หน้าหลัก » บทความ » สอนอ่านจากเพลงและคำคล้องจอง (Teaching Children to Read from Songs and Rhymes)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

การสอนอ่านจากเพลงและคำคล้องจอง หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้เด็กได้ใช้ภาษาเป็นสื่อกลางถ่ายทอดไปสู่คนอื่น เช่นเดียวกับการพูดผ่านเพลง ซึ่งเป็นบทประพันธ์ที่มีทั้งคำร้องและทำนองเพลง หรือคำคล้องจอง ซึ่งเป็นคำประพันธ์ที่ใช้ถ้อยคำง่ายๆ เหมาะแก่เด็กวัยเริ่มเรียน ทั้งนี้ ในการจัดการศึกษาให้แก่เด็กทุกระดับ ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต่างให้ความสนใจที่จะส่งเสริมการอ่านของเด็กเริ่มเรียน ด้วยแนวคิดที่ว่า เด็กเริ่มเรียนควรได้รับการกระตุ้นให้ลองอ่านเมื่อเขาพร้อม โดยผู้ ใหญ่จะต้องเอาใจใส่ทุ่มเทเวลาอ่านให้เด็กฟังอย่างสม่ำเสมอ สิ่งที่อ่านควรครอบคลุมสิ่งที่มีความหมายต่อเด็ก เพราะเด็กจะใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร สาระที่อ่านให้เด็กฟังนั้น ควรสร้างความสนุกสนานให้แก่เด็ก และเร้าความสนใจใคร่รู้ให้เด็กติด ตามไปสู่การอ่านได้ต่อไป

จากแนวคิดดังกล่าว การใช้เพลงและคำคล้องจองเป็นเครื่องมือสอนอ่านให้เด็กได้ผลอย่างดียิ่ง เพราะเพลงและคำคล้องจองเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อการสอนภาษาให้แก่เด็ก นับตั้งแต่เด็กปฏิสนธิในครรภ์ของมารดานั้น หากมารดาได้ขับเสียงเพลง หรือท่องบทประพันธ์ เด็กจะมีปฏิกิริยาโต้ตอบเสียงเพลงและบทประพันธ์นั้นได้ จากบทพิสูจน์ของวงการแพทย์พบว่า อัตราการเต้นหัวใจของทารกจะเพิ่มขึ้น เมื่อให้ทารกฟังเพลง ฟังภาษาที่มีจังหวะหรือทำนอง ทารกจะเคลื่อนไหวร่างกายมากขึ้น เมื่อได้ยินเสียงเหล่านั้น ทารกในครรภ์จะมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อเสียงไพเราะที่มีเสียงสูงๆ ต่ำๆ เมื่อทารกออกมาจากครรภ์ของมารดาแล้ว ทารกจะแสดงความรู้สึกเพลิดเพลิน พอใจในการได้ยินเสียงมารดาขับกล่อม ส่วนเด็กเล็กๆมีความพอใจที่ได้เห็นการแสดงท่ารำประกอบการร้องเพลง พอใจที่จะเล่นโต้ตอบการหยอกล้อของผู้ใหญ่เมื่อร้องบทร้องเล่นกับเขา เด็กจะรู้สึกสนุกสนานที่จะได้ยินเสียงของตนเอง จะหัวเราะชอบใจเมื่อร้องเพลงได้ ราวอายุ 2 ขวบ เด็กจะเริ่มร้องเพลงง่ายๆได้ โดยไม่คำนึงถึงเนื้อร้องว่าถูกผิดอย่างไร แม้แต่เสียงที่อยู่รอบตัว เช่นเสียงกระดิ่ง เสียงสัตว์ร้องสูงๆ ต่ำๆของนก ไก่ขัน เสียงเคาะไม้ ตบมือ เด็กจะมีปฏิกิริยาโต้ตอบ หรือนิ่งฟังอย่างเพลิดเพลิน

และจากความรู้เรื่องสมองพบว่า สมองของเด็กเล็กมีความไวต่อการรับเสียงที่มาพร้อมกับจังหวะและทำนอง การจัดโปรแกรมการอ่านสำหรับเด็กเริ่มเรียน จึงควรเริ่มต้นจากการฟังเพลง บทคำคล้องจอง บทกลอนที่มีจังหวะ ความจริงนี้เป็นที่ประจักษ์ของทุกชาติในโลก จึงมีบทร้องเล่นของเด็กประจำชาติตน ทุกชาติจะใช้บทเห่กล่อมลูกเพื่อพัฒนาภาษาแก่เด็ก และในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่ง เสริมการอ่าน ครูมักให้เด็กฟังเสียงไปพร้อมกับการเห็นภาพ สมองของเด็กจะจดจำข้อมูลทันที และเมื่อฟังซ้ำ เห็นภาพซ้ำ สมองของเด็กจะถอดแบบแผนของเสียง (Sound pattern) ที่สัมพันธ์กับแบบแผนการสะกด (Spelling pattern) ออกมาได้สำ เร็จ เมื่อเด็กเห็นคำที่มีแบบแผนที่แตกต่างกัน เด็กจะรู้ว่าเสียงที่แตกต่างกันนั้น ย่อมใช้ตัวอักษรต่างกันด้วย ดังนั้น การร้องเพลงและการท่องคำคล้องจองพร้อมเห็นตัวหนังสือนั้น สมองของเด็กจะรู้จักความสัมพันธ์ระหว่างเสียงกับสัญลักษณ์ รู้จักพยัญชนะตัวแรกของคำนั้น และมีความสุขจากการฟังภาษาไพเราะจากเพลงและคำคล้องจอง ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาความเข้าใจในแบบแผนของการอ่านได้ต่อไป ทั้งนี้ เพลงและคำคล้องจองมีคุณลักษณะที่เหมาะแก่การสอนอ่านให้แก่เด็ก และมีคุณลักษณะคล้ายกันดังนี้คือ

  • ใช้ถ้อยคำที่สร้างสรรค์ มีความไพเราะ ท่วงทำนองและจังหวะเสียงสูงๆ ต่ำๆ
  • เป็นสื่อภาษาและดำรงไว้ทางศิลปวัฒนธรรมของคนในแต่ละชาติ
  • เป็นสิ่งที่ใช้จรรโลงใจให้คนเกิดอารมณ์คล้อยตามได้อย่างง่ายดาย โดยเฉพาะด้านความสุข ความรื่นเริงและความสนุก สนาน
  • สามารถถ่ายทอดจินตนาการ อารมณ์ และสุนทรียภาพให้แก่ผู้อ่านได้ดี โดยเฉพาะเด็กเริ่มเรียนจะมีความสุขที่ได้สัม ผัสความร่าเริงเบิกบานจากถ้อยคำ จังหวะ ทำนองของเพลงและคำคล้องจอง
  • ถ้อยคำ และสำเนียงของเพลงและคำคล้องจองเป็นสื่อสำคัญในการส่งเสริมการอ่าน เนื่องจาก เมื่อเด็กได้ยินเสียงเพลง และคำคล้องจอง เด็กจะเกิดความจำที่ผ่านการฟัง เป็นการจดจำง่ายๆ ที่ไม่ต้องพยายามอย่างไร ยิ่งมีเนื้อหาสนุก การร้องที่เป็นจังหวะ จะทำให้สมองของเด็กรับรู้แบบแผนของเสียงได้อย่างรวดเร็ว

บทเพลงและคำคล้องจองที่นำมาสอนอ่านควรมีลักษณะดังนี้คือ

  • เกี่ยวกับชีวิตของเด็ก ได้แก่ บ้านและโรงเรียน คน เทศกาล ฤดูกาล วันพักผ่อน ฯลฯ
  • ให้เด็กได้อ่านคำ ประโยค ที่มีความหมาย เกิดความรู้ และความเข้าใจได้รวดเร็ว
  • อยู่ในสมัย หรือเพลงโฆษณา เด็กจะได้ยินจากสื่อต่างๆ แล้วเกิดความคุ้นชินอยู่แล้ว
  • แสดงเรื่องราว หรือแสดงเป็นละครได้
  • ตบมือเป็นจังหวะ และแสดงท่าทางประกอบได้
  • มีสาระเกี่ยวกับทักษะวิชาต่างๆ คือ วิทยาศาสตร์ ศิลปะ สังคมศึกษา คณิตศาสตร์ เพื่อให้ความรู้สัมพันธ์หรือบูรณาการกัน ตามลักษณะการจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กเริ่มเรียน
  • มีเนื้อร้อง ถ้อยคำง่ายๆ ใช้คำอ่านง่าย เพื่อให้เด็กฟังแล้ว เข้าใจเนื้อหาที่อ่านและร้อง
  • มีเนื้อหาสั้นๆพอสมควร เพราะเด็กจะได้จำได้และไม่เบื่อหน่าย
  • มีคุณธรรมแทรกไว้บ้างอย่างเหมาะสม
  • มีถ้อยคำสนุกสนานในอารมณ์ที่ร้องและอ่าน

จึงกล่าวได้ว่าเพลงและคำคล้องจองมีคุณค่าที่ส่งเสริมความเจริญทางภาษาให้แก่เด็กได้อย่างสอดคล้องตามธรรมชาติ ทั้งบทเพลงและคำคล้องจองมีคุณลักษณะเด่นเหมือนกันคือ มีความงดงามทางภาษา ทั้งเสียง จังหวะทำนอง ความ หมายที่ใช้ในการสื่อสารในวงสังคม มีผลต่อการพัฒนาอารมณ์ของคนเรา ในวงการศึกษาจึงนำเพลงและคำคล้องจองมาใช้ส่งเสริมการเรียนการสอนอย่างแพร่หลาย รวมทั้งการส่งเสริมการอ่านของเด็ก โดยคัดสรรบทเพลงและคำคล้องจองที่มีความหมายต่อการเรียนรู้ของเด็ก คือ เป็นเรื่องราวใกล้ตัวเด็ก ใช้ภาษาง่ายๆ มีเนื้อหาสัมพันธ์กับบทเรียน และส่งเสริมทักษะวิชาต่างๆด้วย ทั้งนี้เพื่อเด็กจะเข้าใจได้อย่างง่าย การสอนอ่านจากบทเพลงและคำคล้องจอง จะมีลำดับขั้นตอนคล้ายกันโดยเรียนรู้ผ่านการกระตุ้นจากการฟังเสียง และใช้สื่อประกอบการเรียนให้เด็กเห็นตัวหนังสือที่มีสาระตามเนื้อหาของเพลงและคำคล้องจองนั้น

การสอนอ่านจากเพลงและคำคล้องจองมีความสำคัญอย่างไร?

การสอนอ่านจากเพลงและคำคล้องจองมีความสำคัญดังนี้คือ

  • สอนจากสิ่งที่เด็กชอบ ที่เด็กพอใจ ให้เด็กได้พักผ่อนจิตใจ และได้เปลี่ยนอิริยาบถ เด็กจะไม่เบื่อหน่ายและมีความสนุก สนานที่จะอ่านบทเรียน
  • สอนในสิ่งที่สังคมยอมรับ เพลงและบทคำคล้องจองควรเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปในสังคม เพราะเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางอารมณ์และวัฒนธรรม
  • สอนจากการใช้โสตประสาทที่ถูกต้องในการเรียนรู้ภาษาคือ หูฟังเสียง และตาเห็นตัวหนังสือ จะช่วยให้เด็กเริ่มรู้จักเสียงที่เหมือนกันและแตกต่างกันได้ง่าย เพราะสมองของเด็กจะจดจำเสียงได้ทั้งหมด ขณะที่ตาของเด็กเห็นคำที่มีแบบแผนตายตัว
  • เพลงและบทประพันธ์คำคล้องจอง ช่วยให้เด็กมีพัฒนาการ ด้านร่างกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญา
  • เพลงและคำคล้องจองเป็นภาษาไพเราะที่สามารถสื่อความหมาย และให้ภาพพจน์ได้อย่างลึกซึ้ง

จึงกล่าวได้ว่า การสอนอ่านจากเพลงและคำคล้องจองมีความสำคัญ เนื่องจากเป็นภาษาไพเราะ สามารถนำมาใช้ในการสื่อความหมายได้ดี จึงเป็นที่ยอมรับของสังคมในการแสดงออกทางอารมณ์ที่งดงาม ตลอดจนความสนุกสนาน ทำให้เด็กพอใจที่จะเรียนรู้

การสอนอ่านจากเพลงและคำคล้องจองมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การสอนอ่านจากเพลงและคำคล้องจองมีประโยชน์ดังนี้

  • ครูและเด็กจะมีปฏิสัมพันธ์กันและกัน ขณะทำกิจกรรมการอ่าน
  • เด็กได้ฝึกอ่านอย่างเป็นธรรมชาติ ผ่านการฟังเพลงและคำคล้องจอง
  • เด็กมีความสุขกับเสียงเพลงและจังหวะของคำคล้องจอง ได้สัมผัสกับเสียงที่ไพเราะหรือสุนทรีย์ทางเสียง ความรู้สึกที่ดีต่อการอ่านจะเกิดขึ้น ครูสามารถใช้ความพอใจของเด็กที่มีต่อเพลงและคำคล้องจอง ในการพัฒนาความเข้าใจในแบบแผนของการอ่าน
  • เด็กได้เรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัว วัฒนธรรม ประเพณี คุณธรรม จากเนื้อหาของเพลงและคำคล้องจอง

จึงกล่าวได้ว่า การใช้เพลงและคำคล้องจองส่งเสริมการอ่าน ย่อมเกิดประโยชน์ทั้งครูและเด็ก ที่จะทำให้การอ่านของเด็กบรร ลุจุดมุ่งหมาย บนพื้นฐานการเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติที่ผู้เรียนมีความสุขด้วย

ครูสอนลูกอ่านจากเพลงและคำคล้องจองอย่างไร?

การใช้เพลงและคำคล้องจองเพื่อการอ่านสำหรับเด็กวัยเริ่มเรียนเป็นเรื่องง่ายสำหรับครู เพราะจัดทำได้สะดวก ค่า ใช้จ่ายน้อย อีกทั้งทำให้บรรยากาศการเรียนมีความสุข สนุกสนาน เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็กได้เป็นอย่างดี ครูมักจัดกิจกรรมการอ่านจากเพลงและคำคล้องจอง ดังนี้

  • ครูมีเพลงและคำคล้องจองเป็นสาระสำหรับสอนอ่าน ครูจะใช้สอนอ่านโดยตรง หรือแทรกอยู่ในเนื้อหาสาระเรื่องใดเรื่องหนึ่ง บทเพลงสำหรับเด็กและคำคล้องจองนั้น ครูอาจจะแต่งเองหรือนำของผู้อื่นมาใช้ก็ได้ การแต่งเพลงสำหรับเด็กและคำคล้องจองเอง เป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย ตามหลักเกณฑ์ที่ครูใช้ดังนี้
    • กำหนดแนวคิดให้ชัดเจนว่าสอนเรื่องอะไร
    • เรียบเรียงถ้อยคำคร่าวๆ ใช้ถ้อยคำง่ายๆ เหมาะกับวัยของเด็กที่จะเข้าใจได้
    • หากเป็นเพลงให้หาทำนองที่คุ้นหู เช่นเพลงพื้นบ้าน เพลงไทยเดิม เพลงรำวง เพลงโฆษณา หรือแต่งทำนองเอง
    • บรรจุเนื้อร้องลงตามทำนองและจังหวะ
    • แก้ไข ปรับปรุงเนื้อหา เนื้อร้องจนเป็นที่พอใจ

    ตัวอย่างเพลง มาชิมซิ (ผู้แต่ง บุบผา เรืองรอง ทำนอง จากเพลง เดินโซเซ)

    มาชิมซิ มาชิมซิ เอ๊ะ น้ำตาลนี้ รสหวานดี หวาน หวาน
    มาชิมซี มาชิมซี เอ๊ะ เกลือนี้ รสเค็ม เค็ม
    มาชิมซี มาชิมซี เอ๊ะ มะนาวนี้ รส เปรี้ยว เปรี้ยว

    ตัวอย่างคำคล้องจอง ผัก (ผู้แต่ง บุบผา เรืองรอง)

    ต้นหอมนี้ดี ชื่อนี้คือผัก
    แตงกวาแฟงฟัก ถั่วฝักยาวยาว
    มะเขือสะอาด ผักกาดต้านขาว
    ของกินหวานคาว น้องสาวใช้ผัก
  • การใช้เพลงและคำคล้องจองประกอบการเรียนการสอน ครูนำมาใช้ในหลายกรณี เช่นใช้นำเข้าสู่บทเรียน ใช้ดำเนินกิจ กรรมการเรียนรู้ และใช้สรุปบทเรียน หรือใช้เนื้อหาของเพลงและบทคำคล้องจองนั้นสอน
  • มีสื่อประกอบการอ่าน คือ แผนภูมิเพลง หรือคำคล้องจองที่มีภาพประกอบ หรือ หนังสือเล่มใหญ่สำหรับอ่านพร้อมกันทั้งชั้นเรียน (Big Book) และ หนังสือขนาดปกติ การมีภาพประกอบ เด็กเห็นความสัมพันธ์ภาพกับข้อความที่อ่าน เด็กจะรู้ความหมายของคำ หรือข้อความนั้นได้อย่างง่ายดาย
  • มีจุดมุ่งหมายชัดเจนว่ามุ่งให้เด็กอ่านออกและอ่านเป็น ในลักษณะของความสัมพันธ์กับเนื้อหาสาระที่เด็กเรียนด้วย เช่น การจัดประสบการณ์เรื่อง ฤดูฝน เด็กร้องเพลง ฝน “ฝนตกกระเด็นเป็นฝอย เด็กๆหลบฝนกันหน่อย (ซ้ำ) ถูกฝนเล็กน้อยจะเป็นหวัดเอย” จากเนื้อหาของบทเพลง เด็กจะได้อ่านคำ ว่า ฤดูฝน ฝนตก กระเด็น ฝอย หวัด ฯลฯ หรือข้อความทั้งหมด ทำให้เด็กได้ความรู้เรื่องฝน ความเจ็บป่วย (เป็นหวัด) การป้องกันตัว (หลบฝน)
  • ครูสร้างกิจกรรมต่อยอดจากเพลงและบทท่องคำคล้องจอง เพื่อเสริมทักษะการอ่าน เช่น เรียงแถบประโยค ข้อความประกอบภาพ ให้ตรงกับ เพลงหรือคำคล้องจอง เล่นเกมหาคำอ่านที่ตรงกับคำในแผนภูมิเพลงและคำคล้องจองนั้น
  • จักกิจกรรมส่งเสริมการอ่านในแก่เด็ก ได้แก่ อ่านนิทานคำคล้องจองที่มุมหนังสือ อ่านที่ห้องสมุด จัดสัปดาห์การอ่านหนังสือ อ่านคำคล้องจอง ร้องเพลง และหาคำที่ชอบจากบทเพลง อธิบายคำจากบทเพลง

เพลงและคำคล้องจองมีขั้นตอนการสอนเหมือนกัน ดังนี้

เพลง คำคล้องจอง
ขั้นที่ 1 ให้เด็กพูดเนื้อเพลงตามครูทีละวรรค พร้อมกับครูชี้ข้อความจากแผนภูมิเพลงให้เด็กอ่านตาม แล้วครูอธิบายความหมายประกอบ ขั้นที่ 1 ให้เด็กพูดเนื้อหาของคำคล้องจองตามครูทีละวรรค พร้อมกับครูชี้ข้อความจากแผนภูมิคำคล้องจองให้เด็กอ่านตาม แล้วครูอธิบายความหมายประกอบ
ขั้นที่ 2 ครูร้องเพลงให้เด็กฟังหนึ่งจบ เพื่อให้เด็กได้ฟังทำ นองและลีลา โดยเด็กยังไม่ต้องร้องตาม ขั้นที่ 2 ครูอ่านคำคล้องจองให้เด็กฟังหนึ่งจบ เพื่อให้เด็กได้ฟังจังหวะ โดยเด็กยังไม่ต้องอ่านตามตาม
ขั้นที่ 3 ให้เด็กร้องตามทีละวรรค เพื่อป้องกันมิให้เสียงผิด เพี้ยน พร้อมกับครูชี้ข้อความจากแผนภูมิเพลงให้เด็กอ่านตาม ขั้นที่ 3 ให้เด็กอ่านตามทีละวรรค เพื่อให้ออกเสียงอ่านถูกต้อง พร้อมกับครูชี้ข้อความจากแผนภูมิคำคล้องจองให้เด็กอ่านตาม
ขั้นที่ 4 ให้เด็กร้องตามทีละท่อน ยาวขึ้น เพื่อให้ดูความเชื่อมโยงทำนองทีละวรรค พร้อมกับครูชี้ข้อความจากแผน ภูมิเพลงให้เด็กอ่านตาม ขั้นที่ 4 ให้เด็กอ่านหรือท่องคำคล้องจองทีละสองบท และยาวขึ้นเพื่อให้ดูความเชื่อมโยงทำนองของแต่ละบท เน้นให้เห็นคำที่คล้องจองกัน พร้อมกับครูชี้ข้อความจากแผนภูมิคำคล้องจองให้เด็กอ่านตาม
ขั้นที่ 5 ให้เด็กร้องเพลงพร้อมกันทั้งเพลง แล้วร้องซ้ำอีกจนกว่าจะคล่อง พร้อมกับครูชี้ข้อความจากแผนภูมิเพลงให้เด็กอ่านตาม ขั้นที่ 5 ให้เด็กท่องคำคล้องจองพร้อมกันทั้งเนื้อหา แล้วท่องซ้ำๆ อีกจนกว่าจะคล่อง พร้อมกับครูชี้ข้อความจากแผนภูมิคำคล้องจองให้เด็กอ่านตาม

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะสอนลูกอ่านจากเพลงและคำคล้องจองได้อย่างไร?

การจัดกิจกรรมสอนอ่านจากเพลงและคำคล้องจองที่บ้าน เป็นกิจกรรมที่พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถจัดได้อย่างง่ายและสะดวก เริ่มตั้งแต่พ่อแม่ต้องเชื่อก่อนว่า พ่อแม่คือผู้มีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาการอ่านของลูก ผลการวิจัยจำ นวนมากได้ยืนยันตรงกันว่า ครอบครัวที่พ่อแม่เอาใจใส่หาหนังสือให้ลูกอ่าน มีเครื่องเขียนให้ลูกใช้ และมีทัศนคติที่ดีต่อการอ่าน ด้วยการชักชวน เร้าความสนใจให้ลูกอ่านด้วยวิธีการต่างๆนั้น เด็กจะอ่านหนังสือออก หรืออ่านหนังสือได้ ตั้งแต่อายุยังน้อย การร้องเพลงและท่องคำคล้องจองให้ลูกฟัง เป็นวิธีการที่ใช้กันทุกชนชาติ และพบผลว่า เด็กที่เคยท่องคำคล้องจอง ร้องเพลง ฟังเพลง จะประสบความสำเร็จในด้านการอ่านและการเขียน ดังนั้น พ่อแม่มีแนวปฏิบัติที่น่าสนใจในการสอนอ่านให้ลูกจากเพลงและคำคล้องจองดังนี้

  • กล่อมลูกนอน โดยใช้บทเพลงและคำคล้องจองที่มีอยู่มากมายหลายสำนวนของแต่ละท้องถิ่น เช่น เพลงกล่อมเด็กที่เก่าแก่ และใช้ต่อๆมาอย่างแพร่หลาย คือเพลงกล่อมเด็ก นกเอี้ยง ความว่า “นกเอี้ยง ไปเลี้ยงควายเฒ่า ควายกินข้าว นกเอี้ยงหัวโต ไปจับต้นโพธิ์ ร้องไห้หงิง ไปจับต้นขิง เขายิงลงมา ไปจับต้นข่า เขาด่าแม่เอา ไปจับต้นไทร ไถลถลอก ไปจับต้นหมาก เขาลากลงมา ไปจับต้นจำปา นกเอี้ยงหัวโต”
  • เล่นกับลูกตั้งแต่เป็นทารก ใช้เพลงและคำคล้องจองประกอบการเล่น เช่น ร้องบท จับปูดำขยำปูนา จับปูม้าคว้าปูทะเล... พ่อแม่จะต้องทำท่าประกอบจับปู (กำมือแล้วคลายเป็นจังหวะ) หยอกล้อ ทำหน้าตาให้ลูกดูบทร้องไปด้วย และเมื่อคำสุดท้าย คว้าปูทะเล ให้จับส่วนต่างๆของลูก ทำซุ้มเสียงให้ตื่นเต้น เด็กจะสนุก และเริ่มเรียนรู้ความหมายของคำจากเสียงที่สื่อถึงการเล่นก่อน สร้างอารมณ์สนุก เห็นความหมายในการใช้ภาษา เพื่อการสื่อสารกันในกลุ่มคน สำหรับเด็กที่โตขึ้นมามีบทร้องประกอบการเล่น ทั้งร้องเป็นเพลงและท่องคำคล้องจองมากมายที่ใช้ต่อๆกันมา เช่น บทร้อง อ้ายเข้ อ้ายโขง บทร้องมอญซ่อนผ้า ฯลฯ พ่อแม่อาจจะแต่งขึ้นใหม่ก็ได้ โดยยึดหลักว่า เป็นภาษาง่ายๆ ชวนให้เล่นร้องร่วมกันได้
  • หาหนังสือหรือทำหนังสือสำหรับเด็กง่ายๆ เขียนบทเพลง คำคล้องจอง แล้ววาดภาพประกอบ นำมาอ่าน ร้องให้ลูกฟังก่อนนอน หรือเวลาที่เหมาะสมเมื่ออยู่ร่วมกัน รวมทั้งเพลงและคำคล้องจองภาษาอื่นๆที่เข้ามาใช้ในชีวิตของเราในปัจจุบัน เช่น ภาษาอังกฤษ ตัวอย่างหนังสือ บทคำคล้องจองที่น่าอ่านเช่น คำกลอนสอนอ่าน จากประถม ก กา แบบเรียนเล่มแรกของไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ฉบับ เจ้าหมื่นศรีสรรักษ์ (หม่อมราชวงศ์จิตร์) รวบรวม เป็นหนังสือที่มีบทคำคล้องจอง สอนอ่านจากมาตราแม่ ก กา แม่ กก แม่กง แม่กด แม่กน แม่กบ แม่กม แม่เกย เหมาะสำหรับเด็กระดับประถมศึกษา เรื่องขับขานบทเพลง บรรเลงบทกลอน มีบทเพลงเด็กและคำกลอนสอดคล้องกัน ได้สาระและความไพเราะ มีภาพประกอบสวยงาม เช่น เพลง ระบำชาวเกาะ ความว่า “รำ ระบำชาวเกาะ ไพเราะเสนาะจับใจ เสียงน้ำหลั่งไหล (ซ้ำ) กระทบหาดทรายดังครืนครืน (ซ้ำ)” บทกลอน ระบำชาวเกาะ
    ทะเลสีคราม ฟ้างามยามเย็น
    เด็กเด็กเริงเล่น เต้นระบำชาวเกาะ
    เจ้าด่างจับปู หนูหนูหัวเราะ
    เล่นน้ำบนเกาะ เหมาะใจจังเลย
  • ร้องเพลงในยุคสมัย พร้อมเขียนคำร้องนั้น ให้ลูกอ่าน พร้อมพ่อแม่ กรณีเช่นนี้ พ่อแม่ขอคำปรึกษาจากครูที่จะจัดกระบวนการสอน หรือขั้นตอนการสอนอ่านสำหรับเด็กเริ่มเรียน แล้วนำมาใช้จัดให้ลูกอ่านที่บ้านด้วย ทั้งนี้เพื่อให้การสอนระหว่างบ้านและโรงเรียนไปในทิศทางเดียวกัน
  • นำลูกชมธรรมชาติรอบตัว เช่น ดวงอาทิตย์ยามเช้าตรู่ นก ต้นไม้ใบหญ้า ท้องฟ้า ทะเล ฯลฯ แล้วร้องเพลง ท่องคำคล้องจองเกี่ยวกับสิ่งนั้นให้ลูกฟัง เป็นการเชื่อมโยงสิ่งที่เห็น สมองของเด็กจะรับข้อมูลพร้อมกับการเห็นภาพ จะจดจำถ้อย คำได้จากการฟังก่อน และสมองจะรับรู้ข้อมูลของคำที่พูดนั้น ด้วยสุข สนุก พอใจที่จะเรียนรู้ต่อไป
  • นำบทคำคล้องจองมาอ่าน หรือนำเพลงมาร้องแบบปนเล่นต่อเพลงหรือ คล้องจองง่ายๆ คนละวรรค คนละท่อนเช่น

    บทคำคล้องจอง เป็ด (ผู้แต่ง บุบผา เรืองรอง)

    (พ่อแม่ท่อง) เป็ดมีสองขา (ลูกท่องต่อ) เดินมาช้าช้า
    (พ่อแม่ท่อง) ก๊าบ ก๊าบร้องหา (ลูกท่องต่อ) เศษปลาเศษผัก
    (พ่อแม่ท่อง) เป็ดชอบว่ายน้ำ (ลูกท่องต่อ) ผุดดำน่ารัก
    (พ่อแม่ท่อง) เสร็จแล้วมาพัก (ลูกท่องต่อ) กกฟักไข่เป็ด

    เพลง ตัวเลขอยู่ไหน (ผู้แต่ง บุบผา เรืองรอง ทำนอง เพลง หัวแม่มือ อยู่ไหน)

    “เลขหนึ่งอยู่ไหน (พ่อแม่ร้อง) เลขหนึ่งอยู่ไหน (ลูกร้อง) อยู่นี่จ๊ะ (พ่อแม่ร้อง) อยู่นี้จ๊ะ (ลูกร้อง) สุขสบายดีหรือไร(พ่อแม่ร้อง) สุขสบายทั้งกายใจ (ลูกร้อง) ไปก่อนละ สวัสดี (พ่อแม่ร้อง) ไปก่อนละ สวัสดี (ลูกร้อง)”

    บทเพลงนี้ ใช้บัตรตัวเลขประกอบการร้อง และเปลี่ยนตัวเลข 1-10 เป็นพื้นฐานก่อน สลับเปลี่ยนผู้เล่นถือบัตรเลขต่างๆ เช่นพ่อ ถือเลขหนึ่ง แม่ถือ เลขสอง และลูกๆถือ เลข สาม สี่ ฯลฯ เด็กจะได้อ่าน ร้อง และเล่นไปด้วย เป็นการเรียนที่ไม่เหมือนเรียน

การส่งเสริมการอ่านให้แก่เด็กที่บ้าน ควรจัดอย่างไม่เป็นทางการเหมือนที่โรงเรียน ทุกโอกาสที่ลูกอยู่ที่บ้าน หากเด็กได้ยินได้ฟังเพลงและคำคล้องจอง ก็เป็นการสอนเด็กระดับหนึ่งแล้ว เมื่อเพิ่มตัวหนังสือให้เด็กได้เห็น และอ่านท่ามกลางบรรยา กาศความสุข เด็กย่อมเต็มใจที่จะเรียนรู้

เกร็ดความรู้เพื่อครู

การใช้เพลงและคำคล้องจองเพื่อสอนอ่านเด็กเริ่มเรียนนั้น ครูควรคำนึงถึงพัฒนาการของเด็กทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาของเด็ก กล่าวคือ เพลงและคำคล้องจองที่นำมาใช้ ควรมีเนื้อหา ทำนอง เหมาะแก่วัยของเด็ก และครูทุกคนสามารถสอนเพลงและคำคล้องจองให้แก่เด็กได้ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นครูผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพลง ดนตรี และภาษาเท่า นั้นที่จะสอนเด็กได้ ครูจึงต้องเชื่อมั่นในตนเองว่า ตนเองสอนได้ เพื่อครูจะได้ตั้งใจหาวิธีการที่นำมาประกอบการเรียนการสอน ซึ่งการจัดกิจกรรมการสอนอ่านจากเพลงและคำคล้องจองสำหรับเด็กปฐมวัยและเด็กประถมศึกษา ระดับชั้น ป. 1 ที่เริ่มเรียนอ่าน ครูจะจัดสอนอ่านอย่างสม่ำเสมอ เพราะการอ่านเป็นเรื่องของการฝึกฝนจนเกิดทักษะ แต่สิ่งสำคัญคือ การอ่านที่ดีของเด็ก เกิดจากการเอาใจใส่สอนของครูและการเป็นตัวแบบที่ดีของการอ่านที่ครูควรปฏิบัติเป็นกิจนิสัยให้เด็กเห็น

บรรณานุกรม

  1. คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, สำนักงาน และ วิชาการและมาตรฐานการศึกษา, สำนักงาน. (2547). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย. นครศรีธรรมราช : โรงพิมพ์คุรุสภา.
  2. นิตยา ประพฤติกิจ. (2538). การพัฒนาการอ่านของลูก. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ข้าวฟ่าง.
  3. บุบผา เรืองรอง. ( 2547). การพัฒนาภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย. นครศรีธรรมราช: มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช.
  4. บุบผา เรืองรอง. ( 2547). คำคล้องจองเพื่อพัฒนาภาษาเด็กปฐมวัย. นครศรีธรรมราช : มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช. .
  5. พรวิไล เลิศวิชา. ( 2551). สอนภาษาไทย ต้องเข้าใจสมองเด็ก. เล่ม 1. กรุงเทพมหานคร: สถาบันส่งเสริมอัจฉริยภาพและนวัตกรรมการเรียนรู้.
  6. พรวิไล เลิศวิชา. ( 2543). ขับขานบทเพลง บรรเลงบทกลอน. เชียงใหม่: ธารปัญญา.
  7. นันทิรัตน์ คมขำ. ( 2539). การศึกษาการใช้เพลงในการเรียนการสอนเด็กวัยอนุบาล. วิทยานิพนธ์หลักสูตรครุศาสตร มหาบัณฑิต ภาควิชาประถมศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน