หน้าหลัก » Blogs » เด็กปฐมวัย - ดูแลอย่างไร ไปสู่ความเป็นเลิศ ตอนที่ 192 : เด็กสมาธิสั้น (5)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


เด็กสมาธิสั้น

เด็กสมาธิสั้น (Attention deficit hyperactivity disorder : ADHD) มักมีปัญหาในการ (1) ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในชั้นเรียน (2) กำหนดว่าอะไรสำคัญ และ (3) มุ่งเน้นในงานที่ได้รับมอบหมาย (Assigned) เนื่องจากเด็กสมาธิสั้น อาจหันเหความสนใจ (Distract) ได้ง่าย จากเด็กปรกติอื่นๆ หรือจากกิจกรรมที่เกิดขึ้นใกล้ๆ กัน

ดังนั้น การรองรับ (Accommodation) ด้วยการลดการหันเหความสนใจดังกล่าวในสภาพแวดล้อมของชั้นเรียน จะเป็นประโยชน์แก่เด็ก ในแง่ที่ช่วยให้เขามุ่งความสนใจไปที่งาน (Task) โดยที่ครูพึงใช้มาตรการ ดังต่อไปนี้

  • ให้เด็กนั่งใกล้ครู – มอบหมายให้เด็กสมาธิสั้น นั่งใกล้โต๊ะครู หรือนั่งหน้าชั้นเรียน จะทำให้ครูสามารถเฝ้าติดตาม (Monitor) และตอกย้ำ (Reinforce) พฤติกรรมเด็กว่า อยู่ในความคาดหวังหรือไม่?
  • ให้เด็กนั่งใกล้นักเรียนตัวอย่าง (Role model) – การจัดแจงเช่นนี้ จะทำให้เด็กทำงานอย่างให้ความร่วมมือ (Cooperative) และเรียนรู้จากเพื่อนรุนราวคราวเดียวกัน (Peer)
  • จัดให้บริเวณทำงานที่มีการหันเหความสนใจน้อย (Low distraction) – หากเนื้อที่อำนวย จัดแจงให้มีบริเวณหรือห้องที่เงียบปราศจากสิ่งรบกวน (Distraction-free) โดยมีเวลาที่เด็กจะเรียนรู้และทดสอบอย่างสงบ ครูควรย้ายเด็กเข้ามาอยู่ในบริเวณหรือห้องนี้ หลังจากพิจารณาอย่างรอบคอบ (Discreet) เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้ดูเหมือน (Appear) ว่าเด็กถูกลงโทษ

นอกจากนี้ การใช้ยา (Medication) เพื่อช่วยเด็กควบคุมพฤติกรรมเป็นสิ่งที่เหมาะสม (Appropriate) และธรรมดาสามัญ ครูบางคนและนักวิชาชีพการศึกษาอาจคัดค้าน (Object) การใช้ยา เพราะกลัวว่า เด็กจะกินยามากเกินไป (Over-medication)

ในทางปฏิบัติ มียา 4 ตัว ที่ได้รับการสั่งโดยแพทย์ (Prescribed) มากที่สุดในการรักษาเด็กสมาธิสั้น อันได้แก่ ริตาลิน (Ritalin) เมตาเด็ท (Metadate) คอนเซอร์ต้า (Concerta) และเดทราน่า (Daytrana) ยาเหล่านี้ เป็นส่วนประกอบสำคัญ (Vital) ในการช่วยเด็กสมาธิสั้นอย่างได้ประสิทธิผล (Effective)

อย่างไรก็ตาม ยาแต่ละตัวก็มีผลกระทบต่อเด็กต่างกัน ดังนั้น เด็กอาจจำเป็นต้องได้รับยาหลากหลายชนิดเพื่อการทดสอบขนาด (Dose) ก่อนจะค้นพบตัวยาและขนาดที่เหมาะสม

เด็กสมาธิสั้น จะกลายเป็นนักเรียนที่ประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ในโรงเรียนและในเวลาต่อมาของชีวิต ด้วย (1) ตัวยาและขนาดที่เหมาะสม (2) การแทรกแซงเพื่อแก้ไขพฤติกรรม (Behavioral intervention) และ (3) การสอนที่สร้างสรรค์ (Creative)

กลยุทธ์การสอนที่แข็งแกร่ง (Sound) ใช้ได้ผลกับเด็กนักเรียนทุกคน รวมทั้งผู้ที่ด้อยความสามารถ (Disability) แต่ครูต้องวางแผนล่วงหน้าที่จะสร้างสภาพแวดล้อมการสอนคละ (Inclusive) เพื่อช่วยเด็กทุกคนให้เกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง (True learning)

แหล่งข้อมูล:

  1. Morrison, George S. (2014). Fundamentals of Early Childhood Education (7th Ed). Upper Saddle River, NJ: Pearson Education, Inc.
  2. Attention deficit hyperactivity disorder - http://en.wikipedia.org/wiki/Attention_deficit_hyperactivity_disorder [2016, January 15].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน