หน้าหลัก » บทความ » อีคิว (EQ: Emotional Quotient)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

Emotional Quotient (E.Q.) คือ การวัดความฉลาดทางอารมณ์ เชาวน์อารมณ์ หรือ Emotional Intelligence ซึ่งเป็นความสามารถในการรับรู้ความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น มีแรงจูงใจในตนเอง และจัดการอารมณ์ต่างๆ ได้ อันจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิตอย่างสร้างสรรค์และมีความสุข ทั้งชีวิตส่วนตัว ครอบครัว สังคม และชีวิตทำงานของเด็กในอนาคต อีกทั้ง เรายังสามารถเพิ่มพูนอีคิวให้กับเด็กได้ด้วยการฝึกฝน และการเสริมสร้างทักษะ

อีคิวมีความเป็นมาอย่างไร?

อีคิวเกิดขึ้นในปี 1990 จากความคิดของ Peter Salovey และ John D. Mayer นักจิตวิทยาที่เชื่อว่า ความสำเร็จในชีวิตมนุษย์ ไม่น่าจะขึ้นอยู่กับความสามารถทางเชาวน์ปัญญาเพียงอย่างเดียว และได้ให้นิยามของ Emotional Intelligence ไว้ว่า “เป็นความสามารถในการรู้อารมณ์ ความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น เพื่อจำแนกความแตกต่างของอารมณ์ที่เกิดขึ้นและใช้ข้อมูลนี้เป็นเครื่องชี้นำในการคิดและการกระทำสิ่งต่างๆ” ส่วนกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ได้ให้ความหมายของความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กว่า “หมายถึง ความสามารถในการรู้จัก เข้าใจและควบคุมอารมณ์ของตนเองได้สอดคล้องกับวัย มีการประพฤติปฏิบัติตนในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างเหมาะสมและมีความสุข” ความฉลาดทางอารมณ์จึงเป็นคุณลักษณะพื้นฐานสำคัญที่จะนำไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ ทั้งความคิด อารมณ์ และพฤติกรรม ดังที่ Daniel Goleman ได้กล่าวไว้ในหนังสือเรื่อง Working With Emotional Intelligence ว่า ความฉลาดทางอารมณ์มีอิทธิพลต่อความสำเร็จของการสร้างสัมพันธภาพ หน้าที่การงาน หรือแม้แต่ชีวิตความเป็นอยู่ ยิ่งกว่าการมีเชาวน์ปัญญา (IQ) สูง และยังกล่าวถึง พลังของความฉลาดทางอารมณ์ว่ามีผลต่อการมีภาวะผู้นำของบุคคลต่างๆ ไว้ในหนังสือเรื่อง Leadership: The Power of Emotional Intelligence อีกทั้งปัจจุบันมีงานวิจัยมากมายที่ยืนยันถึงความสำคัญของความฉลาดทางอารมณ์ว่ามีความสำคัญต่อความสำเร็จและความสุขในชีวิตมนุษย์มากกว่าไอคิวหรือเชาวน์ปัญญา

องค์ประกอบของอีคิวมีอะไรบ้าง?

องค์ประกอบพื้นฐานของความฉลาดทางอารมณ์มีดังนี้

  1. ความตระหนักในตน (Self Awareness) หมายถึง ความสามารถในการรับรู้อารมณ์ ความรู้สึกของตนเอง มีความเชื่อมั่นในตนเอง และตัดสินใจได้ตามวัย
  2. การควบคุมอารมณ์ (Managing Emotion) หมายถึง ความสามารถที่จะควบคุมความกลัว ความกังวล ความโกรธ ฯลฯ ของตนเองได้ และแสดงออกอย่างเหมาะสมกับสถานการณ์
  3. การจูงใจตนเอง (Motivating Oneself) หมายถึง ความมุ่งหวังและการคิดบวกเพื่อแก้ไขปัญหา ฟันฝ่าอุปสรรค ยอมรับความผิดพลาด ซึ่งจะมีผลระยะยาวต่อเด็กในการตั้งเป้าหมายและการสร้างความสำเร็จในอนาคต
  4. การเห็นอกเห็นใจ (Empathy) หมายถึง ความสามารถในการสังเกต รับรู้ความรู้สึกของผู้อื่นจากน้ำเสียง สีหน้า ท่าทาง และตอบสนองแบบเอาใจเขามาใส่ใจเรา
  5. ทักษะทางสังคม (Social Skills) หมายถึง ความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ในทางบวกต่อผู้อื่น แก้ปัญหาความขัดแย้ง ด้วยวิธีประนีประนอม รวมไปถึงความมีน้ำใจ ช่วยเหลือ แบ่งปัน

เด็กที่มีอีคิวดีมีคุณลักษณะอย่างไร?

Daniel Goleman ได้จำแนกความฉลาดทางอารมณ์ ออกเป็น 2 ทักษะใหญ่ๆ ดังนี้

  1. ทักษะการจัดการตนเอง (Self-Management Skills) ได้แก่ ความสามารถในการรู้จักตนเองทั้งจุดเด่นและจุดด้อย ความสามารถในการพิจารณาไตร่ตรองอย่างรอบคอบก่อนการตัดสินใจ ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ ความมุ่งมั่นที่จะดำเนินชีวิตอย่างมีคุณธรรม ซื่อสัตย์สุจริต มีความขยันขันแข็ง มุ่งมั่นในการทำงาน การคิดเชิงบวก (Positive Thinking) และไม่ท้อถอยเมื่อพบกับปัญหาหรืออุปสรรค
  2. ทักษะการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น (Relationship Skills) ได้แก่ ความสามารถในการเข้าใจและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา มีทักษะการเข้าสังคม รู้จักระมัดระวังคำพูด รู้ว่าสิ่งใดควรทำสิ่งใดไม่ควรทำ รู้กาลเทศะ การสร้างความน่าเชื่อถือและไว้วางใจ ความสามารถในการโน้มน้าว ชักจูงให้ผู้อื่นคล้อยตามความคิดเห็นหรือร่วมมือด้วย

กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ได้พัฒนาการประเมินความฉลาดทางอารมณ์เด็ก ซึ่งจะช่วยให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง ได้ทราบถึงจุดดีจุดเด่นของลักษณะความฉลาดทางอารมณ์ที่ควรส่งเสริมและจุดอ่อนที่ควรพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งสามารถใช้ในการติดตามเพื่อดูพัฒนาการทางอารมณ์ว่ามีความก้าวหน้ามากน้อยเพียงใดเมื่ออายุเพิ่มขึ้น โดยการประเมินความฉลาดทางอารมณ์เด็กจากคุณลักษณะ 3 ด้าน คือ ดี เก่ง และสุข ดังนี้

  • ด้านดี คือ ความพร้อมทางอารมณ์ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น โดยประเมินจากการรู้จักอารมณ์ การมีน้ำใจ และการ รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด ความสามารถในการควบคุมอารมณ์และความต้องการของตนเอง รู้จักเห็นใจผู้อื่น และมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ประกอบด้วย
    1. ความสามารถในการควบคุมอารมณ์และความต้องการของตนเอง ได้แก่ รู้อารมณ์และความต้องการของตนเอง ควบคุมอารมณ์และความต้องการได้ แสดงออกอย่างเหมาะสม
    2. การรู้จักเห็นใจผู้อื่น ได้แก่ ใส่ใจผู้อื่น เข้าใจและยอมรับผู้อื่น แสดงความเห็นใจผู้อื่นอย่างเหมาะสม
    3. ความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ได้แก่ รู้จักการให้ รู้จักการรับ รู้จักรับผิด รู้จักให้อภัย เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม
  • ด้านเก่ง คือ ความพร้อมที่จะพัฒนาตนไปสู่ความสำเร็จ โดยประเมินจากความกระตือรือร้น/สนใจใฝ่รู้ การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง และการกล้าพูดกล้าบอกรู้จักตนเอง มีแรงจูงใจ สามารถตัดสินใจ แก้ปัญหาและแสดงออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนมีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น ประกอบด้วย
    1. การรู้จักและสามารถสร้างแรงจูงใจให้ตนเอง ได้แก่ การรู้ศักยภาพของตนเอง สร้างขวัญและกำลังใจให้ตนเองได้ มีความมุ่งมั่นที่จะไปให้ถึงเป้าหมาย
    2. ความสามารถในการตัดสินใจและแก้ปัญหา ได้แก่ ความสามารถในการรับรู้และเข้าใจปัญหา มีขั้นตอนในการแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม มีความยืดหยุ่น
    3. ความสามารถในการสร้างและรักษาสัมพันธภาพกับผู้อื่นได้แก่ การรู้จักการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น กล้าแสดงออกอย่างเหมาะสม แสดงความเห็นที่ขัดแย้งได้อย่างสร้างสรรค์
  • ด้านสุข คือ ความพร้อมทางอารมณ์ที่ทำให้เกิดความสุข โดยประเมินจากการมีความพอใจ ความอบอุ่นใจ และความสนุกสนานร่าเริง ความสามารถในการดำเนินชีวิตอย่างเป็นสุข มีความภูมิใจในตนเอง พอใจในชีวิตและมีความสุขสงบทางใจ
    1. ความภูมิใจในตนเอง ได้แก่ การเห็นคุณค่าในตนเอง เชื่อมั่นในตนเอง
    2. ความพึงพอใจในชีวิต ได้แก่ รู้จักมองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ขัน พอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่
    3. ความสงบทางใจ ได้แก่ มีกิจกรรมที่เสริมสร้างความสุข รู้จักผ่อนคลาย มีความสงบทางจิตใจ

พ่อแม่จะเพิ่มอีคิวให้ลูกได้อย่างไร?

เราสามารถพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กได้ด้วยการฝึกฝน เพื่อให้รู้เท่าทันอารมณ์ตนเอง จัดการกับอารมณ์ตนเองได้อย่างเหมาะสม และสามารถเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่นได้ ดังนี้

  1. เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูก เด็กจะมีความฉลาดทางอารมณ์ได้ ต้องเริ่มจากครอบครัวที่มีความฉลาดทางอารมณ์ ทั้งนี้เพราะความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคนในครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการสร้างความฉลาดทางอารมณ์ให้แก่ลูก หากลูกเติบโตท่ามกลางการทะเลาะเบาะแว้ง และการใช้อารมณ์ ลูกจะไม่สามารถเรียนรู้การควบคุมอารมณ์ได้เลย พ่อแม่จึงควรสร้างสภาพแวดล้อมเพื่อการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ให้ลูก โดยเป็นตัวอย่างที่ดีในการควบคุมอารมณ์ หากลูกทำผิดโดยไม่ได้ตั้งใจ เช่น เดินชนผู้อื่น พ่อแม่ควรสอนให้ลูกรู้จักกล่าวคำขอโทษ ในขณะเดียวกัน หากพ่อแม่ทำผิดพลาด เช่น เดินชนลูก ก็ควรกล่าวคำขอโทษเช่นกัน เพื่อให้ลูกเห็นตัวอย่างที่ดีเสมอ
  2. ให้เวลากับลูกเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดี หาเวลาใกล้ชิดสร้างความคุ้นเคยกับลูก เพราะเด็กทุกคนต้องการให้พ่อแม่อยู่ใกล้ชิด คอยปกป้องและให้กำลังใจ โดยเฉพาะเวลาที่เริ่มทำอะไรด้วยตนเองเป็นครั้งแรก จะทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่นใจ ไม่กังวล มีความมั่นคงทางอารมณ์ และกล้าที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเองในระยะต่อไป จึงควรหาเวลาทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น เล่านิทาน ร้องเพลง ปลูกต้นไม้ เลี้ยงสัตว์ สอนการบ้าน พาลูกเข้านอน ฯลฯ โดยให้ความสำคัญกับกระบวนการในการทำกิจกรรมที่สนุกสนาน มีความสุข มากกว่าผลงานที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ หากลูกบอกความรู้สึก แสดงความคิดเห็น มีข้อสงสัยหรือซักถามเหตุผล ควรรับฟังด้วยความสนใจ เพราะท่าทีที่สนใจของพ่อแม่จะสนับสนุนให้ลูกมีความมั่นใจในตนเอง ซึ่งเด็กวัยนี้มักมีความสนใจ อยากรู้ อยากเห็นสิ่งแปลกใหม่รอบตัว จึงควรส่งเสริมให้ลูกรู้จักวิธีค้นหาคำตอบอย่างง่ายที่สอดคล้องกับวัย
  3. ใส่ใจกับอารมณ์ ความรู้สึกของลูก และสิ่งที่ลูกทำ ใช้คำพูดที่แสดงความรู้สึกเห็นใจและเข้าใจปัญหาของลูกอยู่เสมอ รับฟังความรู้สึกซึ่งกันและกันด้วยความเข้าใจ ยอมรับความเป็นตัวตนของลูก ไม่พูดย้ำแต่ความผิดพลาดของลูกที่ผ่านมา เลี้ยงดูลูกด้วยความรักและความเข้าใจในแบบที่ลูกเป็น จะทำให้ลูกมีความมั่นใจในตนเองมากยิ่งขึ้น สอนให้ลูกรู้จักแบ่งปันสิ่งของให้คนอื่น หรือกล่าวชมเมื่อลูกช่วยเหลือผู้อื่นทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของตัวลูกเองในการอยู่ร่วมกับคนอื่น และควรให้ลูกได้พบปะคนอื่นๆ นอกบ้านบ้าง เช่น พาไปเที่ยวบ้านญาติ บ้านเพื่อน หรือเล่นกับเพื่อนบ้าน ซึ่งจะทำให้เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับการอยู่ร่วมกับคนอื่นหรือสิ่งแวดล้อมรอบตัว ทำให้ลูกมีความมั่นใจ และปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น จึงควรเปิดโอกาสให้ลูกได้เล่น หรือร่วมสนุกสนานเฮฮากับเพื่อนเพราะเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อพัฒนาการด้านสังคม ทั้งนี้พ่อแม่อาจจะมีส่วนช่วยกระตุ้นโดยการร่วมกิจกรรมกับลูก สิ่งเหล่านี้จะเป็นการฝึกให้ลูกเป็นเด็กอารมณ์ดี และเป็นการช่วยผ่อนคลายอารมณ์ที่ขุ่นมัวทั้งหลายได้เป็นอย่างดี และหากลูกมีท่าทางหงอยเหงา พ่อแม่ไม่ควรละเลย แต่ควรสนับสนุนให้ได้ร่วมในกิจกรรมที่สนุกสนานกับผู้อื่น
  4. สอนให้ลูกรับรู้อารมณ์ ความรู้สึกของตนเอง เมื่อมีเหตุการณ์มากระทบ ทุกคนล้วนมีอารมณ์และความรู้สึกเกิดขึ้นไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ เราจึงควรสอนให้ลูกรู้จักและจัดการกับความอารมณ์ ความรู้สึกเหล่านั้น และแสดงออกอย่างเหมาะสม ซึ่งวิธีการเรียนรู้การจัดการกับอารมณ์ที่ดี คือ การให้ลูกเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงให้มีโอกาสสัมผัสกับอารมณ์ด้านลบของตนเอง เช่น ความโกรธ ความกลัว เสียใจ อิจฉา และให้เข้าใจว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน เพียงแต่ต้องรู้จักอารมณ์ของตนเอง เรียนรู้ที่จะจัดการ หาแนวทางแก้ปัญหา และแสดงอารมณ์ให้เหมาะสม อันจะเป็นพื้นฐานที่ดีของการควบคุมอารมณ์ได้ในอนาคต พ่อแม่ไม่ควรตำหนิลูก แต่ควรแสดงท่าทีที่เข้าใจ เช่น การโอบกอดซึ่งจะทำให้ลูกรู้สึกผ่อนคลาย และควรถามเพื่อให้ลูกทบทวนอารมณ์ของตนเอง เช่น “หนูรู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังโกรธ” “หนูรู้สึกว่าใครๆ ก็พากันรักน้องมากกว่าหนูใช่ไหม” หรือเมื่อลูกทำของเล่นเสียหายแล้วร้องไห้ อาจบอกลูกว่า “แม่รู้ว่าหนูเสียใจ และเสียดายของเล่น แม่ก็เคยทำของเล่นหักและเสียใจ แต่การร้องไห้ไม่ช่วยให้ของเล่นกลับดีขึ้นมาได้ แม่ว่าเราลองมาช่วยกันหาวิธีซ่อมของเล่นให้ดีเหมือนเดิมกันดีกว่า”
  5. เลี้ยงลูกให้เหมาะสมกับวัย สนับสนุนให้ลูกทำอะไรด้วยตนเองหรือแสดงความสามารถเฉพาะตัว ควรกล่าวชมเชยเมื่อลูกทำได้ จะทำให้ลูกเกิดความภูมิใจและมีความสุข ควรฝึกวินัยให้ลูกโดยการรับผิดชอบหน้าที่ง่ายๆ ที่ลูกทำได้ในบ้าน เช่น เก็บของเล่น จัดโต๊ะอาหาร รู้จักการช่วยเหลือแบ่งปัน การเล่นร่วมกับผู้อื่น หัดคิดแบบเอาใจเขามาใส่ใจเรา ฝึกการมองโลกด้านบวก พูดความจริง โดยพ่อแม่คอยให้กำลังใจและชมเชย หรือจัดการกับอารมณ์ของตนเองได้เหมาะสม ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ควรหัวเราะขำหรือพูดประชดหากลูกแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เพราะจะทำให้เด็กเกิดความสับสน ไม่เข้าใจตนเอง

แบบวัดความฉลาดทางอารมณ์เด็กอายุ 3-5 ปี สำหรับพ่อแม่/ ผู้ปกครอง

ความฉลาดทางอารมณ์ ประเมินได้โดยการตอบข้อความที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ ความรู้สึกและพฤติกรรมของลูกที่แสดงออกในลักษณะต่างๆ ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา แม้ว่าบางประโยคอาจจะไม่ตรงกับที่ลูกเป็นอยู่ก็ตาม ขอให้พ่อแม่เลือกคำตอบที่ใกล้เคียงกับที่ลูกเป็นอยู่จริงมากที่สุด การตอบตามความเป็นจริงและตอบทุกข้อจะทำให้ได้รู้จักลูกและหาแนวทางในการพัฒนาลูกให้ดียิ่งขึ้นได้ มีคำตอบที่เป็นไปได้ 4 คำตอบ สำหรับข้อความแต่ละประโยคคือ ไม่เป็นเลย เป็นบางครั้ง เป็นบ่อยครั้ง และเป็นประจำ การประเมินให้ใช้ความรู้สึกของพ่อแม่เป็นหลัก แต่กรณีที่ไม่แน่ใจให้ใช้เกณฑ์ต่อไปนี้เป็นแนวทางในการประเมิน

  • ไม่เป็นเลย หมายถึง ไม่เคยปรากฏ
  • เป็นบางครั้ง หมายถึง นาน ๆ ครั้ง หรือทำบ้างไม่ทำบ้าง
  • เป็นบ่อยครั้ง หมายถึง ทำบ่อย ๆ หรือเกือบทุกครั้ง
  • เป็นประจำ หมายถึง ทำทุกครั้งเมื่อเกิดสถานการณ์นั้น

การประเมินมีข้อพึงระวังดังนี้

  1. ผู้ตอบแบบประเมินควรเป็นพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือผู้ที่รู้จักหรือคุ้นเคยกับลูกเป็นอย่างดีไม่น้อยกว่า 6 เดือน เพื่อจะได้มีโอกาสให้ข้อมูลเกี่ยวกับลูกได้อย่างละเอียดและถูกต้อง
  2. ผู้ตอบแบบประเมิน ต้องตอบตามที่ลูกเป็นอยู่จริง
  3. ไม่ควรนำผลการประเมินไปเปรียบเทียบกับเด็กอื่น ว่ากล่าวตำหนิลูก หรือใช้เป็นข้อตัดสินในการคัดเลือกในโอกาสต่างๆ

คลิกช่องที่ท่านคิดว่าตรงกับตัวเด็กมากที่สุด มีคำตอบที่เป็นไปได้ 4 คำตอบ สำหรับข้อความแต่ละประโยค คือ ไม่เป็นเลย เป็นบางครั้ง เป็นบ่อยครั้ง เป็นประจำ

เกร็ดความรู้เพื่อครู

ครูสามารถฝึกทักษะเพื่อเพิ่มความฉลาดทางอารมณ์ให้แก่เด็กปฐมวัยได้โดย

  • เป็นตัวอย่างที่ดีในการควบคุมอารมณ์ ยิ้มแย้มแจ่มใสเสมอ และใช้เหตุผลในการพูดคุยกับเด็ก
  • ให้ความรัก ความอบอุ่นแก่เด็ก ปลอบโยน ชมเชย โอบกอด ให้กำลังใจ ไม่ล้อเลียนหรือพูดให้เด็กรู้สึกอาย
  • ให้เวลาและรับฟังปัญหาของเด็ก เปิดโอกาสให้เด็กแสดงความคิดเห็นเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาก่อน
  • ไม่บังคับให้ทำในสิ่งที่เด็กยังไม่พร้อมหรือไม่ชอบ เช่น การแสดงบนเวที จับสัตว์บางชนิด ฯลฯ
  • จัดกิจกรรมกลุ่มให้เด็กได้ทำร่วมกับเพื่อน แบ่งปันวัสดุ เครื่องใช้กัน
  • จัดกิจกรรมให้เด็กได้ร้องเพลง หรือเล่านิทานที่ฟังแล้วมีความสุข

บรรณานุกรม

  1. Beam, J. (2012). What is an Emotional Quotient (EQ)? http://www.wisegeek.com/what-is-an-emotional-quotient-eq.htm
  2. Goleman, Daniel. (1998) Working With Emotional Intelligence. More Than Sound Publishing.
  3. _______. (2011) Leadership: The Power of Emotional Intelligence. More Than Sound Publishing.
  4. Karnaze, Melissa. (2012). Salovey & Mayer on Emotional Intelligence (1990) http://mindfulconstruct.com /2009/03/31/salovey-mayer-on-emotional-intelligence-1990/
  5. Salovey, P. & Mayer, J.D. (1990). Emotional Intelligence. Baywood Publishing.
  6. สำนักพัฒนาสุขภาพจิต, กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข. (2546). แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์. พิมพ์ครั้งที่ 3.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน