หน้าหลัก » บทความ » เด็กติดสมาร์ทโฟน (Children’s Smartphone Addiction)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

เด็กติดสมาร์ทโฟน

เด็กติดสมาร์ทโฟน (Children’s Smartphone Addiction) หมายถึง เด็กที่ใช้เวลาเล่นสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตวันละหลายชั่ว โมงติดต่อกัน ส่งผลให้กิจวัตรบางอย่างได้รับผลกระทบ เป็นต้นว่า เด็กปฏิเสธที่จะทำการบ้าน ถ้าพวกเขาไม่ได้เล่นเกมส์ หรือดูคลิปในยูทูปบนแท็บเล็ตเป็นการแลกเปลี่ยน หรือเล่นสมาร์ทโฟนอยู่บนเตียงจนเผลอหลับไป เป็นต้น พฤติกรรมเช่น นี้สร้างความหนักใจให้กับพ่อแม่ ทั้งนี้ มีผู้ปกครองหลายครอบครัวยอมควักเงินซื้ออุปกรณ์ไฮเทคจำพวกสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตเพื่อต่อยอดการเรียนรู้ของลูก แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลายเป็นตรงกันข้าม เด็กหลายคนติดสมาร์ทโฟนกันงอมแงม จนกระ ทบกับการเรียนและพัฒนาการทางด้านร่างกายและจิตใจของเด็กอีกด้วย

ทั้งนี้ สถาบันที่เชี่ยวชาญทางด้านเด็กของสหรัฐอเมริกาเปิดเผยว่า เด็กทารกจนถึงวัย 2 ขวบ ไม่ควรหยิบจับอุปกรณ์ไฮเทคต่างๆ ส่วนเด็กอายุ 3 – 5 ขวบนั้นให้เล่นได้วันละไม่เกิน 1 ชั่วโมง และในวัยที่โตกว่านั้นจนถึงอายุ 18 ปี ควรเล่นแค่วันละ 2 ชั่วโมง แต่จากข้อมูลที่นำเสนอผ่านสื่อสาธารณะได้ระบุว่า ชั่วโมงการใช้งานอุปกรณ์ทางด้านเทคโนโลยีของเด็กในสหรัฐฯ และแคนาดาสูงกว่าจำนวนที่แนะนำไว้ 4 ถึง 5 เท่า

ดังนั้น ปัญหาเด็กติดสมาร์ทโฟนนับวันจะยิ่งปรากฏให้เห็นมากขึ้นในสังคมทั่วโลก รวมถึงสังคมไทยที่มีจำนวนผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตเพิ่มสูงขึ้นในทุกๆปี พ่อแม่จึงไม่ควรวางใจให้ลูกอยู่กับสมาร์ทโฟนเพียงลำพัง ควรดูแลพฤติกรรมการเล่นสมาร์ทโฟนของเด็กอย่างใกล้ชิด ไม่ให้เกิดปัญหาเด็กติดสมาร์ทโฟนในภายหลัง

ปัญหาเด็กติดสมาร์ทโฟนมีลักษณะอย่างไร?

เนื่องจากครอบครัวในสังคมไทยมีอุปกรณ์อย่างสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตอยู่ในครอบครองกันมากขึ้น ทำให้สมาร์ทโฟนเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันจนกลายเป็นเรื่องปกติ เด็กในยุคนี้จึงเข้าถึงอุปกรณ์เหล่านี้ได้อย่างสะดวกจากการเล่นสมาร์ท โฟนของพ่อแม่หรือของตนเอง

อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ที่อนุญาตให้ลูกใช้สมาร์ทโฟนได้ ควรหมั่นสังเกตพฤติกรรมของลูกว่า มีอาการเด็กติดสมาร์ทโฟนหรือไม่ เพื่อหาทางแก้ไขได้ทันท่วงที หากพบสัญญาณที่มาจากเด็กติดสมาร์ทโฟนดังต่อไปนี้

  • เด็กที่ใช้สมาร์ทโฟนมีอาการตื่นสายและอาการอ่อนเพลียในตอนเช้า
  • เด็กหมดความสนใจในกิจกรรมรอบตัว สนใจแต่เล่นสมาร์ทโฟน เมื่อพ่อแม่ชวนเด็กให้ไปร่วมกิจกรรมอย่างเช่น กิจกรรมกลางแจ้ง เด็กไม่อยากไป แม้แต่การชมภาพยนตร์ในโรงหนัง เนื่องจากเป็นสถานที่ที่ห้ามใช้อุปกรณ์ดัง กล่าว
  • เด็กตั้งตารอเวลาที่จะได้เล่นสมาร์ทโฟน และมักพูดถึงเวลาที่จะได้เล่นสมาร์ทโฟนอีกในครั้งถัดไป
  • เด็กถูกเบี่ยงเบนความสนใจจากสิ่งที่กำลังทำ เพราะมีข้อความแจ้งเตือนจากสมาร์ทโฟน
  • เด็กใช้เวลาเล่นสมาร์ทโฟนนานขึ้นกว่าเดิม และมักอารมณ์เสียง่ายเมื่อพ่อแม่แสดงความกังวลเรื่องการใช้งานของพวกเขา ถึงขั้นอาจนำไปสู่การโต้เถียงกัน เด็กบางคนอาจพูดว่า พ่อแม่ไม่เข้าใจ เพราะพวกท่านไม่เคยได้ใช้สมาร์ทโฟนตอนที่ยังเป็นเด็ก
  • เด็กรู้สึกหงุดหงิดหรือหดหู่เวลาที่ไม่ได้เล่นสมาร์ทโฟน และอาการเหล่านี้มักหายไปเมื่อเด็กได้เล่นสมาร์ทโฟน
  • เด็กพยายามปกปิดการเล่นสมาร์ทโฟนจากพ่อแม่ เช่น แอบเล่นในห้องนอนโดยที่พ่อแม่ไม่รับรู้พฤติกรรมดังกล่าว
  • เด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าวเวลาพ่อแม่สอดส่องพฤติกรรมการเล่นสมาร์ทโฟนของเขา และโต้เถียงพ่อแม่บ่อยขึ้น
  • เด็กขาดสมาธิระหว่างทำการบ้าน โดยไม่สามารถทำได้อย่างต่อเนื่องจนเสร็จ หรือเด็กชอบเปิดดูสมาร์ทโฟนเพื่อเล่นเกมส์หรือทำอย่างอื่นระหว่างทำการบ้านไปด้วย

เพื่อความแน่ใจว่าลูกมีอาการติดสมาร์ทโฟนจริงหรือไม่ พ่อแม่อาจใช้แบบทดสอบเกี่ยวกับการติดสมาร์ทโฟน หรือรับคำ ปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ

ปัญหาเด็กติดสมาร์ทโฟนมีสาเหตุมาจากอะไร?

เมื่อถามถึงสาเหตุที่เด็กติดสมาร์ทโฟน อาจแบ่งได้เป็น 2 สาเหตุหลัก

สาเหตุแรกคือ การหลั่งของสารโดปามีน (Dopamine) ภายหลังเด็กได้ทำกิจกรรมแปลกใหม่นั่นคือ การเล่นสมาร์ทโฟน สารที่ว่านี้จะทำหน้าที่กระตุ้นให้เด็กทำพฤติกรรมเดิมซ้ำ ทำให้เกิดวงจรการเล่นสมาร์ทโฟนจนติดเป็นนิสัยขึ้น เพราะเวลาเล่นสมาร์ทโฟน เด็กมีความรู้สึกพึงพอใจ เมื่อเด็กไม่ได้เล่นสมาร์ทโฟนก็มักหงุดหงิดหรือเซื่องซึมได้

ส่วนสาเหตุที่สองคือ พ่อแม่ของเด็กเอง เพราะโดยส่วนใหญ่ พ่อแม่คือคนที่ทำให้เด็กได้สัมผัสกับสมาร์ทโฟนเป็นครั้งแรกผ่านการเล่นสมาร์ทโฟนของพ่อแม่หรือของเด็ก จากนั้นพ่อแม่อาจปล่อยให้เด็กเล่นตามลำพัง หรือไม่มีกำหนดระยะเวลาการเล่นในแต่ละวัน ทำให้เด็กเล่นสมาร์ทโฟนติดต่อเป็นเวลาหลายชั่วโมง จนนำไปสู่พฤติกรรมติดสมาร์ทโฟนในที่สุด ทั้งนี้ สาเหตุที่พ่อแม่ปล่อยให้ลูกเล่นสมาร์ทโฟนเกินพอดีมักเกิดจาก

  • ให้เด็กเล่นสมาร์ทโฟนเพื่อให้เด็กหยุดอยู่กับที่
  • พ่อแม่ไม่มีเวลาให้เด็ก จึงให้สมาร์ทโฟนเป็นของเล่น
  • พ่อแม่ไม่ทราบถึงอันตรายจากการเล่นสมาร์ทโฟนต่อเนื่องเป็นเวลาหลายชั่วโมง

ดังนั้น สาเหตุของเด็กติดสมาร์ทโฟนนอกจากการหลั่งของสารให้ความสุขหรือสารโดปามีนแล้ว ยังเกิดจากบุคคลใกล้ตัวเด็ก ขึ้นอยู่กับการเอาใจใส่ของพ่อแม่ที่จะให้ลูกเล่นสมาร์ทโฟนอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม

การแก้ไขเด็กที่มีปัญหาติดสมาร์ทโฟนมีความสำคัญอย่างไร?

พ่อแม่ที่พบว่าลูกติดสมาร์ทโฟน อาจปล่อยให้เด็กเล่นไปตามปกติ โดยคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาของเด็กในยุคนี้ แต่อันที่จริง ปัญหาเด็กติดสมาร์ทโฟนมีความสำคัญที่ควรต้องรีบดำเนินการแก้ไข เพราะไม่เพียงส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของเด็กเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบในเชิงลบต่อพัฒนาการทางด้านร่างกายและจิตใจของเด็กอีกด้วย

ทั้งนี้ มีงานวิจัยของผู้เชี่ยวชาญทางด้านเด็กของสหรัฐอเมริกา ชี้ให้เห็นว่า เด็กตั้งแต่วัยทารกจนถึงปฐมวัยนั้นพ่อแม่ไม่ควรให้เล่นสมาร์ทโฟน ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

  • ในช่วงเด็กทารกถึงวัย 2 ขวบ มีการพัฒนาของสมองเติบโตเป็น 3 เท่า (Infant’s brains triple in size) และสิ่งแวด ล้อมจะเป็นตัวกระตุ้นการพัฒนาสมองในช่วงต้น หากเด็กใกล้ชิดกับเทคโนโลยีอย่างสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือโทรทัศน์ เทคโนโลยีดังกล่าวจะบั่นทอนศักยภาพในการเติบโตของสมอง จากการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการเล่นสมาร์ทโฟนมีส่วนทำให้ประสิทธิภาพในการเรียนรู้ลดลง การเรียนรู้ของเด็กที่ใกล้ชิดกับอุปกรณ์เหล่านี้จะล่าช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน ทำให้เด็กเป็นโรคสมาธิสั้น เอาแต่ใจตัวเองมากขึ้น เพราะควบคุมตัวเองได้น้อยลง เป็นต้น
  • การใช้อุปกรณ์สมาร์ทโฟนทำให้เด็กเคลื่อนที่น้อยลง ส่งผลเสียต่อการพัฒนาอวัยวะต่างๆของร่างกายเด็ก ผลวิจัยชิ้นหนึ่งเผยว่า 1 ใน 3 ของเด็กที่ถึงวัยเข้าเรียนมีพัฒนาการทางร่างกายล่าช้ากว่า มีผลต่อการเรียนรู้ การอ่านออกเขียนได้ เนื่องจากสมาร์ทโฟนมีส่วนปิดกั้นกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก
  • เด็กใช้สายตาเพ่งดูจอสมาร์ทโฟนต่อเนื่อง ทำให้ตาล้าหรืออักเสบภายหลังได้
  • เด็กที่ติดสมาร์ทโฟนไม่ได้ใช้เวลาที่มีพัฒนาทักษะอื่นๆเท่าที่ควร เช่น ไม่ได้ฝึกการใช้นิ้วหยิบจับสิ่งของ และการก้มคอมองจอสมาร์ทโฟนถือเป็นท่าผิดหลักธรรมชาติ
  • เด็กที่ใช้สมาร์ทโฟนในห้องนอนของตัวเองได้ จะนอนน้อยลง เนื่องจากสามารถเล่นอุปกรณ์นั้นได้ตามใจชอบ เพราะไม่อยู่ในสายตาของผู้ใหญ่ ส่งผลให้เด็กอดนอน และมีอาการอ่อนเพลียตามมาภายหลัง
  • การติดสมาร์ทโฟนจะส่งผลกระทบต่อจิตใจของเด็ก โดยเด็กอาจมีอาการหดหู่หรือกระวนกระวาย เป็นโรคสมาธิสั้น มีปัญหาในการควบคุมอารมณ์ หรือเป็นโรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar disorder) เหล่านี้เป็นต้น
  • เด็กอาจเห็นภาพการใช้ความรุนแรงผ่านสื่อบนสมาร์ทโฟน เช่น เกมส์ หรือภาพยนตร์ที่ดาวน์โหลดใส่เครื่อง ส่ง ผลให้เด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าว
  • ปัจจุบัน มีเด็กที่ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมดิจิตอล (Digital dementia) เพิ่มสูงขึ้นในต่างประเทศเช่น เกาหลีใต้ โดยเด็กที่เป็นโรคนี้ไม่สามารถเรียนรู้หรือให้ความสนใจกับสิ่งใดได้ สาเหตุนั้นมาจากความรวดเร็วของเนื้อหาบนสื่ออย่างสมาร์ทโฟน ทำให้เด็กจดจ่อกับสิ่งรอบตัวน้อยลง รวมไปถึงลดการใช้สมองในส่วนของความจำ และอาจเป็นสาเหตุของโรคสมาธิสั้น
  • องค์การอนามัยโลก (World Health Organization) จัดให้มือถือรวมถึงอุปกรณ์ไร้สายอื่นๆ อยู่ในหมวดหมู่ของความเสี่ยงระดับ 2B (2B risk) คือ มีความเป็นไปได้ที่จะทำให้เกิดมะเร็ง เนื่องจากมีการปล่อยรังสีออกจากตัว เครื่อง ดังนั้น เด็กที่ติดสมาร์ทโฟนมีความเสี่ยงที่จะได้รับรังสีที่ก่อให้เกิดมะเร็งตามไปด้วย

พ่อแม่ผู้ปกครองจะช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาเด็กติดสมาร์ทโฟนได้อย่างไร?

พ่อแม่ส่วนใหญ่ที่ทราบว่าลูกมีอาการติดสมาร์ทโฟน มักแสดงความรู้สึกโกรธเด็ก และยังใช้วิธีการเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยการห้ามเด็กใช้งานสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต หรือยึดอุปกรณ์เหล่านั้นเสีย การจัดการแบบนี้รังแต่จะเพิ่มปัญหามากกว่าเป็นการแก้ไขปัญหาเด็กติดสมาร์ทโฟน เพราะเด็กจะรับรู้ความนัยจากการกระทำของพ่อแม่ที่สื่อว่า เด็กกำลังทำตัวไม่ดี และทำให้พวกเขาเห็นว่าพ่อแม่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับตน แทนการเป็นฝ่ายให้การสนับสนุน

ดังนั้น หากพ่อแม่พบว่าลูกติดสมาร์ทโฟน ควรให้ความช่วยเหลือด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

  • พยายามหากิจกรรมอื่นให้เด็กทำ เพื่อลดการเล่นสมาร์ทโฟน เช่น การวาดภาพ ออกกำลังกาย กิจกรรมกลางแจ้ง โดยเน้นกิจกรรมที่ได้ขยับร่างกาย
  • กำหนดเวลาที่เด็กสามารถเล่นสมาร์ทโฟนได้ในแต่ละวันไว้ให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้เด็กเล่นสมาร์ทโฟนจนเกินพอดี
  • ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวเพิ่มขึ้น และอาจตั้งกฎให้เป็นวันปราศจากสมาร์ทโฟนครึ่งวัน
  • งดการเล่นสมาร์ทโฟนในระหว่างการรับประทานอาหาร
  • ไม่ควรอนุญาตให้เด็กเล่นสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตช่วงก่อนเข้านอน และไม่เก็บอุปกรณ์ไว้ในห้องนอนของเด็ก เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กแอบเล่นสมาร์ทโฟนทั้งก่อนนอนหรือหลังตื่นนอนในทันที
  • สุดท้าย พ่อแม่ควรเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูก ด้วยการใช้สมาร์ทโฟนแต่พอดี หลีกเลี่ยงการเช็คอีเมล์หรือข้อความบนมือถือตลอดเวลาที่ใช้เวลาร่วมกับคนในครอบครัว

เกร็ดความรู้เพื่อครู

การศึกษาไทยในปัจจุบันส่งเสริมให้นำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเป็นสื่อในการเรียนการสอน ทว่าครูหลายท่านคงประสบกับปัญหาเด็กขาดสมาธิในระหว่างเรียน เพราะสนใจเล่นแต่สมาร์ทโฟนมากกว่าฟังในสิ่งที่ครูสอน วิธีที่ครูจะช่วยเหลือเด็กที่ติดสมาร์ทโฟนมีดังต่อไปนี้

  • สังเกตดูพฤติกรรมของเด็กที่ใช้สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตว่า ใช้เพื่อการเรียนรู้หรือใช้เล่น ถ้าเป็นอย่างหลังครูอาจเบี่ยงเบนความสนใจเด็กให้ไปทำอย่างอื่นแทนการเล่นแต่สมาร์ทโฟน
  • เสริมกิจกรรมที่ทำให้เด็กได้สัมผัสกับสิ่งแวดล้อมในชีวิตจริงเช่น การอ่านหนังสือ หรือปล่อยให้เด็กเล่นในสนามเด็กเล่น เป็นต้น
  • แจ้งพ่อแม่หรือผู้ปกครองของเด็กที่ติดสมาร์ทโฟน เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน

บรรณานุกรม

  1. 10 Reasons Why Handheld Devices Should Be Banned for Children Under the Age of 12 - http://www.huffingtonpost.com/cris-rowan/10-reasons-why-handheld-devices-should-be-banned_b_4899218.html [2014, April 11]
  2. อย่าปล่อยให้เด็กๆ ติดแท็บเล็ตนะครับ อันตรายต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ - http://www.oknation.net/blog/print.php?id=903789 [2014, April 11]
  3. The five signs your child is addicted to their iPad - and how to give them a 'digital detox' - http://www.dailymail.co.uk/sciencetech/article-2479109/The-signs-child-addicted-iPad--digital-detox.html#ixzz2yaiIEG00 [2014, April 11]
  4. Parenting in the Digital Age: Strategies and Prevention - http://netaddiction.com/childrenonline/ [2014, April 11]
  5. Screen addiction: Health experts say excessive amounts of time spent on phones, tablets can affect childhood development - http://www.abc.net.au/news/2014-01-27/screen-addiction-experts-raise-concerns/5221278 [2014, April 11]

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 1 คน
supawan