หน้าหลัก » บทความ » สอนอ่านจากปริศนาคำทาย (Teaching Children to Read from Riddles)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

สอนอ่านจากปริศนาคำทาย (Teaching Children to Read from Riddles) หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้เด็กได้ใช้ภาษา เป็นสื่อกลางถ่ายทอดไปสู่คนอื่นเช่นเดียวกับการพูดผ่านถ้อยคำลักษณะคำถาม เพื่อใช้ทายหรือหาคำตอบเกี่ยวกับคน สัตว์ พืช และสิ่งต่างๆรอบตัว คำถามที่ใช้จะผูกเป็นประโยคที่สัมผัสคำคล้องจองสั้นๆแบบร้อยกรองที่ซ่อนปมปัญหา แสดงการเปรียบเทียบให้ผู้ทายได้คิด เพื่อให้เกิดความสนุกสนาน ความรู้ และความเข้าใจ ซึ่งการทายปัญหาจากปริศนาคำทาย จะนำมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ลักษณะเล่นปนเรียน โดยใช้ปริศนาคำทายเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมความ คิด และการสร้างนิสัยรักการอ่านให้แก่เด็ก อันเป็นประโยชน์สำคัญที่เด็กจะได้รู้จักคิดหาคำตอบ สามารถนำมาพัฒนาคุณ ภาพชีวิตที่เด็กจะได้รู้จักใช้ภาษา และก่อให้เกิดความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่ทาย อีกทั้งมีผลทางจิตวิทยาในการสอน เพราะเป็นกิจ กรรมที่ก่อให้เกิดความสนุกสนานทั้งผู้ทายและผู้ตอบคำถาม

การสอนอ่านจากปริศนาคำทายมีความสำคัญอย่างไร?

สภาพปัจจุบัน บุคลิกภาพของเด็กช่างคิดและเด็กนักอ่านเป็นคุณลักษณะของเด็กที่สังคมไทยกล่าวขานว่า ต้องการให้เด็ก ไทยมีลักษณะเช่นนี้ เพราะปัญหาที่สังคมไทยประสบอยู่คือ เด็กไทยมีสติปัญญาต่ำลง อ่านหนังสือไม่ออก พูดจาสื่อสารไม่ชัดเจน เด็กอ่านบทร้อยกรองไม่เป็น เขียนเรียงความไม่เป็น ปัญหาเหล่านี้หากเรามาพิจารณาทางแก้ไขกันจะพบว่า เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาภาษาและความคิดของเด็กนั้น ปริศนาคำทายเป็นเครื่องมือที่น่าสนใจ เพราะปริศนาคำทายเป็นการละเล่นที่แสดงถึงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ได้สร้างสรรค์ภาษาให้ไพเราะ ผูกเป็นปมปัญหาให้ขบคิด เป็นการกระทำเพื่อกระตุ้นสมองของเด็กให้เจริญเติบโต ซึ่งเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่การเลี้ยงดูเด็กจะต้องเอาใจใส่ให้สมองได้ทำงาน เพราะในวัยเด็กสมองจะเจริญเติบโตรวดเร็วกว่าส่วนใดๆของร่างกายเรา หากสมองของเด็กได้รับการกระตุ้นเร้า ส่งผลให้เซลล์ประสาททำ งานประสานเชื่อมโยงกัน ระหว่างใยประสาทส่งออกและใยประสาทนำเข้าเป็นวงจรเชื่อมโยงกัน (Pathway) ทางประสาทวิทยาค้นพบว่า หากเซลล์สมองของเด็กได้ใช้งานด้วยการกระตุ้นบ่อยๆอย่างเหมาะสม จะทำให้เซลล์ประสาทแข็งแรงมากขึ้น นำไปสู่การพัฒนาสติปัญญาของเด็ก ดังนั้น การเอาใจใส่ในการพัฒนาสติปัญญา ด้วยการจัดปัจจัยที่เอื้อต่อการพัฒนาสมองของเด็ก ด้วยการจัดสภาพแวดล้อมให้เด็กได้เล่น ได้สัมผัสสื่อ เป็นแนวทางปฏิบัติในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนตั้ง แต่วัยเยาว์ การนำปริศนาคำทายมาใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะเด็กปฐมวัยมีกระ บวนการเรียนรู้ด้วยการซึมซับสิ่งที่ตนได้กระทำ ได้เห็น ได้สัมผัส และสัมพันธ์กับคน ธรรมชาติ วัสดุ และสิ่งแวดล้อม ดัง นั้น การนำปริศนามาทายลักษณะชวนเล่น เรียกว่า เล่นทาย นั้น เป็นการเล่นด้วยศิลปะทางภาษา ให้เด็กได้คิด เมื่อนำคำทายมาเฉลยด้วยสิ่งต่างๆที่เป็นรูปธรรม จะส่งผลให้เด็กเกิดการเรียนรู้ได้ดี ซึ่งปริศนาคำทายมีลีกษณะที่น่าสนใจดังนี้

  • แต่งเป็นคำคล้องจองสั้นๆ แสดงนิสัยความเป็นเจ้าบทเจ้ากลอนของคนไทย การเล่นเสียงสัมผัส การซ้ำคำ และการใช้คำผวน คำกลอนจะซ่อนปมปัญหาให้คิด เช่น
    • การใช้คำสัมผัส จากปริศนาคำทายว่า .....อะไรเอ่ย หน้างอคออ่อน กินก่อนทุกวัน (ทัพพี) คำว่าหน้างอจะสัมผัสกับคำว่าคออ่อน อ่อนสัมผัสกับคำว่าก่อน
    • นอกจากนี้ปริศนาคำทายจะแต่งให้สัมผัสสระได้เช่นกัน เช่น “อะไรเอ่ย ตาสองชั้น ฟันสองหน คนสามขา” (เฉลย : แว่นตา ฟันปลอม ไม้เท้า) ในปริศนานี้มีคำว่า ชั้น สัมผัสกับคำว่า ฟัน คำว่า หน สัมผัสกับคำว่า คน
  • ปริศนาคำทายที่มีลักษณะคำซ้ำ คือการนำคำ การซ้ำคำที่แต่งขั้นมาใช้อีก ทำให้เกิดเสียงที่ไพเราะ เช่น “อะไรเอ่ย สี่สายยานโตงเตง ข้างนอกร้องเพลง ข้างในร้องไห้” (เปล) จากปริศนาข้อนี้ มีคำซ้ำคือ ข้างนอก กับ ข้างใน คำว่า ร้องเพลง กับคำว่า ร้องไห้
  • ขึ้นด้วยคำว่า อะไรเอ่ย เช่น “อะไรเอ่ย มันมีสี่ขา นำมาวางไว้ ผู้คนชอบใช้ นั่งได้สบาย” (เก้าอี้)
  • คำทายที่แต่งขึ้นจะเปรียบเทียบให้คนตอบนึกภาพออกและคิดคำตอบให้ตอบได้
    • “อะไรเอ่ยหน้าดำ ฟันขาว เหมือนชาวนิโกร ตะโก้ก็ไม่ใช่” (ขนมเปียกปูน) เปรียบเทียบ ขนมเปียกปูนที่มีสีดำเหมือนผิวดำของชาวนิโกร และมีมะพร้าวที่โรยหน้าขนม จะมีสีขาวเหมือนฟันสีขาวของชาวนิโกรเช่นกัน
    • หรือ “อะไรเอ่ย หีบสีขาวใส่ผ้าเหลือง (ไข่) เป็นการเปรียบเทียบ ว่า ไข่ มีเนื้อสีขาว หุ้มห่อไข่แดง (สีเหลือง) ไว้ภายใน เหมือนผ้าสีเหลือง
  • ข้อความจะแสดงศิลปะทางภาษา เร้าใจให้คนอยากตอบ เช่น “อะไรเอ่ย ต้นสามเหลี่ยม ใบเทียมดอก ใครทายออก ได้เมียงาม” (กก)
  • บางข้อความพูดเปรียบเทียบสองแง่สองง่ามเชิงเพศที่น่าขบขัน แต่คำเฉลยไม่ใช่ เช่น “อะไรเอ่ย เปิดผ้าเห็นขน แกะขนเห็นเม็ด แกะเม็ดเห็นรู” (ข้าวโพด)
  • ปริศนาคำทายมีที่มาจากการสังเกตความเป็นธรรมชาติของสิ่งต่างๆที่ต้องการทาย เช่น
    • “อะไรเอ่ย ต้นเท่าลำเรือ ใบห่อเกลือไม่มิด” (ต้นมะขาม)
    • อะไรเอ่ย “เช้ามา กลับเย็น” (ดวงอาทิตย์)
    • “อะไรเอ่ย ต้นเท่านิ้วก้อย พระนั่งห้าร้อยไม่หัก” (พริกขี้หนู)
    • “อะไรเอ่ย ยามน้อยนุ่งเตี่ยวเขียว เฒ่ามานุ่งเตี่ยวแดง” (พริกขี้หนู)
    • “อะไรเอ่ย เมื่อเด็กนุ่งผ้า โตขึ้นมาแก้เปลือย” (หน่อไม้)

    ปริศนาคำทายเป็นสื่อและกิจกรรมที่นำมาใช้ในจัดกิจกรรมการเรียน เพื่อพัฒนาเด็กได้เป็นอย่างดี แต่นำมาปรับลักษณะให้ง่ายเหมาะกับวัยเด็ก คือ ใช้คำง่าย เปรียบเทียบให้เด็กเห็นภาพชัดเจน มีลักษณะของปริศนาคำทายไว้ได้แก่ ขึ้นต้นด้วยคำว่า อะไรเอ่ย มีคำคล้องจองที่ใช้คำสัมผัสพยัญชนะ สระ เปรียบเทียบคำทายจากสิ่งต่างๆรอบตัวด้วยถ้อยคำไพเราะ ไม่มีคำผวน เมื่อนำมาใช้กับเด็กปฐมวัยจะมีสื่อประกอบการเรียน เพื่อให้เด็กได้เห็นคำทายเป็นรูปธรรม และเห็นตัวหนังสือ เพื่อเป็นประโยชน์ที่จะสอนอ่านไปด้วย โดยสามารถแบ่งเป็นประเภทตามเนื้อหาคำทาย ได้แก่ เกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรม ชาติ สัตว์ พืช อาชีพ อวัยวะ ศาสนา ประเพณี วรรณกรรม และเชาว์ปัญญาทั่วไป เมื่อนำมาใช้ในวงการศึกษา ผู้แต่งพัฒนาเนื้อหาคำทายให้เหมาะกับสาระการเรียนรู้ที่นำไปใช้และวัยของผู้เรียน เมื่อนำมาจัดหมวดหมู่จะครอบคลุมประเภทต่างๆที่กล่าวมา ดังนี้

  • ปริศนาคำทายเกี่ยวกับร่างกายของคน เช่น
    • “อะไรเอ่ย สองดวงงามเด่น มองเห็นแต่ไกล ถ้าขาดมันไป วุ่นวายจริงเอย” (ตา)
    • “อะไรเอ่ย มีไว้ใช้เดิน แสนเพลินอุรา ก้าวไป ก้าวมา เดินหน้าถอยหลัง” (ขา)
  • ปริศนาคำทายเกี่ยวกับเครื่องใช้อุปกรณ์ เช่น
    • “อะไรเอ่ย มันมีสี่ขา นำมาวางไว้ ผู้คนชอบใช้ นั่งได้สบาย” (เก้าอี้)
    • “อะไรเอ่ย มีด้ามไว้ถือ ใช้มือช่วยตัก คาวหวานดีนัก หาได้ในครัว” (ช้อน)
  • ปริศนาคำทายเกี่ยวกับสัตว์ เช่น
    • “อะไรเอ่ยสี่ขาตัวใหญ่ แต่ใจแสนดี งวงงาก็มี เชิญพี่ทายเอย” (ช้าง)
    • “อะไรเอ่ย โฮ่งโฮ่งเห่าดัง เมื่อฟังน่ากลัว ขับไล่โจรชั่ว ข้างรั้วหลังบ้าน” (สุนัข)
  • ปริศนาคำทายเกี่ยวกับยานพาหนะ เช่น
    • “อะไรเอ่ย สี่ล้อหมุนล้อ เครื่องยนต์ก็มี ขับเร็วด่วนจี๋ ถึงที่ปลอดภัย (รถยนต์)
    • “อะไรเอ่ย มีปีกบินได้ พุ่งไปบนฟ้า ไม่ใช่นกกา หน้าตาแปลกๆ” (เครื่องบิน)
  • ปริศนาคำทายเกี่ยวกับพืชผัก ผลไม้ เช่น
    • “อะไรเอ่ย มีผิวขรุขระ กินมีรสขม เก็บนำมาต้ม ใส่หมูยัดไส้” (มะระ)
    • “อะไรเอ่ย ลำต้นอวบใหญ่ มีใบสีเขียว ออกผลครั้งเดียว เป็นเครือเป็นหวี” (กล้วย)
  • ปริศนาคำทายเกี่ยวกับธรรมชาติ เช่น
    • “อะไรเอ่ย อยู่บนท้องฟ้า แหงนหามองเห็น ระยิบแต่เย็น ต้องเห็นทุกคืน” (ดวงดาว)
    • “อะไรเอ่ย เป็นดวงกลมกลม ชื่นชมกลางคืน ส่องแสงกลางคืน คู่กับดวงดาว” (ดวงจันทร์)
  • ปริศนาคำทายเกี่ยวกับอาหาร เช่น
    • “อะไรเอ่ย มีตารอบตัว มีหัวสีเขียว ใบคมจริงเชียว รสเปรี้ยวอมหวาน” (สับปะรด)
    • “อะไรเอ่ย ผลกลมมีหนาม สุกห่ามเนื้อเหลือง มีขายทั่วเมือง กลิ่นหอมน่ากิน” (ทุเรียน)
  • ปริศนาคำทายเกี่ยวกับอาชีพ เช่น
    • “อะไรเอ่ย คอยจับผู้ร้าย ของหายช่วยหา เมื่อถึงเวลา มาช่วยคุ้มภัย” (ตำรวจ)
    • “อะไรเอ่ย ตื่นเช้าขายของ คอยมองลูกค้า ปากพูดจ๊ะจ๋า ชวนมาซื้อกัน” (แม่ค้า)

การใช้ปริศนาคำทายเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เด็กปฐมวัย จำเป็นต้องมีสื่อเพื่อช่วยให้การเรียนรู้ของเด็กเกิดได้อย่างรวดเร็ว เพราะเด็กเรียนรู้สิ่งต่างๆจากสิ่งที่เป็นรูปธรรม ใช้ประสาทสัมผัส ให้ตาเห็น หรือหูได้ยิน เด็กก็พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆอย่างเพลิดเพลิน ดังนั้น การใช้ปริศนาคำทายซึ่งมีลักษณะของนามธรรม เด็กต้องคิดและเปรียบเทียบเชื่อมโยงจากสิ่งที่เป็นข้อมูลเดิมที่เขามีประสบการณ์มาก่อน กับสิ่งที่คิดในมโนภาพ เมื่อคำเฉลยหรือคำตอบมีสิ่งที่รูปธรรม เด็กจะเข้าใจได้ทันที สื่อที่นำมาใช้ประกอบปริศนาคำทาย ใช้ได้ทั้งสื่อของจริง (ที่ไม่เป็นอันตราย สอดคล้องกับคำเฉลย เคลื่อนย้ายได้สะ ดวก) และสื่อผลิตประเภทภาพประกอบคำเฉลย ใช้หลังจากเด็กฟังปริศนาคำทายแล้ว คิดหาคำตอบ เมื่อเฉลยคำทายแล้ว เด็กได้ดูภาพ และอ่านออกเสียง คำเฉลยนั้นพร้อมๆกัน

การสอนอ่านจากปริศนาคำทายมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

ปริศนาคำทายมีประโยชน์หลายประการ ดังนี้

  • ใช้ทดสอบสติปัญญาและความคิดของเด็ก
  • ฝึกการเรียนรู้เรื่องการใช้คำถามและความหมาย
  • ฝึกทักษะการอ่าน
  • ฝึกการเรียนแยกประเภทสิ่งของ สัตว์ พืช ไว้เป็นหมวดหมู่
  • สร้างความสนุกสนาน เพลิดเพลินในการเรียนให้แก่เด็ก
  • ฝึกความจำจากปริศนาคำทายได้

ครูสอนลูกอ่านจากปริศนาคำทายอย่างไร?

ครูปฐมวัยมักจัดกิจกรรมการสอนโดยใช้ปริศนาคำทายเป็นสื่อประกอบการสอน เพื่อเตรียมเด็กให้มีความพร้อม ในกิจกรรมหลัก ตามแนวคิดบูรณาการผ่านการเล่น เพื่อให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง เกิดการเรียนรู้ ได้พัฒนาการทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจและสติปัญญา โดยจัดในกิจกรรมหลัก ดังนี้

  • กิจกรรมเสริมประสบการณ์ ใช้นำเข้าสู่บทเรียน ด้วยการที่ตั้งคำถามจากปริศนาคำทายที่สัมพันธ์กับหน่วยหรือเรื่องที่สอน เช่น
    • หน่วยผลไม้ เรื่องส้ม ใช้ปริศนาคำถามที่ได้คำตอบว่า ส้ม ความว่า “อะไรเอ่ย ผลเกลี้ยงกลมดี ฉันมีเนื้อใน สีส้มสดใส มีกลีบมากมาย”
    • หน่วยอาหารไทย เรื่องขนมครก ใช้ปริศนาคำทายที่ได้คำตอบว่า ขนมครก ความว่า “กลม กลม ในหลุม เนื้อนุ่มหวานมัน แคะขายทุกวัน ซื้อกันไปกิน” ฯลฯ

    กิจกรรมดังกล่าวเด็กได้พัฒนาด้านการฟังจากคำถามของครู เมื่อเด็กได้คิดเชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิมของตนแล้วตอบ การตอบของเด็กเป็นการส่งเสริมพัฒนาการพูดของเด็ก เมื่อครูเฉลยโดยการให้ดูสื่อของจริง หุ่นจำลอง ภาพ ฯ ที่ช่วยให้เด็กเข้าใจได้รวดเร็ว พร้อมทั้งให้เด็กได้เห็นตัวหนังสือ เขียนเป็นคำที่เฉลย เช่น ส้ม ขนมครก ใช้ในขั้นดำเนินกิจกรรม เพื่อให้เด็กอ่านออกเสียงจากคำคล้องจอง และคำเฉลยอย่างชัดถ้อยชัดคำ ทำให้เด็กได้พัฒนาภาษาด้านการอ่าน หรือครูอาจจะออก แบบการสอนลักษณะอื่นๆ ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กได้หลายลักษณะ เน้นให้เด็กได้ปฏิบัติด้วยตนเอง ได้ใช้ประสาทสัม ผัส ได้แก่ ให้เด็กสืบค้นสิ่งที่มีรูปร่างลักษณะตามปริศนา โดยครูมีสื่อให้เด็กได้เลือก 2-3 สิ่งขึ้นไป เช่น อะไรเอ่ย กลมกลม ในหลุม (ลูกกอล์ฟ ก้อนหิน ขนมครก ขนมฝรั่ง) เนื้อนุ่มหวานมัน (หากมีคำว่าหวาน แสดงว่าที่เด็กคิดว่าเป็นลูกกอล์ฟ ก้อนหินก็ต้องไม่ใช่ เพราะเป็นของที่กินไม่ได้ จึงไม่รู้รส เด็กต้องเปลี่ยนความคิดเป็นอาหารที่รับประทานแล้วมีรส หวาน มัน จะเหลือสิ่งที่จะเลือกคือ ขนมครก และขนมฝรั่ง) แคะขายทุกวัน (เป็นอาหารที่ต้องแคะ เด็กจะต้องสืบค้น สังเกตเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน) ครูอาจจะจัดสื่อเพิ่มเติมเช่น ดูจากแผ่นบันทึกภาพ หนังสือภาพ เป็นต้น) การจัดกิจกรรมดังกล่าว เป็นการส่ง เสริมให้เด็กได้คิด การใช้ปริศนาคำทายช่วยสรุปบทเรียนหลังจากการดำเนินกิจกรรมสิ้นสุดลง จะช่วยให้เด็กรวบรวมความ รู้ที่เรียนมาตลอดช่วงเวลาหนึ่งได้ว่าถูกต้องหรือไม่ บทประพันธ์จากคำคล้องจองของปริศนาคำทายเป็นสิ่งที่มีจังหวะ สัมผัสที่ไพเราะ จะเร้าความสนใจให้เด็กได้ด้วย

  • กิจกรรมเสรี ครูนำสาระที่จัดประสบการณ์ในกิจกรรมเสริมประสบการณ์มาออกแบบกิจกรรมให้กลมกลืนกัน โดยให้สอดคล้องกับแนวการจัดกิจกรรมเสรี คือ ให้เด็กได้เล่นอย่างอิสระที่ศูนย์การเรียนรู้ที่จัดไว้ในห้องเรียน มีมุมร้านค้า มุมหนังสือ มุมบล็อก มุมวิทยาศาสตร์ หรือมุมธรรมชาติ ฯ แต่ละมุมจะจัดสื่อให้แก่เด็กสอดคล้องกับคำทาย เช่น มุมหนังสือ เรื่อง ขนมครก เรื่องส้ม อาจจะเป็นหนังสือนิทานหรือสารคดีสำหรับเด็กที่ให้ความรู้เรื่องนั้นๆ รูปแบบการเขียนจะเป็นปริศนาคำทาย ใช้คำคล้องจอง หรือเขียนเป็นความเรียงด้วยภาษาอ่านง่าย มุมร้านค้า จัดสื่อให้เด็กเล่นบทบาทสมมติขายขนมครก หรือ ขายส้ม
  • กิจกรรมสร้างสรรค์ ครูจัดกิจกรรมที่ช่วยให้เด็กแสดงออกทางอารมณ์ ความรู้สึก ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และจินตนาการโดยใช้ศิลปะ เขียนภาพ ปั้น ฉีก ปะ ตัด ปะ พิมพ์ภาพ ฯลฯ เกี่ยวกับ ขนมครก หรือส้มที่สอดคล้องกับสาระที่เด็กเรียนรู้จากกิจกรรมเสริมประสบการณ์มาแล้ว

นอกจากใช้ปริศนาคำทายในกิจกรรมหลักที่กล่าวมาแล้ว ครูอาจจะใช้ปริศนาคำทายเล่นกับเด็กในช่วงเวลาว่าง ก่อนกลับบ้าน เป็นการจัดกิจกรรมเล่นเพื่อความสนุกสนาน ให้เด็กได้พูดตาม ฝึกความจำจากคำทาย และเปิดโอกาสให้เด็กเล่นกันเอง เป็นกลุ่มเล็กๆ 2 -3 คน เด็กจะจดจำคำพูดไปตั้งคำถามกันเอง เหมาะสำหรับเด็กเข้าสู่วัย 6 ขวบ เพราะเด็กมีความพร้อมที่จะเข้ากลุ่มสังคมกับเพื่อน และมีพัฒนาการทางภาษาที่เจริญขึ้น

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะสอนลูกอ่านจากปริศนาคำทายได้อย่างไร?

พ่อแม่ใช้ปริศนาคำทายกับลูกที่บ้าน เพื่อพัฒนาลูกได้เป็นอย่างดี ทั้งในด้านการคิดและพัฒนาทางภาษา ดังนี้

  • จับคู่กับลูก พ่อแม่พูดปริศนาคำทายให้ลูกฟัง ลูกคิดหาคำตอบ เช่น พ่อแม่พูดว่า “ขึ้นต้นว่าผี มีสีหลากหลาย ชอบชมดอกไม้ เพื่อหาน้ำหวาน” ลูกตอบว่า “ผีเสื้อ”
  • เมื่อต้องการสอนคำศัพท์ใหม่ให้ลูก พ่อแม่ตั้งคำถามโดยใช้ปริศนาคำทาย และบอกใบ้ลูกว่า ดูซิมีอะไรอยู่ใกล้เรา (กระต่ายอยู่ใกล้ๆ) สัตว์อะไรหนอเป็นอย่างนี้บ้าง เช่น จะทายคำว่า กระต่าย พ่อแม่พูดว่า “อะไรเอ่ย มีสีขาว หูยาวสง่า ชอบอยู่กลางป่า คู่แข่งกับเต่า”
  • เล่นทายจากปริศนาคำทาย หลังเล่านิทานที่เกี่ยวกับคำทายนั้น ใช้คำทายจากข้อ 2 เช่น เล่าเรื่องกระต่ายกับเต่า จากนิทานอีสป นิทานสอนคุณธรรม ความว่า “กระต่ายตัวหนึ่ง เห็นเต่าขาสั้นๆเดินผ่านไป จึงคิดลำพองว่าเต่าเป็นสัตว์เดินช้า หากตัวเองท้าวิ่งแข่ง เต่าต้องแพ้ตนแน่ๆ จึงแสร้งพูดเยาะเย้ยว่า เต่าขาสั้น เดินช้า ต้องไม่กล้าเดินแข่งกับกระต่าย เพราะกลัวแพ้ แต่เมื่อกระต่ายท้าเช่นนั้น เต่าไม่กลัว จึงรับคำท้าเดินแข่งกัน กระต่ายว่องไววิ่งล่วงหน้าเต่าไปไกล ก็นึกกระหยิ่มว่าเต่าวิ่งไม่ได้ เดินไม่เร็ว จะไม่มีทางชนะตนแน่นอน คิดได้ดังนั้น กระต่ายจึงนอนพักใต้ต้นไม้ ลมพัดเย็นจนทำให้กระต่ายเผลอนอนหลับสนิท จนไม่เห็นว่าเต่าเดินผ่านตนไปแล้ว จนสายมากแล้ว กระต่ายตื่นขึ้นมา คิดได้ว่าตนท้าวิ่งแข่งขันกับเต่า ป่าน นี้เต่าเดินไปถึงหลักชัยแล้วกระมัง คิดแล้วกระต่ายวิ่งอย่างสุดฤทธิ์ไปให้ถึงหลักชัย แต่เมื่อมาถึงปลายทางพบว่าเต่ามาถึงก่อนแล้ว หมาจิ้งจอกกรรมการตัดสินให้เต่าชนะไปแล้ว กระต่ายเสียใจที่ตนประมาทเต่าว่าไม่สามารถวิ่งหรือเดินได้เหมือนตน ทำให้กระต่ายเผลอและแพ้เต่าในที่สุด”
  • นอกจากนิทานอีสปเรื่องที่เผยแพร่แล้ว ยังมีนิทานเรื่องกระต่ายแข่งกับเต่าอีกหลายแนว พ่อแม่สืบค้นอ่านได้และแต่งขึ้นมาเองได้ไม่ยาก เมื่อนำมาใช้ให้ต่อยอดจากการทายปริศนาคำทาย เด็กจะได้ทบทวนความจำ เป็นการฝึกคิดขั้นพื้น ฐาน
  • สอนอ่านจากข้อความปริศนาคำทาย และคำเฉลยที่มีภาพประกอบ เป็นการสอนให้รู้ความหมายของคำ ข้อความปริศนาคำทาย พ่อแม่ทำเองได้ง่ายๆ ดังนี้ คือ ใช้กระดาษขนาด A4 พับกระดาษเป็น 3 ส่วน ส่วนพับที่ 1 เขียนข้อความปริศนาคำทายด้วยปากกาเคมี ขนาดตัวอักษรประมาณ 1 ซ.ม. ตัวหนังสือเขียนให้มีหัว ไม่ประดิษฐ์ เพื่อเด็กจะอ่านได้ง่าย ส่วนพับที่ 2 วาดภาพของคำเฉลย ส่วนพับที่ 3 เขียนคำเฉลย

การพัฒนาความคิดและภาษาให้แก่ลูกจากปริศนาคำทาย จะสร้างความรู้และความสนุกสนาน เพลิดเพลินให้แก่ลูกได้เป็นอย่างดี

เกร็ดความรู้เพื่อครู

การเขียนปริศนาคำทายเป็นบทร้อยกรอง มีคำสัมผัส มีจังหวะ แล้วนำมาให้เด็กอ่านโดยการสอนให้เด็กฝึกฟังเสียงสัมผัส จะมีผลให้เด็กรู้ภาษาซึ่งเกิดขึ้นเองในตัวเด็กตามธรรมชาติ เมื่อฟังครูอ่านแล้วให้เด็กดูตัวหนังสือ ดูรูปภาพจากหนังสือหรือแผ่นพับที่เขียนปริศนาคำทาย เพื่อสมองจะได้สร้างความสัมพันธ์ระหว่างภาพ คำที่เห็น ความหมายของคำจากภาพ ลักษณะเสียงที่เกิดจากการเรียงตัวของอักษรในคำ และจังหวะ

บรรณานุกรม

  1. กรรณิการ์ เอี่ยมจิตร . (2547). ปริศนาวงกลม. ในวารสารการศึกษาปฐมวัย. 3. 3: 30 –35.
  2. คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน , สำนักงาน และวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, สำนักงาน (2547). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย . นครศรีธรรมราช : โรงพิมพ์คุรุสภา.
  3. นิตยา ประพฤติกิจ ( 2538). การพัฒนาการอ่านของลูก. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ข้าวฟ่าง.
  4. บุบผา เรืองรอง ( 2547). การพัฒนาภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย. นครศรีธรรมราช: มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช.
  5. บุบผา เรืองรอง ( 2547) . คำคล้องจองเพื่อพัฒนาภาษาเด็กปฐมวัย . นครศรีธรรมราช : มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช. .
  6. พรวิไล เลิศวิชา .( 2551). สอนภาษาไทย ต้องเข้าใจสมองเด็ก. เล่ม 1. กรุงเทพมหานคร: สถาบันส่งเสริมอัจฉริยภาพและนวัตกรรมการเรียนรู้.
  7. พรพิไล เลิศวิชา. ( 2543). ขับขานบทเพลง บรรเลงบทกลอน. เชียงใหม่ : ธารปัญญา
  8. พรพิไล เลิศวิชา และนายแพทย์อัครภูมิ จารุกากร . ( 2550). ออกแบบกระบวนการเรียนรู้ โดยเข้าใจสมอง. กรุงทพมหานคร : สถาบันวิทยาการการเรียนรู้.
  9. รุ่งนภา วุฒิ . ( 2545) .ผลของการจัดประสบการณ์เสริมการเรียนรู้โดยใช้ปริศนาคำทายแบบโปรแกรมเส้นตรงที่มีต่อความสามารถทางภาษาของเด็กปฐมวัย. น่าน : โรงเรียนบ้านชี สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอเชียงกลาง สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดน่าน.
  10. สารานุกรมไทย สำหรับเยาวชน เล่มที่ 34.เรื่องที่ 3. http://kanchanapisek.or.th/ [ค้นคว้าเมื่อ 16 ตุลาคม 2556].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 1 คน
sirikul