หน้าหลัก » Blogs » เด็กกรนกับโรคสมาธิสั้น (ตอนที่ 2 และตอนจบ)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


เด็กกรนกับโรคสมาธิสั้น1

การกรนมีหลายสาเหตุด้วยกัน ลูกน้อยอาจกรนเพราะสาเหตุบางประการดังต่อไปนี้:

  1. เป็นภูมิแพ้ ซึ่งอาจทำให้คัดจมูกและกรนได้
  2. ทางเดินหายใจติดขัด (เนื่องจากหวัดหรือไซนัสอักเสบ)
  3. ผนังกั้นช่องจมูกคด (Deviated septum) สำหรับผู้ที่มีผนังกั้นช่องจมูกคดมากอาจต้องได้รับการผ่าตัดเพื่อรักษา ไม่เพียงเพื่อให้หยุดกรนเท่านั้น แต่เพื่อให้หายใจได้คล่องขึ้นด้วย
  4. ต่อมทอนซิล หรือต่อมแอดินอยด์ บวมหรือใหญ่กว่าปกติ
  5. น้ำหนักเกิน ซึ่งทำให้ทางเดินหายใจแคบลง

การกรนยังเป็นต้นเหตุของโรคที่เป็นปัญหาด้านการนอนอีกชนิดหนึ่งคือ โรคหยุดหายใจขณะนอนหลับ (Sleep apnea) โดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่เป็นโรค Sleep apnea จะมีอาการดังนี้:

  • หยุดหายใจเป็นระยะเวลาสั้นๆในขณะหลับประมาณ 30 – 300 ครั้งต่อคืน
  • กรนเสียงดังเป็นประจำ
  • หลับไม่สนิท หรือมีท่านอนผิดปกติ ตำแหน่งของศีรษะผิดปกติไป
  • หงื่อออกมากในขณะหลับ

ผู้ที่เป็นโรคนี้มักไม่ได้รับออกซิเจนเพียงพอทำให้อาจปวดศีรษะอย่างรุนแรงเมื่อตื่นนอนและรู้สึกเพลียตลอดทั้งวัน Sleep apnea ในเด็ก อาจทำให้เด็กรู้สึกไม่สบายตัวและมีปัญหาในการใช้สมาธิในการเรียน

สำหรับวิธีลดอาการกรนนั้น ตามข้อมูลจากสำนักงานลิขสิทธ์แห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันมีอุปกรณ์ป้องกันการกรนหลากหลายรูปแบบออกวางจำหน่าย บางประเภทใช้วิธีปลุกเมื่อเริ่มมีการกรน ซึ่งไม่เป็นผลดีเพราะทำให้นอนหลับไม่เพียงพอ นอกจากนั้น ยังมีที่หนีบจมูกแบบที่นักอเมริกันฟุตบอลใส่สำหรับลงแข่งขันเพื่อให้หายใจสะดวกขึ้นอีกด้วย รูปร่างหน้าตาของอุปกรณ์นี้เหมือนผ้าปิดแผลสีขาว บางคนอาจใช้อุปกรณ์นี้เพื่อลดอาการกรนได้ อีกวิธีหนึ่งที่สามารถลดอาการกรนได้คือ การนอนให้หัวสูงกว่าปกติ การนอนตะแคงแทนการนอนหงาย และการงดรับประทานอาหารหนักท้องในมื้อค่ำก่อนเข้านอน ซึ่งวิธีเหล่านี้สามารถแก้ปัญหาการกรนได้เฉพาะในผู้ที่กรนเป็นครั้งคราวเท่านั้น

หากลูกน้อยยังไม่หายจากอาการกรน หรืออาการแย่ลง ให้พาลูกไปพบแพทย์ แพทย์จะตรวจดูโพรงจมูกและหาวิธีทำให้โพรงจมูกโล่งขึ้น หรือตรวจดูว่าต่อมทอนซิลหรือต่อมแอดินอยด์โตหรือไม่ จะต้องผ่าตัดออกหรือไม่ เด็กบางคนอาจต้องลดน้ำหนัก ปรับพฤติกรรมการบริโภค หรือปรับพฤติกรรมการเข้านอนให้เป็นเวลา บางครั้งอาจต้องกำจัดสิ่งของที่อาจกระตุ้นการเกิดภูมิแพ้ออกจากห้องนอน เช่น ตุ๊กตาขนยาว สัตว์เลี้ยง หรือหมอนขนเป็ด แพทย์อาจให้ยาแก้แพ้หรือแก้อาการคัดจมูกเนื่องจากหวัดด้วย

สำหรับเด็กที่เสี่ยงมีอาการหยุดหายใจขณะนอนหลับนั้น แพทย์จะให้เข้ารับการทดสอบเพื่อตรวจดูอาการขณะหลับ ซึ่งจะต้องดำเนินการในห้องปฏิบัติการเกี่ยวกับการนอนหลับ แพทย์จะนำสายที่ต่อกับเครื่องมาติดที่ตัวเด็กเพื่อตรวจดูอัตราการเต้นของหัวใจ ระดับออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ การเคลื่อนไหวของดวงตาและทรวงอกขณะหลับ รวมทั้งการสูดอากาศผ่านจมูกอีกด้วย เพื่อวินิจฉัยว่าเป็นโรคหยุดหายใจในขณะหลับหรือไม่ และจะต้องได้รับการรักษาด้วยวิธีใดให้เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน การรักษาด้วยยา หรือจะต้องได้รับการผ่าตัด ซึ่งเมื่อรักษาแล้วจะทำให้หายใจและนอนหลับได้ดีขึ้น

แหล่งข้อมูล:

  1. Snoring http://kidshealth.org/kid/health_problems/teeth/snoring.html# [May 25, 2014]
  2. Snoring in Children http://sleepfoundation.org/sleep-news/snoring-children/page/0%2C1/ [May 25, 2014]

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน