หน้าหลัก » บทความ » เด็กปฐมวัยท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัตน์ (Early Childhood in Globalization)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

ยุคโลกาภิวัตน์

เด็กปฐมวัยท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัตน์ (Early Childhood in Globalization) หมายถึง วิธีการที่พ่อแม่ตอบสนองต่อเด็กทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ที่แบ่งเป็นมิติของการควบคุมหรือเรียกร้องต่อเด็ก และการตอบสนองต่อเด็กในยุคสมัยที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายไปทั่วโลกอย่างไร้พรมแดน ดังนั้น ไม่ว่าจะอยู่ ณ จุดใด สามารถรับรู้ สัมผัส รับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว กว้างขวาง สืบเนื่องมาจากการพัฒนาระบบสารสนเทศ อันเป็นยุคที่มีพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงอย่างมากด้านเทคโนโลยีสื่อสารและคมนาคม ทำให้ประเทศต่างๆเข้ามาใกล้ ชิดกันมากขึ้น กระแสโลกทั้งในรูปของทุนและข้อมูล รวมทั้งค่านิยมบางประการ เช่น สิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม ได้ขยายตัวครอบคลุมไปทั่วโลก การเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อวิถีการดำเนินชีวิตของคนที่เป็นพลโลก รวมถึงประชากรที่อยู่ในวัยของการปูพื้นฐานสำคัญในด้านพัฒนาการ นั่นคือ เด็กในช่วงปฐมวัย พ่อแม่ผู้ปกครองต้องพร้อมรับต่อภาระในการอบรมเลี้ยงดูเด็กในยุคข้อมูลข่าวสารนี้ เพื่อให้เด็กปฐมวัยสามารถพัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้อง ไม่ตกเป็นเหยื่อของสื่อเทคโนโลยีสมัยใหม่ ดังนั้นวิธีการอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่ จึงควรสอนลูกให้รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงและนำสื่อเทคโนโลยีมาใช้เพื่อการเรียนรู้ และเป็นประโยชน์ในการดำรงชีวิต กรรอบรมเลี้ยงดูแบบให้ความรักเอาใจใส่และอยู่ใกล้ชิด แนะนำ ช่วยเหลือเด็ก จะเป็นวิธีการที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการเด็กให้เป็นไปตามที่พึงประสงค์ได้

กระแสโลกาภิวัตน์มีความสำคัญอย่างไร?

ผลจากการพัฒนาการติดต่อสื่อสาร การคมนาคมขนส่ง และเทคโนโลยีสารสนเทศ อันแสดงให้เห็นถึงการเจริญเติบโตของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี และวัฒนธรรม ที่เชื่อมโยงระหว่างปัจเจกบุคคล ชุมชน หน่วยเศรษฐกิจ และรัฐบาล ทั่วทั้งโลก หรือเรียกว่ากระแสโลกาภิวัตน์ (Globalization) มีผลกระทบต่อโลกในหลายแง่มุม เช่น

  • อุตสาหกรรม การปรากฏของตลาดการผลิตที่เกิดขึ้นทั่วโลก และช่องทางเข้าถึงผลิตภัณฑ์ต่างประเทศที่กว้างขึ้นสำหรับผู้บริโภค
  • การเงิน การปรากฏขึ้นของตลาดการเงินทั่วโลก และการเข้าถึงเงินลงทุนจากแหล่งภายนอกที่ง่ายและสะดวกขึ้น
  • เศรษฐกิจ การยอมรับตลาดร่วมของโลกบนพื้นฐานแห่งเสรีภาพในการแลกเปลี่ยนสินค้าและทุน
  • การเมือง การเมืองโลกาภิวัตน์หมายถึงการที่รัฐบาลจะทำหน้าที่กำกับดูแลความสัมพันธ์ระหว่างชาติและให้หลักประกันสิทธิ์ที่เกิดจากสังคมและเศรษฐกิจของโลกาภิวัตน์ ในทางการเมือง สหรัฐได้รับประโยชน์จากการครองอำนาจในโลกในหมู่ชาติมหาอำนาจ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ ด้วยอิทธิ พลของโลกาภิวัตน์ ประเทศจีนได้เจริญเติบโตอย่างมหาศาลในช่วงเพียงศตวรรษที่ผ่านมา หากจีนมีความเจริญเติบโตในอัตราตามแนวโน้มนี้ต่อไป เป็นไปได้ที่จะเกิดการเคลื่อนย้ายศูนย์อำนาจในระหว่างประ เทศผู้นำภายใน 20 ปีข้างหน้า ประเทศจีนจึงมีความมั่นคง มีอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีที่สามารถท้าทายสหรัฐฯ ในการเป็นประเทศมหาอำนาจผู้นำ
  • ข้อมูลข่าวสาร มีการเพิ่มการไหลบ่าของข้อมูลข่าวสารระหว่างพื้นหรือภูมิภาคที่อยู่ห่างไกลกันมาก
  • วัฒนธรรม การเจริญเติบโตของการติดต่อสัมพันธ์ข้ามวัฒนธรรม เกิดมีประเภทใหม่ๆในด้านความสำนึกและเอก ลักษณ์ เช่น โลกาภิวัตน์นิยม ซึ่งครอบคลุมการแพร่กระจายทางวัฒนธรรม และการได้บริโภคผลิตภัณฑ์ และความคิดจากต่างประเทศ การรับเทคโนโลยีใหม่มาใช้ และการเข้าร่วมในวัฒนธรรมโลก
  • นิเวศวิทยา การปรากฏขึ้นของความท้าทายในปัญหาสภาพแวดล้อมในระดับโลก ที่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้โดยปราศจากความร่วมมือระดับนานาชาติ เช่น ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ มลภาวะทางน้ำและอากาศที่ครอบคลุมหลายเขตประเทศ การทำการประมงเกินขีดความสามารถในการรองรับการกระจายของพันธุ์พืชและสัตว์ที่ไม่พึงประสงค์ การสร้างโรงงานเป็นจำนวนมากในประเทศที่กำลังพัฒนา ซึ่งก่อมลภาวะได้อย่างเสรี
  • สังคม ความสำเร็จในการบอกรับข่าวสาร โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายสำหรับประชาชนของทุกชาติในโลก
  • การขนส่ง การลดจำนวนลงไปเรื่อยๆของรถยุโรปในถนนยุโรป และการสิ้นปัญหาเรื่องระยะทางที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีต่างๆมาช่วยลดเวลาการเดินทาง
  • การแลกเปลี่ยนมากขึ้นของวัฒนธรรมสากล การขยายตัวของอเนกวัฒนธรรม และการเข้าถึงความหลากหลายของวัฒนธรรมที่ง่ายขึ้นสำหรับปัจเจกบุคคล อย่างไรก็ดีการนำเข้าวัฒนธรรม ทำให้เกิดการกลืนทางวัฒนธรรมท้องถิ่นได้ง่าย มีผลให้ความหลากหลายทางวัฒนธรรมมีน้อยลง จากการผสมผสานระหว่างการเกิดเป็นวัฒนธรรมพันทาง หรืออาจถูกกลืนโดยการค่อยๆรับวัฒนธรรมใหม่มาใช้โดยสิ้นเชิง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ การรับวัฒนธรรมตะวันตกของหลายประ เทศเมื่อเร็วๆนี้
  • การเดินทางและการท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่มากขึ้น การเข้าเมืองที่มากขึ้น รวมทั้งการเข้าเมืองที่ผิดกฎหมาย การแพร่กระจายของสินค้าบริโภคของท้องถิ่นสู่ต่างประเทศมากขึ้น การคลั่งไคล้แฟชั่น วัฒนธรรมยอดนิยมระดับโลก เช่น คาราโอเกะ ไอดอล ซีรี่ย์
  • ด้านเทคนิค/กฎหมาย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของระบบการติดต่อสื่อสารระดับโลก และการเพิ่มการเคลื่อน ไหวของข้อมูลข่าวสารข้ามพรมแดนที่ใช้เทคโนโลยี เช่น อินเทอร์เน็ต ดาวเทียมสื่อสาร เคเบิ้ลใยแก้วใต้น้ำ โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ การเพิ่มจำนวนของมาตรฐานที่นำออกใช้ทั่วโลก เช่น กฎหมายลิขสิทธิ์ การจดทะเบียนลิขสิทธิ์ และการตกลงทางการค้า การผลักดันให้มีศาลอาญานานาชาติ
  • การตระหนักด้านเพศ โดยทั่วไปการมองโลกาภิวัตน์เฉพาะด้านเศรษฐกิจเป็นเรื่องง่าย แต่ในด้านเพศนี้มีเบื้องหลังในความหมายทางสังคมที่หนักแน่น โลกาภิวัตน์ มีความหมายในปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ระหว่างประเทศต่างๆ หลายประ เทศ โลกาภิวัตน์อาจส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงในด้านความเสมอภาคทางเพศ

การเปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัตน์มีผลกระทบต่อเด็กและสังคมไทยอย่างไร?

จากกระแสโลกาภิวัตน์ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านต่างๆตามมามากมาย ดังนั้น เพื่อการรองรับต่อความเปลี่ยน แปลงอย่างรวดเร็วนี้ ทำให้การพัฒนาประเทศ จำเป็นต้องพัฒนาไปสู่ความสมดุลและยั่งยืน และต้องให้ความสำคัญต่อการพัฒนากลไกหลัก ที่เป็นตัวช่วยในการขับเคลื่อนไปสู่การพัฒนาในด้านอื่นๆ นั่นคือ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์หรือคน ให้มีคุณภาพและเข้มแข็ง พร้อมที่จะรับการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคศตวรรษที่ 21 และเสริมสร้างปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพคน ทั้งในเชิงสถาบัน ระบบโครงสร้างของสังคม ให้เข้มแข็ง สามารถเป็นภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ต่างๆที่มีผลกระทบต่อเด็กๆและสังคมไทยมีหลายประการ ดังนี้

  • โครงสร้างของประชากรมีแนวโน้ม ประชากรสูงวัยเพิ่มมากขึ้น ประชากรเด็กและวัยทำงานลดลง ขณะที่การย้ายถิ่นของประชากรส่งผลให้ความเป็นเมืองสูงขึ้น ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ในปี 2568 สำหรับโครงสร้างประชากรวัยเด็กและวัยทำงาน ลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะเจริญพันธุ์ของสตรีไทยที่ลดต่ำลง ขณะ เดียวกัน คนไทยส่วนใหญ่ขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอนามัยการเจริญพันธุ์ที่ถูกต้อง ส่งผลต่อความไม่สมดุลทั้งทางด้านปริมาณและคุณภาพของประชากรของประเทศ
  • คนไทยได้รับการพัฒนาศักยภาพทุกวัย แต่ยังมีปัญหาด้านสติปัญญา คุณภาพการศึกษา และมีพฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพ ผลการพัฒนาตามช่วงวัยพบว่า ระดับเชาวน์ปัญญามีค่าเฉลี่ยลดลง ขณะเดียวกัน ยังมีภาวะโภชนาการเกิน และโรคอ้วนจากพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมาะสม ส่วนเด็กวัยเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำกว่า 50% และมาตรฐานความสา มารถของผู้เรียน ในเรื่องการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ คิดวิจารณญาณ และคิดสร้างสรรค์ค่อนข้างต่ำ นอกจากนี้พฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพ ทำให้เกิดปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นเพิ่มขึ้น
  • ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การแพร่ระบาดของยาเสพติด และการเพิ่มขึ้นของการพนัน เป็นปัญหาสำคัญต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน การก่ออาชญากรรมมีแนวโน้มที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง คดีอาญาที่สำคัญทั้งการก่อคดีต่อชีวิตร่างกาย และเพศ คดีประทุษร้ายต่อทรัพย์ และคดียาเสพติด จำนวนคดีอาญาดังกล่าวเป็นคดียาเสพติดมากที่สุด ปัจจุบันการแพร่ระบาดของยาเสพติดเป็นภัยที่ร้ายแรง ส่งผลกระทบต่อกลุ่มเด็กและเยาวชนอย่างกว้างขวาง ทั้งนี้จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนพบว่า ปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดในสถานศึกษาเพิ่มขึ้น จาก 19.2% ในปี 2552 เป็น 51.3% ในปี 2553 นอกจากนี้ผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจส่งผลให้คนไทยเข้าสู่วงจรการเสี่ยงโชคมากขึ้น เช่น การพนันบอล หวยใต้ดิน หวยหุ้น เป็นต้น
  • สังคมไทยเผชิญวิกฤติความเสื่อมถอยด้านคุณธรรม จริยธรรม มีการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย และมีแนวโน้มเป็นสังคมปัจเจกมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงวอย่างรวดเร็วผ่านกระแสโลกาภิวัตน์ และโลกไซเบอร์ ทำให้คนไทยมุ่งแสวงหาความสุข และสร้างอัตลักษณ์ส่วนตัว ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ เกิดเป็นวัฒนธรรมย่อย ร่วมสมัยที่หลากหลายในรูปแบบการรวมกลุ่มของบุคคลที่สนใจเรื่องเดียวกัน มีการคำนึงถึงประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องมากกว่าส่วนรวม ขณะที่ภาคส่วนต่างๆได้มีการส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มทำกิจกรรมต่างๆ แต่การมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมเพื่อประโยชน์ส่วนรวมยังอยู่ในระดับต่ำ นอกจากนี้มีความสัมพันธ์แบบเครือญาติ ที่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือเกื้อกูลเริ่มหมดไป พฤติกรรมการอยู่ร่วมกันของสมาชิกในครอบครัว เป็นแบบต่างคนต่างอยู่ สัมพันธภาพระหว่างสมาชิกในครอบครัวมีความเปราะบาง จนนำไปสู่ปัญหาทางสังคมที่เพิ่มขึ้น
  • สื่อมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเด็ก แต่ยังมีบทบาทในการส่งเสริม พัฒนาคุณภาพเด็กค่อนข้างน้อย สื่อทางสังคมในปัจจุบัน มีอิทธิพลอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเยาวชน แต่การเผยแพร่สื่อต่างๆยังไม่มีบทบาทต่อการส่งเสริมการเรียนรู้และคุณธรรม จริยธรรม สะท้อนได้จากรายการโทรทัศน์ที่มีภาพของความรุนแรง ภาพที่ตอกย้ำการสร้างเจตคติเชิงลบต่อผู้อื่น ภาษาก้าวร้าว ความไม่เหมาะสมทางเพศ ขณะที่การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านทางเว็บไซด์ต่างๆ ส่วนใหญ่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องเพศ ที่เข้าข่ายลามกอนาจารและการใช้ภาษาที่ไม่เหมาะสม ขณะที่เกมคอมพิว เตอร์ซึ่งเป็นสื่อออนไลน์ มีอิทธิพลต่อเด็กและเยาวชนอย่างมาก ซึ่งเกมส่วนใหญ่ที่นิยมเล่น เน้นการต่อสู้ใช้ความรุนแรง ไม่เหมาะสมต่อการเรียนรู้ และเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม
  • บริบทการเปลี่ยนแปลงในกระแสโลก ก่อให้เกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ทั้งในระดับทวิภาคีและระดับพหุภาคี รวมทั้งความร่วมมือในประชาคมอาเซียน ความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนย้ายแรงงานเข้าสู่ประ เทศไทย ทั้งแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย ทั้งนี้ในปี 2558 จะมีการเคลื่อนย้ายแรงงานที่มีทักษะฝีมืออย่างเสรี ตามกรอบความร่วมมือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน รวมไปถึงเด็กที่จะมีการย้ายโรงเรียนตามผู้ปกครองด้วย

กระแสความเปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัตน์มีผลกระทบต่อการอบรมเลี้ยงดูเด็กไทยอย่างไร?

ภาพลักษณ์ของสังคมในศตวรรษที่ 21 จะมีลักษณะที่ ภูมิภาคต่างๆมีการติดต่อเชื่อมโยงกันอย่างไร้พรมแดน ทั้งทางด้านข้อ มูลข่าวสาร มีการเคลื่อนย้ายสินค้าต่างๆได้อย่างรวดเร็ว คนซึ่งอยู่ในภูมิภาคหนึ่ง สามารถรับรู้การเปลี่ยนแปลงและการเคลื่อนไหวต่างๆได้อย่างทันท่วงที เหมือนกับการอยู่ในพื้นที่เดียวกัน นอกจากนี้ จากกระแสโลกาภิวัตน์ ทำให้มีการพัฒนาและการแข่งขันในด้านต่างๆมากขึ้น โดยเฉพาะการแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน มีการพัฒนาและแข่งขันกันในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากขึ้น ทำให้มีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้มีความรู้ความสามารถและพร้อมรับต่อการเจริญเติบโตในด้านต่างๆมากขึ้น มีการถ่ายโอนแรงงาน และประกอบอาชีพอย่างเสรี คนที่อยู่ในอีกภูมิหนึ่งสามารถที่จะเดินทางเข้ามาทำงานในอีกประเทศหนึ่งได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้เกิดการรับเอาวัฒนธรรมจากที่หนึ่งไปยังอีกพื้นที่หนึ่ง การบริ โภคในด้านวัตถุนิยมจะมีเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ลักษณะของการเปลี่ยนแปลงทางด้านต่างๆของสังคมโลก ย่อมส่งผลโดย ตรงต่อสถาบันต่างๆในสังคมโดยเฉพาะสถาบันพื้นฐานที่สำคัญของสังคมคือ สถาบันครอบครัว สภาพสังคมไทยในปัจจุ บันเป็นที่ทราบกันดีว่า มีลักษณะโครงสร้างที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเป็นอย่างมาก จากสังคมแต่ก่อนที่เป็นครอบครัว เป็นครอบครัวแบบขยาย (Extended Family) ที่ประกอบไปด้วยสมาชิกของครอบครัวหลายรุ่นอายุที่มาอยู่รวมกัน และมีความ สัมพันธ์ต่อกัน ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าสถาบันครอบครัวแต่ก่อนนี้มีความเข้มแข็ง มีพ่อแม่ พี่น้อง ปู่ย่าตายาย ลุงป้าน้าอา มาอยู่ร่วมกันในครอบครัวเดียวกันหรืออยู่ในบ้านหลังเดียวกัน มีความสัมพันธ์แบบเครือญาติที่แน่นแฟ้น มีการถ่ายทอดทางวัฒน ธรรมจากรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่งค่อนข้างสมบูรณ์ พฤติกรรมและคุณลักษณะที่ดี ทั้งทางด้านคุณธรรมและจริยธรรมจะได้ รับการสืบสานได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งคุณลักษณะที่ดีและคุณงามความดี บุคลิกภาพ ลักษณะนิสัย วัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามจะมีการสืบสานได้อย่างครบถ้วน และมีการยึดถือปฏิบัติต่อๆกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เมื่อย้อนไปในอดีตจะพบว่า ลักษณะวิถีชีวิตและการดำเนินชีวิตของคนในสมัยก่อนค่อนข้างเรียบง่าย ไม่มีการแข่งขันกันเพื่อเอาตัวรอด แต่จะมีการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี และมีลักษณะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันมาก ทำให้สถาบันครอบครัวมีความเข้มแข็ง ปัญหาพฤติกรรมของเด็กและเยาวชนไม่มีความรุนแรงแรงอย่างในสังคมปัจจุบัน แต่เมื่อมีความเจริญก้าวหน้าทางด้านต่างๆมากขึ้น เนื่องจากการรับเอาวัฒนธรรมและเทคโนโลยีทางชาติตะวันตกเข้ามา ประกอบกับการพัฒนาประเทศเพื่อการเตรียมรับต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมโลก ที่มีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ส่งผลโดยตรงต่อสถาบันครอบครัว และโครงสร้างของครอบครัวจะเปลี่ยนไป จากเดิมที่เป็นครอบ ครัวขยาย ก็จะเปลี่ยนเป็นครอบเดี่ยวมากขึ้น ครอบครัวเดี่ยว (Nuclear Family) ซึ่งสมาชิกของครอบครัวมีจำนวนน้อย จะประกอบไปด้วย พ่อแม่ และลูก โดยจำนวนบุตรจะน้อยกว่าครอบครัวแบบขยาย บทบาทของพ่อแม่จะเปลี่ยนไป จากเดิมที่ผู้เป็นพ่อจะเป็นผู้ผิดชอบในการทำมาหาเลี้ยงครอบครัว ส่วนผู้เป็นภรรยาจะอยู่เลี้ยงดูลูกและทำงานบ้าน เปลี่ยนเป็นทั้งพ่อและแม่ต่างก็ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน เพื่อหารายได้จุนเจือครอบครัว ทำให้บทบาทของแม่จากเดิมก็เปลี่ยนไปด้วย มีเวลาในการอบรมเลี้ยงดูน้อย และส่วนใหญ่ในปัจจุบัน แม่จะจ้างคนอื่นมาเลี้ยงดูลูกแทน เมื่อต้องออกไปทำงานนอกบ้าน หรือพ่อแม่อาจส่งลูกเข้าสถานรับเลี้ยงเด็ก ทำให้ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการโดยรวมของเด็ก การขัดเกลาทางด้านจิตใจและพฤติกรรมจะขึ้นอยู่กับผู้ที่ให้การดูแล ซึ่งไม่ใช่บุคคลที่เป็นพ่อแม่ หรือสมาชิกในครอบครัว ดังนั้น ปัญหาพฤติกรรมต่างๆ ของเด็ก จึงทวีความรุนแรงมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งปัญหาทางด้านพฤติกรรมสุ่มเสี่ยง ปัญหาด้านเพศ หรือปัญหายาเสพติดต่างๆก็มีมากขึ้น ดังนั้น การมองแบบย้อนกลับคือ การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุของปัญหาต่างๆ ด้วยการอบรมเลี้ยงดูและสร้างรากฐานของชีวิตตั้งแต่แรกเริ่ม ให้มีความเข้มแข็ง คือการอบรมเลี้ยงดูเด็กในระดับปฐมวัย ทั้งนี้เพราะพัฒนาการที่ดีของเด็กเริ่มต้นจากครอบครัว เด็กจะเติบโตมีคุณภาพ และมีบุคลิกเช่นไร จะเป็นคนดีหรือไม่ดี ส่วนหนึ่งย่อมมาจากสภาพของครอบ ครัว และวิธีการอบรมเลี้ยงดูของครอบครัวเป็นสำคัญ เพราะนอกจากครอบครัวจะถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมแล้ว ยังทำหน้าที่ดูแลเด็กมาตั้งแต่เกิด จนเติบโตพึ่งตนเองได้ ครอบครัวเป็นแบบอย่างในการหล่อหลอมความรู้สึก นึกคิด และจิตใจ พฤติกรรม และจิตสำนึกของความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ปลูกฝังค่านิยม ความรัก คุณค่า ประสบการณ์ชีวิต การอบรมเลี้ยงดูจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง และผู้ที่มีอิทธิพลสำคัญต่อการอบรมเลี้ยงดูเด็กคือ พ่อแม่หรือผู้ปกครอง ซึ่งการอบรมเลี้ยงดูเด็กในปัจจุบันนั้น Baumrind ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมของเด็ก และรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูเป็น 2 มิติ คือ

  • มิติการควบคุมหรือการเรียกร้องจากพ่อแม่ (Controlling and Demand) พ่อแม่ตั้งกฎเพื่อให้เด็กปฏิบัติตาม
  • และมิติการตอบสนองความรู้สึกของเด็ก (Responsive) พ่อแม่ตอบสนองต่อความต้องการของเด็ก

Baumrind และ Martin ได้เสนอรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูเด็กเป็น 4 รูปแบบ ดังนี้

  • รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ (Authoritative Parenting Style) คือ การที่พ่อแม่อบรมเลี้ยงดูเด็กโดยสนับ สนุนให้เด็กมีพัฒนาการตามวุฒิภาวะของเด็ก ให้เด็กมีอิสระตามควร แต่กำหนดให้เชื่อฟังและปฏิบัติตามอย่างมีเหตุผล
  • การอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม (Authoritarian Parenting Style) คือการอบรมเลี้ยงดูที่พ่อแม่มีความเข้มงวด เรียกร้องสูง ไม่ตอบสนองต่อความต้องการของเด็กโดยสิ้นเชิง จัดระบบการควบคุม และวางกฎเกณฑ์ให้เด็กปฏิบัติตามอย่างเข้มงวด ใช้วิธีบังคับและลงโทษ เมื่อเด็กไม่ปฏิบัติตามที่คาดหวัง
  • รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบตามใจ (Permissive Parenting Style) คือการอบรมเลี้ยงดูที่พ่อแม่ปล่อยให้เด็กทำสิ่งต่าง ๆตามการตัดสินใจของเด็ก โดยไม่มีการกำหนดขอบเขต ใช้การลงโทษน้อย ไม่เรียกร้อง หรือควบคุมพฤติกรรมเด็ก แต่พ่อแม่ยังให้ความรักความอบอุ่นเด็กเสมอ
  • รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง (Uninvolved Parenting Style) เป็นการอบรมเลี้ยงดูที่พ่อแม่ไม่ให้ความสนใจหรือตอบสนองความต้องการของเด็ก ดูแลเอาใจใส่เด็กน้อยมาก เพิกเฉยต่อเด็ก ไม่เรียกร้อง หรือวางมาตรฐานใดๆ

ดังนั้นการอบรมเลี้ยงดูแบบต่างๆ จึงมีผลต่อพฤติกรรมและการปรับตัวของเด็ก เช่น การเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่มีความสัมพันธ์ต่อการปรับตัวที่ดีของเด็กและวัยรุ่น การอบรมเลี้ยงดูแบบตามใจและทอดทิ้ง มีความสัมพันธ์ต่อการปรับตัวที่ไม่ดีกับเด็กและวัยรุ่น

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะอบรมเลี้ยงดูลูกท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัตน์อย่างไร?

จากกระแสโลกาภิวัตน์ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้าง และรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย อันเป็นวัยที่เป็นการปูพื้นฐานพัฒนาการด้านต่างๆ ที่อาจส่งผลทั้งในเชิงบวกหรือทางลบต่อการพัฒนาในวัยต่อไป ดังนั้น เพื่อการเตรียมตัวเด็กให้พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคต พ่อแม่ ผู้ปกครองควรฝึกฝนและอบรมเลี้ยงดูเด็ก ดังนี้

  • อบรมเลี้ยงดูเด็กด้วยความรักความเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด ให้อิสระแก่เด็กในการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และปฏิบัติภายใต้ขอบเขตอย่างมีเหตุผล เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจต่างๆ โดยเฉพาะการกำหนดกฎเกณฑ์หรือข้อตกลง ที่เด็กมีส่วนร่วมในการกำหนด จะทำให้เด็กมีความรู้สึกว่าไม่ถูกบังคับ
  • ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และคุณธรรมที่พึงประสงค์ให้กับเด็กอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยความร่วมมือของสถาบันต่าง ๆที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็ก เช่น ครอบครัว โรงเรียน ชุมชน องค์กรต่างๆ เช่น การปลูกฝังคุณธรรมตามหลักธรรม ศาสนาที่เด็กนับถือ คุณธรรมพื้นฐานที่สำคัญ เช่น ความมีวินัย ความซื่อสัตย์ ความสุภาพ ความมีน้ำใจ ความสะอาด เป็นต้น
  • สืบสานวัฒนธรรมและประเพณีที่ดีงามของสังคมให้กับเด็ก วัฒนธรรมและประเพณีที่ทรงคุณค่าต่างๆของไทยทั้ง 4 ภูมิภาคที่ควรอนุรักษ์และหวงแหน ควรได้รับการถ่ายทอดจากสถาบันครอบครัว พ่อแม่ ผู้ปกครองควรสอนเด็ก โดยการปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีในการปฏิบัติ เพื่อให้เด็กได้ซึมซับพฤติกรรมที่ดีงามด้านวัฒนธรรมและประเพณีได้ เช่น วัฒน ธรรมทางภาษา การแต่งกาย การกินการอยู่ การเข้าวัดฟังธรรม การทักทาย และกราบไหว้ตามประเพณีไทย ตลอดจนการสืบสานงานประเพณีในแต่ละท้องถิ่น
  • การเปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้และสัมผัสกับวิถีความเป็นอยู่ วัฒนธรรมของประเทศเพื่อบ้าน เช่น การเรียนรู้ความเป็นอยู่ อาหารการกิน การปฏิบัติตน การทักทาย ภาษาและวัฒนธรรมเฉพาะของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ
  • ปลูกฝังให้เด็กบริโภคสื่ออย่างฉลาด และบริโภคสื่อด้วยปัญญา ซึ่งได้แก่ สื่อโทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ หรือสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ โดยเฉพาะการดูแลและการสอนเด็กอย่างใกล้ชิด จะช่วยแก้ปัญหาในเรื่องของการใช้สื่อและเทคโนโลยีที่ผิดพลาดได้ นอกจากนี้ควรให้หน่วยงานในระดับนโยบายมากำกับสื่อต่างๆเหล่านี้ ให้มีความเหมาะสมอีกด้วย
  • การสร้างภูมิคุ้มกัน และหลีกเลี่ยงต่อสิ่งมอมเมาและยาเสพติด ด้วยการปฏิบัติให้เป็นแบบอย่างในการหลีกเลี่ยงต่อสิ่งที่เป็นอบายมุขทั้งหลาย อีกทั้งการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้เด็กเรียนรู้ถึงโทษที่เกิดจากการใช้สารเสพติด
  • ฝึกฝนทักษะชีวิตให้กับเด็ก เป็นหน้าที่โดยตรงของพ่อแม่ ผู้ปกครองที่จะช่วยเสริมสร้างทักษะชีวิตให้กับลูก โดยเฉพาะการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ทักษะในการช่วยเหลือตนเองตามวัย ทักษะในการสื่อสารสัมพันธ์กับผู้อื่น และการแก้ ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในสถานการณ์ต่างๆได้อย่างเหมาะสม

บรรณานุกรม

  1. นภเนตร ธรรมบวร. (2541). บทบาทของครอบครัวกับการศึกษา: รายงานการวิจัยประกอบการร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ.
  2. วิกิพีเดีย, สารานุกรมเสรี. (2556).โลกาภิวัตน์. สืบค้นเมื่อ 16 ตุลาคม 2556. จาก httpwww.th.wikipedia.org/wiki
  3. ศิริกุล อิสรานุรักษ์ และปราณี สุทธิสุคนธ์. ( 250). การอบรมเลี้ยงดูเด็ก. วารสารสาธารณสุขและการพัฒนา.5(1): 105 – 108.
  4. สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ. (2555). แผนพัฒนาการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ฉบับที่สิบเอ็ด(พ.ศ. 2555-2559). กรุงเทพฯ: สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ.
  5. Martin G. (1994). Parental bonding and vulnerability to adolescent suicide. Anta Psychiatric Scandinavia.89 (4): 246 – 54.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน