หน้าหลัก » Blogs » หนึ่งตำบล หนึ่งโรงเรียนดี (ตอนที่ 1)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยขณะนี้ ซึ่งล้วนแต่เพื่อเตรียมตัวรับการที่ประเทศไทยต้องเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี พ.ศ. 2558 หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงเพื่อพัฒนาประเทศที่สำคัญก็คือ การศึกษา

ผู้อยู่แวดวงการศึกษาไทยหลายคน เริ่มตระหนักถึงปัญหาที่สะสมมาเป็นเวลานานของแวดวงการเรียนรู้ของไทย จนเป็นสาเหตุให้การพัฒนาเยาวชน ซึ่งจะเป็นบุคลากรของชาติในอนาคตต่อไปเกิดความล่าช้าและล้าหลัง อย่างที่ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.คุณหญิงสุชาดา กีระนันทน์ นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่เป็นหญิงคนแรก และอดีตอธิการบดีหญิงคนแรกของจุฬาฯ ได้กล่าวถึงไว้

ท่านกล่าวว่า “ค่านิยม ‘จ่ายครบจบแน่’ ควรจะหมดไปจากสังคมการศึกษาในบ้านเรา เพราะคุณภาพบัณฑิตที่ผลิตออกมาปริมาณมากแต่ด้อยคุณภาพ ไม่สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศชาติ อีกทั้งบัณฑิตมีความเปราะบาง ไม่ขยัน อดทน สู้งาน...บัณฑิตของไทยมีความอ่อนด้อยด้านภาษา ขาดทักษะชีวิต ที่จะเป็นใบเบิกทางการสร้างงานสร้างอาชีพเลี้ยงตัวเองได้”

คุณหญิงสุชาดามองการแก้ปัญหาดังกล่าวไว้ว่าควรเริ่มด้วยวิธี “สร้างคน” ดังนั้นการจะสร้างคนให้ออกมาดูแลรับผิดชอบต่อสังคม ควรเริ่มปลูกฝังตั้งแต่ยังเล็ก และควรเน้นความสำคัญของครู เพื่อสนับสนุนครูที่เก่งและดี นอกจากนี้ยังมองว่า การจัดการศึกษาในรูปแบบเดิมๆ ใช้ไม่ได้แล้วกับสังคมโลกที่เปลี่ยนแปลงทุกวินาที

การจะรอเพียงกระทรวงศึกษาธิการอย่างเดียวไม่ได้ ชุมชน ท้องถิ่น ต้องมาช่วยกัน ก่อนทุกอย่างจะสาย ทำเพื่อลูกหลานของเราในอนาคต ซึ่งเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่เห็นพ้องกันกับยุทธศาสตร์ "1 อบต. 1 โรงเรียนดี" ที่ประธานกรรมการ บริหารโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (องค์การมหาชน) ได้ชี้ให้เห็นในฐานะทางรอดของการศึกษาไทย

กล่าวคือ ชุมชนและองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ ควรร่วมมือกันยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้ดีด้วยการช่วยกันลงทุนลงแรง พัฒนาโรงเรียนให้ดีในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนครูด้วยการจ่ายค่าตอบแทนสูงเพื่อเป็นแรงจูงใจ และการจ้างครูมืออาชีพมาช่วยฝึกและพัฒนาทักษะการสอนไปจนถึงการพัฒนาหลักสูตรในทุกด้าน เพื่อปั้นเด็กไทยให้จบมาเป็นคนที่ดี เก่ง และสามารถดูแลสังคมได้นั่นเอง

การเน้นความสำคัญของโรงเรียนในระดับท้องถิ่นหรือชุมชน (Community School) ของไทยเราขณะนี้นั้น น่าจะเรียนรู้จากประสบการณ์ 100 ปี ในประเทศสหรัฐอเมริกาที่ได้ให้ความสำคัญกับแนวความคิดที่โรงเรียนเป็นศูนย์กลางของชีวิตชุมชน มาตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 แล้ว

ผู้นำทางความคิดของประเทศในยุคนั้น อันได้แก่ John Dewey, Jane Addams และ นักวางแผนชาวเมือง Clarence Perry ได้ร่วมกันร่างโครงสร้างของโรงเรียนตัวอย่าง ที่ทำหน้าที่ในฐานะศูนย์กลางชีวิตทางสังคมของย่านชุมชนที่อยู่อาศัย และในฐานะผู้แทนการให้บริการทางสังคมของย่านชุมชน ในขณะเดียวกันกับที่ให้การศึกษาเด็กๆ ไปด้วย

เมื่อสังคมเมืองอเมริกันต้องประสบภาวะการแตกแยกของสังคมในยุคอุตสาหกรรม นักปฏิวัติสังคมได้แสวงหาหนทางที่จะพัฒนาชีวิตของผู้อยู่อาศัยในชุมชนเมือง และของผู้อพยพที่เพิ่งมาใหม่ ผ่านทางการศึกษาและการพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานชุมชน

แหล่งข้อมูล

  1. 1อบต.1ร.ร.ดี' แก้การศึกษาชาติ - http://www.komchadluek.net/detail/20130218/152072/1%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%95.1%E0%B8%A3.%E0%B8%A3.%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4.html#.USJq33coZaQ [2013, February 24].
  2. 100 Years of Community School History - http://static.flipora.com/enhancedsearch_v.html?cx=partner-pub-808396145675874%3A8328618497&cof=FORID%3A10&ie=utf8&oe=utf8&gl=th&source=ihome&gads=true&twoPanel=&numads=5&u=12614222&ref_type=original&src_type=serp&visited=true&startTime=1361210617772&ddc=0&q=community+school [2013, February 24].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน