หน้าหลัก » บทความ » สอนลูกให้แก้ปัญหาเป็น (Problem solving)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

ความสามารถในการแก้ปัญหา (Problem solving) เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสม บนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรม และข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่างๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกันแก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อตนเอง สังคม และสิ่งแวดล้อม

สอนลูกให้แก้ปัญหาเป็น

ความสามารถในการแก้ปัญหามีความสำคัญอย่างไร?

คนเราจะมีความสุขอย่างแท้จริง ต้องมีการดำเนินชีวิตให้ถูกต้อง ปฏิบัติถูกต้องต่อชีวิตของตนเอง ต่อสภาพแวดล้อม ทั้งทางสังคม ทางธรรมชาติ และทางวัตถุทั่วไป รวมทั้งเทคโนโลยี คนที่ดำเนินชีวิตถูกต้อง ย่อมมีชีวิตที่ดีงาม มีความสุขที่แท้จริง และมีความสุขที่เอื้อต่อการเกิดมีความสุขของผู้อื่นด้วย

การดำเนินชีวิตถูกต้องหรือปฏิบัติถูกต้องต่อสิ่งทั้งหลายที่กล่าวมา หากมองในแง่ของการดิ้นรนต่อสู้ เพื่อให้อยู่รอดหรือนำชีวิตไปให้ล่วงพ้นสิ่งบีบคั้นติดขัดคับข้อง มีความเป็นอยู่ด้วยดี การดำเนินชีวิตในแง่นี้คือ การแก้ปัญหาหรือการดับทุกข์ ผู้ที่แก้ปัญหาได้ถูกต้อง ล่วงพ้นปัญหาไปได้ ย่อมเป็นผู้ประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิต มีความสุข ไร้ความทุกข์ รู้จักแก้ปัญหา หรือเรียกง่ายๆ ว่า แก้ปัญหาเป็น

การแก้ปัญหาเป็นหรือมีวิธีคิดแก้ปัญหาอย่างถูกวิธี เรียกว่า วิธีคิดแบบอริยสัจจ์ ประกอบด้วย ทุกข์ (ตัวปัญหา เป็นสถานการณ์ที่ไม่ต้องการ) สมุทัย (เหตุ ที่มาของปัญหา เป็นจุดที่ต้องแก้ไข จึงจะพ้นจากปัญหาได้) นิโรธ (ภาวะสิ้นปัญหา เป็นจุดหมายที่ต้องการจะเข้าถึง) และ มรรค (วิธีการหรือข้อปฏิบัติที่ต้องทำ เพื่อบรรลุภาวะสิ้นปัญหา)

หลักการหรือสาระสำคัญของวิธีคิดแบบอริยสัจจ์ก็คือ เริ่มต้นจากปัญหาหรือทุกข์ที่ประสบ โดยเราทุกคนมีหน้าที่กำหนดรู้ทำความเข้าใจกับปัญหาหรือความทุกข์นั้นให้ชัดเจน แล้วสืบค้นหาสาเหตุเพื่อเตรียมแก้ไข ขณะเดียวกันก็กำหนดเป้าหมายให้แน่ชัดว่าคืออะไร เป็นไปได้หรือไม่ และเป็นไปได้อย่างไร แล้วคิดหาวิธีที่จะกำจัดสาเหตุของปัญหา ดังนี้

  • ขั้นที่ 1 ทุกข์ คือ สภาพปัญหา ความคับข้อง ติดขัด กดดัน บีบคั้น ที่ได้ประสบ หน้าที่ของเรามีเพียงกำหนดรู้ ทำความเข้าใจ และกำหนดขอบเขตให้ชัด หน้าที่นี้เรียกว่า ปริญญา เราไม่มีหน้าที่เอาทุกข์มาครุ่นคิด มาแบกไว้ หรือคิดขัดเคืองเป็นปฏิปักษ์กับความทุกข์ หรือห่วงกังวลอยากหายทุกข์ เพราะมีแต่จะทำให้ทุกข์เพิ่มขึ้น เราอยากแก้ทุกข์ได้ ต้องแก้ด้วยการรู้และกำจัดเหตุของมัน
  • ขั้นที่ 2 สมุทัย คือ เหตุเกิดแห่งทุกข์หรือสาเหตุของปัญหา เหตุปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องส่งผลจนเป็นสภาพบีบคั้น กดดัน คับข้อง ติดขัด อึดอัด ในรูปต่างๆ เมื่อประสบทุกข์หรือปัญหา เราต้องพิจารณาสืบสาวหาสาเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ วินิจฉัยมูลเหตุของปัญหา หน้าที่ของเรา คือ ปหาน ได้แก่ กำจัด แก้ไข หรือละเสีย
  • ขั้นที่ 3 นิโรธ คือ ความดับทุกข์ ความพ้นทุกข์ ภาวะไร้ทุกข์ ภาวะพ้นปัญหา หมดปัญหา เป็นจุดหมายที่ต้องการ หน้าที่ของเรา คือ สัจฉิกิริยา คือ ทำให้เป็นจริง ทำให้สำเร็จหรือบรรลุถึง ในขั้นนี้เราต้องกำหนดว่า จุดหมายที่ต้องการคืออะไร เป็นไปได้หรือไม่ เป็นไปได้อย่างไร มีหลักการในการเข้าถึงอย่างไร
  • ขั้นที่ 4 มรรค คือ ทางดับทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์หรือวิธีแก้ไขปัญหา ได้แก่ วิธีการและรายละเอียดที่จะต้องปฏิบัติ เพื่อกำจัดเหตุปัจจัยของปัญหา ให้เข้าถึงจุดหมายที่ต้องการ หน้าที่ของเรา คือ ภาวนา ได้แก่ การปฏิบัติหรือลงมือทำ ด้วยการกำหนดวิธีการ แผนการ และรายการสิ่งที่จะต้องทำ ซึ่งจะช่วยให้แก้ไขสาเหตุของปัญหาได้สำเร็จ โดยสอดคล้องกับจุดหมายที่ต้องการ

ความสามารถในการแก้ปัญหามีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

เด็กที่มีการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง จะเป็นเด็กที่มีความรู้คิด เข้าใจเหตุผล รู้ดี รู้ชั่ว รู้คุณ-โทษ รู้ว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์-มิใช่ประโยชน์ มองสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง มีวิจารณญาณ รู้จักใช้ปัญหาพิจารณาเหตุปัจจัย แก้ไขปัญหา และจัดทำดำเนินการต่างๆ ให้ได้ผลดี

เมื่อเผชิญปัญหาและต้องคิดแก้ไขปัญหา เด็กเหล่านี้จะสามารถตั้งสติได้กับปัญหาที่เกิดขึ้น มีความเต็มใจที่จะแก้ปัญหา สามารถใช้กระบวนการแก้ปัญหา และแก้ไขปัญหาต่างๆ ไปได้ด้วยดี เริ่มจากการ

  • วิเคราะห์ปัญหา เด็กสามารถระบุปัญหาที่เกิดขึ้นกับตนเอง กับบุคคลใกล้ตัว สนใจค้นหาสาเหตุของปัญหา ระบุสาเหตุ จัดระบบข้อมูล จัดหมวดหมู่สาเหตุของปัญหาได้ จัดลำดับความสำคัญของสาเหตุของปัญหาอย่างสมเหตุสมผล กำหนดทางเลือกในการแก้ปัญหาที่มีความเป็นไปได้ และตัดสินใจเลือกวิธีแก้ปัญหา จากการพิจารณาข้อดีและข้อจำกัดที่ไม่เกิดผลกระทบในทางลบแก่ตนเองและผู้อื่น
  • วางแผนแก้ปัญหา เด็กเหล่านี้จะรู้สึกว่าการวางแผนแก้ปัญหาเป็นสิ่งดี สนใจที่จะหาข้อมูลหลายๆ ด้าน และนำข้อมูลต่างๆ มาใช้วางแผนแก้ปัญหาอย่างมีขั้นตอน
  • ดำเนินการแก้ปัญหา ด้วยการปฏิบัติตามแผนที่คิดไว้ สามารถตรวจสอบ ทบทวน และปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องจนครบถ้วนสมบูรณ์
  • วิเคราะห์ผลที่เกิดขึ้นจากการแก้ไขปัญหาได้ โดยผลที่เกิดจากการแก้ปัญหามีความถูกต้อง และเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผลและคุณธรรม รู้สึกภาคภูมิใจ มีความสุข เมื่อสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้สำเร็จ

เด็กที่มีความสามารถในการแก้ปัญหา จะไม่กลัวหากจะต้องเผชิญปัญหาอุปสรรคใดๆ แต่จะมีความเข้าใจปัญหา มีจิตใจที่เข้มแข้ง มองโลกในแง่ดี สามารถควบคุมอารมณ์และแสดงออกได้อย่างเหมาะสม ไม่ฟุ้งซ่าน โวยวาย มักเป็นคนที่ใจเย็น มีความละเอียดรอบคอบในการคิด เพราะเด็กเหล่านี้จะมีความเชื่อว่า ปัญหาทุกอย่างสามารถแก้ไขได้ และพร้อมที่จะหาหนทางแก้ไข ปรับเปลี่ยนวิธีการจนกว่าจะสามารถแก้ปัญหาได้

ครูจัดกิจกรรมส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาให้ลูกอย่างไร?

เด็กวัยประถม เป็นวัยแห่งความฉลาดรอบรู้ มีไหวพริบปฏิภาณ และความคิดสร้างสรรค์ เป็นวัยแห่งการตั้งคำถาม มีความสนใจใฝ่รู้ ชอบค้นหาคำตอบ และเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ ครูควรจัดกิจกรรมให้เด็กวัยนี้ เพื่อปลูกฝังการแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างมีหลักการ ดังนี้

  • สอนจากปัญหาที่พบในชีวิตประจำวัน ด้วยการที่ครูนำปัญหาต่างๆ ที่เด็กพบ ทั้งที่บ้าน ที่โรงเรียน หรือในชุมชน มาให้เด็กพิจารณาว่า ปัญหาใดที่ควรได้รับการแก้ไขโดยด่วน และฝึกให้เด็กคิดแก้ปัญหาร่วมกัน ด้วยวิธีการฝึกสนทนาธรรม (ธรรมสากัจฉา) คือ นำปัญหามาพิจารณาร่วมกัน และฝึกให้เด็กอภิปราย สนทนาโต้ตอบ โดยใช้เหตุและผล มีการถาม-ตอบ (ปุจฉา วิสัชนา) แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน ส่งเสริมให้เด็กได้พูดคุยปรึกษาหารือกัน เพื่อค้นหาแนวทางแก้ปัญหาให้สำเร็จ
  • สอนให้เด็กร่วมกันจัดทำโครงงานต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในโรงเรียน เช่น ปัญหาขยะ ปัญหาจราจร ปัญหาความปลอดภัย ฯลฯ ให้เด็กได้พยายามคิดค้นแก้ปัญหาจากสถานการณ์ที่ต้องเผชิญอุปสรรค ความยากลำบาก โดยใช้วิธีคิดแบบอริยสัจจ์เป็นแนวทางในการแก้ปัญหา เริ่มจากการให้เด็กกำหนดปัญหาที่เด็กๆ สนใจ ครูตั้งคำถามที่ท้าทายความรู้ความสามารถของเด็ก (ทุกข์) ฝึกให้เด็กช่วยกันคิดระดมสมอง ทำงานเป็นกลุ่ม กระตุ้นให้เด็กระบุสาเหตุของปัญหา (สมุทัย) ระบุจุดหมายที่ต้องการ คือ ภาวะที่ไร้ทุกข์ หมดปัญหา (นิโรธ) ให้เด็กๆ พิจารณาข้อดี-ข้อจำกัดของแนวคิดต่างๆ และเลือกแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดร่วมกัน กำหนดวิธีและรายละเอียดต่างๆ ที่จะต้องปฏิบัติ เพื่อให้แก้ไขปัญหาได้สำเร็จ (มรรค) จากนั้นครูจึงให้เด็กนำไปทดลองปฏิบัติตามแนวทางที่เลือกและบันทึกผลเกี่ยวกับการทำกิจกรรมนั้น แล้วจึงให้เด็กๆ ร่วมกันประเมินผลการปฏิบัติงาน ร่วมกันสังเกต อภิปรายว่าโครงงานนี้ประสบผลสำเร็จเพียงใด มีอะไรที่ควรปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นได้อีก
  • สอนจากกิจกรรมในวิถีชีวิต เช่น การปลูกผัก ทำอาหาร หรือทำศิลปะประดิษฐ์ การให้บริการช่วยเหลือผู้อื่น โดยเด็กจะเป็นผู้บริการครู ล้างจานให้เพื่อน เป็นต้น กิจกรรมในวิถีชีวิตล้วนเป็นกิจกรรมที่เด็กจะต้องทำงานเป็นกลุ่ม ซึ่งจะช่วยให้เด็กฝึกฝนการคิดของตนให้มีความถูกต้องดีงาม แสวงหาหนทางแก้ปัญหาด้วยการพิจารณาตามเหตุปัจจัยที่สอดคล้องกับความเป็นจริง คิดทำสิ่งต่างๆ ให้เป็นไปอย่างสร้างสรรค์และก่อให้เกิดประโยชน์สุขทั้งต่อตนเองและผู้อื่น มีความเมตตากรุณา ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน โดยไม่เห็นแก่ตัว เด็กๆ จะได้ฝึกคิดใคร่ครวญว่าจะต้องเริ่มต้นจากสิ่งใด แล้วจึงพิจารณาอย่างรอบคอบที่จะเลือกวิธีปฏิบัติให้เกิดผลดี ได้เรียนรู้การแบ่งหน้าที่ การดูแลเอาใจใส่ในรายละเอียดต่างๆ ได้ฝึกทำงานร่วมกับผู้อื่น รู้จักแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นในระหว่างการทำงาน ฝึกคิดแก้ปัญหา เชื่อมโยงสิ่งที่เด็กได้เรียนรู้ลงสู่การปฏิบัติ จนไปถึงการสรุปผลการทำงาน เพื่อฝึกสื่อสารให้ผู้อื่นได้เข้าใจ

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาของลูกได้อย่างไร?

พ่อแม่สามารถปลูกฝังการคิดแก้ปัญหาให้กับลูก โดยเริ่มต้น ดังนี้

  • นำแนวคิดกระบวนการทางปัญญา ของนายแพทย์ประเวศ วะสี เป็นหลักในการฝึกปฏิบัติอย่างมีขั้นตอน และเป็นการจัดระบบการเรียนรู้วิธีแก้ปัญหาต่างๆ ที่ชัดเจนให้กับลูก ดังนี้คือ ฝึกให้ลูกสังเกต สิ่งที่พบเห็นทั่วไป เมื่อสังเกตแล้วควรบันทึก ด้วยการวาดภาพ เขียนบรรยาย ถ่ายภาพ เขียนแผนที่ความคิด ฯลฯ เมื่อลูกมีผลงานสร้างสรรค์ขึ้นมา ควรฝึกให้ลูกรู้จักนำเสนอ ด้วยเทคนิควิธีการต่างๆ ฝึกให้ลูกรู้จักฟัง อย่างมีฉันทะ มีสติ มีสมาธิ จะช่วยให้ลูกเข้าใจเรื่องที่ฟังได้ดีขึ้น ฝึกให้ลูกรู้จักถาม-ตอบ ฝึกใช้เหตุผลมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ ทำให้เกิดความแจ่มแจ้งในเรื่องนั้นๆ ฝึกตั้งคำถามถึงสิ่งต่างๆ ที่ลูกได้เรียนรู้ว่า สิ่งนั้นเกิดจากอะไร มีประโยชน์อย่างไร ทำอย่างไรจึงจะสำเร็จ การตั้งคำถามที่มีคุณค่าและมีความสำคัญ จะทำให้ลูกอยากได้คำตอบ ฝึกค้นหาคำตอบ เมื่อพ่อแม่ตั้งคำถามแล้ว ควรฝึกให้ลูกค้นหาคำตอบจากแหล่งความรู้ต่างๆ ฝึกทำวิจัย เพื่อหาคำตอบหรือเพื่ออธิบายสิ่งที่เป็นปัญหาหรือสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อให้ได้ความรู้ใหม่ จะทำให้ลูกเกิดความภาคภูมิใจและเกิดประโยชน์แก่ตัวลูกเอง ฝึกเชื่อมโยงบูรณาการให้เห็นความเป็นไปทั้งหมด บูรณาการความรู้ที่ได้เรียนรู้มา เห็นตัวอย่างเกิดการเรียนรู้ว่าตัวเองเป็นอย่างไรตามความเป็นจริง และฝึกให้ลูกเขียนเรียบเรียงถึงกระบวนการเรียนรู้และความรู้ที่ได้มา เป็นการจัดระเบียบความคิดให้ประณีตขึ้น ทำให้แม่นยำขึ้น ก่อให้เกิดประโยชน์แก่การเรียนรู้ของผู้อื่นในวงกว้างออกไป
  • ตั้งวงสนทนาภายในครอบครัว การที่พ่อแม่ชักชวนลูกพูดคุยถึงความเป็นไปในชีวิตประจำวันของลูกว่า วันนี้ทำอะไรมาบ้าง พบเห็นสิ่งใด พ่อแม่ลองให้ลูกได้แสดงความคิดเห็น บอกเหตุผลของความพอใจหรือไม่พอใจต่างๆ ว่ารู้สึกอย่างไร พูดคุยถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับบุคคลในครอบครัว ให้ลูกได้ฝึกช่วยกันระบุและยอมรับปัญหา รวมทั้งแสวงหาวิธีการแก้ไขปัญหาร่วมกัน วิเคราะห์ผลที่ตามมา เพื่อจะได้ปรับปรุงให้ปัญหานั้นคลี่คลายไปในทางที่ดียิ่งขึ้นต่อไป
  • คุณธรรมเป็นสิ่งที่พ่อแม่ต้องให้ความสำคัญ การสร้างลูกให้มีคุณธรรมนั้น พ่อ แม่ ลูก ต้องช่วยกัน โดยพ่อแม่เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูก เพราะลูกกำลังศึกษาว่าในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ต่างๆ ที่มีสภาพติดขัด อึดอัด คับข้อง กดดัน บีบคั้น พ่อแม่มีวิธีแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นอย่างไร มีท่าทีต่อปัญหาอย่างไร เมื่อพ่อแม่เป็นทุกข์ ผิดหวัง ไม่ได้อย่างใจ พ่อแม่มีวิธีทำใจอย่างไร คุณธรรมข้อสำคัญอย่างยิ่งสำหรับคนเป็นพ่อแม่ คือ การแสดงท่าทีต่อปัญหาที่เกิดขึ้น สิ่งที่มีน้ำหนักมากกว่าคำพูด คือ พฤติกรรมที่ลูกเห็น และลูกเรียนรู้จากพ่อแม่ตลอดเวลา พ่อแม่จึงต้องเรียนรู้ที่จะรักษาอารมณ์ของตัวเองให้ดี มีจิตใจที่เข้มแข็ง เมื่อเกิดปัญหาอุปสรรค ก็ถือเป็นเรื่องท้าทาย กล้าเผชิญหน้า มีความสุขในการแก้ปัญหา ด้วยการมองตามเหตุปัจจัย ให้ลูกเกิดการเรียนรู้ว่าส่วนไหนที่เราต้องยอมรับ แก้ไขไม่ได้ ส่วนไหนที่เราแก้ได้ หรือส่วนไหนที่เราพัฒนาได้

เกร็ดความรู้เพื่อครู

เด็กทุกวันนี้กำลังขาดความฉลาดในความเป็นมนุษย์ เพราะความฉลาดไม่ได้จบอยู่ที่ไอคิว แต่เป็นความฉลาดในการดำเนินชีวิต ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ความมีวุฒิภาวะ มีคุณธรรมเป็นแก่นแท้ของชีวิต เด็กๆ เคยถามตัวเองหรือไม่ว่า ทุกวันนี้เราเกิดมาทำไม เราเกิดมาเพื่ออะไร และชีวิตที่ดีงามเป็นอย่างไร มีจริงไหม

ปัญหาในการดำเนินชีวิตของคนเรา เกิดขึ้นจากปัจจัยภายนอก เช่น ปัญหาการทำงาน ปัญหาการสื่อสาร ปัญหาเศรษฐกิจ ฯลฯ และปัจจัยภายใน คือ ตัวของเราเอง ที่มี กิเลส เป็นผู้กำกับสำคัญ 3 ตัว ได้แก่ โลภะ (ความอยากมี อยากเป็น อยากได้) โทสะ (ความโกรธ อาฆาตพยาบาท มุ่งคิดร้ายต่อผู้อื่น) โมหะ (ความหลง ความไม่รู้ชัด ไม่รู้แจ้ง)

ดังนั้น การแก้ปัญหาชีวิตที่มีกิเลสเป็นผู้กำกับ จึงควรแก้ความโลภ ด้วยการให้ การแบ่งปันสิ่งของ แบ่งปันความสุข ให้กับผู้อื่น แก้ความโกรธ ด้วยความเมตตา ความปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข การมองผู้อื่นในแง่ดี คิดด้านบวก ให้อภัยผู้อื่น อยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข แก้ความไม่รู้ ด้วยการสวดมนต์ เจริญภาวนา นั่งสมาธิ เดินจงกรม จะทำให้เรามีสติ รู้ตัวอยู่เสมอว่ากำลังทำอะไร เกิดสมาธิ มีความตั้งใจแน่วแน่ในสิ่งที่กำลังทำ เกิดปัญญา ในการดำเนินชีวิต สามารถคิดแก้ปัญหาต่างๆ ได้

เมื่อกิเลสน้อยลง ความทุกข์ก็ลดลง ปัญหาชีวิตก็จะลดลง ความสุขก็จะบังเกิดขึ้น พูดอีกนัยหนึ่งว่า ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต สามารถแก้ไขได้ด้วยศีล สมาธิ และปัญญา

  • แก้ปัญหาชีวิตด้วยศีล คือ การรักษาศีล 5 เพราะศีล คือ บทศึกษาหรือบทฝึกหัดพัฒนาตัวเอง เริ่มจากการดูแลกายและวาจาของตนเอง ด้วยการประพฤติที่ถูกต้องต่อคนรอบข้าง ต่อสิ่งรอบข้าง ฉลาดในการเลือกทำ และฉลาดเลือกสิ่งที่ไม่ทำ มีหลักการที่รู้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร เป็นการงดเว้นจากการกระทำ 5 อย่าง ไม่แก้ไขปัญหาด้วยการเบียดเบียน จึงเป็นการให้ในสิ่งที่ล้ำค่า คือ ให้ความปลอดภัย ให้ความเมตตา ไม่ลักขโมย แต่เคารพในทรัพย์สินของผู้อื่น ไม่ประพฤติผิดในกาม แต่สามารถงดเว้นในการประพฤติตามอารมณ์ทางเพศที่เกิดขึ้นกับผู้อื่นได้ ไม่โกหก ไม่พูดเท็จ แต่เพราะมีสติ รู้ตัว ระมัดระวังตัว สามารถพูดความจริงได้ ไม่แก้ปัญหาด้วยการดื่มสุรา แต่เราเห็นประโยชน์ในการไม่ดื่มเหล้า เพราะจะทำให้มีสติและปัญญาในการคิดแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้
  • แก้ปัญหาชีวิตด้วยสมาธิ ด้วยการสวดมนต์ทำวัตร เจริญภาวนา นั่งสมาธิ เดินจงกรม ทำความเพียรเช้า-เย็น เป็นประจำทุกวัน จะทำให้เรารู้สึกตัว ตั้งสติได้ เป็นการฝึกจิตให้อยู่ในปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง คนที่มีสมาธิ จะเป็นคนมีจิตใจมั่นคง ไม่วอกแวกหวั่นไหว ผ่องใส เบิกบาน ผ่อนคลาย ตั้งมั่น มีสติ ไม่เลื่อนลอย มีกำลังใจ มีความเข้มแข็ง อดทน พร้อมที่จะเผชิญสถานการณ์ต่างๆ และมีพลัง นุ่มนวลควรแก่งาน สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ไปได้
  • แก้ปัญหาชีวิตด้วยปัญญา ซึ่งปัญญามี 3 ระดับ คือ ปัญญาที่เกิดจากการศึกษาเล่าเรียน จากประสบการณ์ ปัญญาที่เกิดจากความคิด และปัญญาที่เกิดจากการฝึกฝน ทำบ่อยๆ จนชำนาญ เมื่อมีปัญหาหรืออุปสรรคเกิดขึ้นในชีวิต เราสามารถนำความรู้มาใช้ในการคิด แก้ไขปัญหาชีวิตได้ ด้วยการมีความรู้ความเข้าใจที่หยั่งลงไปในความจริงของสิ่งทั้งหลาย นำสู่ความดับทุกข์ในที่สุด

บรรณานุกรม

  1. ชยสาโรภิกขุ. (2552). เพาะปัญญา. กรุงเทพฯ : บริษัท คิว พริ้นท์ แมเนจเม้นท์ จำกัด.
  2. ชยสาโรภิกขุ. (2552). สรณะ. (พิมพ์ครั้งที่ 2) กรุงเทพฯ : บริษัท คิว พริ้นท์ แมเนจเม้นท์ จำกัด.
  3. พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต). (2542). วิธีคิดตามหลักพุทธธรรม. (พิมพ์ครั้งที่ 6) กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ศยาม.
  4. ดร.ศิริกาญจน์ โกสุมภ์ และ ดร.ดารณี คำวัจนัง. (2549). สอนเด็กให้คิดเป็น. (พิมพ์ครั้งที่ 5) กรุงเทพฯ : บริษัท เมธีทิปส์ จำกัด.
  5. สำนักทดสอบทางการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. 2555. คู่มือประเมินสมรรถนะสำคัญของผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน