หน้าหลัก » บทความ » เด็กนักวิจัย (Children as Researchers)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

เด็กนักวิจัย (Children as a Researcher) หมายถึง นวัตกรรมการศึกษาที่ให้โอกาสเด็กมีบทบาทในการค้นคว้าหาข้อมูลด้วยวิธีการต่างๆ ซึ่งในกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบเด็กนักวิจัย เด็กจะค้นคว้าข้อมูลจากการปฏิบัติการทดลอง การศึกษานอกสถานที่ การสำรวจ การประดิษฐ์ ฯลฯ เพื่อให้เด็กสามารถค้นหาคำตอบในสิ่งที่อยากเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ซึ่งเปรียบเสมือนกับเด็กเป็นนักวิจัยที่ต้องมีการศึกษาค้นคว้า ทดลอง เพื่อพิสูจน์ความจริงในสิ่งที่ต้องการเรียนรู้ จึงเป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ (Child-centered) เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ให้บทบาทเด็กได้มีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ให้มากที่สุด เริ่มตั้งแต่การวางแผนเลือกเรื่องที่จะเรียนรู้ การให้โอกาสเด็กได้ลงมือปฏิบัติจริงในการเรียนรู้ ภายใต้การสนับสนุน ส่งเสริมของครู โดยเปลี่ยนบทบาทของครูที่เคยเป็นผู้บอกความ ชี้แนะเด็ก มาเป็นการช่วยเหลือ กระตุ้นการเรียน รู้ ให้เด็กสามารถค้นพบความรู้ และสร้างความรู้ได้ด้วยตนเอง การจัดการเรียนรู้แบบเด็กนักวิจัย (Children as a Researcher Learning) เป็นวิธีการจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อความต้องการและความสนใจของเด็กปฐมวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากการให้เด็กเป็นผู้ริเริ่มเลือกหัวเรื่องในการเรียนรู้ เด็กค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง และสามารถประเมินการเรียนรู้ของตนเองอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การส่งเสริมการเรียนรู้จากครู ผู้ปกครองและบุคคลฝ่ายต่างๆที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งการจัดการเรียนรู้แบบเด็กนักวิจัย ถือเป็นการจัดการเรียนที่ตอบสนองต่อพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ( ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545

การจัดการเรียนรู้แบบเด็กนักวิจัยคืออะไร?

การจัดการเรียนรู้แบบเด็กนักวิจัย (Children as a Researcher Learning) เป็นการจัดการเรียนรู้ที่ผสมผสานวิธีการของครูและการเรียนรู้ของเด็ก โดยเน้นให้เด็กเป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้ ด้วยการให้เด็กเรียนรู้วิธีการวิจัย ให้เด็กลงมือศึกษาค้นคว้า แสวงหาความรู้ ค้นพบความจริงตามความสนใจ ความอยากรู้อยากเห็นตามความถนัดของตนเอง ครูเป็นผู้คอยกระตุ้นให้เด็กกระตือรือร้น อยากร่วมกิจกรรม และเสริมแรงด้วยการชมเชย เมื่อเด็กประสบความสำเร็จในการทำกิจกรรมการเรียนรู้ เด็กจะได้สร้างองค์ความรู้ พร้อมกับการแก้ปัญหาและค้นพบสิ่งใหม่ๆ ซึ่งมีการวางแผนล่วงหน้าว่า จะศึกษาค้นคว้าอย่างไร มากน้อยเพียงใด จากแหล่งเรียนรู้ใดบ้าง มีวิธีการศึกษาอย่างไร จากนั้นดำเนินการลงมือศึกษา ค้นคว้า สังเกต จดจำ บันทึกข้อมูล สรุปความรู้ที่ได้ จัดทำผลงานความรู้ และนำเสนอ รวมทั้งนำความรู้ที่ได้ไปสืบค้น และเป็นวิธีการแสวงหาความรู้ต่อ ไป

การจัดการเรียนรู้แบบเด็กนักวิจัยมีที่มาอย่างไร?

การจัดการเรียนรู้แบบเด็กนักวิจัย เป็นวิธีการสอนที่ สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์ ได้พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่ให้ครูนำ ไปปฏิบัติการสอน โดยผสมผสานบูรณาการสอน การเรียนรู้ การแนะแนว และการประเมินเข้าด้วยกัน นำกรอบแนวคิดในการจัดการเรียนรู้เน้นเด็กเป็นสำคัญ จากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และแนวคิดของกระบวนการวิจัยเป็นหลักการแนวคิด และแนวปฏิบัติสู่การจัดการเรียนรู้ให้กับเด็กปฐมวัย เพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้รวมทั้งสามารถใช้งานวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ ผ่านการวิจัยซึ่งเป็นกระบวนการแสวงหาความรู้เริ่มต้นที่ความอยากรู้อยากเห็น นำไปสู่การค้นหาคำตอบ เกิดความรู้ใหม่แก่เด็ก การให้เด็กปฐมวัยเรียนรู้ด้วยกระบวนการวิจัย เป็นวิธีที่สอดคล้องกับ พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย เนื่องจาก เด็กวัยนี้เป็นวัยแห่งช่วงพลังการเติบโตของชีวิตที่ควรได้รับการพัฒนาศักยภาพ โดยใช้วิธีการวิจัยเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ เพราะการวิจัยคือ กระบวนการสร้างองค์ความรู้ใหม่ ซึ่งการพัฒนารูป แบบการสอน การจัดการเรียนรู้ที่ครูนำไปปฏิบัติการสอน ตอบสนองและสอดคล้องกับทิศทางการวิจัยของประเทศ คือ การวิจัยที่นำประเทศไปสู่การพึ่งพาตนเองและตรงกับแผนการวิจัย แผนการวิจัยวิธีการสร้างปัญญาให้กับทรัพยากรมนุษย์ทุกระ ดับ การวิจัยพัฒนาการเรียนรู้ และทำให้รู้จักการเรียนรู้ตลอดชีวิต

เด็กปฐมวัยเป็นวัยที่มีพัฒนาการในทุกด้านเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีความต่อเนื่อง และเด็กจะมีพัฒนาการเป็นไปได้ช้าหรือเร็ว ย่อมขึ้นอยู่กับองค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่ การมีวุฒิภาวะถึงขีดสุดในความสามารถด้านนั้นๆ ความพร้อมของเด็ก การได้รับประสบการณ์และการเรียนรู้ สิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเด็กทั้งที่เป็นบุคคลและสภาพแวดล้อมที่เป็นสื่อ แหล่งเรียนรู้ต่างๆ เด็กวัยนี้เป็นวัยแห่งการค้นคว้า สำรวจ ทดลอง อยากรู้อยากเห็นสิ่งต่างๆรอบตัว และการเรียนรู้ผ่านการเล่นอย่างมีความหมาย ดังนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย จึงควรตระหนักและเสริมสร้างพัฒนาการด้วยการจัดประสบ การณ์หรือกิจกรรมที่เหมาะสมกับพัฒนาการเด็ก จุดเด่นของเด็กในช่วงปฐมวัยคือ ความอยากรู้อยากเห็น ต้องการสำรวจ มักใช้คำถามว่า ทำไม และเกิดความสงสัยอยู่ตลอดเวลา บางครั้งพ่อแม่ หรือครูอาจจะรู้สึกว่า มีเหตุผลอะไรที่เด็กวัยนี้ช่างซักช่างถาม ถ้าผู้ใหญ่ไม่เข้าใจธรรมชาติของเด็กในวัยนี้ อาจเกิดความรู้สึกอึดอัดหรือเกิดความรำคาญใจได้ และอาจแสดงพฤติ กรรมบางอย่างที่อาจไปขัดขวางพัฒนาการของเด็กได้ แต่ถ้าพ่อแม่หรือผู้ใหญ่มีความเข้าใจลักษณะของพัฒนาการของเด็กในด้านความอยากรู้อยากเห็นและการใฝ่รู้ของเด็ก ก็จะเป็นการส่งเสริมให้เด็กมีเจตคติที่ดีต่อการใฝ่รู้ใฝ่เรียน และรักในการ ศึกษาค้นคว้า อันเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะส่งเสริมให้เด็กเป็นนักวิจัยในอนาคตได้

การจัดการเรียนรู้แบบเด็กนักวิจัยมีลักษณะอย่างไร?

การจัดการเรียนรู้แบบเด็กนักวิจัย (Children as a Researcher) เป็นการสอนที่ผสมผสานวิธีการเรียนการสอน การประเมินและแนะแนว ให้ควบคู่กลมกลืนเป็นกระบวนการเดียวกันในชั้นเรียน โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เด็กเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ ด้วยการให้เด็กเรียนรู้ด้วยวิธีการวิจัย ซึ่งมีความหมายถึงการใช้ปัญญาทำให้เกิดปัญญา เด็กจะได้เรียนรู้ในเรื่องที่ตน เองสนใจ ได้ลงมือศึกษาค้นคว้า แสวงหาความรู้ ความจริง ตามความสนใจ ความอยากรู้อยากเห็น และความถนัดของตน ในการเรียนรู้ เด็กจะได้สร้างองค์ความรู้ พร้อมกับแก้ปัญหา และค้นพบสิ่งใหม่ๆ ซึ่งมีการวางแผนไว้ล่วงหน้าว่าจะศึกษาค้นคว้าอย่างไรมากน้อยเพียงใด จากแหล่งใด วิธีการอย่างไร จากนั้นดำเนินการศึกษาค้นคว้า สังเกต จดจำ บันทึกข้อมูล สรุปความรู้ที่ได้ จัดทำผลงาน ความรู้และนำเสนอ รวมทั้งความรู้ที่ได้ไปสืบค้น และแสวงหาความรู้ต่อไป นับเป็นการเรียน รู้ที่เป็นไปตามธรรมชาติ มีกระบวนการค้นหาความรู้ที่เชื่อถือได้ มีการเรียนรู้ที่เป็นไปตามลำดับขั้นตอน โดยเด็กเรียนโดยการค้นพบและแก้ปัญหา ตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพในสิ่งที่อยากเรียนรู้ด้วยตนเอง การจัดการเรียนรู้แบบเด็กนักวิจัยเป็นการจัดกิจกรรมที่มีความหลากหลาย ทั้งในด้านสาระการเรียนรู้และทักษะ หรือการบูรณาการทักษะสำคัญให้เกิดขึ้นกับเด็กภายใต้กระบวนการเรียนรู้ที่มีความต่อเนื่อง ลักษณะกิจกรรมสำคัญของการจัดการเรียนรู้แบบเด็กนักวิจัย มีกิจกรรมที่สำคัญคือ

1.การสำรวจแหล่งเรียนรู้ เป็นกิจกรรมที่เด็กศึกษาแหล่งเรียนรู้ ซึ่งอาจเป็นแหล่งเรียนรู้ภายในห้องเรียน หรือนอกห้องเรียน เป็นกิจกรรมที่พัฒนาเด็กให้รู้จักแสวงหาข้อมูลโดยการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า เช่น การมอง การดู การฟัง เป็นต้น ใช้ทักษะการซักถาม ใช้ทักษะการสังเกต ส่วนใหญ่แล้วเด็กจะสังเกตและใช้คำถามกับครู ในขั้นตอนนี้เป็นระยะแรก ครูต้องเป็นผู้คอยสังเกต และกระตุ้นให้เด็กซักถาม โดยใช้คำถาม เช่น อะไร ทำไม อย่างไร เป็นต้น

2.การเลือกตัดสินใจเรียนรู้เรื่องใหม่ของเด็ก เป็นกิจกรรมที่พัฒนาเด็กให้รู้จักตัดสินใจ และแสดงความเป็นตัวของตัวเอง เนื่องจากการเรียนรู้แบบเด็กนักวิจัย เด็กมีโอกาสเลือกเรียนรู้เรื่องที่เด็กต้องการสนใจอยากเรียนรู้ ครูควรตระหนักให้เด็กมีโอกาสตัดสินใจเลือกหัวเรื่องที่ต้องการเรียนรู้ เลือกกิจกรรมที่ต้องการทำ เลือกวัสดุอุปกรณ์ และกำหนดเวลาในการ ศึกษา

3.กิจกรรมสืบค้น เป็นกิจกรรมที่มุ่งให้เด็กมีโอกาสค้นพบสิ่งเรียนรู้ใหม่ ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ กิจกรรมการปฏิบัติการทดลอง การประกอบอาหาร กิจกรรมศิลปะต่างๆ การวาดภาพ การอ่านหนังสือ การแสดงบทบาทสมมติ การเล่นละคร การประดิษฐ์ การสร้างจินตนาการ

4.กิจกรรมสัมพันธ์กับผู้ปกครอง เนื่องจากการเรียนรู้ด้วยวิธีนี้ เด็กมีหัวข้อเรื่องที่ศึกษามากมาย ดังนั้น ความสัมพันธ์กับผู้ปกครอง และความร่วมมือจากผู้ปกครอง ในการช่วยเหลือในกิจกรรมการเรียนการสอน หรือการเป็นวิทยากร การพาเด็กออกไปนอกสถานที่ ให้ผู้ปกครองช่วยดูแลเด็กร่วมกัน การบริจาคอุปกรณ์ และค่าใช้จ่ายอื่นๆเป็นสิ่งจำเป็น ผู้ปกครองเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ได้ดี กิจกรรมผลิตผลงานการจัดแสดงเป็นกิจกรรมที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับเด็กและครู ควรจัดกิจกรรมนี้ทุกครั้งหลังจากสิ้นสุดการเรียนรู้เรื่องนั้นๆ ผลงานของเด็กแสดงถึงกระบวนการที่เด็กได้เรียน รู้ขั้นตอนการทำงานของเด็ก และแสดงถึงความสามารถที่แฝงอยู่ในตัวเด็ก และความพยายามในการเรียนรู้ สำหรับกระบวน การจัดการเรียนรู้แบบเด็กนักวิจัย มี 3 ขั้นตอนดังนี้

  • ขั้นที่ 1 ทบทวนความรู้และเลือกหัวข้อเนื้อหาที่สนใจ เป็นขั้นที่ครูศึกษาธรรมชาติและความต้องการของเด็ก โดยอภิปราย ซักถามความอยากรู้อยากเห็นและความต้องการของเด็กในเรื่องที่ต้องการเรียนรู้ จากนั้นสร้างแผนที่ความคิด เพื่อให้เด็กได้เห็นภาพรวมเรื่องที่ต้องการจะเรียนรู้ และเจาะลึกถึงเรื่องที่เด็กต้องการเรียนรู้มากที่สุด ครูเชื่อมโยงสิ่งที่เด็กต้องการเรียนรู้กับจุดประสงค์ เนื้อหาในหลักสูตร เพื่อการวางแผนการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้มีความต่อเนื่อง บูรณาการสาระการเรียนรู้ และสิ่งที่เด็กต้องการจะเรียนรู้ ให้สัมพันธ์กัน โดยครูเป็นผู้วางแผนกิจกรรมสนับสนุนสิ่งที่เด็กอยากเรียนรู้ โดยกิจกรรมสอดคล้องกับวิถีชีวิตจริงตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
  • ขั้นที่ 2 เด็กค้นคว้าวิจัยหาความรู้ โดยดำเนินการดังนี้
    • กำหนดแหล่งการเรียนรู้ ครูและเด็กร่วมกันกำหนดแหล่งเรียนรู้จากเรื่องที่เด็กต้องการศึกษา อาจเป็นแหล่งเรียน รู้ภายในห้องเรียน สถานที่ต่างๆภายในโรงเรียน หรือแหล่งเรียนรู้ภายนอกห้องเรียนก็ได้
    • ศึกษานอกสถานที่ ครูพาเด็กเพื่อให้ได้รับประสบการณ์จริง จากแหล่งเรียนรู้ที่กำหนด โดยให้เด็กได้รับประสบ การณ์ตรง โดยการศึกษานอกสถานที่ อาจเป็นสถานที่ภายในโรงเรียน หรือภายนอกโรงเรียนก็ได้
    • การเลือกหัวข้อที่จะศึกษา ในระหว่างที่ศึกษานอกสถานที่จากแหล่งเรียนรู้ที่ได้กำหนดแล้ว ครูกระตุ้นให้เด็กเลือกเรื่องที่จะศึกษาตามความสนใจของเด็ก ตั้งประเด็นคำถามในเรื่องที่เด็กสนใจ โดยกระตุ้นให้เด็กเกิดความสงสัยอยากเรียนรู้
    • ทำแผนที่ความคิด ครูสร้างภาพแผนที่ความคิดจากคำตอบของเด็กทุกคน เพื่อให้เด็กเห็นภาพรวม และการเชื่อม โยงความคิดของเด็กทุกคนที่อยากเรียนรู้
    • ศึกษาค้นคว้า ขีดเขียนและจดบันทึก โดยให้เด็กเลือกทำกิจกรรมการเรียนรู้ตามความสนใจ และความถนัดของเด็กแต่ละคน เด็กค้นหาความรู้คำตอบในเรื่องที่อยากรู้อยากเห็นตามแหล่งความรู้ที่ครูจัดเตรียม เช่น สมุดภาพ หนังสือ การทดลอง เป็นต้น ขณะเดียวกันเด็กค้นหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ที่บ้าน ครูจัดเตรียมแหล่งข้อมูลทั้งที่เป็นสื่อการเรียน ใบความ รู้ ใบงาน และวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ หรือศูนย์การเรียนรู้ด้วยตนเอง ที่มีข้อมูลความรู้ที่เด็กสามารถเลือกศึกษา ครู พ่อแม่บันทึกหลักฐานการศึกษาค้นคว้า ทดลองด้วยการเขียนคำพูดสั้นๆของเด็ก เด็กวาดภาพแทนความคิดลงในกระดาษ สรุปและจัดทำผลงานความรู้ ครูกระตุ้นให้เด็กสรุปผลจากการศึกษาค้นคว้าในเรื่องนั้นๆ ซึ่งเด็กอาจนำเสนอโดยการพูด ตอบคำถาม ตลอด จนนำผลจากภาพวาด หรืองานที่ประดิษฐ์ ขึ้นมาแลกเปลี่ยนกับเพื่อน ตลอดจนครูกระตุ้นให้เพื่อนซักถาม แสดงความคิด เห็น และยกย่องชมเชยในผลงานของเด็กทุกคน และนำเสนอสืบค้น และแสวงหาความรู้ใหม่ ครูกระตุ้นให้เด็กมีความภาค ภูมิใจในเรื่องที่ตนเองศึกษา พร้อมทั้งสร้างแนวคิดให้เด็กนำผลความรู้และผลงานที่ศึกษา ไปใช้ประโยชน์ต่อไป ซึ่งกระ บวนการเรียนรู้ในขั้นนี้ เป็นผลการเรียนรู้ของเด็กอย่างองค์รวม เด็กเกิดความภาคภูมิใจว่า ตนเองมีจุดเด่น และความสามารถในด้านใดบ้าง เป็นการกระตุ้นให้เด็กอยากเรียนรู้ต่อไปและขั้นสุดท้าย
  • ขั้นที่ 3 การประเมินผล ขอบเขตของการประเมิน การประเมินผลสำเร็จของการสอนด้วยเทคนิคต่างๆ เด็กวิจัย เป็นการประ เมินเกี่ยวกับพัฒนาการทางการเรียนของเด็ก การสังเกตพฤติกรรมของเด็ก พฤติกรรมเด่นของเด็ก ผลงานของเด็ก และทักษะการเรียนรู้ของเด็ก ซึ่งเป็นการประเมินที่ครอบคลุมทั้งทางด้านความรู้ ความรู้สึก และทักษะการแสดงออกทุกด้าน และประ เมินตามสภาพจริง โดยประเมิน ดังนี้
    • การแสดงออกของพัฒนาการทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม และสติปัญญา การสังเกตพฤติกรรมเด็กนักวิจัย ได้แก่ การสังเกต การสืบค้น การศึกษาค้นคว้าความรู้ การถามตอบ การแสดงความคิดเห็น การสื่อความหมาย กระ บวนการกลุ่ม การวางแผน การตัดสินใจ ความคิดสร้างสรรค์ การแก้ไขข้อบกพร่อง การค้นหาคำตอบ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา การค้นคว้าหาคำตอบด้วยเวลาจำกัด การสรุปข้อความรู้ การแสดงความคิดเห็นความ รู้สึก การวิเคราะห์ ความรับผิดชอบในบทบาทการทำงานร่วมกัน มนุษย์สัมพันธ์ การสร้างบรรยากาศการทำงานร่วมกัน
    • การแสวงหาความรู้ เด็กมีประสบการณ์ตรงสัมพันธ์กับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เด็กฝึกปฏิบัติจนค้นพบความถนัดและวิธีการของตนเอง เด็กทำกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกลุ่ม เด็กฝึกคิดอย่างหลากหลาย และสร้างสรรค์จินตนา การ ตลอดจนได้แสดงออกอย่างชัดเจนและมีเหตุผล เด็กได้รับการเสริมแรงให้ค้นหาคำตอบและแก้ปัญหา เด็กได้ฝึกค้น รวบรวมข้อมูล และสร้างความรู้ด้วยตนเอง เด็กเลือกทำกิจกรรมตามความสามารถ ความถนัด ความสนใจ ของตนเองอย่างมีความสุข เด็กฝึกตนเองให้มีวินัย และมีความรับผิดชอบในการทำงาน เด็กฝึกประเมินปรับปรุงตนเอง และยอมรับผู้อื่น ตลอดจนสนใจใฝ่หาความรู้อย่างต่อเนื่อง
    • ทักษะการเรียนรู้ของเด็กนักวิจัย ได้แก่ ความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา มีกระบวนการเรียนรู้ มนุษยธรรมสัม พันธ์ การสื่อความหมาย ความมีวินัย การสังเกตและการเป็นผู้นำ
    • ผลงานของเด็ก โดยใช้เทคนิคการประเมิน ทั้งเป็นทางการและแบบไม่เป็นทางการ แต่ส่วนใหญ่จะใช้วิธีการประเมินแบบไม่เป็นทางการ โดยใช้เครื่องมือในการประเมินที่หลากหลายได้แก่ การทดสอบ การประเมินเพื่อสร้างความรู้จักเด็ก การประเมินด้วยการพูดคุย การสังเกตและการประเมินตามสภาพจริง

การจัดการเรียนรู้แบบเด็กนักวิจัยมีประโยชน์ต่อเด็กปฐมวัยอย่างไร?

การจัดการเรียนรู้แบบเด็กนักวิจัย เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ที่ส่งเสริมความถนัดของเด็กในทุกด้าน เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เด็กเป็นผู้ลงมือศึกษาค้นคว้าหาคำตอบ สร้างสรรค์ความรู้ด้วยตนเอง ตามความสนใจอยากรู้อยากเห็น จึงเป็นวิธีการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และได้ลงมือปฏิบัติจริง สามารถจัดการเรียนรู้ได้ทุกสถานที่ อาทิ ในห้องทดลอง ห้องสมุด ภาคสนาม สวนสัตว์ แปลงผัก ฯลฯ เด็กสามารถกำหนดแหล่งเรียนรู้ได้เอง อาจเป็นแหล่งเรียนรู้ใกล้บริเวณโรงเรียน ตลอดจนสถานที่สำคัญในจังหวัด เด็กสามารถซักถามบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือบุคคลในชุมชนที่เป็นผู้รู้ในสาขาวิชานั้นๆ เป็นการจัดกิจกรรมที่นำเอาวิธีการประเมินที่สะท้อนการเรียนรู้ของเด็ก ควบคู่ไปกับการสอนอย่างต่อ เนื่อง และเปิดโอกาสให้เด็กได้มีส่วนร่วมในการประเมิน ได้รับการประเมินในสิ่งที่เด็กสามารถทำได้ ซึ่งถือว่าเป็นการประ เมินผลการเรียนที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ ครูสามารถวิเคราะห์กิจกรรมระหว่างการศึกษาค้นคว้าของเด็ก ซักถาม และตอบคำ ถามของเด็กอย่างต่อเนื่อง ทำให้ครูสามารถวิเคราะห์ความสนใจของเด็กเป็นรายบุคคล และสามารถแนะแนวเด็กให้พัฒนาถึงขีดสุดได้ การจัดการเรียนรู้แบบเด็กนักวิจัย จึงมีประโยชน์และคุณค่าต่อเด็กปฐมวัยดังนี้

  • ตอบสนองต่อธรรมชาติในการเรียนรู้ของเด็ก ดังที่กล่าวมาแล้วว่า เด็กในช่วงนี้มักสนใจและอยากเรียนรู้สภาพ แวดล้อมรอบตัว ใคร่ที่จะศึกษา ค้นคว้า ทดลอง ชอบสำรวจ หรือถ้าเห็นสิ่งใดที่สงสัย ก็จะลองแกะออกมาดู ชอบหยิบจับ สัมผัสวัตถุสิ่งของต่างๆตามที่เขาสนใจ ชอบใช้คำถามว่า ทำไม เพราะอะไร ดังนั้นกระบวนการเรียนรู้แบบเด็กนักวิจัยที่ส่ง เสริมให้เด็กได้ศึกษาค้นคว้าหาคำตอบในสิ่งที่เด็กสนใจอยากเรียนรู้ จึงเป็นการตอบสนองต่อธรรมของพัฒนาการเด็กได้เป็นอย่างดี
  • ส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ให้กับเด็กปฐมวัย การจัดการเรียนรู้แบบเด็กนักวิจัย เด็กมีโอกาสใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าในการเรียนสังเกตและเรียนรู้ การจำแนกประเภท การเปรียบเทียบ การสื่อความหมาย การลงความเห็น และการพยากรณ์ จะได้รับการส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้อย่างกระตือรือร้น และได้แสดงทักษะต่างๆอย่างเต็มที่ เช่น การเรียนรู้เรื่องผลไม้ประจำจังหวัด เด็กมีโอกาสสังเกตลักษณะต่างๆ ผัก ผลไม้ ได้เปรียบเทียบขนาดของผลไม้ การจัดกลุ่มผลไม้ตามเกณฑ์ต่างๆ การสื่อความหมายเพื่อสื่อสารให้ผู้อื่นรับรู้และเข้าใจ ตลอดจนการส่งเสริมทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ในด้านอื่นๆที่สูงขึ้นต่อไป
  • ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ให้กับเด็กปฐมวัย การจัดการเรียนรู้แบบเด็กนักวิจัย เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ฝึกฝนและพัฒนาการคิดอย่างหลากหลาย เปิดโอกาสให้เด็กได้ทำสิ่งต่างๆตามจินตนาการของตนเอง ครูเปิดโอกาสให้เด็กได้ริเริ่มกิจกรรม และสามารถทดลองสิ่งที่ต้องการเรียนรู้ ถือเป็นวิธีการที่สำคัญในการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์
  • ส่งเสริมความมีวินัยในตนเองให้กับเด็กปฐมวัย ข้อตกลงหรือกฎกติกาจะถูกนำมาใช้ในการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างสมาชิกภายในห้องเรียน เด็กจะรู้บทบาทหน้าที่ของตนเอง ปฏิบัติตามที่กลุ่มตกลงกันไว้โดยมีการสร้างกฎกติกาการอยู่ร่วม กัน สิ่งใดปฏิบัติแล้วเหมาะสม สิ่งใดปฏิบัติแล้วเป็นการทำลายความสัมพันธ์ของกลุ่ม ก็จะไม่ได้รับการยอมรับจากสมาชิกในกลุ่ม
  • ส่งเสริมความเชื่อมั่นให้กับเด็กปฐมวัย ลักษณะของกิจกรรมการเรียนการสอนแบบเด็กนักวิจัย จะเริ่มต้นด้วยการทบทวนประสบการณ์เดิม และค้นหาหัวเรื่องที่เด็กอย่างเรียนรู้ ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กริเริ่มกิจกรรมอย่างอิสระ ที่สอด คล้องกับพัฒนาการเด็กในช่วงปฐมวัย ที่รู้สึกว่าตนเองอยากริเริ่มกิจกรรมอย่างอิสระ ถ้าได้รับการตอบสนอง ก็จะทำให้เด็กมีความเชื่อมั่นที่จะทำสิ่งนั้นต่อไป แต่ถ้าหากเด็กรู้สึกว่า ตนเองถูกบังคับให้ทำตามอยู่ตลอดเวลา เด็กจะรู้สึกกังวล คับข้องใจ ขาดความเป็นอิสระ และไม่มีบุคลิกภาพด้านความเชื่อมั่นในตนเอง ต้องพึ่งพาผู้อื่นอยู่เสมอ
  • ส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ให้กับเด็กปฐมวัย ในกิจกรรมการศึกษาค้นคว้าในสิ่งที่เด็กอยากเรียนรู้ จะปรากฏกิจกรรมเกี่ยวกับค้นหาคำตอบที่ต้องใช้ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ เช่น ทักษะการสังเกตความเหมือนความแตก ต่าง ทักษะการเปรียบเทียบ ทักษะการเรียงลำดับ ทักษะการนับ การเรียนรู้ค่าและจำนวนของสิ่งต่างๆ
  • ส่งเสริมการคิดอย่างมีเหตุผลให้กับเด็กปฐมวัย การคิดอย่างมีเหตุผลเป็นเรื่องของสมองและสติปัญญา ได้แก่ การจัดประเภท การเปรียบเทียบ และการเรียงลำดับอย่างต่อเนื่องหรืออนุกรม ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้เด็กรู้จักใช้เหตุผลในการจัด การเรียนสิ่งต่างๆ ที่เป็นสถานการณ์การเรียนรู้ เช่น ครูวางส้ม มะม่วง มังคุด ส้ม แล้วให้เด็กออกมาวางต่อไปว่าควรเป็นผล ไม้ชนิดใด เป็นต้น
  • ส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ให้กับเด็กปฐมวัย การคิดวิเคราะห์เป็นการแยกแยะให้เห็นว่าสิ่งต่างๆที่ศึกษาประ กอบด้วยส่วนต่างๆอะไรบ้าง จำเป็นต้องพิสูจน์ เพื่อให้รู้ว่าสิ่งต่างๆที่มาประกอบกันแล้ว ใช่สิ่งนั้นจริงหรือไม่ เช่น การวิ เคราะห์ว่าผลไม้มีส่วนประกอบเหมือนกันทุกชนิดหรือไม่ ผลไม้ชนิดใดที่รับประทานได้ทั้งลูก ผลไม้ชนิดใดรับประทานเมล็ดไม่ได้ เป็นต้น
  • ส่งเสริมทักษะทางภาษาให้กับเด็กปฐมวัย กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบเด็กนักวิจัย มีขั้นตอนของการนำเสนอสิ่งที่ได้เรียนรู้ หรือการแสดงผลงาน เพื่อสื่อสารให้ผู้อื่นรับรู้และเข้าใจว่า ตนเองนำเสนอสิ่งใด เด็กต้องใช้ทักษะการพูด และการเขียน หรือการนำเสนอเป็นภาพวาด เป็นต้น

สถานศึกษาใดที่จัดการเรียนรู้แบบเด็กนักวิจัยระดับปฐมวัย?

  • โรงเรียนอนุบาลเทศบาลเมืองสตูล ถนนยาตราสวัสดี ตำบลพิมาน อำเภอเมือง จังหวัดสตูล สังกัดกองการศึกษา เทศบาลเมืองสตูล การจัดการเรียนรู้แบบเด็กนักวิจัย เป็นวิธีการเรียนรู้ที่เด็กได้ศึกษาค้นคว้า แสวงหาความรู้ความจริงตามความสนใจ อยากรู้อยากเห็น และความถนัดของตนจากการลงมือกระทำ สนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และมีวิธีการแสวงหาคำตอบอย่างมีขั้นตอน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ให้กับเด็กปฐมวัย

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะนำการจัดการเรียนรู้แบบเด็กนักวิจัยมาประยุกต์ใช้กับลูกได้อย่างไร?

ในการจัดการเรียนรู้แบบเด็กนักวิจัยผู้ปกครองมีบทบาทสำคัญหลายประการดังนี้

  • การให้ข้อมูลความรู้กับเด็กเกี่ยวกับหัวข้อที่เด็กเรียนรู้ ในการทบทวนประสบการณ์เดิม และการค้นหาความรู้เกี่ยวกับหัวข้อที่เรียน เด็กปฐมวัยสามารถสืบค้นข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ทั้งที่เป็นแหล่งเรียนรู้ภายในโรงเรียน เช่น ห้องสมุด ห้องพิเศษต่างๆในโรงเรียน ห้องครัว แปลงพืชผัก ต้นไม้บริเวณโรงเรียน ฯลฯ หรือแหล่งเรียนรู้ภายนอกโรงเรียน อาจเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถในด้านนั้นๆ ดังนั้นผู้ปกครองเป็นบุคคลสำคัญที่ช่วยเหลือเด็ก ด้วยการให้คำแนะนำ ให้ข้อมูลแก่เด็ก เพื่อนำความรู้ที่ได้รับไปอภิปรายกับครูและเพื่อนในชั้นเรียนได้
  • เชิญผู้ปกครองไปเป็นวิทยากรเพื่อให้ความรู้แก่เด็กที่โรงเรียน ในการจัดการเรียนรู้แบบเด็กนักวิจัย การเชิญวิทยา กรเพื่อมาให้ความรู้แก่เด็กที่โรงเรียน เป็นวิธีการขยายประสบการณ์ของเด็กในหัวเรื่องที่กำลังเรียนรู้ให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น และอาจพบว่ามีผู้ปกครองเด็กบางคน มีความรู้ในเรื่องนั้นๆ หรือประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เด็กกำลังเรียนรู้ เช่น การเรียนรู้เรื่องการจราจร ครูอาจเชิญผู้ปกครองเด็กที่เป็นตำรวจจราจรมาสาธิตการใช้สัญญาณมือ หรือการปฏิบัติตนเมื่อต้องใช้รถใช้ถนน ให้เด็กดูเป็นตัวอย่าง หรือเด็กเรียนรู้เรื่องขนมไทย ครูสามารถเชิญผู้ปกครองซึ่งเป็นแม่ค้าขายขนมในตลาด มาสาธิตวิธีการทำขนม หรือร่วมประกอบอาหารกับเด็กที่โรงเรียน เป็นต้น
  • ผู้ปกครองและอาชีพหรือกิจการของผู้ปกครองเป็นแหล่งเรียนรู้นอกสถานที่ให้กับเด็ก บางครั้งหัวเรื่องที่เด็กเรียนอาจไปสัมพันธ์กับอาชีพหรือกิจการที่ผู้ปกครองกำลังดำเนินการอยู่ ก็สามารถพาเด็กไปศึกษานอกสถานที่ได้ เช่น เด็กเรียนรู้เรื่องน้ำ และต้องการรู้ว่าวิธีการผลิตน้ำดื่มมีวิธีการหรือขั้นตอนการผลิตอย่างไร ครูอาจพาเด็กไปศึกษาขั้นตอนการผลิตน้ำดื่มที่บ้าน หรือที่ประกอบกิจการของผู้ปกครอง ก็จะทำให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรงที่เป็นรูปธรรมในเรื่องที่เรียนรู้ได้ชัด เจนมากขึ้น
  • ผู้ปกครองเป็นผู้ดูแลและช่วยเหลือครู ในการพาเด็กไปศึกษานอกสถานที่ การจัดการเรียนรู้แบบเด็กนักวิจัย มีความจำเป็นต้องไปศึกษาค้นคว้าข้อมูลในเรื่องที่เรียน จากแหล่งเรียนรู้ภายนอกโรงเรียน ซึ่งครูประจำชั้นหรือครูพี่เลี้ยงอาจไม่สามารถควบคุมดูแลเด็กได้อย่างทั่วถึง จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ปกครองของเด็ก ไปเป็นผู้ช่วย เหลือและดูเด็ก เพื่อให้เด็กมีความสะดวกและปลอดภัย ขณะไปศึกษานอกสถานที่ต่างๆที่มีความสัมพันธ์กับหัวเรื่องที่เรียนรู้
  • ให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการนำเสนอหรือจัดนิทรรศการผลงานของเด็กที่โรงเรียน การจัดการเรียนรู้แบบเด็กนัก วิจัย จะมีขั้นตอนสุดท้ายคือการนำเสนอผลงานของเด็ก อาจเป็นผลงานการประดิษฐ์ งานศิลปะต่างๆที่เด็กจัดทำขึ้นในกระ บวนการเรียนรู้ เช่น ถ้าเด็กเรียนรู้เรื่องรองเท้า เด็กอาจผลิตรองเท้าที่สามารถสวมได้จริงจากวัสดุที่เด็กเลือกมาใช้ หรือการเรียนรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของกระดาษ เด็กอาจนำกระดาษมาทำเป็นหมวกที่สามารถสวมได้จริง ดังนั้น การนำเสนอผลงานและจัดนิทรรศการ จึงเป็นกระบวนการขั้นตอนสุดท้ายที่เป็นการสร้างความภาคภูมิใจให้กับเด็ก และต้องการให้ผู้ปกครองมีส่วนในการรับรู้ถึงความสำเร็จของเด็กด้วย ดังนั้นการเชิญผู้ปกครองให้เข้ามามีส่วนร่วม และชื่นชมกับความสำเร็จของเด็กจึงเป็นการส่งเสริมให้เด็กได้รับการเสริมแรง และให้ผู้ปกครองได้รับรู้เกี่ยวกับกระบวนการจัดการเรียนสอนของโรงเรียน อีกทั้งยังเป็นวิธีการสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชนด้วย

เกร็ดความรู้เพื่อครู

ในการจัดการเรียนรู้แบบเด็กนักวิจัย ครูควรมีบทบาทในการส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็ก มีความรู้ความเข้าใจธรรมชาติและพัฒนาการของเด็กในทุกด้าน มีการเตรียมการสอน โดยการวางแผนไว้ล่วงหน้าทั้งทางด้านสื่อ แหล่งเรียนรู้ และการจัดกิจ กรรมควรมีความหลากหลาย จัดกิจกรรมแบบบูรณาการทั้งด้านเนื้อหาและทักษะต่างๆอย่างเหมาะสม สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ และมีปฏิสัมพันธ์ในเชิงบวกกับเด็ก สามารถจดบันทึกพฤติกรรมเด็กและสามารถประเมินเด็ก เพื่อนำไปสู่การพัฒนาปรับปรุงการเรียนการสอนอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งยังต้องมีความสามารถในการสื่อสารกับผู้ปกครองและชุมชน เพื่อให้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กสามารถเรียนรู้ได้และประสบความสำเร็จ

บรรณานุกรม

  1. สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์. ( 2547). รายงานการวิจัยเรื่องการพัฒนาโครงการเด็กนักวิจัยและการประเมินเน้นเด็กเป็นสำคัญ กรุงเทพฯ : คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
  2. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. (2545). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม( ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 . กรุงเทพฯ : คุรุสภาลาดพร้าว.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน