หน้าหลัก » บทความ » เกมฝึกเชาว์ปัญญา (Thinking games)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

เกมฝึกเชาวน์ปัญญา หมายถึง กิจกรรมการเล่นที่มีกฎกติกาการเล่นง่ายๆที่นำมาให้เด็กปฐมวัยได้เล่น เพื่อฝึกให้เด็กได้พัฒนาเชาวน์ปัญญาหรือสติปัญญา ซึ่งเกมการเล่นจะเน้นให้เด็กได้ฝึกทักษะการสังเกต การเปรียบเทียบ การจำแนกประเภท การจับคู่ การจัดกลุ่ม การเรียงลำดับ การหาความสัมพันธ์ จำนวนและตัวเลข ความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เกมฝึกเชาวน์ปัญญาในที่นี้หมายถึง เกมการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3–5 ปี รวมถึงเกมการเล่นอื่นๆที่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กในวัยนี้ เช่น วีดีโอเกม เกมคอมพิวเตอร์ ฯลฯ

เกมฝึกเชาว์ปัญญามีความสำคัญและความเป็นมาอย่างไร?

เด็กวัยแรกเกิดจนถึง 6 ปี ซึ่งเป็นวัยแห่งการวางรากฐานของพัฒนาการทางด้านต่างๆทั้งทางด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ จิตใจ สังคม และบุคลิกภาพ ดังที่ บลูม (Bloom) กล่าวว่า เด็กในช่วง 6 ปีแรกของชีวิต เป็นวัยที่เซลล์สมองเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว สอดคล้องกับแนวคิดของเพียเจท์ (Piaget) ที่กล่าวว่า เด็กในช่วงอายุแรกเกิดถึง 6 ปี มีพัฒนาการทางสติปัญญาจากการเคลื่อนไหว การมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม การเรียนรู้จากการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า ตลอดจนมีพัฒนาการทางภาษาอย่างรวดเร็ว และบรูเนอร์ (Bruner) กล่าวว่า พัฒนาการทางความคิดจะเกิดขึ้นจากการเรียนรู้และขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อม ซึ่ง ไวก็อตสกี้ (Vygotsky) มีความเชื่อว่า พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กเกิดจากการที่เด็กได้มีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนและผู้ใหญ่ การใช้ภาษานำไปสู่การพัฒนาทางด้านการคิดและสติปัญญา อีกทั้งมอร์ (Moor) ได้กล่าวว่า เด็กในช่วงอายุ 2–5 ปี เป็นช่วงที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และมีพัฒนาการทางสติปัญญาสูงที่สุด

หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 ได้กำหนดสาระการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยไว้ 2 ส่วน คือ สาระที่เด็กควรรู้และประสบการณ์สำคัญ สำหรับสาระที่เด็กควรรู้ได้แก่ เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเด็ก เรื่องราวเกี่ยวบุคคลและสถานที่แวดล้อมเด็ก เรื่องราวเกี่ยวกับธรรมชาติรอบตัวเด็ก และเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งต่างๆรอบตัวเด็ก ส่วนประสบการณ์สำคัญ ประกอบด้วย ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกาย ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการทางด้านอารมณ์ จิตใจ ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสังคม และประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสติปัญญา ซึ่งสาระการเรียนรู้ทั้งสองส่วนนี้ใช้เป็นสื่อกลางในการจัดประสบการณ์ให้กับเด็ก สำหรับประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนา การทางด้านสติปัญญาประกอบด้วยประสบการณ์เกี่ยวกับการคิด การใช้ภาษา การสังเกต จำแนกและการเปรียบเทียบ จำนวน มิติสัมพันธ์ และเวลา โดยผ่านการจัดกิจกรรมตามตารางกิจกรรมประจำวัน 6 กิจกรรม คือ กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ กิจกรรมเสริมประสบการณ์ กิจกรรมสร้างสรรค์ กิจกรรมเสรีหรือเล่นตามมุม กิจกรรมกลางแจ้ง และเกมการศึกษา

เกมการศึกษา (Didactic Games) เป็นเกมที่ช่วยพัฒนาสติปัญญาหรือเชาวน์ปัญญา มีกฎเกณฑ์กติกาง่ายๆ เด็กสามารถเล่นคนเดียวหรือเล่นเป็นกลุ่มได้ ช่วยให้เด็กรู้จักสังเกต คิดหาเหตุผลและเกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสี รูปร่าง จำนวน ประเภทความสัมพันธ์เกี่ยวกับพื้นที่ และระยะ เกมการศึกษาที่เหมาะสมสำหรับเด็กวัย 3–5 ปี เช่น เกมจับคู่ แยกประเภท จัดหมวด หมู่ เรียงลำดับ โดมิโน ลอตโต ภาพตัดต่อ ต่อตามแบบ ฯลฯ สำหรับเกมการศึกษามีหลายประเภท มีลักษณะของการเล่นที่ช่วยฝึกฝนทางด้านสติปัญญาเป็นหลัก ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติกำหนดเกมการศึกษาออกเป็นดังนี้

  • เกมจับคู่ เป็นเกมที่ฝึกฝนให้เด็กสังเกต เปรียบเทียบ การคิดหาเหตุผล จำนวนคู่ต้องเหมาะสมกับวัย และท้าทายการเล่นเกมของเด็ก เกมจับคู่เป็นการจัดของเป็นคู่ๆก็ได้ เกมประเภทนี้มีหลายชนิด ได้แก่
    • เกมจับคู่สิ่งที่เหมือน เช่น จับคู่ภาพหรือสิ่งที่เหมือนทุกประการ จับคู่ภาพกับเงาของสิ่งเดียวกัน จับคู่ภาพกับโครงร่างของสิ่งเดียวกัน จับคู่ภาพที่ซ่อนอยู่ในภาพหลัก ฯลฯ
    • การจับคู่สิ่งที่เป็นประเภทเดียวกัน เช่น ไม้ขีด–ไฟแช็ค เรือใบ–เรือแจว เทียน–ไฟฟ้า ฯลฯ
    • การจับคู่สิ่งที่สัมพันธ์กัน เช่น สิ่งที่ใช้คู่กัน สัตว์แม่–ลูก สัตว์กับอาหาร สัตว์กับอวัยวะ สัตว์กับที่อยู่ บุคคลกับเครื่องมือประกอบอาชีพ
    • การจับคู่สิ่งที่สัมพันธ์แบบตรงกันข้าม เช่น คนอ้วน-คนผอม คนแก่-เด็ก กล่องใหญ่–กล่องเล็ก
    • การจับคู่ภาพส่วนเต็มกับส่วนย่อย
    • การจับคู่ภาพเต็มกับภาพชิ้นส่วนที่หายไป
    • การจับคู่ภาพที่ซ้อนกัน
    • การจับคู่ภาพที่เป็นส่วนตัดกับภาพใหญ่
    • การจับคู่สิ่งที่เหมือนกันแต่สีต่างกัน
    • การจับคู่สีเหมือนกันแต่ของต่างกัน
    • การจับคู่สิ่งที่เหมือนกันแต่ขนาดต่างกัน
    • การจับคู่ภาพสิ่งที่มีเสียงสระเหมือนกัน เช่น กา–นา งู–ปู ฯลฯ
    • การจับคู่ภาพที่มีเสียงพยัญชนะต้นเหมือนกัน เช่น นก–หนู กุ้ง–ไก่ ฯลฯ
  • เกมภาพตัดต่อ เป็นเกมที่ฝึกให้เด็กสังเกตรายละเอียดของภาพ รอยตัดต่อของภาพที่เหมือนกัน หรือต่างกันในเรื่องของสี ขนาด ลวดลาย เกมประเภทนี้มีจำนวนของภาพตัดต่อตั้งแต่ 5 ชิ้นขึ้นไป ซึ่งขึ้นอยู่กับความยากง่ายของภาพชุดนั้นๆ เช่น หากสีของภาพที่มีความแตกต่างกัน ทำให้ยากแก่เด็กยิ่งขึ้น ภาพตัดต่ออาจเป็นภาพของสิ่งต่างๆดังต่อไปนี้ คือ ภาพตัดต่อเกี่ยวกับคน สัตว์ พืช ผัก ผลไม้ ดอกไม้ สิ่งของ พาหนะ ตัวเลข ค่าของจำนวน ฯลฯ ภาพตัดต่อที่สัมพันธ์กับหน่วยการสอน เช่น การคมนาคม การจราจร กลางวัน – กลางคืน วงจรชีวิต ฤดูฝน ป่าแสนสวย ฯลฯ
  • เกมวางภาพต่อปลาย (โดมิโน) เป็นเกมที่ฝึกการสังเกต การคิดคำนวณ การคิดเป็นเหตุเป็นผล เกมประเภทนี้มีหลายชนิด ประกอบด้วยชิ้นส่วนที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมหรือสามเหลี่ยมตั้งแต่ 9 รูปขึ้นไป ได้แก่
    • โดมิโนภาพเหมือน เช่น สิ่งมีชีวิต ได้แก่ คน สัตว์ พืช สิ่งของ เครื่องใช้ รูปเรขาคณิต
    • เกมโดมิโนความสัมพันธ์
    • เกมโดมิโนผสมเลขให้เท่าจำนวนที่กำหนด
  • เกมเรียงลำดับ เป็นเกมที่ฝึกทักษะในการจำแนก การคาดคะเน เกมประเภทนี้มีลักษณะเป็นภาพสิ่งของ เรื่องราว เหตุ การณ์ ตั้งแต่ 3 ภาพขึ้นไป เช่น การเรียงลำดับภาพเหตุการณ์ต่อเนื่อง ประกอบด้วยภาพจำนวนหนึ่งแสดงถึงเหตุการณ์ นิทาน เรื่องราวต่อเนื่องกัน หรือการเจริญเติบโตของพืช วงจรชีวิตของสัตว์ เกมเรียงลำดับความยาว ขนาด ปริมาณ ปริมาตร จำนวน เช่น ใหญ่–เล็ก สั้น–ยาว หนัก–เบา มาก-น้อย ฯลฯ
  • เกมการจัดหมวดหมู่ เป็นเกมที่ฝึกทักษะการสังเกต การจัดแยกประเภท เกมประเภทนี้มีลักษณะเป็นแผ่นภาพหรือของจริงของสิ่งของประเภทต่างๆเช่น ภาพสิ่งของที่นำมาจัดเป็นพวกๆตามความคิดของเด็กมีจำนวนตั้งแต่ 4 ชิ้นขึ้นไป อาจเป็นภาพของสิ่งต่อไปนี้ คือ
    • ภาพที่จัดหมวดหมู่ตามรูปร่าง สี ขนาด รูปทรงเรขาคณิต ฯลฯ
    • ภาพเกี่ยวกับประเภทของสัตว์ เช่น สัตว์บก สัตว์น้ำ ฯลฯ
    • ภาพเกี่ยวกับประเภทของพืช ผัก ผลไม้
    • ภาพเกี่ยวกับประเภทของใช้ในชีวิตประจำวัน

    วัสดุของจริงซึ่งอาจมีจำนวนตั้งแต่ 4 ชิ้นขึ้นไป เช่น กระดุมที่มีขนาด รูปร่าง สีต่างๆ กัน ในการเล่นผู้เล่นอาจแยกเป็นกองๆ ตามขนาด รูปร่าง หรืออาจแยกตามสีก็ได้ วัสดุต่างๆรวมกัน เช่น ไม้ พลาสติก เมล็ดพืช เปลือกหอย ก้อนหิน ฯลฯ ผู้เล่นอาจแยกตามขนาด รูปร่าง สี หรือส่วนประกอบของวัสดุก็ได้ ตุ๊กตารูปคน สัตว์ ฯลฯ

  • เกมหาความสัมพันธ์ระหว่างภาพกับสัญลักษณ์ เกมนี้จะช่วยเด็กก่อนที่จะเริ่มอ่านเขียน เด็กจะคุ้นเคยกับสัญลักษณ์ เป็นบัตรที่มีภาพกับคำหรือตัวเลขแสดงจำนวนกำหนดให้ตั้งแต่ 3 คู่ขึ้นไป เด็กจะต้องหาบัตรคำมาวางเทียบเคียงให้ถูกต้อง
  • เกมหาภาพที่มีความสัมพันธ์ลำดับที่กำหนด เป็นเกมที่ฝึกการสังเกตลำดับที่ ฝึกความจำ เกมประเภทนี้มีภาพต่างๆ 5 ภาพเป็นแบบให้เด็กได้สังเกตลำดับของภาพ ส่วนที่เป็นคำถามจะมีภาพกำหนดให้ 2 ภาพ ให้เด็กหาภาพที่สามที่เป็นคำตอบที่จะทำให้ภาพทั้งสามเรียงลำดับถูกต้องตามต้นแบบ
  • เกมการสังเกตรายละเอียดของภาพ (Lotto) เป็นเกมที่ฝึกการสังเกตรายละเอียดของภาพ เกมจะประกอบด้วยภาพหลัก 1 ภาพ และชิ้นส่วนที่มีภาพส่วนย่อยสำหรับเทียบกับภาพแผ่นหลักอีกจำนวนหนึ่งตั้งแต่ 4 ชิ้นขึ้นไป ให้เด็กเลือกภาพชิ้น ส่วนเฉพาะที่มีอยู่ในภาพหลักหรือภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดให้เกี่ยวกับภาพหลัก
  • เกมหาความสัมพันธ์แบบอุปมา อุปไมย เป็นเกมที่ฝึกการคิดคำนวณแบบเป็นเหตุเป็นผล เกมนี้ประกอบด้วยชิ้นส่วนแผ่นย่อยจำนวน 2 ชิ้น ต่อกันด้วยผ้าหรือวัสดุอื่น (เพื่อสะดวกในการพับเก็บ) ชิ้นส่วนตอนแรกมีภาพ 2 ภาพ ที่มีความสัม พันธ์ หรือเกี่ยวข้องกันอย่างใดอย่างหนึ่ง ชิ้นส่วนที่ 2 มีภาพ 1 ภาพ เป็นภาพที่สามที่มีขนาดครึ่งของชิ้นส่วนให้เด็กหาภาพที่เหลือ ซึ่งเมื่อจับคู่ภาพที่สามแล้วจะมีความสัมพันธ์ทำนองเดียวกันกับภาพคู่แรก ตัวเลือกเป็นแผ่นภาพขนาดเท่ากับภาพที่สาม สาระของเกมอาจเป็นในเรื่องของรูปร่าง จำนวน ฯลฯ
  • เกมพื้นฐานการบวก เป็นเกมที่ฝึกทักษะทางตัวเลข ฝึกให้มีความคิดรวบยอดเกี่ยวกับการรวมหรือการบวก โดยมีราย ละเอียดดังนี้ เกมแต่ละเกมประกอบด้วยภาพหลัก 1 ภาพที่แสดงจำนวนต่างๆและมีภาพชิ้นส่วนตั้งแต่ 2 ภาพขึ้นไปภาพชิ้น ส่วนมีขนาดครึ่งของภาพหลักให้เด็กหาภาพชิ้นส่วน 2 ภาพที่รวมกันแล้วมีจำนวนเท่ากับภาพหลักแล้วนำมาวางเทียบเคียงกับภาพหลัก
  • เกมจับคู่ตารางสัมพันธ์ (Metric games) เป็นเกมที่ฝึกเด็กให้รู้จักคิดและสังเกตการณ์ คิดเชื่อมโยงและหาความสัมพันธ์ นอกจากเกมการศึกษาแล้วในปัจจุบันได้มีการผลิตเกมในรูปแบบต่างๆเพื่อส่งเสริมเชาวน์ปัญญาให้กับเด็ก เช่น เกมคอมพิว เตอร์ เกมที่เป็นแบบฝึกหัด ฯลฯ ซึ่งการที่จะพิจารณานำเกมต่างๆมาใช้กับเด็กปฐมวัย ต้องคำนึงถึงประโยชน์ที่มีต่อเด็ก เนื้อหาสาระของเกม ความเหมาะสม และระดับอายุของเด็กด้วย

เกมฝึกเชาว์ปัญญามีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

เกมที่ช่วยพัฒนาเชาวน์ปัญญาหรือความสามารถทางสมองของเด็กปฐมวัย มีประโยชน์ต่อเด็กดังนี้

  • ช่วยฝึกฝนทักษะการสังเกตและจำแนกด้วยสายตาให้กับเด็ก เช่น การเล่นเกมจับคู่ภาพที่เหมือนกัน การจับคู่ภาพกับเงา เด็กจะต้องสังเกตด้วยสายตาเพื่อที่จะหาคู่ที่เข้ากันได้
  • ช่วยฝึกฝนทักษะการแยกประเภทและการจัดหมวดหมู่ ซึ่งทักษะด้านนี้เป็นทักษะทางด้านคณิตศาสตร์ในการแยกประ เภท หรือจัดหมวดหมู่สิ่งของวัตถุต่างๆตามเกณฑ์ต่างๆ เช่น สี ขนาด รูปร่าง ฯลฯ
  • ช่วยฝึกฝนการคิดอย่างมีเหตุผลให้กับเด็ก เช่น เกมจับคู่สิ่งที่มีความสัมพันธ์ การจับคู่สิ่งมีชีวิตกับที่อยู่อาศัย คนอยู่ในบ้าน พระสงฆ์อยู่ในวัด ปลาอยู่ในน้ำ สิ่งเหล่านี้เป็นการคิดที่เป็นเหตุเป็นผล และทำให้เด็กได้รับการฝึกและสะสมประสบ การณ์ด้านการคิดอย่างมีเหตุผลในระดับที่สูงขึ้นต่อไป
  • ช่วยฝึกฝนให้เด็กรู้จักตัดสินใจและแก้ปัญหา เกมการศึกษาบางเกมอาจกำหนดระยะเวลาให้เด็กเล่นแข่งขันตามที่กำหนด เช่น 3 นาที 5 นาที เช่น เกมการหารายละเอียดของภาพ เกมภาพตัดต่อ ทำให้เด็กต้องเล่นแข่งกับเวลาและต้องใช้ความสามารถในการตัดสินใจและแก้ปัญหาในขณะเล่น อีกทั้งการเล่นเป็นกลุ่มเด็กอาจจะต้องตัดสินใจร่วมกันและแก้ ปัญหาแบบกลุ่มด้วย
  • ช่วยฝึกฝนทักษะพื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์ เช่น การสังเกต เปรียบเทียบ เกมการศึกษาเกือบทุกเกม เด็กจะต้องใช้ทักษะการสังเกต การเปรียบเทียบเป็นทักษะต้นๆที่นำมาใช้ในการเล่นเกม
  • ช่วยฝึกฝนทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ เช่น ทักษะการสังเกต ทักษะการจำแนกประเภท ทักษะการจัดกลุ่ม จัดหมวดหมู่ หรือทักษะการจัดประเภท ทักษะด้านจำนวน การนับ การรู้ค่าจำนวนอย่างมีความหมาย และทักษะพื้นฐานการบวก
  • ช่วยให้เด็กมีความคิดรวบยอดในสิ่งที่เรียนรู้ เช่น ความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์ การบวกหรือการรวม ความคิดรวบยอดในด้านเนื้อหาที่เรียนรู้ประจำหน่วยการเรียน
  • ช่วยฝึกเด็กให้มีทักษะการคิดในด้านอื่น เช่น การคิดวิจารณญาณ การคิดสร้างสรรค์ การคิดแบบอุปนัย ฯลฯ นอกจากเกมฝึกเชาวน์ปัญญาจะพัฒนาเด็กทางด้านสติปัญญาแล้ว การเล่นเกมการศึกษายังพัฒนาเด็กในด้านอื่นๆด้วย เช่น การประ สานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตาหรือกล้ามเนื้อเล็ก ฝึกทักษะทางสังคมให้กับเด็กจากการเล่นเกมเป็นกลุ่ม การรู้จักแบ่งปัน การรอคอยและส่งเสริมความมีวินัยทั้งต่อตนเองและผู้อื่น นอกจากนี้ยังช่วยพัฒนาในด้านอารมณ์ การรู้จักที่จะเข้าใจความต้อง การของตนเอง และแสดงพฤติกรรมตอบสนองต่ออารมณ์ และความรู้สึกกับผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม

ครูจัดเกมให้ลูกฝึกเชาว์ปัญญาที่โรงเรียนอย่างไร?

ตามปกติครูจะจัดให้เด็กได้เล่นเกมการศึกษาในช่วงหลังจากตื่นนอนหรือก่อนกลับบ้าน แต่ในบางครั้งครูอาจยืดหยุ่นโดยการนำเกมการศึกษามาจัดไว้ในมุมเล่น เพื่อให้เด็กได้เล่นในช่วงเล่นเสรีก็ได้ ในกรณีที่เกมการศึกษาเป็นชุดใหม่ครูจะปฏิบัติดังนี้

  1. แนะนำเกมชุดใหม่ให้เด็กรู้จักว่าเกมนั้นชื่ออะไร มีจำนวนกี่ชิ้น และอะไรบ้าง
  2. สาธิตหรืออธิบายวิธีเล่นเกมเป็นขั้นๆตามประเภทของเกมแต่ละชนิด
  3. ให้เด็กหมุนเวียนเข้ามาเล่นเป็นกลุ่มหรือรายบุคคลตามความเหมาะสม
  4. ในขณะที่เด็กเล่น ครูเพียงเป็นผู้แนะนำ บางครั้งครูอาจเข้าร่วมเล่นกับกลุ่ม ถ้าสังเกตเห็นว่าเด็กยังไม่เข้าใจวิธีเล่น หรือมีปัญหาเกี่ยวกับการเล่น
  5. เมื่อเด็กเล่นเกมแต่ละชุดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ครูให้เด็กตรวจสอบความถูกต้องด้วยตนเอง ร่วมกันตรวจกับเพื่อน หรือครูช่วยดูแลตรวจสอบและชมเชยให้กำลังใจ
  6. ให้เด็กนำเกมที่เล่นแล้วเก็บใส่กล่องเข้าที่ให้เรียบร้อยทุกครั้งก่อนเล่นชุดอื่น

แต่ถ้าเด็กเคยเล่นเกมการศึกษานี้มาแล้ว ครูจะปฏิบัติดังนี้

  1. จัดวางเกมที่เคยเล่นแล้ว ให้เด็กเล่นเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 4–5 คน แต่ละกลุ่มจะมีเกม 1 ชุด หรือาจจะเล่นคนเดียวก็ได้
  2. หมุนเวียนให้เด็กเล่นทั้งชุดใหม่และชุดเก่าตามที่จัดไว้
  3. เมื่อเด็กเล่นเกมแต่ละชุดเสร็จแล้ว ฝึกให้เด็กเก็บให้เรียบร้อย และอยู่ในสภาพที่นำไปใช้ได้อีก

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะจัดเกมให้ลูกฝึกเชาว์ปัญญาอย่างไร?

การฝึกเชาวน์ปัญญาหรือสติปัญญาโดยการจัดเกมให้กับลูกเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่จะเสริมสร้างการเรียนรู้ให้กับลูกได้ ซึ่งในปัจจุบันจะพบว่ามีเกมต่างๆมากมายที่มีจำหน่ายในท้องตลาดหรือตามร้านวัสดุอุปกรณ์การศึกษา และในบางครั้งก็จะมีตัวแทนจำหน่ายมานำเสนอเกมต่างๆเหล่านี้ถึงที่บ้าน ซึ่งในบางครั้งพ่อแม่ควรคัดเลือกเกมที่มีความเหมาะสมให้กับลูก ดังนี้

  • เข้าใจหลักพัฒนาการและการเรียนรู้ของลูก สิ่งสำคัญคือพ่อแม่ต้องเข้าใจหลักพัฒนาการและการเรียนรู้ของลูก เข้าใจธรรมชาติของลูกในวัยนี้ และควรเลือกซื้อหรือจัดหาเกมที่เหมาะสมกับพัฒนาการของลูก ไม่ยากหรือเป็นเกมที่เน้นวิชาการจนเกินความสามารถของลูก
  • อยู่ใกล้ชิดกับลูก ถ้าเป็นเกมประเภทวีดิโอเกมหรือเกมคอมพิวเตอร์ พ่อแม่ไม่ควรปล่อยให้ลูกเล่นตามลำพัง พ่อแม่ควรอยู่ใกล้ชิดกับลูกขณะที่ลูกกำลังเล่น เนื่องจากเกมบางประเภทอาจมีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมซ่อนอยู่ข้างใน หรืออาจมีสื่อที่ยั่วยุ กระตุ้นความก้าวร้าวให้กับเด็ก และยังต้องกำหนดเวลาให้กับเด็กในการเล่นด้วย เนื่องจากเด็กควรได้รับการพัฒนาทางด้านสติปัญญาจากกิจกรรมอื่นๆหลายประเภท
  • ฝึกลูกจากกิจวัตรประจำวัน นอกจากการจัดหาเกมด้วยวิธีการซื้อมาให้เด็กเล่นแล้ว พ่อแม่สามารถฝึกเชาวน์ปัญญาให้ กับลูกจากกิจวัตรประจำวันได้ เช่น การให้ลูกจัดสิ่งของในบ้านให้เป็นหมวดหมู่ เช่น ช่วยจัดเก็บอุปกรณ์ในครัว ให้เด็กวางช้อนและส้อมให้ตรงกับที่นั่งของพ่อ แม่หรือบุคคลที่เป็นสมาชิกในครอบครัว จัดเก็บเสื้อผ้าไว้ในตู้ จัดเก็บอุปกรณ์การเรียนและของใช้ส่วนตัว
  • ฝึกลูกจากการเล่านิทาน การเล่านิทานให้ลูกฟังที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสัตว์ อาจฝึกฝนทักษะด้านการคิดและสติปัญญาโดยการให้เด็กสังเกตลักษณะของสัตว์แต่ละชนิด สอนเรื่องที่อยู่อาศัยของสัตว์ต่างๆ ให้เด็กจัดกลุ่มของสัตว์จากนิทาน หรือให้เด็กบอกจำนวนสัตว์ในนิทานว่ามีกี่ชนิด รวมกันแล้วมีจำนวนเท่าใด เป็นต้น การฝึกฝนเชาวน์ปัญญาในลักษณะดังกล่าวนี้เป็นการใช้สถานการณ์จริง และเด็กได้เรียนรู้จากสิ่งที่เป็นรูปธรรม และเป็นการเรียนรู้ที่มีความหมายต่อเด็ก และเด็กจะเกิดการเรียนรู้ที่ถาวรและมั่นคงจนเกิดเป็นทักษะในที่สุด

เกร็ดความรู้เพื่อครู

การจัดเกมฝึกเชาวน์ปัญญาให้กับเด็ก ครูควรคำนึงถึงความเป็นจริงและสิ่งที่เรียนจากรูปธรรมก่อนเสมอ ควรจัดเกมฝึกเชาวน์ปัญญาให้เพียงพอกับจำนวนเด็กหรือมีสัดส่วนที่เหมาะสม ภาพที่แสดงการเคลื่อนไหวควรเคลื่อนจากซ้ายไปขวา บนลงล่างเหมือนการเขียนหนังสือไทย การให้สีในเกมการศึกษาควรคำนึงถึงความเป็นจริงและธรรมชาติ เช่น สีของสัตว์ควรใกล้เคียงกับธรรมชาติและความเป็นจริง การเล่นเกมฝึกเชาวน์ปัญญา ควรคำนึงถึงพัฒนาการ ประสบการณ์ของเด็กแต่ละคน การจัดเกมควรเริ่มจากง่ายไปหายาก ครูควรตรวจสอบว่าเด็กเล่นตามที่ตกลงกันไว้หรือไม่ และควรมีการบันทึกการเล่นเกมของเด็กแต่ละคน

บรรณานุกรม

  1. เยาวพา เดชะคุปต์. (2544). การพัฒนาพหุปัญญาเพื่อการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย. เอกสารในการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่องพหุปัญญาเพื่อการเรียนรู้สำหรับเด็ก ณ หอประชุมใหญ่ สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดฉะเชิงเทรา ระหว่างวันที่ 25 – 27 ตุลาคม 2544.
  2. ศึกษาธิการ, กระทรวง. (2546). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
  3. สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ. (2541). คู่มือหลักสูตรก่อนประถมศึกษา พุทธศักราช 2540. กรุงเทพฯ :โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
  4. Berk, L, L.E. (2000). Child Development. 5th ed. Boston : Allyn and Bacon.
  5. Downing, J. and Thackeray, D.. (1971). Reading Readiness. London : University of London Press.
  6. Good, C.V. (1945). Dictionary of Education. New York : McGraw – Hill.
  7. Wechsler. D. (1958). The Measurement and Appraisal of Adult Intelligence Scale. 4th ed. Baltimore : The William And Wilking Company.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน