หน้าหลัก » บทความ » สัมมาคารวะ (respect)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

สัมมาคารวะ หมายถึง ลักษณะของบุคคลที่แสดงถึงการใช้วาจาใจ และกาย ต่อบุคคลอื่นอย่างสุภาพและอ่อนน้อม การจัด การศึกษาให้ผู้เรียนเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ จำเป็นต้องมีการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นผู้ที่มีการพัฒนาการทั้งด้านปัญญา จิตใจ ร่าง กาย และสังคม การพัฒนาจิตใจจึงถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง ในสถานการณ์ของสังคมไทยปัจจุบันที่มีความเจริญก้าวหน้า มีการมุ่งเน้นการแข่งขันมากจนลืมว่า เด็กปฐมวัยเป็นวัยที่ต้องปลูกฝัง ขัดเกลา เนื่องจากเด็กวัยดังกล่าวเป็นวัยซึ่งมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ประสบการณ์ต่างๆที่เด็กได้รับในช่วงอายุนี้ จะมีผลอย่างยิ่งต่อพัฒนาการของเด็กในช่วงต่อไป ลักษณะของการอบรมเลี้ยงดู และให้การศึกษาแก่เด็กทุกด้านตามวัยและความสามารถของแต่ละบุคคล เพื่อเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตและอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ธรรมชาติของเด็กปฐมวัยที่เห็นได้ชัดนั้นคือ เด็กปฐมวัยเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาด้านบุคลิกภาพมากที่สุด เป็นวัยอยากรู้อยากเห็น มีความสงสัยในสิ่งต่างๆ ชอบถามจนกว่าจะได้คำตอบที่ชัดเจน เด็กวัยนี้เริ่มแสดงพฤติกรรมต่างๆออกมาให้เห็น เช่น การเลียนแบบพ่อแม่ ครู และเพื่อนในวัยเดียวกัน เด็กวัยนี้ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง ไม่สามารถเข้าใจความคิดเห็นของผู้อื่น จะคิดว่าสิ่งที่ตนรับรู้คนอื่นก็รับรู้ด้วย มักแสดงอารมณ์ออกมาอย่างเปิดเผยและเปลี่ยนแปลงอารมณ์ได้ง่ายๆ ดังนั้น ครูหรือผู้เกี่ยวข้องในการดูแลเด็กจะต้องเรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติของเด็ก เพื่อช่วยส่งเสริมพัฒนาบุคลิกภาพที่ดีให้กับเด็กปฐมวัย การแสดงออกซึ่งพฤติกรรมที่ดีที่เป็นพฤติกรรมเชิงบวก มีหลายคุณลักษณะด้วยกัน ที่จะทำให้เด็กสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข การมีสัมมาคารวะ เป็นพฤติกรรมที่พึงประสงค์ที่ควรส่งเสริมเพื่อให้เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชน เพราะการปลูกฝังนี้จะทำให้เด็กเป็นที่รักและต้องการของสังคม และสามารถดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข และสามารถที่จะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีคุณภาพได้ในสังคม

การมีสัมมาคารวะมีลักษณะอย่างไร?

ตัวบ่งชี้คุณลักษณะว่ามีสัมมาคารวะ คือ การใช้วาจาสุภาพ เหมาะสมกับกาลเทศะ การไม่พูดแทรกขณะผู้อื่นพูด การแต่งกายสุภาพเหมาะสมกับสถานที่ การแสดงกิริยาอ่อนน้อมต่อบุคคลอื่นได้เหมาะสมกับสถานะ ความถึงพร้อมด้วยความเคารพนับถือ ยกย่อง เทิดทูน บูชาและปฏิบัติตามคำสั่งสอน ที่บ่งบอกของคุณลักษณะ พฤติกรรมที่แสดงออกมาจากกิริยาท่าทาง ทางกาย ทางวาจา โดยมีใจเป็นตัวกำหนดสั่งการสั่งงานของลักษณะกิริยาท่าทางที่ออกมาทางกายและทางวาจา เช่น การกราบไหว้ การอภิวาท การทำความเคารพ การลุกขึ้นรับ รวมถึงกิริยาท่าทางอื่นๆ เช่น การยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม และการกระ ทำ เป็นต้น เหล่านี้เรียกว่า กิริยาทางกาย การใช้สำนวนเสียง ภาษา ถูกต้องไพเราะอ่อนหวาน ฟังแล้วเพราะหู น่าชื่นชมยินดี ถูกต้องตามกาลเวลาหรือกาลเทศะ เป็นระเบียบมีวินัย เหล่านี้เรียกว่า กิริยาทางวาจา ส่วนสิ่งที่คิดวางแผนไว้ล่วงหน้าก่อนโดยบุคคลอื่นไม่สามารถมองเห็นได้ เป็นสิ่งที่รู้ด้วยตนเอง แต่บุคคลอื่นอาจสามารถรู้ได้ด้วยการสังเกตลักษณะอาการรูปร่างสันทัดสัณฐานภายนอก และพร้อมที่จะสั่งบังคับกิริยาที่บ่งออกจากภายนอก เพื่อที่จะปฏิบัติการกระทำทางกายและการกระ ทำทางวาจา เหล่านี้เรียกว่า อาการจากใจ หรือมโนกรรม คือ ใจเป็นผู้สั่งการกระทำออกมา หรือเป็นลักษณะที่แสดงออกของบุคคลที่มี กายอ่อนน้อม วาจาอ่อนหวาน และจิตใจอ่อนโยน หรือลักษณะของผู้ที่มี ศีล สมาธิ และปัญญา รวมถึงการแสดงกิริยามารยาทอย่างอื่น ด้วยความตั้งใจ ไม่มีความแข็งกระด้างกระเดื่อง ไม่ใช้คำพูดที่ไม่สุภาพและไม่เหมาะสมกับกาลเวลา บุคคล สถานที่ และคำสั่งสอน

การมีสัมมาคารวะสำคัญอย่างไร?

เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกที่หลั่งไหลเข้ามาในวิถีชีวิตคนไทยอย่างรวดเร็วนั้น ทำให้สภาพสิ่งแวดล้อมในสังคมปัจจุบันเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด รวมทั้งด้านความเจริญทางด้านวัตถุ โดยไม่คํานึงถึงคุณธรรม วัฒนธรรม และหลักการปฏิบัติที่ดีงามของไทย ในการปฏิบัติตามจริยธรรมทางสังคมนั้นมีเป้าหมาย คือการมีคุณธรรม จริยธรรมที่แสดงออกถึงการได้รับการอบรมที่ดี การมีสัมมาคารวะ ความเคารพ หรือมารยาทนั้น มุ่งที่การปฏิบัติทางกายและทางวาจาเป็นที่สำคัญ เพราะสองสิ่งนี้มองเห็นได้ง่าย สัมผัสได้ง่าย มารยาทและการวางตัวที่เหมาะสม จึงเป็นปราการด่านแรกที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้ผ่านการอบรมฝึกตนมาดี มีคุณสมบัติของผู้ดี มีวัฒนธรรมอันเจริญ นอกจากนี้ยังเป็นการแสดงความเป็นผู้มีความเคารพ อ่อนน้อม ส่งผลให้เกิดความเคารพในสิ่งควรเคารพ และให้เกียรติสิ่งที่ไม่ได้นับถือ ในที่นี้จะกล่าวถึง มารยาทในสังคมไทยที่ใช้ในปัจจุบันอย่างที่คนทั่วไปมักต้องพบกับสถานการณ์ที่ต้องแสดงออกซึ่งมารยาทเหล่านี้ หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544 จึงกำหนดไว้ในจุดหมายของหลักสูตรเป็นข้อแรก คือ ผู้เรียนเกิดคุณ ลักษณะอันพึงประสงค์ ได้แก่ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยในตนเอง ปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมอันพึงประสงค์ และกำหนดเป็นเกณฑ์การจบหลักสูตรข้อหนึ่งในทุกช่วงชั้น คือ ผู้เรียนต้องผ่านการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนดในส่วนของการมีสัมมาคารวะดังนี้

คุณลักษณะ : มีสัมมาคารวะ หมายถึง ลักษณะของบุคคลที่แสดงถึงการใช้วาจา ใจ และกาย ต่อบุคคลอื่นอย่างสุภาพและอ่อนน้อม
ตัวบ่งชี้คุณลักษณะ : มีสัมมาคารวะ
  • ใช้เวลาสุภาพเหมาะสมกับกาลเทศะ
  • ไม่พูดแทรกขณะผู้อื่นพูด
  • แต่งกายสุภาพเหมาะสมกับสถานที่
  • แสดงกิริยาอ่อนน้อมต่อบุคคลอื่นได้เหมาะสมกับสถานะ
การแสดงออกซึ่งพฤติกรรมการมีสัมมาคารวะคือ พฤติกรรมของผู้มีความเคารพและรู้จักให้เกียรติหรือยกย่องบุคคลอื่น นับถือผู้อื่น

เด็กจะได้ประโยชน์อะไรจากการมีสัมมาคารวะ?

  • เด็กที่มีสัมมาคารวะจะมีความประพฤติเรียบร้อย ไม่ใช้กิริยาข้ามกรายบุคคล เช่น เมื่อเดินเข้าใกล้ใครก็หลีกไปในระยะที่พอเหมาะ ไม่ยกมือยกเท้าให้กระทบใคร ไม่ชี้มือหรือยกมือให้ผ่านใคร หรือข้ามศีรษะใคร ไม่ว่าเขาจะนั่ง นอน ยืน เดิน ไม่เหยียดเท้าใส่ใคร เมื่อท่านผู้ใหญ่นั่งอยู่ ไม่เดินเฉียดไป ต้องคลานไป หรือเดินก้มหลังไป ไม่สอดสวนวาจาหรือแย่งชิงพูด หมายความว่า ขณะที่ผู้อื่นกำลังพูดอยู่ จะไม่พูดสอดแทรกขึ้นในขณะนั้น แต่รอให้ท่านพูดจบเสีย ก่อน หากจำเป็นจะต้องพูด ก็รอให้จบระยะหนึ่งแล้วขอประทานโทษก่อนจึงพูด ไม่ชิงกันพูด ไม่แข่งกันพูด ไม่พูดพร้อมกัน ไม่พูดด้วยเสียงอันดังเหลือเกิน ไม่ใช้เสียงเกินเมื่อจะสนทนาปราศรัยกัน ต้องพูดด้วยน้ำเสียงตามปรกติ พอได้ยินชัด เจน อยู่ใกล้กันพูดค่อยๆก็ได้ยิน ย่อมไม่ใช้ถ้อยคำอันหยาบคาย ไม่ว่าจะพูดกับใคร ในเวลาใด ในสถานที่ใด ด้วยเรื่องอะ ไร พูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ นุ่มนวล อ่อนหวาน จับใจ สบายหู เคารพยำเกรงพ่อแม่และครู ความเรียบร้อยนี้เรียกว่า ความอ่อนโยนของใจที่ได้ถ่ายทอดออกมาเป็นพฤติกรรมการมีสัมมาคารวะ เป็นต้น
  • เด็กจะมีกิริยาเป็นที่รัก ไม่ใช้กิริยาบุ้ยใบ้หรือกระซิบกระซาบกับผู้ใดในเวลาเมื่ออยู่เฉพาะหน้าผู้หนึ่ง หมาย ความว่า ขณะกำลังสนทนาอยู่กับผู้ใครหรืออยู่ในกลุ่มใด ก็ไม่ทำบุ้ยใบ้ หรือกระซิบกระซาบกับใคร เป็นการเฉพาะตัว ซึ่งอีกฝ่ายหนึ่งหรือคนหนึ่งที่รวมอยู่นั้นไม่รู้ เพราะทำการเช่นนี้อาจทำให้ผู้ที่ไม่รู้เรื่องนั้นมีความระแวงสงสัยไปต่างๆ นานาได้ ความน่ารักนี้เรียกว่า การแสดงออกทางทาย ไม่พูดให้เพื่อนเก้อกระดาก หมายความว่าเมื่อพบเพื่อน แม้รู้ว่าเรื่องของเพื่อนเป็นอย่างไร หรือผู้นั้นเกิดพลาดพลั้งอย่างใดขึ้น ก็ไม่ควรพูดให้เพื่อนต้องเก้อหรือกระดาก พูดจาด้วยอาการอันยิ้มแย้มแจ่มใส ผูกใจกันอันเป็นที่ตั้งแห่งความรักใคร่อันสนิทสนม ความน่ารักนี้เรียกว่า การพูดทางวาจา ย่อมรู้จักเกรง ใจคน หมายความว่า ตามปรกติคนเราไม่ควรรบกวนคนอื่นเขาไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นใครๆก็ตาม ความน่ารักนี้เรียกว่า เกิดจากใจ เป็นต้น

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะช่วยส่งเสริมการมีสัมมาคารวะให้ลูกได้อย่างไร?

แนวทางการจัดกิจกรรมของพ่อแม่ที่ช่วยส่งเสริมการมีสัมมาคารวะให้ลูกที่มีแบบแผน อันเป็นเอกลักษณ์สำคัญของสังคม ไทย เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้ฝึกปฏิบัติในการกราบ การไหว้ ยืน เดิน นั่ง อย่างถูกต้อง ลึกซึ้งในแนวปฏิบัติที่ทำให้เด็กลดอัตตาของตนเอง สามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้อย่างดี โดยเฉพาะมารยาทชาวพุทธที่หล่อหลอมมาจากหลักธรรมคำสอนทางพุทธศาสนา เป็นกริยาวาจาที่บุคคลในสังคมพึงปฏิบัติต่อกัน นับเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมทางศาสนา และควรสร้างกิจ กรรมธรรมที่ออกมาจากตัวของผู้ที่จะสอนให้เป็นแบบอย่างของผู้อื่น คือ กิจกรรมธรรมคารวะชนะใจตน ถ้าฝึกก็ต้องเริ่มมาจากพ่อแม่ ต้องทำความดีให้ลูกเห็นเป็นตัวอย่าง สอนให้ลูกทำความดี คือ ทางกาย ทางวาจา และการคิดสิ่งดีๆทางใจ หรือวิธี การสร้างการสอนลูกก็มีอยู่หลายวิธี และต้องมีหลักการในการสร้าง เช่น การเลี้ยงลูกให้มีความสุขและมีธรรมะในใจนั้น พ่อแม่ต้องเริ่มที่ตัวเอง ดังนี้

  • มีความสุขให้ลูกเห็น ลูกจะสุขเป็น พ่อแม่ต้องทำให้เห็นก่อน สร้างคนดีให้สังคม ด้วยการสร้างเด็กที่มีความสุข เป็นคนดี ให้ลูกดูสอนด้วยคำพูดล้านคำ ไม่เท่ากับทำให้ดูเพียงครั้งเดียว หากพ่อแม่ต้องการให้ลูกเป็นคนดีเช่นใด พ่อแม่ก็ต้องเป็นคนดีเช่นนั้นให้ลูกดูเป็นตัวอย่างเสียก่อน
  • รักลูกด้วยปัญญา พ่อแม่ต้องเลี้ยงลูกให้ได้ดีในแบบที่เขาเป็น ไม่ใช่เลี้ยงให้เขาเป็นแบบที่เราต้องการ อยากให้โลกเป็นอย่างไร ก็ต้องสร้างให้เด็กเป็นอย่างนั้น
  • ห่างให้เป็น เพื่อจะได้เห็นลูก อย่าจ้องจับผิดลูก จนลืมมองตัวเอง จงจัดการใจของตัวเองก่อนที่จะไปจัดการลูก อย่าใช้อคติของตัวเองตัดสินลูก จงหัดเป็นผู้สังเกตการณ์ ไม่ใช่ผู้พิพากษาหรือผู้จัดการ อย่ายึดลูกเป็นศูนย์กลางจนลืมการอยู่ร่วม กันเป็นสังคม ควรสอนให้ลูกเรียนรู้ที่จะยอมรับความแตกต่างของคนอื่น

การที่เด็กแสดงประพฤติที่มีสัมมาคารวะ มีความสุภาพเรียบร้อย ให้เกียรติผู้อื่นทั้งในเรื่องของคำพูดและการกระทำที่อ่อนโยน ไม่เย่อหยิ่ง ไม่หยาบกระด้าง ไม่แสดงอาการหมิ่นแคลนนั้น เป็นการสร้างสุขให้เด็ก เพราะคนที่มีสัมมาคารวะ อ่อนน้อมถ่อมตนไปอยู่ในสังคมใดก็มักจะเป็นที่รักและเอ็นดู ดังนั้นพ่อแม่ควรสอนให้ลูกเป็นคนมีสัมมาคารวะ โดยการฝึกให้ลูกพูดจาสุภาพเรียบร้อยตั้งแต่เด็ก สอนให้ลูกทำความเคารพผู้ใหญ่ตั้งแต่เด็กๆจนติดเป็นนิสัยได้ ก็เท่ากับว่า พ่อแม่ได้มอบอาวุธที่มีคุณค่าเพื่อให้ลูกอยู่ในสังคมได้อย่างดีที่สุด และอยู่ในสังคมได้อย่างชนะใจผู้อื่น

เกร็ดความรู้เพื่อครู

ครูเป็นผู้ที่ช่วยหล่อหลอมพฤติกรรมของเด็ก ดังนั้นครูควรให้การเสริมแรงเฉพาะพฤติกรรมที่พึงประสงค์เท่านั้น เช่น ในห้องเรียนครูชมเด็กที่ตั้งใจฟังครู ส่วนเด็กที่คุยกันนั้น ครูไม่ตำหนิ แต่ครูจะแสดงอาการไม่สนใจ การเลือกชมเฉพาะพฤติ กรรมที่พึงประสงค์ จะช่วยให้เด็กแสดงพฤติกรรมนั้นซ้ำอีก ครูควรเป็นตัวอย่างที่ดี เด็กอาจยึดครูเป็นแบบอย่างในหลายด้านในการปรับพฤติกรรม หากครูไม่สามารถเป็นแบบอย่างได้ อาจใช้นักเรียนเป็นแบบอย่างได้ เช่นตัวอย่างของการพูดไพเราะ ความขยันหมั่นเพียร การมีสัมมาคารวะต่อครู การเลือกขบวนการที่ส่งเสริมพฤติกรรมของเด็ก เพื่อให้เด็กแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงค์ซ้ำอีก เมื่อได้รับคำชมเชยหรือรางวัล เช่นเมื่อทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดสำเร็จ ครูควรพูดว่าเก่ง ดี วิเศษ เยี่ยม เป็นต้น อุปกรณ์เสริมแรงที่เป็นสิ่งของอาจได้แก่ อาหารหรือขนม ของเล่น การให้เสริมแรงควรให้สม่ำเสมอในตอนแรกเมื่อพฤติ กรรมเริ่มคงที่แล้ว ควรลดเสริมแรงลง และให้แรงเสริมเป็นครั้งคราวเท่านั้นเมื่อพฤติกรรมคงที่แล้ว

บรรณานุกรม

  1. บุญมี แท่นแก้ว. (2552). จริยธรรมกับชีวิต. กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพ์โอเดียนสโตร์.
  2. พระมหาสมณะเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส, สมเด็จ. (2538). นวโกวาท หลักสูตรนักธรรม ชั้นตรี.กรุงเทพ: มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย.
  3. พระมหาวีรวงศ์, สมเด็จ. (2518). มงคลยอดชีวิต . กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ชวนพิมพ์.
  4. ศึกษาธิการ, กระทรวง (2544). หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544. กรุงเทพฯ : องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์.
  5. สมทรง ปัญญฤทธิ์. (2546). มารยาทชาวพุทธ. สำนักพิมพ์ธรรมสภา.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน