หน้าหลัก » บทความ » เข้าวัดฟังธรรม (On the sermons)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

การเข้าวัดฟังธรรม (On the sermons) หมายถึง การพาเด็กปฐมวัยไปเรียนรู้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่เหมาะสมสอดคล้องกับการรับรู้ของเด็ก โดยใช้วัดเป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อให้เด็กได้รับการพัฒนาด้านคุณธรรมจริยธรรมตามจุดหมายของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 ทั้งนี้ เนื่องจากการสืบทอดพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมประเพณีของชาวพุทธที่ดีสามารถทำได้ด้วยการสร้างเสริมประสบการณ์เกี่ยวกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาให้กับเด็กตั้งแต่ระดับปฐมวัย การจัดกิจกรรมให้เด็กได้เข้าวัดฟังธรรมเป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถช่วยให้เด็กซึมซับประสบการณ์ด้านคุณธรรม จริยธรรมได้ ส่งเสริมให้เด็กสามารถควบคุมอารมณ์ กล่อมเกลาจิตใจให้มีความอ่อนโยน ประณีต ซึ่งเป็นการสร้างรากฐานของการเป็นคนดีให้กับเด็กได้

เข้าวัดฟังธรรม

การเข้าวัดฟังธรรมมีความสำคัญอย่างไร?

วัดถือเป็นสถาบันการศึกษาที่มีความสำคัญในการอบรมสั่งสอนด้านวิชาการและศีลธรรมให้แก่คนไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันก่อนมีระบบโรงเรียน การจัดการศึกษาให้กับกุลบุตรจะใช้วัดเป็นสถานที่ให้การศึกษา อบรมสั่งสอนฝึกหัดกุลบุตรให้เป็นคนดีมีความรู้ จากการศึกษาวิวัฒนาการการศึกษาของไทยในอดีตสมัยกรุงสุโขทัย พบว่า การจัดการศึกษาจะเป็นหน้าที่ของบ้าน วัด สำนักปราชญ์ราชบัณฑิต และพระราชสำนัก โดยผู้ที่ทำหน้าที่ในการสอน ได้แก่ บิดามารดา พระสงฆ์ พราหมณ์ และราชบัณฑิต โดยสาระในการศึกษาจะสอนให้เด็กได้รับการพัฒนาในด้านพุทธิศึกษา จริยศึกษา พลศึกษา และหัตถศึกษา และยังพบว่าแม้ในปัจจุบันสังคมไทยยังมีความผูกพันแน่นแฟ้นกับวัดโดยศึกษาพบว่าในทุกหมู่บ้านจะมีวัดเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญต่อพุทธศาสนิกชนในการประกอบกิจกรรมและใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาในวันสำคัญต่างๆ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาวัดจึงเป็นศูนย์รวมของประชาชนและมีบทบาทสำคัญในการใช้เป็นสถานศึกษา สำหรับชาวบ้านในการส่งบุตรเข้ามารับการฝึกอบรมทางศีลธรรม และเล่าเรียนวิชาการต่างๆ วัดเป็นสถานสงเคราะห์บุตรหลานของชาวบ้านที่ยากจน ได้มาอาศัยอยู่เลี้ยงชีวิต และศึกษาเล่าเรียน และเลี้ยงชีวิตหรือประกอบอาชีพต่างๆ ส่วนใหญ่คนที่มีฐานะยากจนจะเข้ามาอยู่ในวัดและได้รับการอนุเคราะห์อุปถัมภ์จากพระสงฆ์ วัดยังเป็นสถานพยาบาลรักษาคนเจ็บป่วย รักษาคนเจ็บป่วยตามแผนโบราณ วัดยังเป็นสถานที่พักของคนเดินทาง ซึ่งมีหลายคนที่เดินทางไปยังต่างถิ่นและใช้วัดเป็นสถานที่พักในตอนกลางคืน วัดเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและให้ความบันเทิง เป็นสถานที่ใช้ในการจัดงานมหรสพต่างๆ สำหรับให้ชาวบ้านมาเล่นและเที่ยวกันเพื่อการผ่อนคลาย เช่น การจัดงานวัดตามเทศกาลต่างๆทั้งที่เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและเทศกาลอื่นของชาวบ้าน อาทิ งานวันสารทต่างๆ งานวันลอยกระทง งานวันเข้าพรรษา วันออกพรรษา งานประจำปีของวัด งานปิดทองผังลูกนิมิต ฯลฯ วัดยังเป็นสถานที่แสดงความงามด้านศิลปวัฒนธรรม ของชาติที่สามารถหาชมได้จากงานศิลปะที่ปรากฏอยู่บนฝาผนังของโบสถ์ วิหารต่างๆภายในวัดซึ่งเปรียบเสมือนพิพิธภัณฑ์ของชาติ วัดยังเป็นสถานที่ที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาต่างๆซึ่งมีความใกล้ชิดและผูกพันกับวิถีชีวิตของคนไทยมาโดยตลอด ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

การเข้าวัดฟังธรรมเป็นประเพณีของชาวพุทธ เพื่อจะได้นำแนวคิดและประโยชน์จากสาระธรรมมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตให้มีความสุข และควรฝึกหัดให้เด็กรู้จักการเข้าวัดและฟังธรรมตั้งแต่ระดับปฐมวัย ซึ่งถือว่าเป็นวัยแห่งการวางรากฐานพัฒนาในทุกๆ ด้าน ทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2532 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 หมวด 4 แนวการจัดการศึกษา มาตรา 23 (3) กำหนดว่า การจัดการศึกษาทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ต้องเน้นความสำคัญทั้งความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้และบูรณาการความรู้เกี่ยวกับศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม การกีฬา ภูมิปัญญาไทย และการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญา และหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 ได้กำหนดมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของหลักสูตรว่า เด็กปฐมวัยมีคุณธรรม จริยธรรม และจิตใจที่ดีงาม ทั้งยังได้กำหนดประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการทางด้านอารมณ์ จิตใจ ให้เด็กมีคุณธรรม จริยธรรม โดยปฏิบัติตนตามหลักธรรมศาสนาที่ตนนับถือ โดยจัดกิจกรรมให้เด็กได้ไปทำบุญในสถานที่สำคัญของแต่ละศาสนา อีกทั้งยังได้กำหนดสาระที่ควรเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลและสถานที่แวดล้อมเด็กให้เด็กได้เรียนรู้จกสิ่งที่ใกล้ตัวไปสู่เรื่องราวที่ไกลตัว ได้แก่ การเรียนรู้เกี่ยวกับบ้าน โรงเรียน และสถานที่อื่นๆที่อยู่ในชุมชนดังนั้นวัดจึงเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลและสถานที่แวดล้อมเด็กที่เด็กควรเรียนรู้ ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องจัดประสบการณ์ให้เด็กปฐมวัยได้รับการพัฒนาทางด้านคุณธรรม จริยธรรม และการปลูกฝังการมีจิตใจที่ดีงามด้วยวิธการต่างๆรวมถึงการสอนให้เด็กรู้จักการเข้าวัดและฟังธรรมตามความเหมาะสมของพัฒนาการเด็กในช่วงปฐมวัยนี้

การเข้าวัดฟังธรรมมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การเข้าวัดฟังธรรมเป็นการจัดกิจกรรมที่ตอบสนองต่อการพัฒนาเด็กปฐมวัยด้านอารมณ์ จิตใจ ซึ่งเป็นการสนับสนุนให้เด็กได้แสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกที่เหมาะสมกับวัย มีความสุข ร่าเริงแจ่มใส ได้พัฒนาคุณธรรมจริยธรรม สุนทรียภาพ ความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง และความเชื่อมั่นต่อตนเอง โดยเฉพาะประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ ในส่วนที่เป็นคุณธรรม จิริยธรรมนั้น หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 ได้เสนอกิจกรรมการปฏิบัติตนตามศาสนาที่ตนนับถือ เช่น การไปทำบุญที่วัด ตักบาตร ฟังธรรมตามกาล สำหรับประโยชน์จากการจัดกิจกรรมการเข้าวัดฟังธรรมที่มีต่อเด็กปฐมวัย มีดังนี้

  • เป็นการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจให้กับเด็กปฐมวัย เด็กจะได้เรียนรู้คุณธรรมและจริยธรรม และแนวทางการปฏิบัติตนในการเป็นชาวพุทธที่ดี เช่น คุณธรรมด้านความมีน้ำใจจะปรากฏอยู่ในหลักธรรมสังคหวัตถุ 4 การรู้จักแก้ปัญหาต่างๆ ที่เหมาะสมกับวัย จะปรากฏอยู่ในหลักธรรมอริยสัจสี่ หลักธรรมการมีจิตในเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ปรากฏอยู่ในหลักธรรมพรหมวิหารสี่ หลักธรรมความขยันพากเพียร ปรากฏอยู่ในหลักธรรมอิทธิบาทสี่ เป็นต้น
  • เป็นการขยายประสบการณ์การเรียนรู้ของเด็กให้กว้างขวางมากขึ้น การเข้าวัดและฟังธรรมเป็นการจัดประสบการณ์ที่เน้นให้เด็กได้ปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมและการดำเนินชีวิตประจำวันของสังคมไทย ซึ่งสอดคล้องแนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ของจอห์น ดิวอี้ (John Dewey) ที่เชื่อว่า การเรียนรู้ควรให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติจริงและมีส่วนร่วมในกิจกรรมของสังคมที่เด็กอาศัยอยู่
  • ช่วยปลูกฝังให้เด็กเป็นผู้มีจิตใจที่ดีงามและอ่อนโยน การซึมซับประสบการณ์ที่มีคุณค่าด้วยการกล่อมเกลาจิตใจเด็กให้มีความประณีต สามารถทำได้ด้วยการให้เด็กได้รับประสบการณ์ที่เน้นการพัฒนาด้านจิตใจอย่างสม่ำเสมอ ดังที่ ธอร์นไดค์ (Thorndike) กล่าวว่า การเรียนรู้เกิดจากการฝึกหัดและได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนเป็นการเรียนรู้ที่เป็นทักษะค่อนข้างถาวร
  • เป็นการสืบสานวัฒนธรรมและประเพณีที่ดีงามของไทยให้คงอยู่ตลอดไป วัฒนธรรมประเพณีหลายอย่างของไทยจะใช้วัดเป็นสถานที่ประกอบกิจกรรมหรือพิธีการต่างๆ อาทิ ประเพณีวันสารทไทย ประเพณีการลอยกระทง ประเพณีทำบุตรชักพระ ประเพณีการตักบาตรเทโวโรหณะ ประเพณีการทำบุญในวันสงกรานต์ ประเพณีการเวียนเทียนและทำบุญตักบาตรในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ฯลฯ ซึ่งเป็นเพณีสำคัญเหล่าควรได้รับการสืบทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปยังคนอีกรุ่นหนึ่ง
  • ส่งเสริมให้เด็กพัฒนาคุณธรรมด้านความสุภาพ โดยเฉพาะการมีความสุภาพในเรื่องการปฏิบัติตนขณะอยู่ในวัด การแต่งกายเพื่อไปวัดและฟังธรรม ตลอดจนการพูดจาและมารยาทของชาวพุทธที่ดีต่างๆ จะเป็นการส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับกาลเทศะ
  • ส่งเสริมพฤติกรรมความมีวินัยให้กับเด็ก ในการเข้าวัดฟังธรรมเด็กจะต้องเรียนรู้วินัยและปฏิบัติตนตามข้อกำหนดที่ควรปฏิบัติและปรับตัวให้เข้ากับสถานที่อันสำคัญ เช่น การระวังและรักษากิริยามารยาท การพูดจาที่ไพเราะอ่อนหวาน การไม่พูดคุยขณะฟังธรรม การปฏิบัติตนต่อพระสงฆ์ และการปฏิบัติอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
  • เป็นการส่งเสริมทักษะทางภาษาให้กับเด็ก โดยเฉพาะทักษะการฟังและมารยาทในการฟัง
  • เป็นการฝึกให้เด็กมีความตั้งใจในการทำกิจกรรม และขยายช่วงความสนใจให้กับเด็ก การให้เด็กได้มีโอกาสไปทำกิจกรรมนอกสถานที่เป็นการกระตุ้นการเรียนรู้ที่ดีให้กับเด็ก เด็กจะได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ ทำให้เกิดแรงจูงใจในการเรียนรู้และช่วยให้เด็กมีสมาธิจากการทำกิจกรรมต่างๆ ได้ดีอีกด้วย
  • เป็นการป้องกันปัญหาต่างๆที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ปัจจุบันสังเกตได้ว่าเด็กและเยาวชนจะห่างไกลจากวัด ไม่ได้เรียนรู้และพัฒนาจิตใจให้มีความประณีตอ่อนโยน ดังนั้นเมื่อเด็กประสบปัญหาหรือเหตุการณ์ที่กระตุ้นให้เกิดความก้าวร้าว ก็จะแสดงพฤติกรรมในด้านการทำลายมากกว่าการใช้วิธีการแก้ปัญหาด้วยเหตุผลหรือนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาใช้ในการแก้ปัญหาหรือใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต
  • เด็กจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับบุคคลและสถานที่แวดล้อมเด็ก ซึ่งเป็นสาระที่ควรเรียนรู้ในระดับปฐมวัย ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 วัดเป็นสถานที่ที่เด็กควรเรียนรู้เนื่องจากมีความสัมพันธ์กับชีวิตของเด็ก และบุคคลที่ควรเรียนรู้คือพระสงฆ์ซึ่งจะอยู่ในวัดและมีบทบาทหน้าที่ในการสืบทอดพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ตลอดไป

ครูจัดกิจกรรมให้เด็กเข้าวัดฟังธรรมอย่างไร?

การจัดกิจกรรมให้เด็กได้เข้าวัดฟังธรรม ครูปฐมวัยจะคำนึงถึงหลักจิตวิทยาพัฒนาการ จิตวิทยาการเรียนรู้และธรรมชาติด้านพัฒนาการของเด็กปฐมวัย ด้วยการจัดประสบการณ์ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับกับวัย ความต้องการ ความสนใจและความแตกต่างของเด็กแต่ละคน ด้วยการจัดประสบการณ์อย่างหลากหลายที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริง ให้เด็กมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้จนสามารถค้นพบความรู้ได้ด้วยตนเอง โดยการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องวัดและการฟังธรรมกับหน่วยการเรียนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การเรียนรู้หน่วยวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา โดยครูอาจพาเด็กไปวัดและฟังธรรม ให้เด็กไปทำบุตรตักบาตรที่วัดและให้เด็กได้ฟังธรรมควบคู่ไปด้วย เป็นต้น ซึ่งก่อนพาเด็กไปวัด ครูจะปูพื้นฐานในกิจกรรมประจำวันเพื่อให้เด็กเรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับการไปวัด เช่น ความหมายและความสำคัญของวัด บุคคลและสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในวัด กิจกรรมต่างๆ ที่จัดในวัด การฟังธรรมเทศนาในวัด วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ฯลฯ โดยแทรกเนื้อหาลงในกิจกรรมหลักทั้ง 6 กิจกรรม ดังนี้

  • กิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะ ครูอาจจัดให้เด็กเคลื่อนไหวแบบเงียบเพื่อฝึกให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับการสำรวมด้านการเคลื่อนไหวและฝึกสมาธิจากการจัดกิจกรรมเดินจงกรม
  • กิจกรรมเสริมประสบการณ์ ครูอาจสนทนา อภิปรายเกี่ยวกับความหมาย ความสำคัญของวัด สาธิตวิธีการตักบาตร การกราบไหว้พระสงฆ์ การพาเด็กไปฟังธรรมและปฏิบัติกิจกรรมที่วัดในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เป็นต้น
  • กิจกรรมสร้างสรรค์ อาจให้วาดภาพระบายสีวัด ปั้นดินนำมันงานวัด สร้างภาพปะติดโบสถ์ วิหารตามที่เด็กเคยมีประสบการณ์มาก่อน ฯลฯ
  • กิจกรรมเสรี จัดกิจกรรมให้เด็กเล่นบทบาทสมมติเทศกาลต่างๆ ที่จัดในวัด การไหว้พระหรือกราบพระ การต่อบล็อกเป็นสิ่งปลูกสร้างในวัด ฯลฯ
  • กิจกรรมกลางแจ้ง อาจจัดกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านของไทยที่มักเล่นในงานวัดมาจัดให้เด็กได้เล่น เช่น สะบ้า การทอยหลุม การเล่นตี่จับ การเล่นหมากขลุม เป็นต้น
  • เกมการศึกษา จัดให้เด็กได้เล่นเกมการศึกษาที่เกี่ยวกับการเรียนรู้เกี่ยวกับวัด เช่น ต่อภาพตัดต่อรูปวัดหรือสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในวัด เกมจับคู่ เกมการเรียงลำดับเหตุการณ์กิจกรรมในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เกมศึกษารายละเอียดของภาพ เป็นต้น

พ่อแม่ผู้ปกครองจัดกิจกรรมส่งเสริมการเข้าวัดฟังธรรมให้ลูกได้อย่างไร?

พ่อแม่ ผู้ปกครองเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างเสริมประสบการณ์ด้านคุณธรรมและจริยธรรมให้กับเด็ก โดยปกติเด็กจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับพ่อแม่ ดังนั้น การปลูกฝังคุณลักษณะที่ดีทางด้านคุณธรรมต่างๆ จึงสามารถจัดหรือสอดแทรกให้เด็กได้เรียนรู้และปฏิบัติจากการดำรงชีวิตในแต่ละวัน การจัดกิจกรรมสอนลูกเรื่องการเข้าวัดและฟังธรรมสามารถทำได้ ดังนี้

  • พ่อแม่อาจชวนลูกตักบาตรในตอนเช้าบ้าง อาจตักบาตรกับพระสงฆ์ที่มาบิณฑบาตรหน้าบ้าน หรือชวนลูกไปตักบาตรที่วัดก็ได้ จะทำให้เด็กได้เรียนรู้วิถีของชาวพุทธหรือหน้าที่สำคัญของชาวพุทธในการสืบทอดพระพุทธศาสนา
  • พาลูกเข้าวัดในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น วันมาฆบูชา วันเข้าพรรษา เพื่อให้เด็กเรียนรู้การปฏิบัติตนในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา และเด็กจะมีโอกาสในการฟังธรรมในวันสำคัญนั้นด้วย อีกทั้งยังกล่อมเกลาจิตใจของเด็กให้เป็นผู้ที่มีความอ่อนโยนและปฏิบัติตนอยู่ในศีลธรรมอันดีของศาสนา
  • นิมนต์พระสงฆ์มาฉันภัตตาหารที่บ้านบ้างเพื่อให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง เช่น การทำบุญบ้านในวันขึ้นปีใหม่ วันสารทต่างๆ ซึ่งเด็กจะได้รับฟังธรรมเทศนาหรือคำสอนจากพระสงฆ์ด้วย
  • พ่อแม่ ผู้ปกครองควรเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติเป็นชาวพุทธที่ดีให้เป็นตัวอย่างกับลูก เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้วิธีการปฏิบัติตนการเป็นชาวพุทธที่ดีจากพ่อแม่ได้
  • จัดประสบการณ์ทางอ้อมเกี่ยวกับการเข้าวัดฟังธรรมให้กับเด็ก เช่น การให้ลูกดูรายการโทรทัศน์ที่เกี่ยวกับการเข้าวัดและการฟังธรรม เช่น การเทศนาทางโทรทัศน์ในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เป็นต้น

เกร็ดความรู้เพื่อครู

การพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมให้กับเด็กปฐมวัยนั้น ครูปฐมวัยควรมีความเข้าใจเกี่ยวกับทฤษฎีพัฒนาทางจริยธรรมที่ว่า เด็กในช่วงปฐมวัยมีจริยธรรมในขั้นก่อนเกณฑ์ คือ การปฏิบัติในด้านคุณธรรมจะอยู่ในระดับพื้นฐาน การแสดงพฤติกรรมที่ดีเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกลงโทษ หรือทำเพื่อแสวงหารางวัล ต้องการเอาใจผู้ใหญ่ ดังนั้น ครูควรจัดกิจกรรมการพัฒนาคุณธรรมให้เหมาะสมกับวัยที่เด็กจะเรียนรู้จากสิ่งง่ายไปหายาก และการเรียนรู้ในสิ่งที่เป็นรูปธรรมไปสู่นามธรรม ทั้งนี้ ครูต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในด้านคุณธรรม การเข้าวัดและฟังธรรมเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ช่วยเสริมสร้างคุณธรรมพื้นฐานให้กับเด็กปฐมวัยจากการจัดประสบการณ์ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน

บรรณานุกรม

  1. ทิศนา แขมมณี และคณะ. (2553). ศาสตร์การสอน : องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ.กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
  2. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2547). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. กรุงเทพฯ :โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
  3. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. (2545). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน