หน้าหลัก » Blogs » อ่านเถิด...เด็กไทย อ่านถวายเจ้าฟ้านักอ่าน (ตอนที่ 5)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


ในเรื่องของการทำความเข้าใจการอ่าน (Reading comprehension) นั้น การอ่านที่ได้ผลและมีประสิทธิภาพ ขึ้นอยู่ กับความสามารถในการจดจำและรับรู้คำต่างๆได้รวดเร็ว โดยไม่ต้องใช้ความพยายามมากเกินไปนัก เพราะหาก การรับรู้คำ ต่างๆ เป็นไปอย่างยากลำบาก ผู้อ่านก็จะต้องใช้ความสามารถในการประมวลผล เพื่ออ่านคำแต่คำมากเกินไปอุปสรรคเช่นนี้จะไปรบกวนความสามารถของผู้อ่านในการทำความเข้าใจสิ่งที่อ่านนั่นเอง

ในประเทศสหรัฐ อเมริกา มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำความเข้าใจการอ่านในเด็ก ที่แตกต่างกัน 2 ความคิดเห็น กล่าวคือ นักวิชาการศึกษา กลุ่มหนึ่ง เชื่อว่า นักเรียนจำเป็นจะต้องเรียนรู้การวิเคราะห์บทอ่าน (หรือก็คือทำความเข้าใจ) เสียก่อนที่จะสามารถอ่านบทอ่าน ดังกล่าว ได้ด้วยตนเองด้วยซ้ำ ดังนั้นการสอนการทำความเข้าใจการอ่านแบบดังกล่าว ก็มักเริ่มตั้งแต่ระดับก่อนเข้าวัยเข้าโรงเรียน (Pre-school) หรืออนุบาล (Kindergarten)

ในขณะที่นักวิชาการศึกษาอีกกลุ่มหนึ่งแย้งว่า ควรเป็นตรงกันข้ามสำหรับเด็กที่อายุน้อยมาก กล่าวคือ เด็กจะต้องเรียนวิธีการถอดความหมายของคำแต่ละคำในเรื่องที่อ่าน ผ่านวิธีการเสียง (Phonics) ให้ได้ ก่อนที่ พวกเขาจะสามารถวิเคราะห์เรื่องที่อ่านได้

ในช่วงก่อนศตวรรษที่ 20 บทเรียนที่โรงเรียนมักใช้สอนเด็ก เกี่ยวกับการทำความเข้าใจการอ่าน มักมีวิธี “Round-robin” กล่าวคือ การที่ครูจะให้นักเรียนแต่ละคนผลัดการอ่านบทอ่านทีละท่อน ทีละส่วน และมีการตั้งคำถามให้นักเรียนตอบ อย่างไรก็ตาม ช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 วิธีการสอนแบบดังกล่าวได้ถูกโต้แย้งและแทนที่ด้วย “ยุทธการการอ่าน” (Reading strategy)

“ยุทธการ” ดังกล่าว ได้แก่ “เครื่องมือ” ต่างๆ ที่ช่วยตีความและวิเคราะห์บทอ่าน ซึ่งนักวิจัยหลายกลุ่มเชื่อว่า เหมาะสมที่จะใช้สอนเด็กเพิ่งหัดอ่าน แม้จะไม่มียุทธการที่แน่นอนตายตัวลงไป แต่สิ่งที่ทุกวิธีมีเหมือนกันก็คือ การสรุปความ สิ่งที่อ่าน การสังเกตการณ์ใกล้ชิดว่าการอ่านของเรานั้นยังเข้าที่เข้าทาง (Make sense) และการวิเคราะห์โครงสร้างของบทอ่าน (เช่น การตั้งชื่อหัวเรื่องในบทอ่านทางวิทยาศาสตร์)

โปรแกรมการสอนบางแห่ง ยังสอนเด็กนักเรียนลึกลงไปอีก ถึงวิธีการให้เด็กนักเรียนสังเกตตัวเองเวลาอ่าน ว่าเขาเข้าใจสิ่งที่อ่านหรือไม่ และยังสอนวิธีการแก้ปัญหาการทำความเข้าใจการอ่านด้วย ด้วยวิธีการสอนแบบนี้ ลักษณะการสอน โดยทั่วไป จึงมักเป็นการที่ครูผู้สอนค่อยๆ ปล่อยให้เด็กรับผิดชอบการอ่านของตนเอง หลังจากที่ได้สอนวิธีไปแล้วนั่นเอง

เมื่อย้อนกลับไปดูการสอนการทำความเข้าใจการอ่านตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2512 จนถึง พ.ศ. 2543 นั้น จะเห็นว่ามี วิธีการที่แตกต่างหลากหลายมาก ที่ได้รับการคิดค้นขึ้นมาเพื่อสอนให้เด็กนักเรียนสามารถช่วยตัวเองพัฒนาการทำความเข้าใจ การอ่านของตนได้ เช่น วิธี ReQuest ซึ่งย่อมาจากวิธี Reciprocal Questioning กล่าวคือให้เด็กนักเรียนพูดสลับกับครู ซึ่ง Anthony Manzo เป็นผู้คิดค้นแล้วนำเสนอ ในปี พ.ศ. 2512

แหล่งข้อมูล:

  1. Reading comprehension - http://en.wikipedia.org/wiki/Reading_comprehension [2013, May 4].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน