หน้าหลัก » บทความ » อันตรายจากความอยากรู้อยากเห็น (Danger from Curiosity)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

อันตรายจากความอยากรู้อยากเห็น

เด็กกับความอยากรู้อยากเห็น(Children and Curiosity) เกิดขึ้นเป็นของคู่กันโดยธรรมชาติ ปรากฏพฤติกรรมให้เห็นนับตั้ง แต่แรกเกิดเด็กมักแสดงความสนใจในสิ่งต่างๆตามช่วงอายุของเขา ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ไม่น่าแปลกใจหากลูกของท่านแสดงพฤติกรรมที่ส่อถึงความอยากรู้อยากเห็นเช่น เอานิ้วสัมผัสวัตถุทุกชนิดรอบตัว หยิบวัตถุต่างๆมาอมหรือเลีย หรือมุดศีรษะเข้าไปในซอกหลืบ เป็นต้น งานวิจัยหลายเรื่องได้แสดงให้เห็นว่าความอยากรู้อยากเห็นนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของพัฒนาการตามวัยของเด็ก คุณพ่อคุณแม่จึงควรส่งเสริมความอยากรู้อยากเห็นเพื่อพัฒนาสติปัญญาและฝึกทักษะการตั้งคำถาม ตั้งสมมติฐาน ทดลองและหาคำตอบให้เด็ก อาจกล่าวได้ว่าการพัฒนาความอยากรู้อยากเห็นในเด็กนั้น ใช้หลักการเดียวกับการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานที่ฝึกฝนให้เกิดขึ้นได้ โดยให้เด็กค้นคว้าหาคำตอบในเรื่องราวต่างๆด้วยตัวของเขาเอง

อย่างไรก็ตามพัฒนาการด้านความอยากรู้อยากเห็นนั้นไม่ได้มาพร้อมกับสำนึกเรื่องความผิดชอบชั่วดีหรือความตระหนักในความปลอดภัย กล่าวคือ พัฒนาการทางการเรียนรู้ของเด็กยังไม่สมบูรณ์ เด็กจึงมีความอยากรู้อยากเห็นไม่สิ้นสุด (Insatiable curiosity) อันอาจนำมาซึ่งอันตรายที่จะเกิดขึ้นต่อทรัพย์สินและร่างกายของเด็ก รวมไปถึงคนรอบข้างในหลายรูปแบบได้

ในปี 2012 คณะกรรมการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภคสหรัฐอเมริกา (United States Consumer Product Safety Commission) เปิดเผยสถิติการเสียชีวิตของเด็กในช่วงปี 1997-2010 ว่าพบเด็ก 58% จากจำนวน 40,000 รายเสียชีวิตจากการกลืนวัตถุขนาดเล็กได้แก่ ถ่านไฟฉายที่ใช้กับรีโมทควบคุมเครื่องปรับอากาศ รีโมทควบคุมโทรทัศน์ นาฬิกา กล้องถ่ายภาพหรือแม้แต่จากของเล่นเด็ก จากจำนวนเด็กที่เสียชีวิตมี 12 ใน 14 คนเสียชีวิตขณะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ราวๆ 3 ใน 4 ของเด็กที่ได้รับอันตรายจากการกลืนถ่านไฟฉายเป็นเด็กอายุ 4 ขวบ อันตรายจากถ่านไฟฉายมีความร้ายแรงหลายรูปแบบ ถ้าเข้าไปติดอยู่ในหลอดอาหารนาน 2 ชั่วโมง อาจเกิดอันตรายกับอวัยวะบริเวณทางเดินหลอดลมที่เชื่อมต่อกับหลอดอาหารเช่น เส้นเสียงถูกทำลาย หลอดอาหารมีการฉีกขาดหรืออาการเลือดตกข้างในเนื่องจากสารอิเล็คโทรไลต์อัลคาไลน์รั่วไหลออกมาและแทรกซึมเข้าไปทำลายระบบร่างกาย เกิดกระแสไฟฟ้ารั่วออกมาทำอันตรายต่อเยื่อบุและอวัยวะภายใน ดังนั้นตั้งแต่ปี 2008 จึงมีกฎหมายบัญญัติการออกแบบถ่านก้อนในของเล่นเด็กให้ไม่สามารถแกะออกด้วยมือเปล่าได้ สำหรับของเล่นเด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบ และ 12 ปีนั้นให้นำถ่านก้อนบรรจุลงในช่องใส่ถ่านได้พอดี และขนาดของถ่านก้อนที่พอดีช่องใส่ถ่านของเล่นสำหรับเด็กช่วงอายุต่างๆนั้นต้องมีขนาดเล็กกว่าหลอดอาหารของเด็ก เพื่อความปลอดภัยหากเด็กกลืนถ่านก้อนลงไป อย่างไรก็ตามไม่สามารถป้องกันร่างกายให้รอดจากอันตรายของสารพิษในถ่านไฟฉายและภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดตาม มาได้

พ่อแม่ผู้ปกครองอาจพบว่าความอยากรู้อยากเห็นเป็นพัฒนาการทางด้านสติปัญญาที่ควรส่งเสริมให้กับลูกน้อย แต่ในขณะ เดียวกันความอยากรู้อยากเห็นนั้นล้วนมาพร้อมกับภัยเงียบที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่อาจคาดไม่ถึง ดังนั้นจึงต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้กับความอยากรู้อยากเห็นของลูกน้อย

อันตรายจากความอยากรู้อยากเห็นมีลักษณะอย่างไร?

อันตรายจากความอยากรู้อยากเห็นสามารถเกิดขึ้นได้สารพัดรูปแบบ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และสิ่งของที่อยู่ในมือลูกน้อย ความอยากรู้อยากเห็นต่างๆอาจพัฒนาไปสู่การละเล่นที่อันตรายและส่งผลต่อความเสียหายของทรัพย์สินได้เช่นกัน อันตรายจากความอยากรู้อยากเห็นมีลักษณะดังนี้

  • ความอยากรู้อยากเห็นกับอันตรายจากสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน
    • ลูกนำมือไปทาบเตารีดที่ตั้งทิ้งไว้หลังจากใช้เสร็จ
    • ลูกทดลองจุดเตาแก๊สตามคุณแม่
    • ลูกนำมือไปสัมผัสหม้อหุงข้าวที่ร้อนจัด
    • ลูกเข้าไปเล่นซ่อนหาด้านหลังของตู้เย็นที่เสียบปลั๊กใช้งานอยู่
    • ลูกเอานิ้วแหย่เข้าไปในเต้าเสียบปลั๊กไฟ
    • ลูกหมุนเครื่องทำน้ำอุ่นไปที่อุณหภูมิร้อนจัด
    • ลูกเอานิ้วแหย่ใบพัดของพัดลมในขณะที่เครื่องกำลังทำงาน
    • ลูกดีดหนังยางเข้าตาตัวเอง
    • ลูกกลืนวัตถุต่างๆเช่น ยาเม็ด ลูกปัด ถ่านก้อน แม่เหล็กติดตู้เย็น ลูกเหม็น เข็ม ยางวง กระดาษทิชชู่ แหวน เปลือกผลไม้ ยางลบก้อน เป็นต้น
    • ลูกฉีดพ่นน้ำหอมหรือผลิตภัณฑ์กำจัดแมลงถูกตัวเอง
    • ลูกนำลิควิดลบปากกามาทาปาก
    • ลูกนำของมีคมมาตัดหรือเฉือนวัสดุต่างๆเช่น กรรไกร มีดโกนหนวด มีดหั่นผัก เป็นต้น
    • ลูกนำวัตถุของแข็งมาเล่นในรูปแบบต่างๆเช่น นำไม้อุปกรณ์กีฬา (ไม้ปิงปอง ไม้แบดมินตัน ไม้เทนนิส ไม้กอล์ฟ) มาตบตีหรือกระแทกสิ่งของ
    • ลูกนำวัตถุขนาดเล็กพื้นผิวกลมเกลี้ยงยัดเข้าโพรงจมูก เช่น ยาเม็ด ลูกปัด เป็นต้น
    • ลูกทำลายรังของแมลงด้วยวิธีการต่างๆเช่น ฉีดน้ำใส่รังมดแดง นำไม้ไปเขี่ยรังต่อ ปาหินใส่รังผึ้ง เป็นต้น
    • ลูกชอบแยกและประกอบชิ้นส่วนต่างๆที่เก็บมาได้ สถิติที่ส่งผลต่อการบาดเจ็บทางร่างกายที่เกิดขึ้นกับเด็กคือ การเล่นชิ้นส่วนที่เป็นชนวนจุดระเบิดเช่น ประทัด ดอกไม้ไฟ เศษเหล็กมีคม
    • ลูกกลืนผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีกลิ่นหอมเช่น น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำหอมปรับอากาศภายในรถยนต์
  • ความอยากรู้อยากเห็นกับอันตรายจากสิ่งแวดล้อมภายนอกบ้าน
    • ลูกเข้าไปใกล้ชิดกับสัตว์อันตรายที่ถูกขังไว้ในกรงเมื่อไปเยี่ยมชมสวนสัตว์
    • ลูกชอบปีนป่ายตามสถานที่ต่างๆ
    • ลูกชอบวิ่งเล่นซ่อนหาตามช่องที่มีชั้นวางสินค้า
    • ลูกชอบไปวิ่งเล่นตามป่ารกชัฏ
  • ความอยากรู้อยากเห็นในเพศสภาพของตนเองและผู้อื่น เด็กในแต่ละช่วงอายุจะมีความอยากรู้อยากเห็นตามระดับพัฒนาการทางสติปัญญาและตามแต่ลักษณะนิสัยของตัวเด็กเอง บางครั้งความอยากรู้อยากเห็นของเด็กในช่วงวัยกำลังโตมักเกิดกับเรื่องเพศสภาพของตนเองและผู้อื่น จนทำให้ผู้ใหญ่บางคนมองว่าเด็กประพฤติตนไม่ถูกกาล เทศะและเป็นพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศที่ส่งผลต่ออนาคต ทั้งๆที่พฤติกรรมเหล่านี้เกิดจากพัฒนาการทางการแสดง ออกตามวัย
    • ลูกแอบสัมผัสอวัยวะเพศของคุณพ่อคุณแม่
    • ลูกชอบสัมผัสลูบคลำ กอด จูบเพื่อนเพศตรงข้าม
    • ลูกชอบแอบมองอวัยวะเพศของเพื่อนตอนทำภารกิจส่วนตัว
    • ลูกชอบพูดคุยหรือสอบถามเกี่ยวกับเรื่องเพศ
    • ลูกชอบลูบคลำอวัยวะเพศตัวเอง
    • ลูกปฐมวัยตอนปลายแสดงพฤติกรรมต้องการความเป็นส่วนตัวมากขึ้น (More privacy)
    • ลูกปฐมวัยตอนปลายสนใจดูภาพยนตร์ลามกอนาจาร

อันตรายจากความอยากรู้อยากเห็นมีสาเหตุมาจากอะไร?

ปัจจัยที่กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของเด็กในช่วงอายุปฐมวัยนั้นอาจมาจาก 3 สาเหตุดังนี้

  • การปล่อยปละละเลยของผู้ปกครอง เพราะบ่อยครั้งที่ความอยากรู้อยากเห็นของเด็กจะเพิ่มเป็นทวีคูณ หากผู้ปก ครองไม่ตอบคำถามหรือพิสูจน์ในสิ่งที่เด็กกำลังหาคำตอบอยู่ การมองข้ามการตั้งคำถามของเด็กและพยายามหากิจกรรมอย่างอื่นมาทดแทนเพื่อให้เด็กหลงลืมความอยากรู้อยากเห็น ถือว่าเป็นการขัดจังหวะพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กในวัยกำลังโตและส่งผลให้เด็กมีความอยากรู้อยากเห็นมากขึ้น เมื่อเขาเรียนรู้ว่าคนรอบข้างไม่สามารถหาคำ ตอบให้ได้หรือเอาแต่ห้ามปราม เขาจึงเลือกที่จะเสาะแสวงหาคำตอบด้วยตัวเองหรือจากเพื่อนของเขา
  • การให้ความรู้ทางการศึกษา เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญไม่ได้เกิดขึ้นภายในรั้วโรงเรียนเท่านั้น หากแต่ผู้ปกครองและผู้ ใหญ่ภายในครอบครัวก็สามารถเป็นผู้ชี้แนะและให้ความรู้รอบตัวแก่เด็กได้ เด็กบางคนที่ยังไม่มีพัฒนาการที่สมวัยทางความคิดมักกระทำพฤติกรรมเสี่ยงในหลายรูปแบบเช่น ลูกวัย 9 ขวบนำมีดปลอกผลไม้มาเล่น เป็นต้น
  • พัฒนาการสมวัยทางเพศ เป็นปัจจัยทางการแสดงออกในพัฒนาการทางเพศของเด็กแต่ละช่วงวัยที่ผู้ใหญ่ควรเรียน รู้และเข้าใจพฤติกรรมของเขาดังนี้
    • เด็กอายุต่ำกว่า 4 ขวบ (Preschool children)
      • สำรวจและสัมผัสอวัยวะเพศตนเองทั้งที่บ้านและในที่สาธารณะ
      • ลูบคลำอวัยวะเพศตนเอง (ด้วยมือหรือวัตถุ)
      • ชอบเปิดของลับให้คนอื่นดู
      • ไม่ชอบใส่เสื้อผ้า
      • พยายามเข้าไปสัมผัสอวัยวะในร่มผ้าของคุณพ่อคุณแม่
      • แอบดูสมาชิกในครอบครัว ญาติหรือเพื่อนเวลาอาบน้ำหรือทำภารกิจส่วนตัว
      • ชอบตั้งคำถามเกี่ยวกับระบบขับถ่ายหรืออวัยวะตามร่างกายของผู้อื่นเพื่อมาเปรียบเทียบกับตนเอง
    • เด็กวัยกลาง (Young children: 4-6 years of age)
      • ตั้งใจลูบคลำอวัยวะเพศตนเอง เป็นวัยแรกเริ่มที่เด็กเรียนรู้ที่จะตอบสนองความต้องการทางเพศของตนเอง (Masturbation)
      • ตั้งใจแอบมองผู้อื่นขณะอาบน้ำหรือทำภารกิจส่วนตัว
      • เลียนแบบพฤติกรรมทางเพศผ่านสื่อหรือสิ่งแวดล้อม (กอด จูบ ลูบคลำ) และเด็กเรียนรู้ที่จะระบุอัตลักษณ์ทางเพศของตนเองโดยสามารถตอบได้ว่าตนเองเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย
      • ใช้คำสบถทางเพศทั้งที่ยังไม่สามารถเข้าใจความหมายได้ดีนัก
      • ผลัดกันสำรวจอวัยวะใต้ร่มผ้ากับเพื่อนโดยสร้างเงื่อนไขแลกเปลี่ยนต่างๆ
    • เด็กวัยเรียน (School-aged children: 7-12 years of age)
      • พยายามตอบสนองความต้องการทางเพศในพื้นที่ส่วนตัว
      • ชอบดูอวัยวะในร่มผ้าของคนอื่นอย่างเปิดเผย
      • แอบดูภาพและสื่อลามก
      • เริ่มมีความสนใจทางเพศให้กับเพศตรงข้าม (การจีบ การชายสายตามอง การบอกรัก)

อันตรายจากความอยากรู้อยากเห็นมีความความสำคัญอย่างไร?

  • สถาบันวิจัยกุมารเวชศาสตร์แห่งสหรัฐอเมริกา (American Academy of Pediatrics: AAP) ให้ความรู้ในวารสารประจำสัปดาห์ว่า การกลืนวัตถุที่มีสารโลหะหนัก ถ่านไฟฉายหรือแม่เหล็กส่งผลทันทีต่อความผิดปกติต่างๆในช่องท้อง (Abdominal symptoms) เช่น อาการปวดท้องรุนแรง คลื่นไส้และอาเจียน ท้องเสีย ถ้าหากวัตถุเข้าไปติดในลำคออาจส่งผลต่อภาวะสมองขาดออกซิเจนซึ่งทำให้เกิดอาการสมองตายหรือเนื้อเยื่อในหลอดอาหารถูกทำ ลาย
  • อันตรายที่เกิดจากความอยากรู้อยากลองของเด็กนั้นสามารถเกิดได้หลากหลายรูปแบบเช่น ร่างกายฟกช้ำ ศีรษะแตกจากการตกจากที่สูง การสูญเสียอวัยวะจากวัตถุระเบิด (ประทัด ดอกไม้ไฟ เป็นต้น) การถูกกระแสไฟฟ้าดูดจากการเอานิ้วแหย่ปลั๊กไฟ การถูกสัตว์ป่าในสวนสัตว์ทำร้ายเนื่องจากเข้าไปใกล้ชิดกับสัตว์เกินอาณาเขตที่กั้นไว้ ได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น เป็นต้น
  • การละเลยความอยากรู้อยากเห็นของลูกน้อยที่มีต่อเรื่องเพศเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะเรื่องเพศนั้นส่งผลต่อการหล่อหลอมอนาคตในวันข้างหน้าของเด็กและสภาวะทางจิตของเขาโดยตรง ซึ่งหากเด็กไม่ได้รับการสั่งสอนหรือเลี้ยงดูอย่างถูกวิธีในเรื่องเพศศึกษา อาจทำให้เขาเกิดความอยากรู้อยากลองและเกิดสภาวะหมกมุ่นทางเพศ (Sexual obsession) เรื่อยไปจนถึงปัญหาที่คาดไม่ถึงตามมาในช่วงอายุย่างเข้าสู่วัยรุ่นเช่น ปัญหาการตั้งท้องในวัยเรียนของเด็กอายุ 12 ปี ปัญหาการทำร้ายร่างกายเพื่อกระทำลามกอนาจาร ปัญหาการสูบบุหรี่จนกระทั่งเข้าไปพัวพันกับแหล่งอบายมุขและยาเสพติด เป็นต้น
  • ก่อให้เกิดปัญหาระดับมวลมนุษยชาติ อาจฟังดูเหลือเชื่อสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองแต่สิ่งนี้ได้เกิดขึ้นแล้ว ไม่มีใครสามารถคาดเดาความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้เช่น สถานการณ์โรคระบาดอีโบล่าที่เกิดจากเชื้อไวรัสที่ปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาให้หายได้ มีต้นตอมาจากความอยากรู้อยากเห็นของกลุ่มเด็กในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในประเทศกินี พวกเขาเข้าไปเล่นซ่อนหาในโพรงต้นไม้ขนาดใหญ่ซึ่งเป็นที่อยู่ของค้างคาวที่มีเชื้อไวรัสอีโบล่า จนกระทั่งเด็กคนหนึ่งได้ล้มป่วยลงและเชื้อไวรัสนี้ได้แพร่กระจายไปในหลายพื้นที่ของประเทศใกล้เคียงในเวลาต่อมา โดยตัวกลางการแพร่ระบาดนั้นก็คือมนุษย์ที่เดินทางไปรับเชื้อในเขตพื้นที่การระบาด (เช่น ประเทศกินี เซียร์ราลีโอน ไนจีเรีย ไลบี เรีย เป็นต้น) ตัวเลขการรายงานล่าสุดของผู้ป่วยในปี 2014 พบผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 5,000 รายและล้มป่วยกว่า 20,000ราย เมื่อเดือนตุลาคมปี 2014 นั้นผู้เสียชีวิตจากโรคระบาดดังกล่าว มีจำนวนเฉลี่ยวันละ 121 ราย แม้ว่าสถานการณ์ในปัจจุบันจะสามารถควบคุมผู้ป่วยให้สามารถอยู่ในพื้นที่ระบาดได้ แต่วัฒนธรรมการกินเนื้อค้างคาวของผู้คนในประเทศต้นตอเชื้อนั้นยังไม่หมดไป และตราบใดที่การแพทย์ยังไม่สามารถหาทางออกในการรักษาได้ การเฝ้าระวังก็ยังควรมีต่อไป การให้ความรู้ทางการศึกษาแก่เด็กจึงถือเป็นภาระกิจที่สำคัญยิ่งของผู้ใหญ่ เพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันแก่เด็กให้รู้จักเรียนรู้และอยากรู้อยากเห็นอย่างมีขอบเขต

พ่อแม่ผู้ปกครองจะช่วยแก้ไขปัญหาอันตรายจากความอยากรู้อยากเห็นได้อย่างไร?

การแก้ไขปัญหาอันตรายจากความอยากรู้อยากเห็นนั้นสามารถทำได้หลายรูปแบบด้วยกันดังนี้

  • เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาต่างๆจากความอยากรู้อยากเห็นของเด็ก วิธีการที่ดีที่สุดคือการไม่ให้เขาเห็นหรือรับรู้การมีอยู่ของสิ่งๆนั้น ผู้ปกครองควรเก็บสิ่งของขนาดเล็กที่เด็กสามารถนำเข้าปากได้ให้พ้นมือเขา วิธีการทดสอบที่ดีที่สุดในการเก็บข้าวของต่างๆให้พ้นสายตาและมือของลูกน้อยคือ ให้ผู้ปกครองลองคลานบนพื้นให้อยู่ในระดับความสูงของลูก แล้วผู้ปกครองจะพบระดับสายตาของเด็กที่สามารถเห็นวัตถุต่างๆในที่สูงได้ แต่หากไม่สามารถเก็บให้มิดชิดได้ให้ใช้วิธีการ “พ้นมือแต่ไม่พ้นสายตา” สามารถทำได้โดยการใส่วัตถุลงในบรรจุภัณฑ์ที่สามารถปิดฝาครอบได้อย่างแน่นหนา และเมื่อเด็กมีความสนใจที่อยากจะเห็นวัตถุในบรรจุภัณฑ์ ให้ผู้ปกครองหยิบออกมาให้ดูและให้เด็กรู้จักสิ่งของนั้น ให้เขาลองทดสอบใช้หรือลองเล่นกับวัตถุภายในสายตาของผู้ปกครอง และเมื่อใช้เสร็จให้เก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย วิธีการนี้เป็นวิธีการเก็บสิ่งของที่สะดวกและป้องกันการหลงลืมเมื่อจำเป็นต้องนำสิ่งของต่างๆออกมาใช้ประโยชน์ อีกทั้งยังไม่เป็นการปิดกั้นพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กอีกด้วย
  • หลีกเลี่ยงของเล่นที่จำเป็นต้องใช้ถ่านไฟฉายในการให้พลังงาน ถึงแม้ว่าจะมีฝาปิดอย่างมิดชิดแล้วแต่ลักษณะของฝาปิดของช่องใส่ถ่านนั้นมีผลต่อความอยากรู้อยากเห็นของเด็ก เด็กจะพยายามรื้อค้นและเปิดเพื่อนำถ่านออกมา ถ่านก้อนกลมทรงเหรียญนั้นอันตรายมาก (เช่น ถ่านนาฬิกา) เพราะขนาดเล็กและพอดีปากเด็ก ทำให้เด็กไม่ลังเลที่จะสัมผัสด้วยลิ้นหรือทดลองเอาเข้าปาก
  • การดูแลอาหารการกินของเด็กที่อายุต่ำกว่า 3 ขวบเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ควรให้ลูกรับประทานอาหารที่พื้นผิวกลมและลื่นเป็นมันเช่น ลูกอม ไส้กรอก ถั่ว องุ่นหรือแม้แต่ข้าวโพดอบกรอบตามโรงภาพยนตร์ เพราะอาหารจำพวกนี้สามารถลื่นลงคอได้อย่างง่ายดายและอาจก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิต
  • การตอบทุกคำถามคือทางออกที่ดีที่สุด เพราะคำถามของเด็กนั้นทำให้คุณพ่อคุณแม่ได้คิดตามและสามารถเข้าถึงพัฒนาการทางสมองของลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงทำให้สามารถเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของลูกเวลาที่เขาตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆรอบตัว อีกทั้งยังจะช่วยให้ผู้ปกครองสามารถชี้แนะแนวทางการแก้ไขปัญหาต่างๆได้ หากลูกเกิดคำถามและมีทัศนคติที่ไม่เหมาะสมกับประสบการณ์ในช่วงอายุของเขา
  • ผู้ปกครองไม่ควรกล่าวซ้ำๆว่า “ยังไม่ถึงวัยที่จะเรียนรู้” เพราะการเรียนรู้ไม่ได้เกิดขึ้นจากพัฒนาการตามวัยเท่านั้น แต่ยังเกิดจากการกระทำซ้ำๆ ฉะนั้นหากสอนให้ลูกวัย 5 ขวบท่องสูตรคูณระดับประถมปลายซ้ำๆให้เหมือนที่เขาร้องเพลงชาติทุกเช้าเขาก็สามารถจดจำได้ ฉะนั้นความยากของวิชาการไม่ได้ถูกจำกัดตามบทเรียนหรือหลักสูตร แต่อยู่ที่ความสนใจของเด็กประกอบกับแนวทางการสอนของผู้ปกครองที่สอดคล้องกับทักษะเด็กอีกด้วย อย่างไรก็ตามหากเรื่องบางเรื่องไม่สามารถถ่ายทอดให้ลูกได้อย่างเต็มที่ ผู้ปกครองควร “สรุปใจความ” ถึงสาระสำคัญของเรื่องและลองดูความสนใจที่ลูกมีให้ต่อเรื่องนั้นๆ เพื่อจะได้พัฒนาต่อยอดความรู้ของเขาในอนาคต
  • การให้เด็กบริโภคสื่อการ์ตูนเพื่อที่เขาจะได้ไม่วุ่นวายกับสิ่งต่างๆในระหว่างที่ผู้ปกครองกำลังยุ่งกับงานอาจไม่ใช่ทางออกที่ดีนัก เพราะเป็นเสมือนการละเลยหน้าที่ในฐานะพ่อแม่ที่ควรชี้แนวทาง ดังนั้นผู้ปกครองควรให้เวลาหรือพาไปทำกิจกรรมตามโอกาสต่างๆเพื่อสร้างความรู้สึกพิเศษให้แก่เขา
  • การฝึกฝนการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน (Cardiopulmonary Resuscitation: CPR) เป็นสิ่งจำเป็นเพราะผู้ปกครองจะสามารถทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้แก่ลูกน้อยได้หากเกิดสภาวะฉุกเฉินต่างๆเช่น เมื่อเขาสำลักน้ำแล้วเป็นลมหมดสติ เป็นต้น
  • ไม่ควรให้เด็กร่วมนอนเตียงเดียวกับผู้ใหญ่ ควรให้เด็กนอนในเปลเด็กที่ปราศจากของเล่นที่มีขนาดเล็กกว่าแกนทิชชู่
  • หลีกเลี่ยงสถานที่หรือวัตถุที่อาจทำให้เกิดการบีบรัด (Strangulation) เช่น ถอยเปลลูกน้อยให้ออกห่างจากบานหน้าต่างเพื่อป้องกันการปีนป่ายหรือป้องกันบานหน้าต่างหนีบ ไม่ควรปล่อยให้เด็กเล่นริมรั้วหรือกรงที่เขาสามารถนำหัวหรือลำตัวผ่านลอดช่องเข้าไปได้ เก็บเครื่องมือซ่อมบำรุงไว้ในชั้นเก็บของที่สามารถล็อคได้ แนะนำไม่ให้ลูกเล่นซ่อนหาตามหลังช่องประตูต่างๆ เพราะบานประตูนั้นอาจหนีบอวัยวะส่วนต่างๆได้โดยที่เขาไม่ทันระวัง เป็นต้น
  • ดึงความสนใจเด็กด้วยการให้เขาเล่นของเล่นหรือเกมการละเล่นที่ส่งเสริมพัฒนาการเรียนรู้ที่สมวัยหรือส่งเสริมธรรมเนียมวัฒนธรรมอันดีประจำชาติ เช่น สอนลูกเล่นมอญซ่อนผ้าและเล่าถึงความเป็นมาของการละเล่น เป็นต้น
  • การให้คำแนะนำเรื่องเพศศึกษาโดยตรงเป็นหน้าที่ของผู้ปกครอง เพราะเด็กจะมีความไว้วางใจมากที่สุดเมื่อผู้ปก ครองเป็นผู้ให้คำแนะนำ
  • พยายามพาเด็กออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านที่สามารถพบปะเด็กในวัยเดียวกันได้ เพื่อเป็นการสร้างทักษะทางสัง คมและเด็กจะได้มีความอยากรู้อยากเห็นในสิ่งของภายในบ้านน้อยลง
  • ควรดูแลเขาอย่างใกล้ชิดเมื่อออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านเช่น เมื่อพาลูกไปเที่ยวสวนสัตว์ เมื่อพาลูกไปเดินป่า เมื่อพาลูกไปเล่นน้ำตก เป็นต้น

เกร็ดความรู้เพื่อครู

หน้าที่ที่สำคัญสูงสุดในการลดความเสี่ยงจากความอยากรู้อยากเห็นของเด็กที่คุณครูควรใส่ใจคือ การให้ความรู้อย่างเหมาะ สมตามวัยและพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กดังนี้

  • สอนวิธีใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างถูกลักษณะ
  • สอนวิธีการปฏิบัติตัวเมื่อต้องไปทำกิจกรรมทัศนศึกษานอกโรงเรียน
  • สอนถึงอุบัติภัยร้ายแรงที่เกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์
  • สร้างเกมการละเล่นต่างๆในคาบกิจกรรมเพื่อให้เขาเรียนรู้ทักษะทางสังคมไปพร้อมๆกับเพื่อนร่วมชั้นเรียน และฝึกให้เด็กรู้จักตั้งคำถามอย่างชาญฉลาด ฝึกให้เขาจำลองสถานการณ์ คิดและถกเถียง อภิปรายในที่สาธารณะ
  • ฝึกให้เขาเห็นถึงคุณและโทษของสิ่งต่างๆด้วยการให้เขาทดลองทำเอง เพื่อเป็นการเปิดประสบการณ์และสร้างภูมิ คุ้มกันในการเอาชนะอุปสรรคต่างๆให้กับเขา

บรรณานุกรม

  • Keeping Kids Safe From Swallowing Dangerous Items. http://www.aap.org/en-us/about-the-aap/aap-press-room/News%20Features/SwallowingDangers2012_1.pdf. [ค้นคว้าเมื่อ 1 มกราคม 2558].
  • Curious Kids + Little Batteries = Danger. http://www.philly.com/philly/blogs/public_health/Curious-kids-little-batteries-and-death.html?c=r. [ค้นคว้าเมื่อ 1 มกราคม 2558].
  • Indiana Poison Expert:Curiosity Can Put Kids In Dangerous Situations . http://www.publicnewsservice.org/2014-03-18/health-issues/indiana-poison-expert-curiosity-can-put-kids-in-dangerous-situations/a38213-1. [ค้นคว้าเมื่อ 2 มกราคม 2558].
  • Scientists Might Have Found The Exact Point Where The Ebola Epidemic Started. http://www.businessinsider.com/afp-hollow-tree-in-guinea-was-possible-site-of--ebolas-ground-zero-2014-12. [ค้นคว้าเมื่อ 2 มกราคม 2558].
  • Sexual Development And Behaviors in Children. www.http://nctsn.org/nctsn_assets/pdfs/caring/sexualdevelopmentandbehavior.pdf. [ค้นคว้าเมื่อ 2 มกราคม 2558].
  • Curiosity In Children Can Lead to Dangerous Situations . http://www.mcleodhealth.org/latest-news/mrmc/curiosity-in-children-can-lead-to-dangerous-situations.html. [ค้นคว้าเมื่อ 3 มกราคม 2558].

  • สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน