หน้าหลัก » บทความ » อ่านให้เข้าใจ (Reading Comprehension)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

การอ่าน เป็นการรับรู้และการแปลความหมายของข้อความหรือสัญลักษณ์ต่างๆ จนเกิดความเข้าใจเรื่องราว การอ่านเป็นทักษะที่สำคัญในชีวิตประจำวัน เพราะเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ต่างๆด้วยตนเองตลอดจนสร้างนิสัยใฝ่เรียนรู้ สำหรับในวัยเรียนการอ่านเพื่อความรู้หรือแสวงหาความรู้นับว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเด็กๆที่เพิ่งจะผ่านการเตรียมความพร้อมในวัยอนุบาล และเข้าสู่การเรียนวิชาการในชั้นประถมศึกษา ซึ่งอาจประสบปัญหาด้านการอ่านอยู่บ้าง เพราะนอกจากจะต้องฝึกการอ่านออกแล้วยังต้องอ่านให้เข้าใจเรื่องที่อ่านด้วย ดังนั้น พ่อแม่จึงควรรู้แนวทางและร่วมมือกับครูในการช่วยเหลือ ซึ่งจากงานวิจัยพบว่า การมีส่วนร่วมของพ่อแม่ในการเรียนรู้ของลูกจะส่งผลให้ลูกเรียนดีขึ้น

การอ่านสำคัญอย่างไร?

การอ่าน เป็นทักษะหนึ่งของการสื่อสารในชีวิตประจำวันและเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ที่สำคัญในทุกระดับ เพราะคนเราต้องอาศัยการอ่านในการแสวงหาความรู้เพื่อมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นควบคู่กับการฟัง การพูด และการเขียน แต่ในปัจจุบันพบ ว่า ภาวะการอ่านหนังสือของคนไทย ยังอยู่ในอัตราที่ต่ำและน่าเป็นห่วง เพราะเด็กหันไปดูโทรทัศน์และเล่นเกมมากขึ้นจึงทำให้อ่านหนังสือน้อยลง รัฐบาลจึงเร่งนโยบายโดยประกาศให้ปีพ.ศ. 2552- 2561 เป็นทศวรรษแห่งการอ่าน มีการกำหนดกลยุทธ์และแผนงานต่างๆซึ่งส่วนหนึ่งกำหนดไว้ว่า ให้มีการรณรงค์ในการอ่านและเพิ่มสมรรถนะการอ่านของเด็กเพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรวมถึงการพัฒนาการอ่านของพ่อแม่ซึ่งจะส่งผลต่อลูกเช่นกัน ทั้งนี้ ในส่วนของเด็กระดับประถมต้น การอ่านหนังสือด้วยความเข้าใจ นอกจากจะช่วยในเรื่องของการทำให้มีผลการเรียนที่ดีแล้ว ความรู้จากการอ่านยังเป็นพื้นฐานช่วยในเรื่องการเชื่อมโยงประสบการณ์เดิมกับประสบการณ์ใหม่ๆในโลกยุคปัจจุบันของเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วได้ดีด้วย การอ่านจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งและควรทำอย่างสม่ำเสมอเพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้มากยิ่งขึ้น เด็กที่มีปัญหาการอ่าน จะมีลักษณะการแสดงออกหลากหลาย เช่น ไม่อยากมาโรงเรียน พูดคุยเล่นไม่มีสมาธิในการเรียนจนทำงานไม่เสร็จตามกำหนด ขาดความมั่นใจในตนเอง หลีกเลี่ยงการตอบคำถามถ้าคำถามนั้นต้องใช้การอ่านประกอบ ลำดับเหตุการณ์ของเรื่องที่อ่านไม่ได้ ตอบไม่ตรงคำถาม ไม่สามารถพูดเรื่องราวจากการอ่านให้ผู้อื่นเข้าใจได้ ผลการสอบในวิชาภาษาไทยไม่เป็นที่น่าพอใจ ฯลฯ ซึ่งปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องรีบหาสาเหตุและแนวทางแก้ไขเพื่อลดความกังวล และเพิ่มความมั่นใจในการเรียนให้มีมากขึ้น หากไม่รีบแก้ไขอาจเป็นปัญหาพอกพูน เป็นผลเสียต่อการเรียนรู้และเกิดทัศนคติที่ไม่ดีต่อการเรียนได้

หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดเนื้อหาสาระของการอ่านไว้อย่างไร?

ทักษะการอ่านเป็นเนื้อหาสาระที่ 1 จากทั้งหมด 5 สาระที่กำหนดให้ผู้เรียนจะต้องเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 โดยมีสาระสำคัญที่จะต้องพัฒนาคุณภาพผู้เรียนเมื่อผู้เรียนเรียนจบในชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ในด้านดังกล่าว ระบุไว้ว่า ผู้เรียนจะต้อง “อ่านออกเสียงคำ คำคล้องจอง ข้อความ เรื่องสั้นๆ และบทร้อยกรองง่ายๆ ได้ถูกต้องคล่องแคล่ว เข้าใจความหมายของคำและข้อความที่อ่าน ตั้งคำถามเชิงเหตุผล ลำดับเหตุการณ์ คาดคะเนเหตุการณ์ สรุปความรู้ข้อคิดจากเรื่องที่อ่าน ปฏิบัติตามคำสั่ง คำอธิบายจากเรื่องที่อ่านได้ เข้าใจความ หมายของข้อมูลจากแผนภาพ แผนที่ และแผนภูมิ อ่านหนังสืออย่างสม่ำเสมอ และมีมารยาทในการอ่าน” ดังนั้น การปลูกฝังและพัฒนาให้ผู้เรียนมีทักษะในการอ่าน สามารถอ่านและเข้าใจเรื่องที่อ่านได้อย่างถูกต้องจึงมีความจำเป็น เพราะนอกจากจะเกิดผลดีต่อการเรียนในวิชาภาษาไทยเองแล้ว ยังสามารถเชื่อมโยงไปสู่ความเข้าใจในการเรียนวิชาอื่นๆด้วย

เด็กจะได้รับประโยชน์อะไรจากการอ่าน?

การเรียนรู้และการพัฒนาทักษะชีวิตที่ดีเป็นผลมาจากการรู้จักและเข้าใจเนื้อหาจากการอ่านที่ดีด้วย เพราะประโยชน์จากการอ่านมีมากมาย ดังนี้

  • เพิ่มพูนทักษะทางภาษา เรียนรู้คำศัพท์มากขึ้น อ่านเรื่องราวได้เข้าใจอย่างรวดเร็ว
  • มีความเข้าใจเนื้อหาในการเรียนวิชาอื่นๆได้ดีขึ้น
  • เกิดความรู้ในเรื่องใหม่ๆจากการค้นคว้าหาความรู้ได้ด้วยตนเอง
  • มีนิสัยรักการอ่าน ฝึกการมีวินัย และรู้จักใช้เวลาว่างในการอ่านหนังสือ
  • เป็นการฝึกสมาธิได้ดี กล้าแสดงความคิดเห็น และมีส่วนร่วมในการเรียนมากขึ้น
  • ได้พัฒนากระบวนการคิดและการสื่อสาร เพราะเมื่อเกิดการสื่อสารสมองจะเชื่อมโยงสิ่งที่คิดเป็นการพูด
  • ส่งเสริมจินตนาการ และสนองความอยากรู้อยากเห็น
  • เกิดทักษะทางสังคมในการทำกิจกรรมร่วมกันทั้งในกลุ่มเพื่อน ครู และครอบครัว
  • ช่วยให้เกิดความสุข ความเพลิดเพลิน
  • กล้าแสดงความคิดเห็น และมีส่วนร่วมในการเรียนมากขึ้น
  • สามารถนำความรู้จากการอ่านไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

ครูจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านให้ลูกอย่างไร?

โรงเรียนแต่ละโรงเรียนอาจจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านที่เหมือนหรือแตกต่างกันขึ้นอยู่กับระดับ วัยของผู้เรียน และความพร้อมของโรงเรียน ดังนี้

  • อ่านเนื้อหาในหนังสือเรียน หนังสืออ่านนอกเวลา และตอบคำถามจากเรื่องที่อ่าน
  • อ่านนิทานร่วมกัน เลือกอ่านนิทานที่ชอบ และตอบคำถามจากเรื่องที่อ่าน
  • อ่านบทกลอน บทกล่อมเด็ก บทร้องเล่น คำคล้องจอง คำขวัญ ประกาศ ข่าว เกร็ดความรู้สั้นๆ หรือเรื่องราวที่น่าสนใจ และสนทนาร่วมกัน
  • บันทึกคำ ประโยค เรื่องราวจากการอ่านในสมุดบันทึก
  • ตั้งชุมนุม/ชมรมนักอ่าน โดยรับสมัครนักเรียนที่สนใจ
  • จัดแข่งขันการตอบปัญหาจากเรื่องที่อ่าน หรือประกวดยอดนักอ่าน
  • จัดโครงการส่งเสริมการอ่าน
  • ประเมินผลการอ่านจากการสังเกต การสัมภาษณ์ ผลงาน/ชิ้นงาน การสอบ ฯลฯ

พ่อแม่จะช่วยส่งเสริมการอ่านให้ลูกได้อย่างไร?

การเรียนรู้ไปพร้อมๆกับลูก นอกจากจะทำให้คุณพ่อคุณแม่ทราบว่า ลูกกำลังเรียนเนื้อหาอะไรอยู่ ยังช่วยทำให้รู้ว่า ลูกมีความเข้าใจในเรื่องที่เรียนนั้นมากน้อยเพียงใดด้วย ซึ่งความสามารถในการอ่านเรื่องราวอย่างเข้าใจนี้ นอกเหนือจากการฝึกอ่านโดยตรงจากกิจกรรมที่โรงเรียนแล้ว พ่อแม่สามารถฝึกฝนลูกได้ตลอดเวลา โดยปกติแล้วความเข้าใจเรื่องราวต่างๆจากการอ่านนี้มีจุดเริ่มต้นจากการฟังที่ดีก่อน หมายถึง เด็กต้องมีทักษะการฟังที่ดีก่อนจึงจะพัฒนาเชื่อมโยงไปสู่การอ่านอย่างเข้าใจ ประสบการณ์ดังกล่าวคุณพ่อคุณแม่สามารถฝีกฝนลูกได้ตลอดเวลา เช่น การสนทนาด้วยการพูดสั้นๆแต่ได้ใจความ เช่น พูดว่า “วันนี้เราจะไปเที่ยวเขาดินกัน” จากนั้นจึงถามคำถามลูกกลับไปว่า “เราจะไปเขาดินกันวันอะไร” “วันนี้เราจะไปไหน” “มีใครไปเขาดินบ้าง” “เราไปเขาดินกันกี่คน” ฯลฯ โดยบรรยากาศของการถามต้องไม่เป็นทางการให้ทำเหมือนกับเป็นการพูดคุยตามปกติ การถามคำถามดังกล่าวสามารถเปลี่ยนสถานการณ์ไปตามกิจวัตรประจำวัน นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมที่สามารถช่วยส่งเสริมการอ่านของลูกได้ ดังนี้

  • สร้างบรรยากาศการอ่านที่สนุก เร้าใจให้อยากอ่าน จูงใจให้อยากรู้ และกระตุ้นให้อยากรู้มากขึ้น เป็นการอ่านที่ไม่เป็นทางการแต่ได้ทักษะการอ่านที่คงทน เกิดทัศนคติที่ดีต่อการอ่าน
  • เลือกเนื้อหาการอ่านที่ตรงกับความสนใจของลูก เช่น ลูกชอบไดโนเสาร์ ก็หาหนังสือเกี่ยวกับไดโนเสาร์มาร่วมกันอ่าน หรือดูภาพยนตร์เกี่ยวกับไดโนเสาร์ จากนั้นก็ซักถามเกี่ยวกับความเข้าใจในเรื่องที่อ่านหรือดู
  • สร้างแรงจูงใจในการอ่านด้วยการพาไปร้านหนังสือ หรือให้รางวัลเป็นหนังสือที่ชอบ
  • เป็นแบบอย่างในการอ่านหนังสือให้ลูกเห็นทุกวัน
  • ฝึกให้ตั้งคำถาม – ตอบ สลับกันโดยเริ่มใช้คำถาม ใคร ทำอะไร ที่ไหน ผลเป็นอย่างไร นอกจากคำถามปลายปิด อาจถามคำถามปลายเปิดเพื่อกระตุ้นการคิด การคาดเดาเหตุการณ์ หรือ การแก้ปัญหาตามสถานการณ์
  • ชี้ชวนการอ่านจากป้ายสินค้า หรือโฆษณาที่พบเห็น
  • ให้แรงเสริมด้วยคำชมเชย
  • วาดภาพแทนการตอบคำถาม หากลูกมีความสามารถในการวาดหรือชอบวาด
  • สร้างสมุดภาพนิทาน แสดงละคร บทบาทสมมติ ฯลฯ จากเรื่องราวที่อ่าน

ข้อพึงระวังในการส่งเสริมความเข้าใจในการอ่าน คือ ต้องเกิดขึ้นในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย และลูกมีความพร้อมทั้งกายและใจจึงจะได้รับความร่วมมือที่ดีและส่งผลต่อการฝึก นอกจากนี้ ต้องทำอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอเนื่องจากภาษาเป็นวิชาทักษะที่ต้องฝึก ยิ่งฝึกมากยิ่งเกิดความเข้าใจได้มาก

เกร็ดความรู้เพื่อครู

การเป็นนักอ่านที่ดี อ่านแล้วเกิดความเข้าใจในเรื่องที่อ่านจะต้องได้รับการปลูกฝังมาแต่เยาว์วัยโดยเริ่มจากครอบครัว โรงเรียน และสังคม การพัฒนาความเข้าใจในการอ่านของเด็กเป็นเรื่องที่สามารถฝึกฝนได้ ซึ่งเด็กแต่ละคนมีความสามารถในการเรียนรู้ที่ช้า-เร็วแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับประสบการณ์เดิม การคิดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมและการสร้างบรรยากาศที่ดีของผู้ใหญ่ สิ่งสำคัญคือ ความเข้าใจและท่าทีที่ผู้ใหญ่แสดงออกต่อเด็กที่จะเป็นสิ่งส่งเสริมให้เด็กได้พัฒนาการอ่านที่ดีขึ้นหรือมีทัศนคติในด้านลบต่อการอ่านตลอดไป ครูควรปลูกฝังนิสัยรักการอ่านแก่เด็ก ดังนี้

  • ตรวจสอบเนื้อหาที่เรียนว่า มีความยากง่ายในการใช้ภาษาเหมาะสมกับวัยและระดับความสามารถของเด็กหรือไม่
  • สร้างแรงจูงใจในการเรียนด้วยการเลือกเนื้อหาที่ใช้สอนในขั้นแรกๆด้วยเรื่องราวสั้นๆที่เด็กชอบ แล้วค่อยๆเพิ่มความยาวและความยากของคำศัพท์ขึ้น เรื่องราวที่เด็กๆชอบ เช่น เนื้อหาจากนิทาน เกร็ดความรู้ คำขวัญ ประกาศ ฯลฯ
  • เริ่มจากการอ่านพร้อมกัน อ่านและร่วมกันอธิบายคำศัพท์ยาก อ่านซ้ำโดยอ่านเป็นกลุ่มเล็ก อ่านเป็นคู่ และอ่านในใจคนเดียว ในระหว่างการอ่านพร้อมกันนั้นครูอาจบันทึกเสียงของเด็กๆและนำมาเปิดให้ฟังทีหลัง จากนั้นจึงเริ่มกิจกรรมเพื่อฝึกความเข้าใจในการอ่าน
  • ฝึกให้ตั้งคำถาม – ตอบ ร่วมกับเพื่อน โดยเริ่มใช้คำถาม ใคร ทำอะไร ที่ไหน ผลเป็นอย่างไร
  • เปลี่ยนกิจกรรมการสอนให้หลากหลาย เช่น เกมจับคู่ถาม-ตอบการอ่าน อ่านนิทาน (และฟัง) จากสื่อวีดิทัศน์ ศึกษานอกห้องเรียนจากการอ่านบอร์ดของโรงเรียนและสนทนาร่วมกัน แสดงละครหรือบทบาทสมมติจากเรื่องที่อ่าน ฯลฯ
  • หาเทคนิคใหม่ๆในการสอนและจัดกิจกรรม เช่น เทคนิค K-W-L 3 ขั้นตอน คือ ขั้นรู้ ขั้นต้องการรู้ และขั้นเรียนรู้แล้ว
  • จัดสัปดาห์หนังสือเล่มโปรดของฉัน โดยให้นำหนังสือที่ตนเองชอบจากที่บ้านมาอ่านให้เพื่อนๆฟัง ร่วมกันซักถาม และประเมินความเข้าใจในการอ่าน
  • ให้แรงเสริมด้วยคำชมเชย หรือสัญลักษณ์เครื่องหมายที่เด็กๆชอบ ฯลฯ
  • จัดสิ่งแวดล้อมระหว่างที่อ่านด้วยบรรยากาศที่สงบ

บรรณานุกรม

  1. กำไล เหมือนศรี. (2551). การพัฒนาหนังสือเสริมทักษะการอ่านเพื่อการเรียนรู้ด้วยนิทาน. http://www.gotoknow.org/blogs/posts/413841.[2555, พฤศจิกายน 5].
  2. ฉวีลักษณ์ บุณยะกาญจน. (2547). จิตวิทยาการอ่าน. กรุงเทพมหานคร : ธารอักษร.
  3. ฐะปะนีย์ นาครทรรพ. (2545). การสอนภาษาไทยขั้นพื้นฐานระดับประถมศึกษา. กรุงเทพฯ: ศูนย์ส่งเสริมวิชาการ.
  4. ฐิติกมณฑ์ จันทโกศล. (มปป.). การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความด้วยเทคนิคเค ดับเบิ้ลยู แอล (K W L). : http://www.gotoknow.org. [2555, พฤศจิกายน 5].
  5. บันลือ พฤกษะวัน. (2546). มิติใหม่ในการสอนอ่าน. กรุงเทพมหานคร: ไทยวัฒนาพาณิช.
  6. สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพมหานคร.
  7. สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย. (2552). 2552 – 2561 ทศวรรษแห่ง การอ่าน. กรุงเทพมหานคร.
  8. สิริมณี บรรจง. (2549). เอกสารประกอบการสอนรายวิชาเด็กปฐมวัยกับทักษะทางภาษา. คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา.
  9. KWL is a teaching strategy. [Online]. Available: http://www.worksheetlibrary.com /teachingtips/ kwl.html. [2012, November 1].
  10. Using "KWL" in the Classroom. Read more on Teacher Vision: [Online]. Available: http:// www.teachervision.fen.com/graphic-organizers/skill-builder/48615.html.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน