หน้าหลัก » Blogs » อ่านหนังสือเถิดจะเกิดผล (ตอนที่ 2)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


ผู้เขียนได้กล่าวถึงโครงการบ้านหนังสืออัจฉริยะของกระทรวงศึกษาธิการไปเมื่อตอนที่แล้วว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือร่วมใจระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน และเป็นโครงการที่จะสามารถกระตุ้นให้คนไทยรักการอ่านเพิ่มขึ้น

ในตอนที่ 2 นี้ ผู้เขียนขออนุญาตกล่าวถึง Public library หรือห้องสมุดสาธารณะซึ่งนับเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญ ว่าประชาชนในพื้นที่ที่มีห้องสมุดนั้นได้รับการศึกษาและสามารถอ่านออกเขียนได้ ว่ามีลักษณะอย่างไร และมีที่มาที่ไปอย่างไร จึงเกิดห้องสมุดสาธารณะขึ้นมาให้เรา ได้ใช้เป็นแหล่งหนึ่งในการสร้างการรักการอ่านให้แก่ตนเองและสังคม

ริชาร์ด อี รูบิน (Richard E. Rubin) ได้กล่าวถึงลักษณะของห้องสมุดสาธารณะหนังสือเรื่อง “Foundations of Library and Information Science” ว่าห้องสมุดสาธารณะมีลักษณะร่วมกัน 5 ลักษณะคือ

  1. ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐ (หรือจากภาษีประชาชนนั่นเอง)
  2. เปิดให้ประชาชนในชุมชนทุกคนเข้าใช้บริการ
  3. ควบคุมดูแลโดยคณะกรรมการที่ทำงานเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน
  4. ประชาชนเข้าใช้บริการด้วยความเต็มใจ ไม่มีการบังคับกะเกณฑ์ให้มาใช้ห้องสมุด
  5. ห้องสมุดสาธารณะให้บริการพื้นฐานโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

นอกจากมีหนังสือไว้ให้ประชาชนอ่าน ค้นคว้า และยืมกลับไปอ่านที่บ้านได้แล้ว ห้องสมุดสาธารณะยังมีการให้บริการในลักษณะอื่นๆ ด้วย เช่น ห้องประชุมสำหรับชุมชน การเล่านิทานสำหรับเด็กเพื่อปลูกฝังการรักการอ่านตั้งแต่วัยเยาว์ การสอนภาษา การสอนการบ้าน การจัดการแสดงต่างๆ การให้บริการอินเตอร์เน็ตเพื่อให้สอดคล้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนในสังคมปัจจุบัน เป็นต้น

ห้องสมุดนั้นไม่ใช่ของใหม่ ประวัติศาสตร์ห้องสมุดนั้นย้อนกลับไปได้ถึงยุคจักรวรรดิโรมันเลยทีเดียว หากแต่ผู้ที่เข้าใช้ห้องสมุดในยุคนั้นจำกัดเพียงแค่ผู้ที่มีฐานะพอที่จะได้รับการศึกษาเท่านั้น ห้องสมุดเริ่มจะเปิดกว้างมากขึ้นในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 18 หลังจากยุคภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ความแห้งแล้ง และการปฏิวัติหลายครั้งหลายคราในยุโรป ซึ่งชนชั้นกลางได้รับผลกระทบมากที่สุด

ช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 18 นี้เองที่ห้องสมุดเริ่มเปลี่ยนสถานะจะห้องสมุดปิด ซึ่งจะมีโซ่คล้องหนังสือไว้กับชั้นหนังสือ มาเป็นห้องสมุดสาธารณะที่อนุญาตให้ยืมหนังสือออกไปอ่านนอกห้องสมุดได้ ถึงกระนั้นก็ไม่ใช่ว่าห้องสมุดทุกแห่งจะเปิดเป็นสาธารณะทั้งหมด เช่น ที่ British Museum ซึ่งขณะนั้นมีหนังสือถึงกว่า 50,000 เล่ม แต่ผู้ที่เข้าใช้บริการจะต้องได้รับบัตรผ่านซึ่งใช้เวลาถึง 3-4 สัปดาห์กว่าจะออกบัตรให้ และผู้ใช้ก็เดินสำรวจหนังสือเองไม่ได้ จะต้องมีเจ้าหน้าที่พาเข้าชมอีกด้วย

จะเห็นได้ว่า กว่าจะมาเป็นห้องสมุดสาธารณะให้ประชาชนทั่วไปหยิบยืมหนังสือได้อย่างในปัจจุบัน ห้องสมุดมีวิวัฒนาการมาไม่น้อยเลย คนรุ่นใหม่นับว่าโชคดีทีเดียวที่ห้องสมุดสาธารณะในยุคนี้เปิดกว้างและทันสมัยมาก ไม่ได้มีเพียงหนังสือไว้คอยบริการเราเท่านั้น แต่ยังมีบริการอื่นๆ อีกด้วย ทราบอย่างนี้แล้ว รีบพาลูกไปห้องสมุดกันดีกว่า

แหล่งข้อมูล:

  1. Rubin, Richard E. Foundations of Library and Information Science (3rd ed). 2010. Neal- Schuman Publishers: New York. [2013, July 19].
  2. Public library - http://en.wikipedia.org/wiki/Public_library [2013, July 19].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน