หน้าหลัก » บทความ » อัตลักษณ์ทางเพศในเด็กผู้ชาย (Gender Identity in boys)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

อัตลักษณ์ทางเพศในเด็กผู้ชาย

อัตลักษณ์ทางเพศในเด็กผู้ชาย (Gender Identity in boys) หมายถึง สำนึกและการรับรู้เพศสภาพที่เกิดขึ้นต่อตนเองตามลักษณะทางกายภาพความเป็นชาย (Physical Appearance) ที่มีมาตั้งแต่กำเนิด โดยปกติแล้วเด็กทั่วไปจะเริ่มแสดงออกตามเพศสภาพของตนเองให้เห็นนับตั้งแต่อายุ 8 – 10 เดือน หลังจากนั้นพ่อแม่จะเป็นผู้ช่วยเติมเต็มอัตลักษณ์เพื่อบ่งชี้บท บาททางเพศ (Indication of gender role)ให้เด่นชัดยิ่งขึ้น กล่าวคือ เมื่อเด็กเกิดมาเป็นเพศชาย พ่อแม่ก็จะเลี้ยงดูและส่งเสริมพฤติกรรมแสดงออกแบบผู้ชาย เช่นเดียวกัน เมื่อเด็กเกิดมาเป็นเพศหญิง พ่อแม่ก็จะเลี้ยงดูและส่งเสริมพฤติกรรมแสดงออกที่อ่อนโยนแบบผู้หญิง โดยการเลี้ยงดูเหล่านี้อาจมีตัวแบบมาจากพ่อและแม่หรือคนใกล้ตัว หรือบุคคลที่พ่อแม่อยากให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูก บทบาททางเพศในวัยเด็กส่วนใหญ่มักถูกกำหนดตามความพึงพอใจของผู้ปกครอง (Parental Preference and Satisfaction) เช่น พ่อสนับสนุนให้ลูกชายเตะฟุตบอลหรือเล่นกอล์ฟ เพราะเห็นว่าเป็นกีฬาที่แสดงออกถึงความทะมัด ทะแมงและเป็นกีฬาที่พ่อชอบ แม่มักชอบให้ลูกสาวเป็นลูกมือช่วยทำครัว เพราะเห็นว่าเป็นงานถนัดของเพศหญิงและอยากปลูกฝังให้ลูกสาวโตไปเป็นแม่ศรีเรือนที่ดี ทว่าหากลูกเริ่มมีพฤติกรรมต่อต้านกิจกรรมที่พ่อแม่ส่งเสริม และเริ่มแสดงพฤติ กรรมที่บ่งบอกถึงความพอใจในเพศสภาพแบบตรงกันข้าม เช่น ลูกชายไม่ชอบเตะบอลแต่ชอบงานเย็บปักถักร้อย ซึ่งตามมุมมองของคนส่วนใหญ่ งานเย็บปักถักร้อยนั้นเป็นงานถนัดของผู้หญิง หรือลูกชายชอบสังเกตพฤติกรรมของแม่เวลาแต่ง หน้าและเล่นเครื่องสำอาง เป็นต้น แน่นอนว่าพฤติกรรมที่เริ่มแสดงออกถึงความเบี่ยงเบนทางเพศเหล่านั้นล้วนสร้างปัญหาความหนักอกหนักใจให้แก่ผู้ปกครองเป็นแน่ อย่างไรก็ตามเด็กที่มีพฤติกรรมการแสดงออกทางเพศที่เบี่ยงเบนมักเป็น “เด็กผู้ชาย” เนื่องจากสังคมหรือผู้คนส่วนใหญ่มักจับตามองเด็กชายที่แสดงออกคล้ายเด็กผู้หญิงมากกว่าเด็กผู้หญิงที่ห้าวหรือแสดงออกคล้ายเด็กผู้ชาย ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วเด็กทั้งสองเพศมีการรับรู้และมีการแสดงออกทางเพศที่เบี่ยงเบนเหมือนกัน แต่ทว่าสังคมได้ขีดเส้นใต้คำว่า “ตุ๊ด” และ “กระเทย” ไว้ชัดเจนกว่า

อย่างไรก็ตาม การรับมือกับพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนทางเพศของลูกชายตนเองเป็นเรื่องยาก ไปจนถึงเป็นเรื่องน่าอายสำหรับผู้ปกครองบางท่าน ในขณะเดียวกันหากผู้ปกครองพยายามฝืนโชคชะตาหรือบังคับฝืนใจให้ลูกชายเลิกพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศนั้น แน่นอนว่าความอึดอัดใจของเด็กก็จะเริ่มก่อตัวขึ้นจนถึงการแสดงพฤติกรรมที่ก้าวร้าวต่อต้านผู้ปก ครอง เนื่องจากสิ่งที่ผู้ปกครองพยายามปลูกฝังนั้น สวนทางกับความพึงพอใจของตัวเด็กเอง

ฉะนั้นความร่วมมือร่วมใจของพ่อและแม่เป็นสิ่งสำคัญ แต่ปัญหาคือในฐานะผู้ปกครองที่ต้องเลี้ยงดูลูกให้เติบโตไปเป็นอนาคตของชาติ จะมีวิธีการรับมือกับพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศของลูกชายได้อย่างไร จะเป็นไปได้ไหมที่ทำให้เขากลับใจและแสดงออกถึงพฤติกรรมความเป็นชายอย่างเต็มตัว และจะทำอย่างไรหากสิ้นหวังท้อแท้ต่อการที่ถูกสบประมาทจากสังคมรอบข้าง

ปัญหาลูกชายเบี่ยงเบนทางเพศมีลักษณะอย่างไร?

หากสังเกตพบว่า “ลูกชาย” ชอบทำกิจกรรมอะไร มีลักษณะนิสัยใจคอที่เหมือนใครในบ้านบ้างไหม ต่อไปนี้เป็นวิธีการสังเกตสัญญาณที่บ่งบอกว่า “ลูกชายเบี่ยงเบนทางเพศ” มีดังนี้

  • นาฬิกาปลุกยามเช้า: อาจกล่าวได้ว่าไม่มีนาฬิกาปลุกเรือนไหนทำงานได้ดีเท่ากับการ์ตูนหรืออะนิเมะในยามเช้าอีกแล้ว ให้ลองสังเกตการ์ตูนเรื่องโปรดของลูกชายว่ามีตัวละครที่มีลักษณะเบี่ยงเบนทางเพศหรือชักจูงไปสู่การแต่งกายข้ามเพศ หรือที่เรียกว่า Cross-dress หรือไม่ และหรือการ์ตูนที่มีตัวละครหญิงล้วนที่จะทำให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบทางการแสดงออกที่ตุ้งติ้งแบบผู้หญิง
  • ละครฉายเดี่ยวนอกจอ: เคยแอบสังเกตลูกชายเวลาที่เขาอยู่เพียงลำพังหรือไม่? ถ้าไม่เคยเลย ถึงเวลาแล้วที่จะแง้มประ ตูห้องนอนของเขา แอบสังเกตพฤติกรรมหรือกิจกรรมที่เขามักกระทำเมื่ออยู่เพียงลำพัง อย่างไรก็ตามถ้าพูดถึงเด็กผู้ชายแล้ว กิจกรรมที่เขาชอบกระทำคือ การเล่นคนเดียว บ่อยครั้งที่จินตนาการของเด็กผู้ชายโลดแล่นหลังจากที่ชื่นชมการ์ตูนเรื่องโปรดที่มีเวทมนต์คาถา หรือเกมกีฬาการแข่งขันบนสังเวียน ผู้ปกครองบางท่านอาจเคยสังเกตมาบ้าง รับรู้และปล่อยผ่านไป แต่เคยรู้ไหมว่าตัวละครยอดมนุษย์ที่ลูกชายชอบเลียนแบบนั้นเป็นใคร มาจากเรื่องอะไร เซลเลอร์มูนหรือแม่มดน้อยโดเรมีหรือเปล่า
  • บาร์บี้ที่รักของฉัน: เด็กทุกคนไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายล้วนมีสิ่งที่ตัวเองหวงแหนและชอบเอามานอนกอดเก็บไว้เป็นธรรมดา อาจเป็นเรื่องปกติถ้าลูกชายจะนอนกอดผ้าขี้ริ้ว นอนจับตะเข็บผ้าดูดขวดนม หรือพาตุ๊กตาหมีจูงเดินไปทุกหนทุกแห่ง แต่หากลูกชายเริ่มแสดงออกถึงการชอบแต่งตัวให้กับตุ๊กตาบาร์บี้แล้วละก็ นั่นอาจเป็นสัญญาณที่ชวนให้พ่อแม่ต้องชะงักและคอยเฝ้าดูพฤติกรรมลูกอย่างใกล้ชิด
  • หนูเป็นเด็กขี้อาย: การเป็นเด็กขี้อายไม่ได้ส่อถึงพฤติกรรมการเบี่ยงเบนทางเพศเสมอไป แต่ถ้าหากผู้ปกครองเริ่มสัง เกตเห็นลักษณะอาการขี้อายที่ผิดปกติ เช่น ลูกชายไม่กล้าพูดแบบมีหางเสียงด้วยคำว่า “ครับ” หรือลูกชายอายุเกินห้าขวบแล้วแต่ยังเหนียมอายเหมือนเด็กผู้หญิง
  • หนูรักสวยรักงาม: ลูกชายชอบใช้เครื่องสำอางประทินผิวหรือรักสวยรักงามผิดปกติ ไปจนถึงแอบนำเครื่องสำอางของพี่สาวหรือของคุณแม่มาเล่น ทั้งที่ก่อนหน้านี้ได้ห้ามปรามแล้ว นั่นหมายความว่า การแสดงออกทางความพึงพอใจของตัวลูกชายที่มีต่อสิ่งเร้านั้นเริ่มเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังจะนำไปสู่บทบาททางเพศในอนาคต
  • หนูเก่งภาษามากกว่าคิดวิเคราะห์: จากการทดลองสอนภาษาที่สองให้กับเด็กวัย 2-3 ขวบ พบว่าเด็กผู้หญิงมีความจำ เป็นเลิศในเรื่องด้านคำศัพท์มากกว่าเด็กชายในวัยเดียวกัน ดังนั้นสัญญาณของลูกชายที่เริ่มมีพัฒนาการทางศิลป์เป็นเลิศจึงน่าสังเกต และผู้ปกครองควรคอยเฝ้าติดตามพัฒนาการของเขาต่อไป
  • หนูอ่อนไหวง่าย: ลักษณะนิสัยของเด็กผู้ชายส่วนใหญ่เมื่อทะเลาะกับพ่อแม่มักจะไม่ค่อยแสดงออกทางอารมณ์ เพื่อพยายามรักษาภาพพจน์ หรือเรียกสั้นๆว่า ไม่ง้อ นั่นเอง แต่หากลูกชายเริ่มแสดงอาการอ่อนไหวง่าย หรือภาษาแสลงที่ว่า เจ้าแง่แสนงอนนั้น หรือมีพฤติกรรมการแสดงออกที่แสดงถึงความใส่ใจบรรยากาศและอารมณ์ของคนรอบข้างมากกว่าเด็กคนอื่นในวัยเดียวกัน นั่นอาจเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่ลูกชายมีระดับ EQ สูง และมีลักษณะความเป็นหญิงในตัวมากขึ้น

ปัญหาลูกชายเบี่ยงเบนทางเพศมีสาเหตุมาจากอะไร?

โดยปกติแล้วพฤติกรรมของเด็กผู้ชายที่แสดงถึงการเบี่ยงเบนทางเพศนั้นอาจจะแสดงออกช้าหรือเร็วแตกต่างกันไปแล้วแต่บุคคล ทั้งนี้อาจมีปัจจัยหลายข้อด้วยกันที่ช่วยกระตุ้นและปลุกเร้าให้ลูกชายกลายเป็น “ลูกสาว” หรือลูกชายแสดง ออกถึงความพึงพอใจในเพศเดียวกันมากจนน่าสงสัย ได้แก่

  1. การเลี้ยงดูของครอบครัว

    ครอบครัวที่มีลูกสาวล้วนแต่มีลูกหลงเป็นผู้ชาย ปกติแล้วมักส่งผลให้เด็กมีอาการข้ามเพศ (Transgender Kids) ที่ได้รับอิทธิพลจากพี่น้องที่เป็นผู้หญิง มักจะเป็นลูกชายคนสุดท้อง เนื่องจากครอบครัวจะมีความเคยชินกับการเลี้ยงดูเด็กแบบผู้หญิง และลูกผู้ชายคนสุดท้องก็ได้รับการดูแลเอาใจใส่และใกล้ชิดจากพี่ที่ล้วนเป็นผู้หญิง วัยเด็กนั้นจะซึมซับพฤติกรรมของบุคคลในบ้านในช่วงที่ยังไม่สามารถทำกิจกรรมที่ตัดสินใจด้วยตัวเองได้ เช่น ตุ๊ก ตาบาร์บี้ที่เป็นของพี่สาวจะถูกส่งต่อไปให้น้องชายคนสุดท้อง ทำให้น้องชายคนสุดท้องสร้างกรอบการรับรู้ในความชอบหรือความพึงพอใจของตนกับของเล่นชิ้นนั้น

    ลูกชายติดแม่ (Son clinging to mother) บ่อยครั้งที่ลูกชายมีความใกล้ชิดผู้เป็นแม่มากกว่า เนื่องจากผู้เป็นพ่ออาจเป็นผู้หาเงิน อยู่ไม่ติดบ้าน หรือมีพฤติกรรมการเข้าสังคมที่ไม่เหมาะ เช่น การดื่มเหล้า การสูบบุหรี่ การพูดเสียงดัง เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ล้วนทำหน้าที่เสมือนแรงแม่เหล็กที่ผลักให้เด็กพยายามออกห่าง และเข้าหาสิ่งที่ตรงกันข้ามกับพฤติกรรมพ่อ ซึ่งคือ ความอ่อนโยนของความเป็นแม่ แน่นอนว่าลูกชายติดแม่จะได้รับการซึมซับวิธีการแสดงออกไปจนถึงความรู้สึกนึกคิดของเพศแม่มากขึ้น แต่ในกรณีลูกชายติดแม่ไม่ได้ส่งผลต่อรสนิยมทางเพศ (Sexual Orientation) ของลูกชายโดยตรง

  2. การบริโภคสื่อ (Media Consumption)

    สื่อประเภทโทรทัศน์มีอิทธิพลสูงกว่าสื่อวิทยุ เนื่องจากผู้ชมนั้นรับรู้สื่อประเภทนี้โดยการผ่านโสตประ สาททั้งตาและหู ต่างจากวิทยุที่นำเสนอผ่านแค่การรับรู้ทางเสียง แต่ปราศจากภาพและสีสัน ดังนั้นละครต่างๆ หรือเกมโชว์บนหน้าจอโทรทัศน์ที่มักมีตัวละครเพศที่สามออกมาเป็นตัวตลก หรือมาแสดงความเกรี้ยวกราด จึงล้วนส่งอิทธิพลต่อพฤติกรรมเลียนแบบของเด็กผู้ชายทั้งสิ้น

    สื่ออินเตอร์เน็ตเป็นเครือข่ายไร้พรมแดนที่เชื่อมโลกของเราให้แคบลงแค่หยิบมือ ผลการวิจัยรายงานว่าเด็กที่นิยมเล่นอินเตอร์เน็ตนั้นมักจะมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลกว่าเด็กที่บริโภคแต่สื่อประเภทหนังสือหรือวิทยุโทร ทัศน์ เนื่องจากสื่ออินเตอร์เน็ตเป็นเครือข่ายไร้พรมแดน การสร้างสรรค์สื่อจึงมีการผสมผสานของวัฒนธรรมต่างๆมากมายทั่วโลก และมีภาพการนำเสนอในมุมมองที่หลากหลายมากกว่าที่สามารถนำเสนอได้บนหน้าจอโทรทัศน์หรือหน้าปัดวิทยุ เช่น วิดีโอบนยูทู๊ป (You tube Channel) เป็นสื่อที่เด็กและผู้ใหญ่สามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายดาย และมีวิดีโอที่แสดงถึงพฤติกรรมการแสดงออกทางเพศที่หลากหลายของผู้คนต่างวัย

    สื่อสิ่งพิมพ์หรือบทความวิชาการที่ปลุกเร้าหรือยั่วยุการต่อต้านเพศที่สาม ทำให้ผู้ปกครองที่บริโภคสื่อประเภทนี้เกิดการต่อต้านเพศที่สาม จนหยั่งรากลึกเข้าไปในความคิดและถ่ายทอดต่อไปยังลูกชายว่า การเป็นเพศที่สามเป็นสิ่งที่ผิดหรือน่าอับอาย จนทำให้ลูกชายที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเกิดการต่อต้านวิธีการเลี้ยงดูของพ่อแม่ประเภทนี้และแสดงพฤติกรรมที่แสดงออกก้าวร้าวขัดต่อวิธีการเลี้ยงดูของพ่อแม่ในรูปแบบต่างๆมากขึ้น ซึ่งพฤติกรรมเหล่า นี้เรียกว่า “Yo-yo Effect” เช่น แรกเริ่มนั้นลูกชายเก็บอาการลักษณะที่เบี่ยงเบนทางเพศ และตลอดเวลาที่เติบโตขึ้นก็ได้รับการเลี้ยงดูปลูกฝังให้ต่อต้านเพศที่สาม ได้รับคำสบประมาททางอ้อมผ่านการเลี้ยงดูดังกล่าว จนกระทั่งเมื่อโตขึ้นลูกชายพยายามค้นหาตัวตน และทลายกำแพงในจิตใจที่เคยสร้างขึ้น จึงเกิดพฤติกรรมที่ก้าวร้าวและแสดง ออกถึงพฤติกรรมการเบี่ยงเบนทางเพศออกมาอย่างสุดโต่ง

  3. ปัจจัยภายในของเด็ก

    ปัจจัยภายในซึ่งเป็นผลมาจากอิทธิพลทางชีววิทยา ซึ่งเป็นความเชื่อในเชิงวิทยาศาสตร์ที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์แน่ชัดว่า ที่จริงแล้ว Trans kids หรือเด็กที่เบี่ยงเบนทางเพศนั้นถูกกำหนดโดยโครโมโซมเพศที่ฝังรากลึกในยีนส์ของตัวเด็ก โดยการรับรู้ทางเพศหรืออัตลักษณ์ทางเพศนั้นถูกกำหนดในโครโมโซมเพศชายที่ปกติ ซึ่งความเชื่อนี้เป็นกรณีที่แตกต่างจากความผิดปกติของโครโมโซม เช่น กลุ่มอาการ Klinefelter มักเกิดขึ้นแค่ 1 ใน 1,000 ของเด็กชายที่เกิดมา กลุ่มอาการนี้เป็นความผิดปกติของโครโมโซม X ที่เกินมาหนึ่งตัว โดยปกติในเพศชาย โคร โมโซมเพศที่มีอยู่เพียงแค่หนึ่งคู่ในร่างกายจะมีลักษณะเป็น XY แต่เด็กชายที่อยู่ในกลุ่มอาการ Klinefelter นี้จะมีลักษณะโครโมโซมเพศเป็น XXY มักมีรูปร่างสูงชะรูดเกินค่าเฉลี่ยตามวัย เต้านมเติบโตผิดปกติจนคล้ายเต้านมเพศหญิง อัณฑะซึ่งแสดงลักษณะความเป็นชายมีขนาดเล็ก ทำให้เกิดความต้องการทางเพศต่ำ ไปจนถึงไม่แสดง ออกถึงการดึงดูดทางเพศ (Sex Appeal)

  4. พัฒนาการเรียนรู้ในเด็ก

    พัฒนาการเรียนรู้ในเด็กตามทฤษฎีการเรียนรู้ (Learning Theory) เกิดจากการอบรมเลี้ยงดูของผู้ปกครองหรือบุคคลใกล้ชิด เช่น ลูกชายถูกต่อว่าเมื่อหยิบลิปสติกมาทาปากและถูกลงโทษ ถูกสั่งสอนว่าลิปติกเป็นเครื่อง สำอางค์ที่ใช้กับแค่ผู้หญิง ทำให้เด็กเกิดการจดจำและเรียนรู้ผ่านการสั่งสอนของผู้ใหญ่ และรับรู้ว่าจะไม่หยิบลิป สติกมาทาปากอีกเนื่องจากตนเองเป็นชาย แต่ลิปสติกเป็นเครื่องใช้ของผู้หญิง ในกรณีเดียวกันหากลูกชายเล่นเครื่องสำอางค์แต่ไม่ได้คำชี้แนะของผู้ใหญ่ในเรื่องข้าวของเครื่องใช้ที่บ่งบอกอัตลักษณ์ทางเพศ เมื่อโตขึ้นเด็กชายคนนี้อาจมีพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยงในการเบี่ยงเบนเพราะไม่ได้ถูกสอนให้รู้จักการแยกแยะอัตลักษณ์ทางเพศตั้งแต่เยาว์วัย

การแก้ไขเด็กที่มีปัญหาเบี่ยงเบนทางเพศมีความสำคัญอย่างไร?

พ่อแม่และผู้ใหญ่บางคนอาจมองว่า “เพศ” เป็นเรื่องเล็กสำหรับเด็ก เพราะพฤติกรรมการแสดงออกทางเพศในวัยเด็กนั้นอาจดำเนินในระยะเวลาชั่วคราว เพราะด้วยความเชื่อที่ว่าเมื่อเขาโตขึ้น มีสำนึกและรับรู้ความพึงพอใจของตน พฤติ กรรมทางเพศก็จะแสดงออกมาอย่างเหมาะสมตามวัยวุฒิ (Seniority) และดำเนินชีวิตตามบทบาททางเพศในสังคมได้อย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตามในฐานะพ่อแม่นั้น การเลี้ยงดูและให้ความสำคัญกับลูกเป็นสิ่งที่ต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง แม้จะติดภาระ หน้าที่การงานหรือมีปัญหาต่างๆรุมเร้าภายในจิตใจ คำว่า “ลูก” ก็จำต้องมาก่อนเสมอ เพราะชีวิตหนึ่งที่ยังขาดประสบการณ์นั้นเปราะบาง และต้องการบุคคลเพื่อชี้แนะ คอยเคียงข้างและให้คำปรึกษา อีกทั้งสายสัมพันธ์และไออุ่นที่เกิดขึ้นในครอบ ครัวจะช่วยให้บรรยากาศที่ขุ่นมัวภายในบ้านสดใสขึ้น กำลังใจและความอบอุ่นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ความทุกข์ใจต่าง ๆทุเลาเบาบางลง อีกทั้งเด็กในวันนี้จะเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในวันหน้าได้ก็ต่อเมื่อมีครอบครัวและสภาพแวดล้อมที่อบอุ่น คอยดูแลและพร้อมที่จะรับฟังปัญหาต่างๆของลูกได้ โดยไม่ละเลยแม้แต่เรื่องเล็กๆ ฉะนั้นการให้ความสำคัญกับลูกไม่ว่าเรื่องไหนๆ นับตั้งแต่เวลาที่เขาตื่นนอน ไปโรงเรียน จนเข้านอน จึงเป็นสิ่งที่เราไม่ควรมองข้าม

พ่อแม่ผู้ปกครองจะช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาลูกชายเบี่ยงเบนทางเพศได้อย่างไร?

สำหรับผู้ปกครองหลายๆท่านอาจไม่จำเป็นต้องเฝ้าสังเกตลูกชายอีกต่อไป เพราะลูกชายแสดงออกถึงการระบุตัว ตนทางเพศอย่างชัดเจน แต่ก่อนที่จะไปสู่การแก้ปัญหา พ่อแม่ต้องเข้าใจและแยกแยะเรื่องการแสดงออกและคำศัพท์ทางเพศให้ได้เสียก่อน

ในช่วงวัยเด็ก (ไม่เกิน 9 ขวบ) นั้น เด็กผู้ชายจะยังไม่ค่อยสนใจเรื่องเพศมากนัก อาจมีพฤติกรรมหยอกล้อเพศตรงข้าม แต่ยังไม่แสดงการตอบสนองถึงสิ่งเร้าในเรื่องเพศมากนัก หรือถ้ามีการแสดงออกชัดเจน มีการแซวหรือหยอกล้อผู้หญิงที่โตกว่า นั่นอาจเป็นเพราะพฤติกรรมเลียนแบบที่เด็กจดจำมาจากสื่อหรือบุคคลใกล้ชิดก็เป็นได้ ดังนั้นเมื่ออวัยวะที่กระตุ้นสิ่งเร้าในเรื่องเพศยังไม่ตอบสนองมากเท่าวัยรุ่นหรือในวัยผู้ใหญ่ ดังนั้นเราจึงไม่ค่อยพบเห็นหรือได้ยินคำว่า “เกย์” ในเด็กช่วงวัยนี้มากนัก เกย์ คือ กลุ่มชายรักชาย และปรารถนาที่จะคงลักษณะทางกายภาพไว้เหมือนที่มีมาตั้งแต่กำเนิด อย่างไรก็ตามคำศัพท์ที่ระบุถึงอัตลักษณ์ทางเพศของเด็กชายที่เบี่ยงเบนจึงอาจมีแค่คำว่า “ตุ๊ด” หรือ “กะเทย” เหตุที่เด็กชายในช่วงวัยนี้ถูกเรียกด้วยคำว่า ตุ๊ด หรือ กะเทย นั้นเนื่องจากพฤติกรรมการแสดงออกทางเพศที่ชัดเจน เพราะตุ๊ดหรือกะเทยนั้น หมายถึง ผู้ชายที่มีจิตใจเป็นหญิงและไม่พึงพอใจในเพศสภาพของตนเองที่มีมาแต่กำเนิด จนทำให้ไปสู่การแต่งกายข้ามเพศ (Cross dress) ไปจนถึงความต้องการที่จะแปลงเพศ (transsexual operation)

ฉะนั้นหากเป็นเรื่องของความพึงพอใจในเพศสภาพแล้ว คงเป็นการยากที่พ่อแม่จะสั่งสอนหรือเปลี่ยนแปลงจากสิ่งที่ลูกชอบ เป็นสิ่งที่พ่อแม่คิดว่าใช่ ความหนักใจของพ่อแม่เหล่านี้จึงนำไปสู่วิธีการรับมือกับลูกชายที่สูญเสียอัตลักษณ์ความเป็นชาย

ก่อนอื่นพ่อแม่ต้องปรับวิสัยทัศน์ของตนเองเสียก่อน รับรู้ตัวตนที่ลูกเป็นและต้องไม่คิดที่จะเข้าไปแก้ไขหรือพยายามปรับเปลี่ยนในสิ่งที่ลูกเป็น เพราะนั่นเท่ากับเป็นการฝืนใจและเมื่อเด็กเติบโตขึ้นในวันข้างหน้า อาจทำให้เด็กเกิดปมด้อยหรือไม่เข้าใจในตัวตนของตนเอง

  • ผู้ปกครองไม่ควรเลี้ยงดูลูกชายที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนแบบสำนวนสุภาษิต “ฝนทั่งให้เป็นเข็ม” อาจจะเป็นไปได้หากเลี้ยงดูบุตรชายอย่างมีมานะอุตสาหะ เพื่อให้เขาเป็นชายแท้เต็มตัว แต่ทั่งก็จะยังเป็นทั่ง ไม่อาจทำให้แปรเปลี่ยนสถานะกลาย เป็นเข็มได้ และพ่อแม่ต้องไม่รู้สึกเสียใจหรืออับอายในตัวลูกที่เบี่ยงเบน เพราะความรู้สึกจะถูกส่งผ่านมายังลูก และทำให้เขารู้สึกมีปมด้อย โดดเดี่ยว และไร้ที่พึง
  • ดูแลเขาอย่างใกล้ชิดและคอยให้คำแนะนำอยู่เสมอ เช่น เมื่อเขาเปิดวิดีโอบนยูทู๊ป เห็นบุคคลเพศที่สามออกมาเต้นแสดงความสามารถหรือเล่นละครตลก พ่อแม่ควรให้ความรู้อย่างใกล้ชิด และสอนให้เขามีอารมณ์ขันอย่างสร้างสรรค์ กล่าว คือ อารมณ์ขันนั้นต้องไม่ออกมาจากความรู้สึกเกลียดชังหรือเหยียดยาม หรือไปตอกย้ำปมด้อยในพฤติกรรมเบี่ยงเบนที่ตัวเขามี
  • จัดสภาพแวดล้อมให้เป็น “กลาง” เป็นด่างไปก็ลื่นผิว เป็นกรดมากไปก็แสบผิว ฉะนั้นดูแลให้ลูกชายอยู่ในค่าความเป็นกลาง จึงหมายถึง การจัดแวดล้อมของเพื่อนฝูงที่ล้อมรอบด้วยเพื่อนหญิงและชายคละจำนวนกัน บ่อยครั้งที่เด็กผู้ชายที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนถูกโน้มน้าวให้มีพฤติกรรมก้าวร้าวสุดขีดที่แสดงถึงความเป็นชายมากเกินไป หรือกลายเป็นแต่งตัวข้ามเพศ และแสดงอากัปกิริยาอ่อนช้อยเกินพอดี เมื่ออยู่ในแวดล้อมด้วยเพื่อนหญิงล้วน สาเหตุที่ควรจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม เพราะว่าเด็กที่มีอาการเบี่ยงเบนทางเพศนั้น ส่วนใหญ่มักมีพฤติกรรมการแสดงออกทางความคิดในแบบที่เรียกว่า “สับสน” เพราะด้วยสภาพพื้นฐานทางจิตใจและกายภาพของตัวเขาเองที่มีความขัดแย้งกันภายใน และบรรทัดฐานของสังคมที่ยังไม่เปิดรับเพศที่สาม ทำให้กระบวนการทางความคิดถูกของเขาถูกขัดขวางและเกิดความสับสนในหลายๆเรื่อง
  • ผู้ปกครองควรศึกษาความเป็นเพศที่สามและพฤติกรรมการแสดงออกของเด็กชายในแต่ละวัยอย่างเปิดกว้าง คอยให้คำปรึกษาและไม่ต่อว่าเมื่อลูกชายแสดงพฤติกรรมเบี่ยงเบน เพราะหากลูกชายมีปัญหาคาใจครั้งต่อๆไป เขาจะไม่เปิดใจและเลือกปรึกษาคนที่พร้อมจะรับฟังและอยู่เคียงข้างเขามากกว่า
  • ควรส่งเสริมกิจกรรมที่เขาถนัดและสนใจ หากลูกชายชอบเย็บปักถักร้อย หรือมีแววเด่นเก่งเรื่องเข้าครัว ก็จงดูแลอย่างใกล้ชิด อย่าไปยึดติดกับแนวความคิดแบบเหมารวมของสังคม (stereotype of fine society) ที่ว่าชายต้องเตะฟุตบอล หญิงต้องเข้าครัว เพราะนั่นคือการจำกัดพัฒนาการของเด็กในวัยกำลังเรียนรู้
  • พ่อแม่ควรสนับสนุนอย่างมีขอบเขต พ่อแม่บางคนอาจเปิดกว้างเสียจนปล่อยให้ลูกชายเป็นอิสระทางการแสดงออกและความคิดในทุกด้าน จนอาจทำให้สร้างความลำบากใจต่อสังคมรอบข้าง เช่น สังคมเพื่อนฝูงหรือครูอาจารย์ในรั้วโรง เรียน
  • ลองหันมาเลี้ยงสัตว์ที่ตอบสนองต่อมนุษย์ได้ดี เช่น สุนัข เพราะการเลี้ยงสัตว์จะช่วยบรรเทาอาการตึงเครียด แต่แน่นอนว่าต้องเป็นสัตว์ที่น่ารักน่าเอ็นดูในสายตาของเขา นอกจากนี้ยังช่วยฝึกความรับผิดชอบของเด็ก และบางครั้งเมื่อเจ้าของมีความทุกข์ใจอยากจะมีใครสักคนรับฟัง สัตว์เลี้ยงจะเป็นผู้ฟังที่ดีให้แก่เขาได้อีกด้วย
  • ทำตนเป็นเพื่อนที่ดีของลูก ไม่ถือตนว่ามีอายุมากกว่า ประสบการณ์มากกว่า ลูกจึงต้องฟัง เพราะนั่นคือกรอบความ คิดที่ไม่เปิดกว้าง หากเลี้ยงดูลูกอย่างใกล้ชิด สอนให้เขารู้จักเล่าเรื่องที่ประสบมาเพื่อให้เขาแบ่งปันในทุกๆเรื่อง เมื่อเขาเติบ โตขึ้นและมีความรัก เขาก็จะพร้อมที่จะบอกเล่าประสบการณ์ที่พบเจอและมีพฤติกรรมความรักที่คบหาแบบเปิดเผย และข้อ ดีของการเป็นเพื่อนที่ใกล้ชิดของลูก คือ พ่อแม่จะสามารถให้คำปรึกษาด้วยความรักที่ถูกต้องในวัยรุ่นได้ และสอนให้เขาไม่สร้างพฤติกรรมความเสี่ยงทางเพศตามมา

เกร็ดความรู้เพื่อครู

ครูสามารถดูแลเด็กในชั้นเรียนได้ในฐานะพ่อแม่คนที่สอง บ่อยครั้งที่ครูมีความใกล้ชิดกับเด็กมากกว่าพ่อแม่ เพราะฉะนั้นครูจึงควรเรียนรู้อัตลักษณ์ทางเพศในเด็กชายและมีบทบาทในการจัดสิ่งแวดล้อมเพื่อดูแลเด็กชายที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศอย่างเหมาะสม ดังนี้

  1. ลบอคติส่วนตนที่มองเด็กเพศที่สามในด้านลบ เพราะจะทำให้เด็กไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง
  2. ต้องไม่ลืมที่จะถ่ายทอดความรู้เรื่องเพศที่สามให้แก่เด็กทุกเพศ และนำเสนอมุมมองที่คนส่วนใหญ่ควรมีต่อเพศที่สามเพื่อเปิดลกทัศน์ของเด็กให้กว้างขึ้น
  3. ไม่ใช้คำเรียก “ตุ๊ด” หรือ “กะเทย” เป็นสรรพนามแทนตัวเด็ก เพราะคำเหล่านี้มีผลต่อการแสดงออกและความรู้สึกของเด็ก
  4. ไม่ควรสร้างบรรยากาศให้เด็กผู้ชายที่มีพฤติกรรมการเบี่ยงเบนเป็นตัวตลก หรือสนับสนุนให้เพื่อนร่วมชั้นเรียนล้อเลียนเด็กที่เบี่ยงเบน เพราะจะทำให้เขาเกิดความรู้สึกต่ำต้อยใจ น้อยใจ นำมาซึ่งปัญหาชีวิตและทำให้เด็กเกิดปมด้อย
  5. นำวิทยากรเพศที่สามผู้เป็นแม่แบบทางการแสดงออกที่ดีมาให้ความรู้แก่เด็ก เพื่อเด็กจะได้เพิ่มทัศนคติด้านบวกให้กับเพศที่สามมากขึ้น

บรรณานุกรม

  1. Transgender kids: have we gone too far? - http://www.theglobeandmail.com/globe-debate/transgender-kids-have-we-gone-too-far/article16897043/ [Apr 7, 2014]
  2. Klinefelter’s syndrome - http://www.patient.co.uk/health/klinefelters-syndrome [Apr 11, 2014]
  3. Gender identity and gender confusion in children - http://www.healthychildren.org/English/ages-stages/gradeschool/pages/Gender-Identity-and-Gender-Confusion-In-Children.aspx [Apr 11, 2014]

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน