หน้าหลัก » Blogs » เด็กปฐมวัย - ดูแลอย่างไร ไปสู่ความเป็นเลิศ ตอนที่ 194 : การสอนเด็กด้อยความสามารถ (2)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


การสอนเด็กด้อยความสามารถ

การออกแบบเพื่อมวลชน หรืออารยสถาปัตย์ (Universal design : UD) ความยืดหยุ่นคือ กุญแจสำคัญ ตัวอย่างเช่น ในวิชาคณิตศาสตร์ จากมาตรฐานแกนร่วม (Common Core Standards : CCS) ในการแก้โจทย์ที่เป็นกลุ่มคำ (Word) โดยใช้สื่อที่หลากหลาย อาทิ การบอกทิศทางด้วยวาจา ภาพแสดง (Chart or Diagram) หนังสือนิทาน (Story book) บล็อก (Block) หรือแม้กระทั่งกิจกรรมปรุงอาหาร

จุดมุ่งหมายคือการเข้าถึงของเด็กทุกคน ณ ระดับที่เขาเข้าใจได้ดีที่สุด ครูอาจนำเสนอแนวความคิดของการเปรียบเทียบ “คุณค่า” (Value) ผ่านกราฟ (Graph) และการอภิปรายเป็นกลุ่ม แล้วอาจใช้การทดลองปรุงอาหาร เป็นการสาธิตแนวความคิดในทางปฏิบัติ อาทิ ระหว่าง 2 ถ้วยของแป้งสาลี กับ 3 ถ้วยของน้ำเปล่า อะไรจะมากกว่ากัน?

การสนองตอบต่อการสอน (Response to Instruction : RIT) เป็นวิธีการสอนที่หลากหลาย (Multitier instructional approach) สำหรับการค้นหาแต่เนิ่นๆ (Early identification) เด็กที่มีความจำเป็นทางการเรียนรู้และพฤติกรรม RIT จะครอบคลุมการสอนที่แตกต่าง (Differentiation) ซึ่งได้ประสิทธิผลสำหรับเด็กทุกคน ณ แต่ละระดับของพัฒนาการ

เด็กที่สนองตอบ (Responsive) ต่อการสอนที่มีคุณภาพสูงในเบื้องต้น ก็จะดำเนินต่อไปในระดับที่สูงขึ้นอย่างได้ประสิทธิผล แต่เด็กที่มีปัญหา [จะด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม] ก็จะได้รับการดูแลในกลุ่มที่เล็กลง ด้วยการสอนที่ทวีการสนองตอบต่อความจำเป็น (Need-oriented) จนกว่าจะประสบความสำเร็จ

เท่าที่ผ่านมา RIT ประสบความสำเร็จ เพราะได้รวม (Incorporate) ความเข้มข้น (Intensity) ของการสอนบนพื้นฐานของการแทรกแซงเพื่อแก้ไข (Intervention) จากผลการวิจัยที่สอดคล้อง (Match) กับความจำเป็นส่วนบุคคล (Individual) ของเด็ก กล่าวคือ การสนองตอบ (หรือปราศจากการสนองตอบ [Unresponsiveness]) เป็นปัจจัยในการกำหนดความเข้มข้น (มากหรือน้อย) ของการแทรกแซงเพื่อแก้ไข

การสอนหรือแทรกแซงเพื่อแก้ไขอย่างต่อเนื่องกัน สามารถแยกแยะเป็น 3 ระดับชั้น (3 Tiers) โดยที่ในระดับที่ 1 การสอนและหลักสูตรของโรงเรียน และของระดับชั้นเรียน (Classroom-wide) ได้ประสิทธิผลสำหรับ 80% ของเด็ก ในระดับที่ 2 นั้น 15% ของเด็ก จำเป็นต้องอาศัยกลุ่มพิเศษ (Special group) ในการทำงาน เนื่องจากพฤติกรรมเสี่ยง (At-risk behavior) เพื่อให้ประสบความสำเร็จ ส่วนในระดับที่ 3 หรือสุดท้าย 5% ของเด็กมีความจำเป็นอย่างเข้มข้น (Intensive) ที่ต้องมีการสอนแต่ละบุคคล (Individualized instruction)

นอกจากนี้ คำสอนที่แตกต่าง (Differentiated Instruction : DI) เป็นวิธีการที่ทำให้ครูสามารถสนองตอบความจำเป็นของเด็กทุกคน โดยสอนตามความจำเป็นของเด็กแต่ละคน และยอมให้มีความหลากหลาย (Diversity) ในชั้นเรียน รวมทั้งเด็กที่ด้อยความสามารถ (Disability)

อย่างไรก็ตาม แม้เด็กที่ด้อยความสามารถจะสามารถเรียนร่วมกับเด็กปรกติอื่นๆ ในชั้นเรียนเดียวกัน แต่ในทางปฏิบัติก็ได้รับการทดสอบที่ไม่เหมาะสม (Inappropriate test) และแสดงผลลัพธ์ที่ไม่ได้สะท้อนสิ่งที่เด็กเรียนรู้และสามารถทำได้

แหล่งข้อมูล:

  1. Morrison, George S. (2014). Fundamentals of Early Childhood Education (7th Ed). Upper Saddle River, NJ: Pearson Education, Inc.
  2. Individuals with Disabilities Education Act - http://en.wikipedia.org/wiki/Individuals_with_Disabilities_Education_Act [2016, January 21].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน