หน้าหลัก » บทความ » เชื่อมั่นในตนเอง (Self Confidence)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

ความเชื่อมั่นในตนเอง (Self Confidence) หมายถึง การกล้าตัดสินใจในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยความมั่นใจ กล้าแสดงออก สามารถทำสิ่งต่างๆได้ด้วยตนเอง พึ่งพาตนเอง และสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ๆ เพื่อให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข การสร้างความเชื่อมั่นในตนเองให้กับเด็ก สามารถทำได้โดยผู้ใหญ่เป็นแบบอย่างที่ดี สนับสนุนพฤติกรรมที่ดีของเด็ก เปิดโอกาสให้เด็กได้ทดลองทำสิ่งต่างๆอย่างอิสระตามความต้องการและความสนใจของเด็ก ภายใต้การสนับสนุนช่วยเหลือจากผู้ใหญ่อย่างเหมาะสม

เชื่อมั่นในตนเอง

ความเชื่อมั่นในตนเองมีความสำคัญอย่างไร?

สังคมในปัจจุบันมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเป็นอย่างมาก การเปลี่ยนแปลงและความเจริญก้าวหน้าทางด้านเศรษฐ กิจ สังคมและวัฒนธรรม ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และการสื่อสารที่ไร้พรมแดน หรือเรียกอีกอย่างว่า กระแสโลกาภิวัตน์ (Globalization) ทำให้เด็กต้องปรับตัวเพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อให้เด็กๆสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข การพัฒนาและฝึกฝนให้เด็กมีความรู้และทักษะที่จำเป็นในด้านต่างๆ มีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการพัฒนาบุคลิกภาพที่ดี ความเชื่อมั่นในตนเองเป็นคุณลักษณะที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ในการที่จะทำให้เด็กสามารถพัฒนาไปสู่ความสามารถในด้านอื่นๆ เช่น พัฒนาการทางสติปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถในการคิดอย่างมีเหตุผล ความสามารถในการตัดสินใจและแก้ปัญหาต่างๆได้อย่างเหมาะสม การยอมรับประสบการณ์และการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆที่เกิดขึ้น การเป็นผู้มุ่งอนาคตมากกว่าอดีต เป็นต้น ดังนั้น ความเชื่อมั่นในตนเองเป็นคุณลักษณะพื้นฐานที่สำคัญ ที่ควรเสริมสร้างให้มีในตัวเด็กที่อยู่ร่วมกันในสังคม แต่การที่จะพัฒนาบุคลิกภาพของเด็กให้ได้ดีและสำเร็จเพียงใดนั้น ปัจจัยพื้นฐานสำคัญย่อมขึ้นอยู่กับประสบการณ์และการเรียนรู้ ที่เด็กได้รับจากการอบรมเลี้ยงดูของครอบครัว และการได้รับการศึกษาในระบบโรงเรียนในช่วงวัยแรกเริ่มหรือระดับปฐมวัย ดังที่อนุกรรมการปฏิรูปการเรียนรู้ กล่าวว่า “ช่วงอายุปฐมวัยเป็นวัยที่สำคัญที่สุดสำหรับพัฒนาการของชีวิต ประสบการณ์และการเรียนรู้ที่เด็กได้รับในช่วง 6 ปีแรกของชีวิต จะมีผลต่อการวางรากฐานสำคัญต่อการพัฒนาบุคลิกภาพของเด็ก ที่จะส่งผลต่อบุคลิกภาพของบุคคลในวัยผู้ใหญ่ ดังนั้น การจัดกระบวนการเรียนการสอน เพื่อการส่งเสริมพัฒนาการและบุคลิกภาพด้วยวิธีการที่เหมาะสม จึงมีความสำคัญยิ่ง” อีริคสัน (Erikson) ได้กล่าวถึงการสร้างความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กที่ควรตระหนักว่า ถ้าเด็กมีโอกาสทำสิ่งต่างๆ และได้รับการยอมรับ ให้อิสระแก่เด็กในการเลือกทำกิจกรรมต่างๆ ผู้ใหญ่ให้โอกาสเด็กในการซักถามปัญหา เปิดโอกาสให้เด็กทดลองทำกิจกรรมต่างๆด้วยตนเอง ย่อมเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในตนเองให้กับเด็กได้ ในทางตรงข้าม ถ้าผู้ใหญ่ไปสกัดกั้นความอยากรู้อยากเห็นของเด็ก หรือไม่เปิดโอกาสให้เด็กได้เลือกและทำกิจกรรมต่างๆอย่างอิสระตามความต้องการและความสน ใจของเขาแล้ว ก็จะเป็นการสกัดกั้นความเชื่อมั่นในตนเองของเด็ก ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีความต้องการพื้นฐานของมาสโลว์ (Maslow) ที่กล่าวว่า ความเชื่อมั่นในตนเองนั้น สามารถปลูกฝังให้เกิดขึ้นได้ เพราะทุกคนในสังคมมีความปรารถนาที่จะได้รับความสำเร็จ ต้องการให้คนอื่นยอมรับกับความสำเร็จของตนด้วย ถ้าความต้องการนี้ได้รับการตอบสนองอย่างเพียง พอ จะทำให้บุคคลมีความเชื่อมั่นในตนเอง

ความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กจะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยประสบการณ์และสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเด็ก บุคคลที่อยู่แวดล้อมเด็กเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างความเชื่อมั่นในตนเองให้กับเด็ก ซึ่งได้แก่ พ่อแม่ ผู้ใกล้ชิด ครู เพื่อน และบุคคลที่เด็กรู้จัก นอก จากนี้ สิ่งแวดล้อมทางบ้าน สิ่งแวดล้อมทางโรงเรียน และสิ่งแวดล้อมทางสังคม ก็เป็นปัจจัยในการสร้างความเชื่อมั่นในตน เองของเด็กด้วยเช่นกัน ในแต่ละวันเด็กจะใช้เวลาในการเรียนในโรงเรียนวันละประมาณ 5 – 6 ชั่วโมง และใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับพ่อแม่ ผู้ปกครอง สถาบันครอบครัวจึงเป็นผู้เสริมสร้างบุคลิกภาพ หรือสร้างความเชื่อมั่นในตนเองให้กับเด็กเป็นขั้นแรก จากการศึกษารายงานการวิจัยของแจ่มจันทร์ เกียรติกุล ที่ได้ศึกษาความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการอบ รมเลี้ยงดูแตกต่างกัน พบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบใช้เหตุผล จะมีความเชื่อมั่นสูงกว่าเด็กปฐมวัยที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบเข้มงวด ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าสภาพแวดล้อมทางบ้านโดยเฉพาะการอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่มีผลต่อการพัฒนาบุคลิกภาพด้านความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กเป็นอย่างมาก ต่อมาเมื่อเด็กเข้าสู่โรงเรียนที่จัดการศึกษาในระดับปฐม วัย ครูและบุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนเพื่อนที่ใกล้ชิดเด็ก มีอิทธิพลต่อการพัฒนาความเชื่อมั่นของเด็กในวัยนี้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะครู ซึ่งถือว่าเป็นพ่อแม่คนที่สองของเด็ก เมื่อเด็กมาโรงเรียน เด็กจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ใกล้ชิดกับครู ซึ่งรับช่วงมาจากพ่อแม่ ดังนั้น ครูจึงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความเชื่อมั่นในตนเองให้กับเด็ก การส่งเสริมความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กสำหรับครูในระยะเริ่มแรกก็คือ การสร้างบรรยากาศที่ช่วยให้เด็กทุกคนรู้สึกอบอุ่นเมื่ออยู่กับครู ด้วยการแสดงความเป็นมิตรกับเด็ก พูดคุยกับเด็กอย่างเป็นกันเอง อดทนที่จะฟังคำพูดของเด็กอย่างตั้งใจ เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดง ออกอย่างเต็มที่ และยอมรับความสามารถของเด็กที่มีแตกต่างกัน โดยไม่เอาความสามารถของเด็กที่แตกต่างกันมาเปรียบ เทียบกับเด็กคนอื่นๆ ครูควรส่งเสริมและพัฒนาควบคุมอารมณ์ตนเองโดยใช้กลวิธีแนะแนวทาง ประสบการณ์ที่จัดให้ ควรเปิดกว้างให้เด็กได้ทำกิจกรรมอย่างมีความสุข การจัดประสบการณ์ให้เหมาะสมกับวัย ความสนใจ และวุฒิภาวะของเด็ก โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล เปิดโอกาสให้เด็กแสดงออกทางความคิดจนสามารถพัฒนาไปสู่การยอมรับนับถือตนเองและการสร้างความเชื่อมั่นในตนเองให้เกิดขึ้นกับเด็กทุกคน

ความเชื่อมั่นในตนเองมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

เด็กที่มีความเชื่อมั่นในตนเอง สามารถสังเกตได้จากพฤติกรรมหรือการกระทำที่เกิดขึ้นในการดำรงชีวิตในแต่ละวัน เช่น การกล้าพูด กล้าแสดงออก กล้าแสดงความคิดเห็น ไม่ขี้อาย ไม่ประหม่า มีจิตใจมั่นคง มีความภาคภูมิใจในตนเองมีความมั่น ใจในความคิดของตนเอง และพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น กล้าตัดสินใจโดยไม่ลังเล ไม่มีความวิตกกังวล กล้าเผชิญต่อความจริง รู้จักปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม ซึ่งลักษณะดังกล่าวจะนำไปสู่การสร้างความสำเร็จในด้านต่างๆของชีวิตเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ความเชื่อมั่นในตนเอง จึงมีความสำคัญและมีประโยชน์ต่อเด็กดังนี้

  • ทำให้เด็กมีมโนมติที่ดีต่อตนเอง (Self Concept) การส่งเสริมให้เด็กประสบความสำเร็จในกิจกรรมต่างๆ การได้รับการตอบสนองในทางบวก จะทำให้เด็กมีกำลังใจในการทำกิจกรรมนั้นๆต่อไป การตอบสนองที่เป็นการให้แรงเสริมทางบวกย่อมทำให้เด็กมีความเชื่อมั่นในตนเอง และมีมโนมติที่ดีต่อตนเอง ทำให้เด็กรับรู้ว่าตนเองมีค่า และจะก่อให้เกิดพฤติกรรมอันพึงประสงค์ในด้านต่างๆ
  • ทำให้เด็กมีความกล้าในการแสดงออกทางด้านต่างๆ ความเชื่อมั่นในตนเองถือเป็นบุคลิกภาพที่มีอยู่ภายในตัวบุคคลและสามารถสังเกตได้จากพฤติกรรมที่แสดงออก เช่น การกล้าพูด กล้าแสดงความคิดเห็น ซึ่งเป็นความต้องการของตนเองกับกลุ่มเพื่อนหรือครู เด็กจะมีความกล้าที่จะพูดว่า เขาต้องการอะไร ต้องการทำสิ่งใด ไม่อยากทำสิ่งใด พฤติกรรมดังกล่าวนี้จะแสดงออกโดยการสื่อสารด้วยการใช้ภาษาหรือสัญลักษณ์
  • ทำให้เด็กเป็นบุคคลที่มีความสามารถในการพึ่งพาตนเอง และแก้ปัญหาต่างๆได้ด้วยตัวเอง เด็กที่มีความเชื่อมั่นในตน เอง จะทำสิ่งต่างๆได้โดยไม่มีความวิตกกังวล และทำได้ด้วยตนเอง เช่น การกล้าที่จะแสดงบทบาทสมมติ กล้าที่จะเดินไปเข้าห้องน้ำตามลำพัง โดยไม่ต้องให้ผู้อื่นไปเป็นเพื่อนด้วย และเมื่อเกิดมีสถานการณ์ที่เป็นปัญหาต่างๆ ก็สามารถหาวิธีแก้ได้ด้วยตนเอง เช่น เมื่อเด็กทำน้ำหกบนพื้น เด็กสามารถหาวิธีแก้ปัญหาด้วยการไปหาผ้ามาเช็ดน้ำบนพื้น หรือเมื่อเด็กมีปัญหาความขัดแย้งในการเล่น เด็กจะสามารถแก้ปัญหาการเล่นได้ด้วยการปรองดอง และการผลัดกันเล่นของเล่น โดยไม่การทะเลาะกัน
  • ความเชื่อมั่นในตนเองเป็นพื้นฐานสำคัญที่นำไปสู่การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ คุณลักษณะสำคัญของบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์ คือการที่บุคคลนั้นมีความเชื่อมั่นในตนเอง เนื่องจากความคิดสร้างสรรค์เป็นเรื่องของการกล้าที่แสดงหรือกระทำสิ่งต่างๆที่แปลกใหม่อยู่เสมอ ดังนั้นความเชื่อมั่นในตนเองเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้บุคคลกล้าที่จะทำสิ่งต่างๆที่แปลกใหม่และไม่กังวลต่อปัจจัยต่างๆที่มารบกวน
  • ทำให้เด็กสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข นอกจากเด็กจะมีสังคมในครอบครัวแล้ว เมื่อเด็กเข้าสู่ระบบโรงเรียน สังคมโรงเรียน เป็นอีกก้าวหนึ่งที่เด็กต้องมีการปรับตัว เพื่อให้เข้ากับเพื่อน ครู และผู้ใหญ่ องค์ประกอบหนึ่งของความเชื่อมั่น คือการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม นั่นคือ ความสามารถในการร่วมกิจกรรมกับครูและเพื่อนด้วยความเป็นมิตร รู้จักช่วยเหลือ ยอมรับสิ่งใหม่ๆ และปฏิบัติตามกฎกติกาการเล่น
  • ทำให้เด็กมีความสำเร็จในการเรียนและการทำงาน จากการสังเกตบุคคลที่มีความสำเร็จในหน้าที่การงานและการเรียนพบว่า บุคคลเหล่านี้จะได้รับการอบรมเลี้ยงดู และมีพื้นฐานมาจากครอบครัวที่อบอุ่น พ่อแม่ให้ความรักความเข้าใจ และการใช้เหตุผลในการเลี้ยงดู ให้ทำสิ่งต่างๆตามความต้องการและความสนใจของตนเองอย่างเหมาะสม จึงทำให้มีความมั่นใจในสิ่งที่ได้กระทำ และถูกสั่งสมทีละเล็กทีละน้อยจากวัยเด็กสู่วัยผู้ใหญ่ และส่งผลให้เป็นบุคคลที่มีความสำเร็จในชีวิตทางด้านต่างๆ ดังที่วารุณี เจริญรัตนโชติ กล่าวว่า "ความเชื่อมั่นในตนเอง มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของบุคคลในสังคม เนื่องจากบุคคลที่มีความเชื่อมั่นในตนเอง จะประสบความสำเร็จในด้านการเรียน การทำงาน สามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม และอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข และเมื่อบุคคลมีความสุข จะส่งผลดีต่อการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ" อีกทั้งโบว์แมน และแมททิว (Bowman and Mathews) สรุปตรงกันว่า "ลักษณะบุคลิกภาพที่สำคัญอย่างหนึ่งสำหรับเด็กที่ประสบความสำเร็จในการเรียน คือ การที่เด็กมีความเชื่อมั่นในตนเอง"
  • ทำให้เด็กมีพัฒนาการทางด้านสติปัญญา ความเชื่อมั่นในตนเองเป็นความสามารถที่มีอยู่ในบุคคลใด ย่อมทำให้บุคคลคนนั้นแสดงออกถึงพฤติกรรมต่างๆได้ด้วยความมั่นใจ กล้าที่จะแสดงออกในลักษณะต่างๆที่เป็นการกระทำ จึงทำให้สามารถเผยความสามารถของตนเองออกมาให้ผู้อื่นรับรู้ ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าความสามารถทางสมองหรือสติปัญญา จะปรากฏให้เห็นได้จากพฤติกรรมการกระทำ และผู้ที่มีความเชื่อมั่นในตนเอง จะสามารถแสดงพฤติกรรมออกมาได้มากที่สุด
  • ช่วยพัฒนาพฤติกรรมทางสังคมและสัมพันธภาพที่ดีกับกลุ่ม บุคคลที่มีความเชื่อมั่นในตนเอง จะเป็นผู้ที่มีความ สามารถในการแสดงออก และการใช้ภาษาในการสื่อสาร กล้าพูดติดต่อสื่อสารกับคนอื่นโดยไม่ประหม่า เคอะเขิน ทำให้สามารถทำงานร่วมกับกลุ่มได้อย่างดี และเป็นที่รักของสมาชิกในกลุ่ม ดังที่ คาร์ล กุสตาฟ จุง (Carl Custav Jung) กล่าวว่า "บุคลิกภาพแบบเปิดเผย (Extrovert) จะมีลักษณะเป็นผู้ที่สนใจสิ่งแวดล้อม ชอบเข้าสังคม เปิดเผย มีเพื่อนมาก ไม่ชอบเก็บความทุกข์ และสนใจเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นภายนอก"
  • ช่วยพัฒนาเด็กให้มีบุคลิกภาพที่ดี พฤติกรรมการกล้าแสดงออก การเป็นตัวของตัวเอง ความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม เป็นคุณลักษณะของบุคคลที่มีความเชื่อมั่นในตนเอง ผลจากการมีความเชื่อมั่นในตนเอง ทำให้สามารถปฏิบัติตนได้อย่างเหมาะสม ทำให้เป็นคนที่มีบุคลิกภาพที่ดี โดยเฉพาะบุคลิกภาพภายใน เช่น อารมณ์ ความคิดจินตนาการ ความชื่อสัตย์ ความมั่นใจในตนเอง ฯลฯ

ครูจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมความเชื่อมั่นในตนเองให้กับเด็กที่โรงเรียนอย่างไร?

ในการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมความเชื่อมั่นในตนเองให้กับเด็กนั้น ครูปฐมวัยมีการศึกษาหลักการ ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กปฐมวัยในแต่ละช่วงอายุว่า มีลักษณะอย่างไร มีความสำคัญอย่างไร มีปัจจัยหรือองค์ประกอบใดบ้าง ที่จะส่งเสริมเด็กให้มีความเชื่อมั่นในตนเองได้ เช่น การศึกษาทฤษฎีการพัฒนาบุคลิกภาพของอีริคสัน (Erikson) ที่ได้กล่าวว่า เด็กปฐมวัยเป็นวัยที่เรียนรู้สิ่งแวดล้อมรอบตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่แปลกใหม่และน่าตื่นเต้นสำหรับเด็ก บุคลิกภาพจะสามารถพัฒนาได้ดีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่ว่า แต่ละช่วงวัยของเด็กจะประสบความพึงพอใจตามขั้นพัฒนาการต่างๆได้มากน้อยเพียงใด ถ้าเด็กได้รับการตอบสนองในสิ่งที่เขาพึงพอใจในช่วงอายุนั้น เด็กก็จะมีบุคลิกภาพที่ดี ซึ่งในช่วงวัย 3 – 5 ปี เด็กจะมีพัฒนาการทางบุคลิกภาพในขั้น การริเริ่มหรือการรู้สึกผิด (Initiative & Guilt) เด็กมีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัวเอง เด็กจะมีการเลียนแบบผู้ที่อยู่ใกล้ชิดหรือสิ่งแวดล้อมที่ตนรับรู้ เด็กเริ่มเรียนรู้ และยอมรับค่านิยมของครอบครัวและสิ่งที่ถ่ายทอดสู่เด็ก ถ้าเด็กไม่มีอิสระในการทำสิ่งต่างๆตามที่เขาต้องการ ก็จะเกิดความคับข้องใจไม่สามารถเรียนรู้ในสิ่งที่ตนอยากรู้ได้ ซึ่งจะส่งผลต่อจิตใจของเด็กและความรู้สึกผิดติดตัว ทำให้ไม่กล้าคิดหรือทำสิ่งต่างๆต่อไป หรือทฤษฎีความต้องการขั้นพื้นฐานของมาสโลว์ (Maslow) ที่เชื่อว่ามนุษย์มีคุณภาพ เนื่องมาจากความคิด ความรู้สึก ความตระหนักรู้และการแสวงหาสิ่งที่ดีงาม ค้นหาเป้าหมายของชีวิตให้ได้รับสิ่งที่มีความหมายต่อตนเอง และมนุษย์ทุกคนมีความต้องการแสวง หาสิ่งแปลกใหม่ ที่จะสนองความต้องการให้กับตนเองทั้งสิ้น ซึ่งในเด็กปฐมวัยเป็นวัยที่มีความต้องการในขั้นพื้นฐาน ได้แก่ -ความต้องการทางด้านร่างกาย ได้แก่ อาหาร น้ำ อากาศ อุณหภูมิ การนอนหลับ การขับถ่าย เป็นต้น

  • ความต้องการความปลอดภัย ได้แก่ ความรู้สึกมั่นคง การได้รับการปกป้อง ความมั่นคงจากครอบครัว ความปลอดภัยจากความวิตกกังวล การหลีกเลี่ยงอันตราย ความเจ็บป่วยต่างๆ การได้รับความคุ้มครองจากกฎหมาย เป็นต้น
  • ความต้องการความรัก ความเป็นเจ้าของ ได้แก่ การต้องการความรัก อยากให้ตนเป็นที่รัก และได้รับการยอมรับ ตั้งแต่ครอบครัว กลุ่มเพื่อน กลุ่มสังคม กลุ่มทำงาน เป็นต้น

ดังนั้น ทฤษฎีที่เป็นพื้นฐานเหล่านี้ ครูจึงนำมาพิจารณาปรับใช้ให้เหมาะสมกับการจัดกิจกรรมสำหรับเด็กปฐมวัย กิจกรรมที่ครูมักนำมาจัดเพื่อส่งเสริมความเชื่อมั่นในตนเองให้กับเด็กปฐมวัย มีตัวอย่างดังนี้

  • กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้เคลื่อนไหวส่วนต่างๆของร่างกาย อย่างอิสระตามเสียง เพลง จังหวะ ทำนอง ฯลฯ เพื่อส่งเสริมให้เด็กได้รับการพัฒนากล้ามเนื้อส่วนต่างๆ แสดงออกในด้านจินตนาการและความ คิดสร้างสรรค์ การที่จะส่งเสริมความเชื่อมั่นจากการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ ครูจะเปิดโอกาสให้เด็กได้ทำกิจ กรรมด้วยตนเองอย่างทั่วถึง และพยายามส่งเสริมให้เด็กสามารถรับรู้ศักยภาพแห่งตนจากกิจกรรมนี้ให้มากที่สุด เช่น กิจ กรรมการเคลื่อนไหวแบบผู้นำ – ผู้ตาม เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กออกมาแสดงท่าทางตามจังหวะและเสียงเพลง และให้เพื่อนทำตามท่าทางนั้น กิจกรรมลักษณะนี้เป็นวิธีการที่ช่วยให้เด็กได้มีความกล้าในการที่จะแสดงออกได้เป็นอย่างดี และพัฒนาต่อไปเป็นความเชื่อมั่นในตนเอง หรือการเคลื่อนไหวตามเรื่องราวหรือนิทานที่ครูเล่า จะทำให้เด็กกล้าที่จะแสดงออกถึงท่าทาง สีหน้าตามบทบาทของตัวละครที่ครูเล่าได้ด้วยความมั่นใจ ดังนั้น ในการจัดกิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะ ครูจะสังเกตพฤติกรรมเด็กอย่างใกล้ชิด และให้โอกาสเด็กที่ไม่ค่อยกล้าแสดงออก มาทำกิจกรรม ให้เป็นผู้นำในการเคลื่อน ไหว อีกทั้งยังได้รับการชื่นชม หรือให้แรงเสริมทางบวก เพื่อให้เด็กรับรู้ความสามารถและพัฒนาพฤติกรรมที่พึงประสงค์อย่างต่อเนื่อง
  • กิจกรรมเสริมประสบการณ์/กิจกรรมในวงกลม เป็นกิจกรรมที่มุ่งให้เด็กได้เกิดความคิดรวบยอดในสิ่งที่เรียนรู้ ผ่านการจัดกิจกรรมบูรณาการอย่างเหมาะสม และการเน้นลงมือปฏิบัติจริง ด้วยวิธีการจัดกิจกรรมอย่างหลากหลาย เช่น การสนทนาอภิปราย การสาธิต การทดลอง การประกอบอาหาร การศึกษานอกสถานที่ การเล่านิทาน การแสดงบทบาทสมมติ เป็นต้น การจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์จะเน้นให้เด็กทำกิจกรรมร่วมกัน อาทิ การทำโครงการเป็นกลุ่ม การทดลองเป็นกลุ่ม การศึกษานอกสถานที่เป็นกลุ่ม ซึ่งกิจกรรมกลุ่มที่มีความสัมพันธ์จะส่งผลดีต่อการสร้างสัมพันธภาพและการสื่อสารระหว่างสมาชิก เกิดการแบ่งหน้าที่ในการทำงานกลุ่ม สร้างความรับผิดชอบต่อตนเองและกลุ่ม ทำให้ทุกคนต้องแสดงบท บาทในฐานะที่เป็นสมาชิกของกลุ่ม ดังนั้น การที่เปิดโอกาสให้ทุกคนในกลุ่มได้ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผิดชอบเป็นการสนับสนุนพฤติกรรมด้านการแสดงออก ซึ่งเป็นคุณลักษณะของการสร้างความเชื่อมั่นในตนเองให้กับเด็กได้ นอกจากนี้ ในการจัดกิจกรรมทุกครั้ง ต้องมีการสรุปและนำเสนอผลงานของกลุ่ม เด็กก็จะมีโอกาสในการนำเสนอผลงานด้วยการพูด อธิบายสิ่งที่ทำให้เพื่อนรับรู้ ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวนี้ก็เป็นการส่งเสริมให้เด็กกล้าแสดงออก และเป็นการสร้างความรู้สึกและการรับรู้คุณค่าในตนเองด้วย
  • กิจกรรมสร้างสรรค์ เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้เด็กแสดงออกทางด้านความรู้สึก จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ผ่านสื่อ วัสดุอุปกรณ์อย่างหลากหลายด้วยการใช้ศิลปะเป็นสื่อกลางในการเรียนรู้ เช่น การวาดภาพระบายสี การพิมพ์ภาพ การฉีก พับ ตัด ปะกระดาษ การเล่นและทดลองด้วยสี การปั้น การประดิษฐ์จากเศษวัสดุ ฯลฯ กิจกรรมสร้างสรรค์จะเน้นในเรื่องการแสดงออกอย่างอิสระในด้านศิลปะ เพื่อให้เด็กสามารถถ่ายทอดความรู้สึก การคิด จินตนาการออกมา ให้เด็กรับรู้และชื่นชมทางด้านศิลปะ อีกทั้งยังให้รู้จักชื่นชมผลงานของตนเองและผลงานผู้อื่น หลักการสำคัญของกิจกรรมสร้างสรรค์นี้คือ การส่งเสริมให้เด็กริเริ่มกิจกรรมอย่างอิสระ (Child Initiate) ได้มีโอกาสเลือกกิจกรรม วัสดุอุปกรณ์ในการสร้างสรรค์ผลงาน ซึ่งลักษณะของการริเริ่มกิจกรรมด้วยตนเอง จะทำให้เด็กได้วางแผน ปฏิบัติกิจกรรมและทบทวนสิ่งที่ได้วางแผนหรือเลือก เป็นการส่งเสริมเด็กให้รู้จักการกำกับตนเองด้วย (Self Regulation) กิจกรรมสร้างสรรค์ยังมุ่งให้เด็กได้ประสบความสำเร็จจากการปฏิบัติกิจกรรมในทุกครั้ง ดังนั้นการที่เด็กได้รับความสำเร็จ เป็นการสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ เด็กจะรู้คุณค่าในตนเอง ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของความเชื่อมั่นในตนเอง
  • กิจกรรมเสรี/เล่นตามมุม เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้เล่นอย่างอิสระ โดยส่งเสริมให้เด็กรู้จักเลือก ตัดสินใจ และแก้ปัญหาจากการเล่นของตนเอง และการเล่นกับผู้อื่น กิจกรรมเสรีเป็นกิจกรรมที่เด็กมีโอกาสเล่นเป็นรายบุคคล หรือการเล่นร่วมกับเพื่อนในมุมประสบการณ์ต่างๆที่จัดไว้ และมีวัสดุอุปกรณ์ประจำมุมอย่างหลากหลาย ซึ่งอาจกล่าวได้ว่ากิจ กรรมการเล่นตามมุมนี้ เด็กมีโอกาสที่แสดงออกอย่างเสรีได้มากที่สุด สังเกตได้ว่ากิจกรรมการเล่นตามมุม เด็กส่วนใหญ่จะนำประสบการณ์การเล่นที่ได้เรียนรู้มาก่อนมาใช้เล่นตามมุมที่โรงเรียน เช่น การเล่นหม้อข้าวหม้อแกง การเลียนแบบชีวิตในครอบครัว การแสดงบทบาทเป็นพ่อ แม่ สมาชิกในครอบครัว หรือเลียนแบบอาชีพต่างๆ เช่น หมอ ตำรวจ ชาวนา ในบาง ครั้งเมื่อเด็กได้มีโอกาสเล่นตามมุมกับเพื่อน เขาจะกล้าแสดงออกได้มากกว่าการที่ครูจะร่วมเล่นหรืออยู่ด้วย เด็กจะร่วมกันวางแผนการเล่นในมุมบทบาทสมมติ มีการสร้างเรื่องราวที่จะเล่นหรือแสดง และเป็นสิ่งที่น่าประทับใจมาก กิจกรรมนี้สามารถทำให้เด็กที่ไม่กล้าแสดงออก สามารถที่จะเรียนรู้ทักษะทางสังคมและพฤติกรรมชอบสังคมได้เป็นอย่างดี
  • กิจกรรมกลางแจ้ง เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้เคลื่อนไหวกล้ามเนื้อมัดใหญ่ และการแสดงออกด้วยการเล่นนอกห้องเรียน อาจจะเป็นสนามเด็กเล่น หน้าห้องเรียน หรือสถานที่ในร่มก็ได้ กิจกรรมกลางแจ้งมีรูปแบบการจัดได้ในหลายลักษณะ เช่น การเล่นเครื่องเล่นสนามอิสระ การเล่นเกมทั่วไป การเล่นเกมพื้นบ้านแบบไทย การเล่นเกมพลศึกษา การเล่นน้ำ เล่นทราย เป็นต้น การส่งเสริมความเชื่อมั่นในตนเองจากการจัดกิจกรรมกลางแจ้ง ด้วยการเปิดโอกาสให้เด็กได้เล่นและเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่นขณะเล่น เช่น การเล่นแบบไทย งูกินหาง กาฟักไข่ เป็นกิจกรรมการเล่นที่เด็กจะต้องมีการตกลงกันว่า ใครจะทำหน้าที่อะไร ใครเป็นพ่องู ใครเป็นแม่งู หรือใครเป็นกา การเรียนรู้ที่จะปรับตัวจึงเกิดขึ้นในช่วง เวลาของการเล่น ซึ่งการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งของความเชื่อมั่นในตนเอง
  • เกมการศึกษา เป็นกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาเด็กให้มีความคิดรวบยอด รู้จักสังเกต จำแนก เปรียบเทียบ จัดหมวดหมู่ การคิดแก้ปัญหา การพัฒนาสติปัญญาความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กจะเกิดขึ้นได้ จากการที่ครูให้โอกาสเด็กได้เล่นเกมประเภทต่างๆอย่างอิสระ เด็กได้คิดแก้ปัญหาจากการเล่น ประสบความสำเร็จในการเล่น ทำให้เด็กมีความเชื่อมั่นในความสามารถของตน และพัฒนาไปสู่ความภาคภูมิใจในตนเอง กิจกรรมสำหรับเด็กปฐมวัยตามตารางกิจกรรมประจำวัน สามารถพัฒนาเด็กปฐมวัยให้เกิดความเชื่อมั่นในตนเองได้ทุกกิจกรรม แต่การที่เด็กจะพัฒนาได้มากน้อยหรือช้าเร็ว ขึ้นอยู่กับบทบาทของครู ที่มีความสำคัญในการส่งเสริมให้เด็กได้รับการพัฒนาอย่างเต็มตามศักยภาพ ด้วยการจัดกิจกรรมที่มีความเหมาะสม และสอดคล้องกับพัฒนาของเด็กในแต่ละวัยได้อย่างเหมาะสม

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะส่งเสริมให้ลูกมีความเชื่อมั่นในตนเองได้อย่างไร?

ความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยประสบการณ์และสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเด็ก นอกจากครูซึ่งเป็นบุคคลที่สามารถช่วยพัฒนาเด็กให้มีความเชื่อมั่นในตนเองแล้ว ประสบการณ์และสิ่งแวดล้อมทางบ้านก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งเสริมความเชื่อมั่นในตนเองให้กับเด็กได้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะพ่อแม่ ผู้ปกครองของเด็ก ซึ่งเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดเด็ก และรู้จักเด็กได้ดีกว่าคนอื่น เด็กจะมีความเชื่อมั่นในตนเองได้ก็ต่อเมื่อได้รับความรัก ความอบอุ่น ความเอาใจใส่ และความสนใจจากพ่อแม่ ได้รับการส่งเสริมให้แสดงความคิดเห็น และมีอิสระในการตัดสินใจ จากการศึกษาผลงานวิจัยเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็กไทย พบว่า เด็กที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูด้วยการใช้เหตุผล ให้อิสระแก่เด็กและรับฟังความคิดเห็นของเด็ก เมื่อเด็กโตขึ้นจะมีบุคลิกภาพที่มีความเชื่อมั่นในตนเอง ในทางกลับกันพ่อแม่ที่อบรมเลี้ยงดูเด็กแบบใช้อำนาจหรือเผด็จการ ให้เด็กทำตามความต้องการทุกอย่าง เด็กเหล่านี้เมื่อเติบโตขึ้นมา จะเป็นผู้ที่มีความคับข้องใจ ก้าวร้าว และมีลักษณะของการพึ่งพาผู้อื่น ขาดความกล้าที่จะตัดสินใจหรือแก้ปัญหาด้วยตนเอง พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) กล่าวว่า พ่อแม่ทำหน้าที่เป็นพระพรหมของลูก หน้าที่ของพระพรหมคือ การแสดงโลกนี้แก่ลูกหรือการนำเสนอโลกนี้แก่ลูก เด็กจะเห็นโลกอย่างไร มีท่าทีอย่างไร โดยมากพ่อแม่จะเป็นผู้ชักนำ โดยรู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง การแสดงโลกนี้แก่ลูก พ่อแม่ต้องเริ่มที่ตัวเอง โดยเป็นตัว แทนที่ดีของมนุษยชาติ โดยมีเมตตา กรุณา มุทิตา ต่อไปเด็กจะมีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม โดยมองสิ่งทั้งหลายในแง่ที่เป็นสิ่งน่ารู้ น่าศึกษา เมื่อเด็กอยากรู้ พ่อแม่ก็สนองตอบ ให้ความรู้ สอนให้ปฏิบัติให้ถูกต้อง คือมีอุเบกขา พ่อแม่จึงมีบทบาทในการสอนให้ลูกรู้สึกที่ดีต่อเพื่อนมนุษย์ ให้มีความรู้สึกและท่าทีที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม มองโลกเป็นสิ่งสวยงามและธรรมชาติที่น่าชื่นชม มีความรู้สึกที่ดีต่อสิ่งต่างๆว่าน่าจะเรียนรู้ และมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สังคม ซึ่งลักษณะการสอนของพ่อแม่ในทำนองนี้ จะทำให้เด็กมีเจตคติที่ดีต่อบุคคลและสิ่งแวดล้อมในเชิงบวก และพัฒนาการไปสู่การสร้างความภาคภูมิใจในตนเอง และความเชื่อมั่นในตนเองให้กับลูก ดังนั้น เทคนิควิธีการที่ช่วยให้พ่อแม่สามารถสอนลูกให้มีความเชื่อมั่นในตนเอง เสนอแนะไว้ดังนี้

  • ให้ความรักความอบอุ่นแก่ลูก ตอบสนองต่อความต้องการและความสนใจของลูกอย่างสม่ำเสมอ
  • สร้างปฏิสัมพันธ์สร้างสรรค์ต่อลูก เช่น การยิ้ม การโอบกอด การให้การเสริมแรงทางบวก
  • ให้ลูกรู้จักรับผิดชอบต่อตนเอง และกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัย เช่น การช่วยงานบ้าน การรดน้ำต้นไม้ การทำความสะ อาดบ้าน การช่วยงานของพ่อแม่ในส่วนที่สามารถทำได้ เนื่องจากเมื่อเด็กมีความรับผิดชอบ และเขาทำได้สำเร็จ จะเกิดความมั่นใจในการที่จะทำงานที่ยากขึ้นต่อไป
  • ให้ลูกใช้ความถนัดของตนเองในทางสร้างสรรค์ เช่น เด็กบางคนอาจมีความสามารถในด้านดนตรี การร้องเพลง หรือศิลปะ พ่อแม่ควรสนับสนุนความสามารถเด่นของเด็ก เพื่อให้เขาได้รับความสำเร็จจากกิจกรรมที่เขาถนัด เพราะเด็กจะทำได้ในสิ่งที่ถนัดและมั่นใจในตนเอง
  • พ่อแม่ควรเป็นแบบอย่างในการแสดงออกถึงความมั่นใจในตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการพูด การปฏิบัติตนด้วยความมั่นใจเพื่อให้ลูกสามารถเลียนแบบและซึมซับพฤติกรรมต่างๆได้

เกร็ดความรู้เพื่อครู

ครูเป็นบุคคลที่มีความสำคัญในการหล่อหลอมพฤติกรรม และพัฒนาบุคลิกภาพของเด็กปฐมวัย เด็กจะเรียนรู้สภาพแวดล้อมทั้งทางด้านกายภาพ และสภาพแวดล้อมในทางจิตวิทยา ดังนั้น บทบาทของครูในการส่งเสริมความเชื่อมั่นในตนเอง นอก จากงานด้านการจัดประสบการณ์ให้กับเด็กแล้ว การที่ครูสามารถจัดสภาพแวดล้อมให้เด็กรู้สึกปลอดภัย มีความมั่นคงทางอารมณ์ และกระตุ้นการเรียนรู้ ก็เป็นปัจจัยหนึ่งในการสร้างความเชื่อมั่นในตนเองให้กับเด็กได้

บรรณานุกรม

  1. แจ่มจันทร์ เกียรติกุล. (2531). การศึกษาความเชื่อมั่นในตนเองและวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแตกต่างกันและอยู่ในชั้นเรียนของครูที่มีพฤติกรรมทางวาจาและท่าทางแตกต่างกัน. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ถ่ายเอกสาร.
  2. พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต). (2544). พัฒนาการแบบองค์รวมของเด็กไทย. กรุงเทพฯ : ธรรมสภา.
  3. ลักขณา สริวัฒน์. (2544). จิตวิทยาในชีวิตประจำวัน. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์.
  4. วารุณี เจริญเจริญรัตนโชติ. (2543). แนวโน้มและอัตราการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์แบบปฏิบัติการทดลอง. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร. ถ่ายเอกสาร.
  5. สิริมา ภิญโญอนุนตพงษ์. (2545). การวัดและประเมินผลแนวใหม่ : เด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ : ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร.
  6. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. (2543). ร่วมคิดร่วมเขียนปฏิรูปการเรียนรู้ผู้เรียนสำคัญที่สุด.กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
  7. Erikson, E.H. (1975). Childhood and Society. New York: Morton.
  8. Maslow, A.H. (1954). Motivation and Personality. New York : Harpen

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน