากมายเพียงใด ดังนี้

ทุกวันนี้ ลูกมี..

เสื้อ.........ตัว กางเกง/กระโปรง...........ตัว รองเท้า..........คู่
เสื้อกันหนาว....ตัว ชุดกีฬา...............ชุด หมวก...........ใบ
เข็มขัด..........เส้น นาฬิกา.............เรือน กระเป๋า...........ใบ
ดินสอ.........แท่ง ยางลบ...........ก้อน ไม้บรรทัด..............อัน
ปากกา..............ด้าม สมุด..............เล่ม หนังสือ.....................เล่ม
กิ๊บติดผม...........อัน โทรศัพท์เคลื่อนที่..........เครื่อง แว่นตา....................อัน

มากเกินไปหรือไม่?

ทุกวันนี้ ลูกกิน..

ขนมกรุบกรอบ.........ถุง ชาเขียว...........กระป๋อง น้ำอัดลม..........ขวด/กระป๋อง
ขนมจีบ.............กล่อง ซาลาเปา...............กล่อง ชีส...................ห่อ
แฮม....................แพ็ค ไส้กรอก..........แพ็ค กุ้งแช่แข็ง.............กล่อง
บะหมี่สำเร็จรูป...ซอง นมสด..........ขวด โยเกิร์ต........ถ้วย
ช็อกโกแลต..........ถุง บราวนี่............ชิ้น เนยถั่ว...........ขวด
แยม............ขวด ขนมปัง............ชิ้น/ห่อ คุกกี้.............กล่อง

มากเกินไปหรือไม่?

ทุกวันนี้ ที่บ้านของเรามี....

ตู้เย็น............เครื่อง เตาไมโครเวฟ.........เครื่อง เครื่องอุ่น/เครื่องนึ่งไฟฟ้า........เครื่อง
เตาอบ................เครื่อง กระติกน้ำร้อน............ใบ กระทะไฟฟ้า......ใบ
เตาปิ้ง-ย่าง.............เตา เครื่องปั่นน้ำผัก-ผลไม้...เครื่อง เครื่องชงกาแฟ..........เครื่อง
หม้อ..........ใบ กระทะ............ใบ แก้วน้ำ..........ใบ
จาน/ชาม..........ใบ แอร์............เครื่อง พัดลม............เครื่อง

มากเกินไปหรือไม่?

บ้านของเรามีกี่คน ลองสำรวจครัวและของกินในบ้านดูว่า มีมากเกินไปไหม แต่ละเดือนจ่ายค่าอาหาร ค่าไฟไปเท่าไร ครอบ ครัวของเราสร้างขยะจากการกินมหาศาลเพียงใด เรามีความสุขจริงหรือ.. กับวิถีชีวิตที่สะดวกสบาย ซื้อ หา กิน ใช้ เรื่อยๆ ไป เราต้องหาทรัพย์สินเงินทองมากมายเท่าไรหนอ จึงจะเพียงพอกับวิถีชีวิตที่ไม่พอเพียง

กินมาก +ใช้มาก + ทรัพยากรหายไป + สิ่งแวดล้อมถูกทำลาย + ขยะทิ้งไว้มากมาย

บางทีเราอาจลืมนึกไปว่า สิ่งที่เรากิน เราใช้ มีที่มาที่ไปอย่างไร เบียดเบียนใครอยู่หรือไม่

ความฟุ้งเฟ้อ เกินพอดี + เบียดเบียนโลก เบียดเบียนทุกคน + เบียดเบียนตัวเอง

ถึงเวลาหรือยังที่ครอบครัวของเราจะหยุดความฟุ้งเฟ้อ และหันกลับมามีความสุขกับวิถีชีวิตที่ “พอเพียง” เพียงแค่มีสติ ก็เท่ากับมีภูมิคุ้มกันที่ดี มีความพอประมาณ มีเหตุผลในการดำเนินชีวิต เพราะสติ ทำให้เรารู้เนื้อ รู้ตัว รู้กิน รู้ใช้ ไม่เบียด เบียนตัวเองและสิ่งต่างๆรอบตัว

ความสุขจากความพอเพียง เกิดขึ้นได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นใคร ผ่านกิจกรรม ดังนี้

  • พ่อแม่สร้างภูมิคุ้มกันให้ลูก ชักชวนลูกทำของใช้ ของเล่น ของขวัญเอง แทนการซื้อ จะทำให้ลูกเห็นคุณค่าของสิ่งต่าง ๆที่ทำด้วยตัวเอง รู้จักใช้ รู้จักยั้งคิดก่อนจะตัดสินใจซื้อสิ่งใด
  • พ่อแม่ชักชวนลูกลดภาวะโลกร้อน ปั่นจักรยานในบางวันที่ไม่เร่งรีบ ทั้งลดค่าใช้จ่าย ลดปัญหาจราจรติดขัด ลดการใช้น้ำมัน ลดการเกิดก๊าซ ลดมลพิษ แต่เพิ่มเงินในกระเป๋า เพิ่มสุขภาพที่ดี และเพิ่มความน่าอยู่ให้โลกของเรา
  • พ่อแม่สร้างนิสัยในการลดการสร้างขยะ ใช้แก้วหรือกระติกน้ำส่วนตัว หิ้วตะกร้าไปจ่ายตลาด เตรียมปิ่นโตหรือภาชนะไปใส่อาหาร ลดการใช้แก้วพลาสติกของทางร้าน ลดการใช้ทรัพยากร ยิ่งเห็นขยะมากเท่าไร ก็ยิ่งย้อนกลับมาทำให้เราคิดก่อนจะกินก่อนจะใช้มากขึ้น
  • พ่อแม่เป็นตัวอย่าง ในการซ่อมแซมก่อนซื้อใหม่ เสื้อผ้าและของใช้เก่าขาด ไม่ได้แปลว่า ไร้ค่า แต่ควรนำมาซ่อมแซมส่วนที่ชำรุด แล้วใช้ต่อให้คุ้มค่าเสียก่อน

เกร็ดความรู้เพื่อครู

มนุษย์ในศตวรรษที่ 21 กำลังเผชิญกับวิกฤตภัยธรรมชาติ และความขาดแคลนทรัพยากร เพราะเราทำลายสมดุลของโลกมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ในวันนี้ “วิถีพอเพียง” คือ หนทางที่จะนำพาเราทุกคนกลับคืนสู่ความสมดุล ทั้งสมดุลในตัวเอง และสมดุลกับสรรพสิ่ง โดยมีจุดเริ่มต้นง่ายๆที่ใจของเรา

บรรณานุกรม

  1. มูลนิธิโรงเรียนรุ่งอรุณ. (2556). พอดี พอใจ พอใช้ พอเพียง: ปฏิบัติการโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียง. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์สานอักษร.
  2. สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. (2554). แนวทางการพัฒนา การวัดและประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ.
  3. สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. (2552). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพ : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด
  4. อดิศร จันทรสุข. (2548). รายงานการวิจัยการปลูกฝังคุณธรรมในเด็กปฐมวัยผ่านกระบวนสร้างสรรค์ของแกนนำโรงเรียนวิถีพุทธ. โครงการวิจัยภายใต้ทุนสนับสนุนจากศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม (ศูนย์คุณธรรม) สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน).

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน