หน้าหลัก » บทความ » สอนอ่านจากนิทาน (Teaching Children to Read from Tales)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

การสอนอ่านจากนิทาน (Teaching children to read through the tales) หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้เด็กได้ใช้ภาษาซึ่งถูกนำมาบันทึกด้วยตัวหนังสือ เป็นสื่อกลางถ่ายทอดความหมายจากคนหนึ่งมาสู่คนอื่น ผ่านเรื่องเล่าตามจินตนาการ เป็นเรื่องราวที่มีตัวละครแสดงอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดได้เช่นเดียวกับคน โดยการสื่อสารจากหนังสือสำหรับเด็กประเภทนิทาน ด้วยวาจาของผู้เล่าไปสู่ผู้ฟังอย่างมีศิลปะ เพื่อสร้างความสนุกสนาน และเพิ่มพูนประสบการณ์ด้านความรู้และคุณธรรมให้แก่ผู้ฟัง ทั้งนี้ การอ่านเป็นทักษะการรับข้อมูลแล้วนำไปสู่การคิดเช่นเดียวกับการฟัง การอ่านจะช่วยให้คนเราเกิดประสบ การณ์ที่กว้างขวาง และแก้ปัญหานานาประการ การอ่านเป็นทักษะที่ต้องใช้กระบวนการที่ซับซ้อน เพราะการอ่านจะเกี่ยว ข้องกับการแปลความสัญลักษณ์ที่เห็น และใช้แทนภาษาพูด เพื่อให้คนอื่นเข้าใจความคิดของผู้เขียน ผู้อ่านจึงต้องการเวลาสำหรับการฝึกการอ่าน ซึ่งต้องได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก ในแง่จิตวิทยา การเริ่มต้นอ่านด้วยความรู้สึกที่ดีคือรักการอ่านจะทำให้เด็กสนใจฝึกฝนทักษะการอ่าน นิทานเป็นสื่อการอ่านที่เด็กสนใจอ่านด้วยความรัก จึงเป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถนำไปใช้ส่งเสริมการอ่านให้แก่เด็กได้เป็นอย่างดี

การสอนอ่านจากนิทานมีความสำคัญอย่างไร?

นิทานสำหรับเด็กจะเป็นสื่อทางภาษาที่ถ่ายทอดเรื่องราวตามจินตนาการของผู้เขียน ผ่านภาษาและตัวหนังสือที่เรียบเรียงอย่างบรรจงงดงาม การอ่านหนังสือนิทาน เด็กจะมีโอกาสเลือกอ่านตามความสนใจของตนเอง ตรงตามวัตถุประสงค์ของตนเอง จึงแตกต่างจากการอ่านจากตำราหรือแบบฝึกหัด (Textbook) นอกจากนี้หนังสือนิทานไม่มุ่งเน้นการสอนซ่อมเสริมหรือฝึกฝนเด็ก เด็กจึงมีความสุขที่จะเรียนรู้ ซึ่งสอดคล้องกับความเชื่อที่สนับสนุนให้เด็กเรียนรู้ที่จะอ่านด้วยทัศนคติที่ดี หนังสือนิทานสำหรับเด็กจะมีลักษณะเด่นเหมาะสมกับการสอนอ่าน เพราะมีภาพที่เชื่อมโยงเรื่องราวกับภาษาที่เป็นสัญ ลักษณ์ให้เด็กเข้าใจความหมายเรื่องราวงานเขียนนั้นๆ การเล่านิทานจะนำเด็กไปสู่การอ่านได้ เพราะเด็กได้รับโอกาสพัฒนาทางภาษาดังนี้คือ

  • ฝึกการฟัง เด็กจะสามารถจดจำชื่อ ลักษณะ ตัวละคร ความต่อเนื่องของเรื่องราว ที่ทำให้รู้จักคำศัพท์ใหม่ ขณะที่เด็กฟังเรื่องราวจากนิทานจะเกิดอารมณ์คล้อยตาม
  • ฝึกการพูด เด็กได้ฝึกการพูดคำศัพท์ใหม่ๆ ข้อความบางตอน หรือบทคำคล้องจองง่ายๆจากนิทาน และการให้เด็กมีส่วนร่วมในการเล่า พูดซักถาม วิจารณ์นิทาน ตอบคำถามจากนิทาน หรือหัดเล่าเรื่องที่ตัวเองชอบ
  • ฝึกการสังเกต ปกติเด็กเล็กๆชอบสงสัย มีคำถามว่า ทำไม อะไร อยู่เสมอ การตอบคำถามจะช่วยให้เด็กเชื่อมโยงเรื่อง ราวต่อไปได้ และสนใจที่จะอ่านสืบค้น

ความรู้เกี่ยวกับการอ่านของเด็กเริ่มเรียน มีดังนี้

  • การอ่านเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน เริ่มจากตาของเรามองเห็นภาพหรือตัวอักษร รับภาพ นำไปบันทึกความจำและแปลความหมาย นำไปประมวลเปรียบเทียบกับสิ่งที่รู้ สู่การสรุปอย่างมีเหตุผล จึงจะทำให้เข้าใจในสิ่งที่อ่าน ความสามารถในอ่านของเด็กจะมีลำดับขั้นของพัฒนาการ ซึ่งมีเรื่องของการรับรู้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่ การรับรู้ทางสายตาและโสตหรือประสาทการรับฟัง พ่อแม่และครูเป็นบุคคลสำคัญที่จะต้องทำความเข้าใจเรื่องส่วนประกอบของการอ่าน และกระ บวนการจัดการเรียนรู้ เพื่อที่จะเข้าใจถึงความซับซ้อนของลักษณะการอ่านและกระบวนการอ่าน ซึ่งมีส่วนประกอบคือ การเห็นและการรับรู้ การอ่านจะเกี่ยวกับความเข้าใจความหมายของคำ และการเจริญเติบโตของร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสัง คม โดยทั่วไปหากเด็กเจริญเติบโตปกติจะสามารถมีประสบการณ์เพียงพอที่จะมีพัฒนาการทั้ง 4 ด้านไปตามธรรมชาติและพร้อมที่จะเรียนรู้การอ่าน แต่หากเด็กได้รับสิ่งเร้าที่ท้าทายให้เขาใช้ความสามารถต่างๆในตัว เช่น การจำแนกความเหมือน ความแตกต่างสิ่งที่เห็นจากภาพ จากลักษณะที่เขียนเป็นคำ เด็กจะเห็นทั้งพยัญชนะและสระของคำต่างๆ เด็กมีความสามารถจะจำในรูปคำรวมๆได้ เพราะคำเหล่านั้นอยู่ในภาษาพูดอยู่แล้ว โดยกระบวนการเช่นนี้ จะทำให้เด็กจำคำ อ่านคำเมื่อเห็นสัญ ลักษณ์ (คำ) นั้นได้ เพราะเกิดความคุ้นเคย ดังนั้น ครูหรือพ่อแม่ควรสอนเด็กเป็นคำๆไป เพราะเด็กยังไม่สามารถจะแยกแยะส่วนต่างๆของคำได้
  • ความเข้าใจในการอ่านของเด็ก จะขึ้นอยู่กับความสามารถของเด็กที่จะเห็นรูปลักษณะของคำ ความสัมพันธ์คำกับเสียงที่เปล่ง เด็กจะใช้หลักความสัมพันธ์คำกับความคิดรวบยอด จากประสบการณ์เดิมที่เด็กมีอยู่
  • เด็กต้องได้รับการเพิ่มพูนประสบการณ์อยู่เสมอ เพื่อนำไปสู่การอ่านอย่างมีความหมาย เพราะเด็กจะระลึกถึงความ หมายของคำจากประสบการณ์ที่มีแล้ว มาใช้กับคำหรือประโยคที่เขาพบเห็น
  • ให้เด็กได้แสดงออกหรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน พ่อแม่และครูควรร่วมตั้งจุดมุ่งหมายของการอ่านกับเด็ก โดยคำนึงถึงความสามารถตามวัยของเด็กด้วย เช่นให้ร่วมคิดว่าเรื่องที่อ่านตอนใดดีหรือไม่ เพราะอะไร หรือเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงหรือเรื่องสมมติ เป็นต้น
  • สร้างทัศนคติที่ดีต่อการอ่านให้แก่เด็ก เริ่มจากการเห็นรูปสวย สะอาด มีสีสัน เนื้อเรื่องดี ตัวหนังสือมีขนาดพอ เหมาะแก่สายตาของเด็กเริ่มอ่าน คือประมาณ 24 พอยด์ เขียนปกติพยัญชนะมีหัว ผู้ใหญ่ควรจัดหาหนังสือวรรณกรรมเด็กหรือนิทานเด็กมาให้เด็กอ่าน เพื่อให้เกิดอารมณ์และความรู้สึกตลอดจนปัญญา ด้วยวิธีการให้เด็กคิดและอภิปรายถึงลักษณะนิสัย ความรู้สึก การกระทำของตัวละครในนิทานหรือจากวรรณกรรมที่เด็กอ่าน
  • การอ่านและการเขียนจะเริ่มตั้งแต่ช่วงต้นๆของชีวิตมนุษย์
  • พัฒนาการฟัง พูด อ่านและเขียน จะเกิดขึ้นพร้อมๆกัน
  • เด็กเรียนรู้การอ่านและการเขียน ผ่านการเป็นทั้งผู้อ่านและผู้เขียน ดังนั้น การอ่านและการเขียนของเด็กจึงมิใช่การทำแบบฝึกหัด
  • การรู้หนังสือของเด็ก พัฒนามาจากการทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตจริง ดังนั้น การอ่านและการเขียนจึงต้องทำอย่างเชื่อมโยงและมีความหมาย
  • การพัฒนาการรู้ตัวหนังสือของเด็ก มีขั้นตอนพัฒนาการชัดเจน แต่เด็กแต่ละคนจะมีพัฒนาการทางภาษาไม่เท่ากันและใช้วิธีการพัฒนาการแตกต่างกัน

การสอนอ่านให้เด็กแรกเริ่มเรียน พ่อแม่และครูควรศึกษาและทำความเข้าใจการเรียนรู้ของเด็ก ที่สอดคล้องกับการเจริญเติบโตของร่างกายและจิตใจของเด็ก ระยะแรกเด็กจะเห็นสิ่งต่างๆรอบตัวด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ ความอยากรู้อยากเห็นตามธรรมชาติมีอยู่แล้ว ระยะนี้เป็นโอกาสทองของชีวิตเด็กที่จะเรียนรู้ด้วยความสุข เพราะเต็มใจที่จะเรียนรู้ ผู้ใหญ่จะใช้เวลาที่โอกาสเปิดหน้าต่างให้ (window of opportunity) ด้วยการส่งเสริมประสาทสัมผัส หู ตา และปาก ด้วยการฝึกความพร้อมให้แก่เด็กผ่านการเล่น จนเมื่อเราสังเกตได้ว่าเด็กต้องการจะอ่านจึงสอนอ่าน โดยการสังเกตว่าเด็กจะเห็นความแตกต่างของตัวอักษรแล้ว พ่อแม่และครูพึงระลึกไว้เสมอว่า แม้เด็กจะแสดงความอยากอ่านอยากเรียนเพียงใดก็ตาม ผู้ใหญ่ต้องใจเย็นค่อยๆสอดแทรกการฝึกให้เด็กเรียน โดยไม่รู้สึกตัวว่าเรียน คือให้เด็กได้เรียนปนเล่น การเรียนมีความสนุกสนาน มีชีวิตชีวา และน่าสนใจ สุดท้ายเมื่อเด็กอ่านออกและสนใจที่จะอ่านแล้ว การส่งเสริมการอ่านให้เด็กคือการอ่านให้ดียิ่งขึ้น ได้แก่ อ่านถูกต้อง ออกเสียงชัด เจน น่าฟัง อ่านได้เหมือนเสียงพูด หากเป็นบทสนทนาจะอ่านได้ถูกต้องตามท้องเรื่อง สร้างความตระหนักให้แก่เด็กว่าการอ่านมีคุณค่า ช่วยให้เขารู้จักโลกรอบตัวที่กว้างของเขา เป็นการใช้เวลาให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิต

นิทานที่เหมาะสมสำหรับเด็กเริ่มอ่าน มีดังนี้

นิทานคือเรื่องเล่าตามจินตนาการ เป็นเรื่องราวที่มีตัวละครแสดงอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดได้เช่นเดียวกับคน เมื่อนำมาบันทึกด้วยตัวหนังสือ จึงเป็นหนังสือสำหรับเด็กประเภทนิทาน นิทานสำหรับเด็กเริ่มอ่าน คือ ตั้งแต่ปฐมวัยจนถึงประ ถมศึกษาปีที่หนึ่ง ที่มีลักษณะดีจะช่วยสร้างเสริมทัศนคติที่ดีต่อการอ่านของเด็ก มีลักษณะดังนี้คือ

  • มีเนื้อหาสั้น ไม่วกวน ไม่ซับซ้อน เสนอเรื่องราวตรงไปตรงมา ชวนติดตาม น่าคิด สื่อถึงสังคมที่ดี เช่น มารยาทพื้น ฐานของการอยู่ร่วมกัน การมีมิตรภาพที่ดี การแก้ปัญหาอย่างสันติ มีปฏิภาณไหวพริบของตัวละคร ให้นำมาเป็นแบบอย่างของการหัดคิด
  • มีคำ ประโยคง่ายๆ ซ้ำๆ ก่อให้เด็กเกิดความเพลิดเพลิน เช่น คำประพันธ์ คำคล้องจอง บทร้องเล่น บทกล่อมเด็ก บทกลอนสนุก อ่านได้จังหวะตามฉันทลักษณ์ สามารถสร้างความรู้สึกและความพอใจได้
  • เป็นคำสุภาพ ไพเราะ ที่สังคมใช้สื่อสารอย่างเหมาะสม
  • มีภาพประกอบเรื่องราวสวยงาม
  • ภาพและเรื่องสอดคล้องกัน ชวนให้เด็กเข้าใจความหมายของภาษาได้เป็นอย่างดี
  • ตัวหนังสือพิมพ์หรือเขียนอ่านง่าย ไม่มีลวดลายประดิษฐ์ ขนาดตัวหนังสือเหมาะแก่สายตา ประมาณ 20 -24 พอยด์ เหมาะสมกับขนาดของหนังสือด้วย โดยทั่วไปใช้อักษรสีดำเพราะอ่านง่าย

การสอนอ่านจากนิทานมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การสอนอ่านจากนิทานเด็กมีประโยชน์ต่อเด็กดังนี้

  • เด็กจะอ่านจากสิ่งที่มีความหมาย นิทานเป็นสิ่งที่แสดงเรื่องราวของชีวิต ผ่านตัวละครในหนังสือ มีอารมณ์และความ รู้สึกคล้ายคน แม้สิ่งนั้นในชีวิตจริงจะพูดไม่ได้ เช่น สัตว์ พืช สิ่งต่างๆรอบตัว แต่สิ่งเหล่านั้นในโลกจินตนาการของเด็กคือสิ่งเดียวกันกับเด็ก การกระทำในนิทานจึงเป็นสิ่งที่เด็กรับรู้ได้
  • เด็กจะสนใจฝึกฝนการอ่านยาวนาน การฝึกทักษะใดๆ จะต้องอาศัยเวลา และการกระทำซ้ำๆ เมื่อเด็กสนใจนิทาน การฝึกอ่านผ่านภาพและคำ จึงเป็นสิ่งที่สนุกสนานสำหรับเด็ก
  • เด็กได้เรียนรู้และเกิดความรู้ลักษณะบูรณาการได้แก่ สาระเกี่ยวกับธรรมชาติ สิ่งของ ตัวเรา บุคคล การอยู่ในสังคมผ่านเรื่องราวที่มีสัญลักษณ์ภาษา คือคำ ประกอบไปพร้อมๆกัน
  • เด็กได้เรียนรู้ว่า การค้นหาความรู้จะเกิดจากการอ่าน และการอ่านที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตมีในนิทาน
  • เด็กจะรู้สึกเพลิดเพลินจากเนื้อหาของนิทาน
  • เด็กจะเกิดสมาธิจากการฟังนิทาน พร้อมๆกับการซึมซับความหมายของตัวหนังสือที่สอดคล้องกับเรื่องราวที่ฟัง
  • เด็กจะได้รับการขัดเกลาจิตใจด้วยคุณธรรม เข้าใจเรื่องความดีงามจากนิทานไปด้วย คำนามธรรม เช่น ความเมตตา ความรัก ความซื่อสัตย์ ฯลฯ จะเข้าใจง่ายขึ้นเมื่อเด็กฟังนิทาน ล้วนเชื่อมโยงไปสู่การอ่านที่จำรูปคำต่อไป
  • นิทานทำให้เด็กได้ใกล้ชิดกับผู้ใหญ่ (ผู้เล่า) เด็กจะรู้สึกอบอุ่นและเกิดความมั่นคงทางจิตใจ
  • เด็กจะเกิดความรู้สึกละเอียดอ่อน มองโลกในแง่ดี เพราะการจบเรื่องของนิทานสำหรับเด็ก จะจบลักษณะการแก้ปัญ หาได้สำเร็จ ทุกปัญหาแก้ได้ จบอย่างมีความสุข
  • เด็กจะได้รับการพัฒนาภาษาด้านอื่นๆไปด้วย นอกเหนือจากการอ่าน เพราะขณะที่อ่านนิทาน เด็กจะได้ฟังเรื่องราว นำเรื่องราวไปถ่ายทอดเป็นภาษาพูดและเขียนต่อไปได้ ด้วยกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน

นิทานมีคุณค่าในการส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็ก การอ่านเป็นทักษะสำคัญอย่างหนึ่งของคนเรา ที่ต้องใช้ในการแสวง หาความรู้ การอ่านจากนิทานจึงมีประโยชน์มากมายทั้งด้านความรู้ คุณธรรม และการอยู่ร่วมกันในสังคม

ครูสอนอ่านจากนิทานให้ลูกอย่างไร?

การจัดกิจกรรมการสอนอ่านจากนิทานที่โรงเรียน ในระดับชั้นปฐมวัย ครูอาจจัดผ่านกิจกรรมเสรี และกิจกรรมเสริมประ สบการณ์ ซึ่งเป็นกิจกรรมหลักของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย ดังนี้

  • กิจกรรมเสรี เป็นกิจกรรมหนึ่งในกิจกรรมหลัก ในการจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2546 มีจุดมุ่งหมายส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กอย่างอิสระ ตามความสนใจและความต้องการของเด็ก ด้วยวิธีการจัดมุมการเรียนรู้ หรือ มุมประสบการณ์ หรือศูนย์การเรียนรู้อย่างหลากหลาย ให้เด็กเข้าไปเล่นร่วมกันกับเพื่อน ได้แก่มุมหนังสือ มุมบทบาทสมมติ หรือมุมบ้าน มุมบล็อก มุมดนตรี เป็นต้น ที่มุมหนังสือจึงมีหนังสือส่งเสริมการอ่านให้แก่เด็ก ครูสามารถจัดหาหนังสือนิทาน ลักษณะที่สอดคล้องกับหน่วยการเรียนรู้ที่กำหนดตามหลักสูตรสถานศึกษา หนังสือนิทานที่เด็กสนใจใคร่อ่าน (ครูนำเสนอให้เด็กเห็น เช่นจัดแสดงนิทรรศการ อ่านให้ฟัง แนะนำตัวละคร ฯ) ก่อนเด็กจะเข้ามุมเสรี ครูเล่านิทานให้เด็ก เพื่อให้เด็กได้สนใจที่จะอ่านหนังสือนิทานเรื่องที่เล่า ให้เด็กรู้จักหนังสือดีๆที่มีความสนุกสนานน่าติดตามต่อไป การเล่านิทานนอกจากจะช่วยฝึกฝนให้เด็กมีความสามารถในการฟังแล้ว นิทานยังมีถ้อยคำสำนวนที่ดี เหมาะแก่การนำไปใช้สื่อสารในชีวิต การเล่านิทานจากหนังสือ ครูจะแนะนำให้เด็กรู้จักหนังสือจากรูปร่างลักษณะ และคำที่เกี่ยวข้องกับนิทานเล่มนั้นๆ นับตั้งแต่หน้าปกจะมีชื่อเรื่อง ชื่อผู้แต่ง ชื่อผู้วาดภาพประกอบ ผู้ผลิต และราคา แล้วจึงนำความสนใจเด็กสู่เนื้อเรื่องของนิทาน ด้วยการเล่าให้ฟัง อ่านให้ฟัง แล้วให้เด็กอ่านเองในมุมหนังสือ
  • กิจกรรมเสริมประสบการณ์ เป็นกิจกรรมที่มุ่งพัฒนาทักษะการเรียนรู้ให้แก่เด็ก ครูสามารถฝึกทักษะทางภาษาให้เด็กฟัง พูด อ่านและเขียนได้ ในการจัดกิจกรรมนิทานเป็นสื่อที่น่าสนใจที่นำมาประกอบการเรียนรู้ให้เด็กเกิดทักษะการอ่านได้เป็นอย่างดี ในรูปแบบการบูรณาการที่ผสมผสานทักษะวิชาต่างๆ ไปรวมด้วย ดังเช่นการเล่านิทานเรื่องลูกหมีเป็นหวัด ในหน่วยตัวเรา มีจุดมุ่งหมายให้เด็กรู้จักการดูแลตนเอง การเข้าใจสภาพร่างกายตนเอง จากนิทานเรื่องนี้ ลูกหมีเป็นตัวเอก (ตัวแทนของเด็กๆ) เมื่อวิ่งเล่นกลางแดดและฝนทั้งวันก็เป็นหวัด ปวดหัว ตัวร้อน แม่จึงพาไปหาหมอ หมอตรวจและให้ยา แนะนำสั่งสอนให้เล่นในที่ร่มเมื่อแดดจัด ควรอยู่บ้านเมื่อฝนตก กางร่มและสวมเสื้อกันฝนเมื่อออกจากบ้าน เวลานอนอา กาศเย็นควรใช้ผ้าพันรอบคอและห่มผ้า กินยา ดื่มน้ำ และพักผ่อนมากๆตามที่หมอบอก ช่วยให้อาการดีขึ้น หายไข้ ได้กลับ ไปโรงเรียน และวิ่งเล่นสนุกสนานกับเพื่อนได้เหมือนเดิม

จากนิทาน มีคำและข้อความที่เด็กอ่านได้และเข้าใจได้ง่ายๆ เช่น ลูกหมี เมื่อวิ่งเล่นกลางแดดและฝนทั้งวัน จึงเป็นหวัด .... แม่จึงพาไปหาหมอ ...... หมอตรวจและให้ยา แนะนำสั่งสอน....ฯลฯ ภาพประกอบจะช่วยให้เด็กอ่านอย่างมีความหมาย

การสอนอ่านให้เด็กระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ไม่แตกต่างจากกิจกรรมของเด็กปฐมวัย เพียงแต่การจัดกิจกรรมการสอนอ่านจากนิทาน ครูผู้สอนนำนิทานมาเป็นสื่อการสอน เน้นกระบวนการฟังให้แก่เด็ก เช่นที่กล่าวมาแล้ว โดยธรรมชาติเด็กวัยประถมต้นยังชอบเล่น ชอบคำที่มีจังหวะสัมผัสเหมือนเสียงดนตรี บทกลอนสั้นๆ ง่ายๆ ให้ตบมือเป็นจังหวะประกอบคำ ให้เด็กอ่านออกเสียงนิทาน ทบทวนจากฟังครูอ่านแล้ว การให้เด็กออกเสียงก็เป็นการฝึกจากฟังเช่นกัน การฟังจะก่อให้เกิดความเข้าใจภาษาในเสียงที่ได้ยินขณะที่ตนพูด หรืออ่าน เด็กจะชอบและสนใจติดตามเรื่องราวต่อไป นำไปสู่การอ่านได้เป็นอย่างดี หลังการอ่านครูจัดกิจกรรมหลังการฟังนิทาน เช่น หาชื่อตัวละครในเล่ม เล่นเกมหาคำที่บอกจากนิทาน เช่น ในเรื่องมีคำว่า เสือตาเหล่ ไฟ น้ำ ฯลฯ กิจกรรมจะทำให้เด็กได้ทบทวนคำ หรือข้อความ

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะสอนลูกอ่านจากนิทานได้อย่างไร?

พ่อแม่สอนอ่านจากนิทานให้ลูกที่บ้านได้ โดยใช้กระบวนการสอนเช่นเดียวกับครูคือ ฝึกให้ลูกฟังนิทานมาตั้งแต่วัยทารก เช่น บทร้องเล่น บทกลอนสั้นๆ มีเนื้อสนุก จำง่าย พูดหรือท่องตามได้อย่างสนุกสนาน เช่น บทร้องจับปูดำ ขยำปูนา จับปูม้า คว้าปูทะเล ฯลฯ ต่อมาให้เด็กเห็นภาพประกอบการท่องหรือร้องบทกลอนเหล่านั้น พ่อแม่ควรจัดหาหนังสือหลากหลาย ให้เด็กได้เห็นภาษาภาพและตัวหนังสือ เด็กจะเชื่อมโยงเสียงเข้ากับภาพและตัวหนังสือ เมื่ออ่านหนังสือให้ลูกฟัง พ่อแม่ควรได้พูดสนทนากับลูก เรื่องชื่อหนังสือ (จากปก) ชื่อผู้แต่ง ชื่อผู้วาดภาพ (เช่นเดียวกับที่ครูแนะนำหนังสือให้เด็ก) เมื่ออ่านจบควรได้สนทนาเกี่ยวกับสาระของเรื่องที่อ่าน การอ่านมิใช่หยุดเพียงการจบเรื่องไปครั้งหนึ่งๆ แต่จะต้องจัดโอกาสอ่านซ้ำครั้งที่สองและครั้งต่อๆไป การอ่านครั้งที่สอง จะอ่านพร้อมการชี้คำให้เด็กเห็น เพื่อดึงความสนใจของเด็กมาสู่การอ่าน หากมีภาพ คุยเรื่องราวในภาพประกอบได้ เพื่อสร้างความเข้าใจภาษามากขึ้น คำใดที่เด็กต้องการอ่านซ้ำ ก็หยุดอ่านซ้ำได้ สิ่งสำคัญขณะสอนอ่าน ควรมีบรรยากาศของความสุข สร้างความเพลิดเพลินจากการอ่าน ให้เด็กมีความรู้สึกได้ว่า หนังสือคือที่มาของความสุข อ่านได้ อ่านออก เป็นเรื่องไม่ยาก แต่ต้องขยันอ่าน อ่านมาก รู้มาก นอกเหนือจากเวลาที่จัดเพื่อการฟังนิทานและอ่านนิทานแล้ว พ่อแม่หาโอกาสพูดสนทนากับลูกเกี่ยวกับหนังสือนิทานที่น่าสนใจ น่าอ่านในเวลาที่อยู่ร่วมกัน เช่นเวลารับ ประทานอาหาร เวลาไปร้านหนังสือ เวลานั่งพักผ่อนหัวค่ำด้วยกัน

พ่อแม่และครูเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการอ่านให้แก่เด็ก เพราะเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดเด็ก เป็นผู้ที่เด็กให้ความรัก ความไว้วางใจ ส่วนนิทานเป็นสิ่งที่เด็กทุกคนรักและชอบ ทั้งสองประการนำมาประกอบกันให้เป็นสื่อ สร้างความสนใจในการอ่านแก่เด็กได้เป็นอย่างดี

เกร็ดความรู้เพื่อครู

การจัดนิทานสำหรับเด็กจะต้องศึกษาความต้องการและความสนใจของเด็กแรกเริ่มอ่าน เพื่อจัดหาหนังสือนิทานหรือสื่อประกอบการเล่านิทานให้เด็กอย่างถูกต้องเหมาะสม การหาวิธีการเล่าแปลกใหม่ และสนุก จะมีผลต่อการมีทัศนคติที่ดีต่อการอ่านของเด็ก เช่น การร้องเพลงประกอบนิทาน การเล่นหาชื่อตัวละครในเล่ม สิ่งสำคัญคือ ควรเลือกหนังสือนิทานดีๆ สักเรื่องที่จะเริ่มต้นสอนอ่านให้แก่เด็ก

บรรณานุกรม

  1. คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, สำนักงาน และสำนักงานวิชาการและมาตรฐานการศึกษา. (2547). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์คุรุสภา.
  2. จีระพันธ์ พูลพัฒน์ และคณะ. (2553). คู่มือฝึกอบรมปฐมวัย โครงการยกระดับคุณภาพครูทั้งระบบตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง. กรุงเทพมหานคร : คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  3. ชีวัน วิสาสะ (2542). ศิลปะอนุบาล นิทานสนุก. เอกสารประกอบการอบรม โครงการศิลปะอนุบาล นิทานสนุก สถาบันราชภัฏนครศรีธรรมราช. นครศรีธรรมราช.
  4. นิตยา ประพฤติกิจ (2538). การพัฒนาการอ่านของลูก. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ข้าวฟ่าง.
  5. บุบผา เรืองรอง (2547). การพัฒนาภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย. นครศรีธรรมราช: มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช.
  6. พรวิไล เลิศวิชา (2551). สอนภาษาไทยต้องเข้าใจสมองเด็ก. กรุงเทพมหานคร: สถาบันส่งเสริมอัจฉริยภาพและนวัตกรรมการเรียนรู้.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน