หน้าหลัก » Blogs » เด็กประสบความสำเร็จมากกว่าถ้าทำกิจกรรมที่ไม่มีตารางเวลาตายตัวมากขึ้น (ตอนที่ 1)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


เด็กประสบความสำเร็จมากกว่าถ้าทำกิจกรรม

เมื่อไม่นานมานี้ ผลการศึกษาจาก University of Colorado Boulder แสดงให้เห็นว่า เด็กที่ใช้เวลาไปกับกิจกรรมที่ไม่มีระเบียบเวลาบังคับ เช่น เล่นนอกบ้าน ไปเที่ยวที่สวนสัตว์ และอ่านหนังสือเพื่อพักผ่อนหย่อนใจนั้น มีแนวโน้มจะสามารถตั้งเป้าหมายในชีวิต และดำเนินการให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ด้วยตนเองได้ดีกว่า

งานศึกษาดังกล่าว ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ออนไลน์ในนิตยสาร Frontiers in Psychology ยังพบอีกว่าเด็กที่ใช้เวลาทำกิจกรรมที่มีระเบียบเวลาและโครงสร้างที่ตายตัว เช่น ฝึกซ้อมฟุตบอล เรียนเปียโน และการบ้าน จะมีการทำงานของสมองระดับสูง (Executive Function) ที่ต่ำกว่า ซึ่ง Executive Function นี้ เป็นตัวชี้วัดความสามารถในการตั้งเป้าหมายและบรรลุเป้าหมายด้วยตนเอง

ศาสตราจารย์ Yuko Munakata ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาและระบบประสาทแห่ง University of Colorado Boulder และเป็นนักวิจัยอาวุโสในการวิจัยชิ้นนี้ กล่าวว่า Executive function มีความสำคัญมากสำหรับเด็ก เพราะเป็นตัวช่วยให้เด็กสามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างราบรื่น ไม่ว่าจะเป็นความยืดหยุ่นในการสลับทำกิจกรรมต่างๆ แทนที่จะติดอยู่กับกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง การรู้จักยับยั้งไม่ให้ตนเองตะโกนหรือตะคอกเมื่อรู้สึกโกรธ หรือการรู้จักรอคอยสิ่งที่ต้องการได้ นอกจากนั้น Executive function ในวัยเด็กยังสามารถคาดการณ์ถึงอนาคตของเด็กได้หลายประการ เช่น ผลการเรียน สุขภาพร่างกาย ฐานะทางการเงิน และแนวโน้มด้านอาชญากรรม และคาดการณ์ได้ล่วงหน้านานหลายปีหรือเป็นทศวรรษ งานวิจัยดังกล่าวเป็นงานวิจัยชิ้นแรกที่ศึกษาถึงผลกระทบของกิจกรรมที่มีตารางเวลาและโครงสร้างที่ตายตัวที่มีต่อพัฒนาการทางสมองของเด็ก โดยที่ก่อนหน้านี้เคยมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่พบว่า เด็กที่ขาดการเล่นอย่างเพียงพอมีแนวโน้มที่จะมีปัญหาด้านพัฒนาการของสมองหลายประการซึ่งสามารถแก้ไขได้ด้วยการเปิดโอกาสให้เด็กเล่นอย่างเพียงพอ

Munakata กล่าวว่าปัจจุบันมีการกล่าวถึงวิธีการเลี้ยงดูเด็กกันอย่างกว้างขวาง โดยมีการพูดถึงการเลี้ยงดูแบบเข้มงวดและการเลี้ยงดูแบบปล่อยอิสระ แต่ยังไม่มีการวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์อย่างเพียงพอที่จะสนับสนุนประเด็นเหล่านี้

Jane Barker นักศึกษาปริญญาเอกใน University of Colorado Boulder ซึ่งทำงานวิจัยชิ้นนี้ร่วมกับ Munakata กล่าวว่า คำถามเกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็กเป็นที่สนใจของผู้ปกครอง จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยอย่างจริงจัง แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ศึกษาไม่ง่ายนักก็ตาม

งานวิจัยชิ้นนี้ให้ผู้ปกครองของเด็กวัย 6 ปี 70 คน บันทึกกิจกรรมของเด็กในแต่ละวันเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ จากนั้นผู้วิจัยจะนำกิจกรรมต่างๆมาแบ่งออกเป็นกิจกรรมที่มีตารางเวลาและโครงสร้างตายตัว และกิจกรรมที่ไม่มีตารางเวลาและโครงสร้างที่ตายตัว โดยใช้เกณฑ์การแบ่งเวลาที่นิยมใช้ในงานวิจัย

กิจกรรมที่มีระเบียบเวลาและโครงสร้างที่ตายตัวประกอบด้วย งานบ้าน การเรียนกีฬาชนิดต่างๆ การเรียนวิชาการต่างๆ และกิจกรรมทางศาสนา ส่วนกิจกรรมที่ไม่มีระเบียบเวลาและโครงสร้างที่ตายตัวแบ่งออกเป็น การเล่นทั้งคนเดียวและกับผู้อื่น กิจกรรมทางสังคมกับเพื่อน การท่องเที่ยว การอ่านหนังสือและกิจกรรมเพื่อความบันเทิง กิจกรรมที่ไม่นับอยู่ในสองกลุ่มคือ การนอน การรับประทานอาหาร การไปโรงเรียน และเวลาที่ใช้เดินทาง เด็กที่เข้าร่วมงานวิจัยต้องได้ผ่านการทดสอบทักษะการใช้คำพูดเพื่อวัดระดับของการทำงานของสมองระดับสูง (Executive function)

ผลการวิจัยพบว่า เด็กยิ่งใช้เวลาในการทำกิจกรรมที่ไม่มีระเบียบเวลาและโครงสร้างที่ตายตัวมากเท่าไร เด็กก็จะยิ่งมีการทำงานของสมองระดับสูงที่ดีขึ้นเท่านั้น ในขณะเดียวกัน เด็กยิ่งใช้เวลาทำกิจกรรมที่มีระเบียบเวลาและโครงสร้างที่ตายตัวมากท่าไร ก็จะยิ่งมีการทำงานของสมองระดับสูงต่ำลงเท่านั้น

ศาสตราจารย์ Munakata กล่าวว่า แม้งานวิจัยชิ้นนี้อาจยังไม่สมบูรณ์แบบนัก แต่ก็นับได้ว่าเป็นก้าวแรกที่มีการวิจัยอย่างจริงจังในเรื่องนี้ และนับเป็นงานวิจัยที่จะนำไปสู่การพัฒนาการเลี้ยงดูเด็กให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพอีกด้วย ทีมวิจัยมีแผนที่จะต่อยอดงานวิจัยชิ้นนี้ด้วยการทำเป็นวิจัยระยะยาว ซึ่งจะติดตามสังเกตพัฒนาการของเด็กเหล่านี้ เพื่อหาสาเหตุเชื่อมโยงอย่างจริงจัง

แหล่งข้อมูล:

  1. Children with a less structured regime are more able to meet their own goals http://www.medicalnewstoday.com/releases/278486.php [August 15, 2014]
  2. Importance of Play http://www.importanceofplay.eu/IMG/pdf/dr_david_whitebread_-_the_importance_of_play.pdf [August 15, 2014]

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน