หน้าหลัก » บทความ » เด็กสมาธิสั้น (Children with ADHD)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

เด็กสมาธิสั้น

โรคสมาธิสั้น หรือ โรคเอดีเอชดี (Attention deficit-hyperactivity disorder หรือ ADHD) เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของการพัฒนาทางระบบสติปัญญา ระบบประสาท และพฤติกรรม โดยอาการหลักๆ ของโรคอาจสังเกตได้ดังนี้ คือ การไม่มีสมาธิจดจ่อ (Inattention) อยู่ไม่นิ่งและซุกซนผิดปกติ (Hyperactivity) หุนพันพลันแล่นและขาดความยับยั้งชั่งใจ (Impulsiveness) อาการเหล่านี้มักปรากฏในเด็กวัยก่อน 7 ขวบ

โรคนี้มักพบในเด็กชายมากกว่าเด็กหญิง 2-3 เท่า ปัจจุบันพบว่าเด็กทั่วโลกร้อยละ 3-5 ป่วยด้วยโรคสมาธิสั้น โดยเป็นเด็กในวัยเรียนถึงร้อยละ 2-16 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กวัยนี้เป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ โรคสมาธิสั้นเป็นโรคที่มักรักษาไม่หาย โดยร้อยละ 30-50 ของผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมาธิสั้นตั้งแต่เด็กจะยังคงแสดงอาการดังกล่าวเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ แต่ทั้งนี้การรักษาและวินิจฉัยโรคที่ถูกต้องและทันท่วงทีสามารถควบคุมอาการของโรคนี้ได้

จากการแบ่งประเภทของสถาบันสุขภาพจิตของสหรัฐอเมริกา (The U.S. National Institute of Mental Health) โรคสมาธิสั้นอาจแบ่งได้เป็น 3 ประเภทหลักตามอาการของโรคที่แสดงออกมาก ดังนี้

  • ประเภทขาดสมาธิเป็นหลัก (Predominantly Inattentive type)
  • ประเภทอยู่ไม่นิ่งและหุนหันพลันแล่นเป็นหลัก (Predominantly Hyperactive-Impulsive Type)
  • ประเภทมีอาการทั้งสองแบบร่วมกัน (Combined Type)

เด็กสมาธิสั้นมีลักษณะอย่างไร?

การไม่มีสมาธิ ไม่อยู่นิ่ง มีพฤติกรรมก้าวร้าว และควบคุมตนเองไม่ได้ เป็นอาการที่พบได้ทั่วไปในเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น ร่วมกับการมีผลการเรียนที่ตกต่ำ แม้จะมีระดับสติปัญญาปกติ ทั้งนี้ระดับความรุนแรงของอาการดังกล่าวที่สามารถระบุว่าเป็นโรคสมาธิสั้นนั้นไม่สามารถบ่งบอกได้ชัดเจน แต่โดยรวมแล้วเด็กจะมีพฤติกรรมผิดปกติเมื่อเปรียบเทียบกับเด็กทั่วไปในวัยเดียวกัน เด็กเป็นโรคสมาธิสั้นอาจมีพฤติกรรมตามประเภทหลักของโรค ดังนี้

  • ประเภทขาดสมาธิเป็นหลัก (Predominantly Inattentive Type) จะมีลักษณะ
    • วอกแวกง่าย ไม่มีสมาธิทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง
    • เบื่อง่าย มักเปลี่ยนกิจกรรมทำบ่อยๆ
    • ขาดความละเอียดรอบคอบ หลงลืมง่าย
    • ทำงานไม่สำเร็จ ทำงานไม่เป็นระบบ มีปัญหาในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
    • ไม่ฟังเวลาพูดด้วย เข้าใจคำสั่งยาก
    • ฝันกลางวัน สับสนง่าย
    • มีปัญหาในการคิดและเข้าใจข้อมูล เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กวัยเดียวกัน
  • ประเภทอยู่ไม่นิ่งและหุนหันพลันแล่นเป็นหลัก (Predominantly Hyperactive-Impulsive Type) จะมีลักษณะ
    • กระสับกระส่าย เคลื่อนไหวตลอดเวลา ไม่สามารถอยู่นิ่งได้
    • พูดไม่หยุด
    • หยิบจับหรือเล่นทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า
    • ไม่สามารถทำกิจกรรมเงียบๆ ได้
    • ไม่สามารถอดทนรอได้
    • พูดหรือแสดงออกอย่างไม่เหมาะสม และไม่มีการยับยับชั่งใจ
  • ประเภทมีอาการทั้งสองแบบร่วมกัน (Combined Type) กล่าวคือ มีลักษณะพฤติกรรมข้างต้นร่วมกันทั้งหมด

ทั้งนี้คนส่วนใหญ่มักมีพฤติกรรมข้างต้นมากน้อยไม่เท่ากัน แต่พฤติกรรมดังกล่าวจะไม่รุนแรงจนถึงระดับที่รบกวนหรือส่งผลกระทบต่อการทำกิจกรรมส่วนบุคคลต่างๆ การสร้างความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ร่วมไปถึงการเรียนและการทำงาน หากพฤติกรรมเฉพาะตัวดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการกิจกรรมในชีวิตประจำวันแล้ว ก็ถือว่าไม่ได้เป็นโรคสมาธิสั้น

เด็กและผู้ใหญ่ที่ป่วยด้วยโรคสมาธิสั้นมักมีปัญหากับการเข้าสังคม ไม่ว่าจะเป็นการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น หรือการสร้างและดำรงความสัมพันธ์ โดยร้อยละ 50 ของผู้ที่เป็นโรคสมาธิสั้นถูกปฏิเสธจากเพื่อนวัยเดียวกัน ทั้งนี้การฝึกให้เข้าสังคม การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ควบคู่กับการรับประทานยาจะช่วยได้ในระดับหนึ่ง นอกจากนี้เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นมักประสบปัญหาในการเขียนหนังสือ และมีพัฒนาการด้านการพูด การเรียนรู้ภาษา และการเคลื่อนไหวที่ช้ากว่าคนปกติ

ปัญหาสมาธิสั้นมีสาเหตุมาจากอะไร?

ปัจจุบัน สาเหตุของการเกิดโรคสมาธิสั้นนั้นยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด พ่อแม่ที่มีลูกป่วยด้วยโรคดังกล่าวจึงไม่ควรโทษตัวเอง เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดโรคดังกล่าวและมีส่วนน้อยที่เป็นผลจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่ หลักฐานจากการวิจัยในปัจจุบันพบว่าความผิดปกติทางพันธุกรรมน่าจะเป็นสาเหตุของโรคสมาธิสั้นมากกว่าการเลี้ยงดู แต่ทั้งนี้สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กบางประการอาจมีผลทำให้อาการของโรคสมาธิสั้นแสดงออกรุนแรงขึ้นกว่าเดิม

ปัจจัยที่ส่งผลต่อโรคสมาธิสั้น มีดังนี้

  • ความผิดปกติทางพันธุกรรม โรคสมาธิสั้นส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของยีนส์ เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นมีแนวโน้มที่จะมีญาติป่วยด้วยโรคดังกล่าวมากกกว่าคนปกติประมาณ 4 เท่า นักวิจัยพบว่าอาจมียีนส์หลายตัวที่ส่งผลต่อการเป็นโรคสมาธิสั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งยีนส์ที่ส่งผลต่อการหลังสารโดพามีนในสมอง โดยผู้ป่วยโรคสมาธิสั้นมักมีระดับของสารโดพามีนในสมองต่ำกว่าคนทั่วไป
  • การรับประทานอาหาร สารบางอย่างในอาหารอาจมีผลต่อความรุนแรงของอาการในผู้ป่วยโรคสมาธิสั้น นักวิจัยบางคนเชื่อว่าวัตถุเจือปนในอาหารบางชนิดทำให้อาการของโรคสมาธิสั้นรุนแรงขึ้น และบางคนเชื่อว่าการขาดกรดไขมันโอเมก้า 3 เป็นปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรคนี้ เนื่องจากกรดไขมันดังกล่าวสำคัญต่อพัฒนาการทางสมองและระบบประสาทของเด็ก อาหารเสริมน้ำมันตับปลาจึงเป็นทางเลือกในการบรรเทาอาการของเด็กโรคสมาธิสั้น และยังอาจสามารถเพิ่มประสิทธิภาพทางการเรียนของเด็กได้อีกด้วย
  • สภาพแวดล้อม มารดาที่สูบบุหรี่อาจมีผลทำให้บุตรในครรภ์ป่วยเป็นโรคสมาธิสั้น เนื่องจากสารนิโคตินในบุหรี่จะทำให้เกิดภาวะขาดออกซิเจนแก่บุตรในครรภ์ได้ นอกจากนี้การได้รับสารพิษประเภทตะกั่วก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคสมาธิสั้นในเด็ก ทั้งจากสีทาบ้านแบบเก่าและระบบท่อน้ำที่ไม่ได้รับการซ่อมแซมเป็นเวลานาน
  • สมองทำงานผิดปกติ ความผิดปกติทางสมองอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคสมาธิสั้นในเด็กจำนวนหนึ่ง ซึ่งอาจเกิดจากการสัมผัสกับเชื้อโรคบางชนิดหรือจากอุบัติเหตุ ไม่ว่าตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาหรือเมื่อยังเด็ก ทั้งนี้นักวิจัยบางคนเชื่อว่าการกระทบกระเทือนของสมองจากอุบัติเหตุอาจทำให้คนปกติป่วยเป็นโรคสมาธิสั้นได้ เนื่องจากสมองส่วนหน้าถูกทำลาย นอกจากนี้การที่เด็กคลอดก่อนกำหนดหรือเด็กแรกคลอดมีน้ำหนักน้อยกว่าปกติอาจทำให้สมองของเด็กเจริญเติบโตไม่เต็มที่หรือผิดปกติ จึงมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคสมาธิสั้น

ปัญหาสมาธิสั้นมีความสำคัญอย่างไร?

เมื่อสงสัยว่าลูกเป็นโรคสมาธิสั้น พ่อแม่มักขอคำปรึกษาแพทย์อายุรกรรมหรือกุมารแพทย์ก่อน ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี อย่างไรก็ตามพ่อแม่ควรพาลูกไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ นักจิตวิทยาเด็ก จิตแพทย์เด็ก หรือ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก เป็นต้น เพื่อการวินิจฉัยและการรักษาโรคที่ถูกต้อง แม้ว่าโรคสมาธิสั้นจะเป็นโรคที่มักไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่หากได้รับการวินิจฉัยโรคอย่างทันท่วงทีและได้การรักษาที่เหมาะสมก็จะสามารถลดความรุนแรงของอาการของโรคได้ แต่หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องแล้ว เด็กโรคสมาธิสั้นมักประสบปัญหาในการเรียน มีปัญหาบ่อย และไม่สามารถเข้ากับเพื่อนได้ เด็กอาจเครียดและเกิดความกังวลใจจนนำไปสู่ความไม่มั่นใจในตนเองและอาจนำไปสู่ความตึงเครียดภายในครอบครัวได้ (อาจทำให้เกิดปัญหาภายในตัวเด็กและครอบครัวได้)

ปัจจุบัน การรักษาโรคสมาธิสั้นประกอบด้วย 2 วิธีหลัก กล่าวคือ การบำบัดทางจิต และการรักษาด้วยยา โดยทั้งสองวิธีสามารถทำควบคู่กันได้ หรือทำวิธีใดวิธีหนึ่ง แต่ผลการวิจัยจำนวนมากระบุว่าการรับประทานยาเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถบรรเทาอาการของโรคสมาธิสั้นได้ดีนัก ดังนั้นการรักษาด้วยทั้งสองวิธีควบคู่กันจึงเป็นทางเลือกดีที่กว่า เพราะยาจะช่วยบรรเทาบางอาการของโรคในทันที ในขณะที่การบำบัดจะช่วยให้เด็กโรคสมาธิสั้นเรียนรู้ทักษะในการใช้ชีวิต

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาลูกที่สมาธิสั้นได้อย่างไร?

การรักษาโรคสมาธิสั้นในเด็กสามารถเริ่มต้นได้ที่บ้าน พ่อแม่ ผู้ปกครองต้องเข้าใจว่าเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นต้องการความเป็นระบบระเบียบ ความสม่ำเสมอ การสื่อสารที่ชัดเจน รางวัลและการลงโทษต่อการกระทำของเขา พ่อแม่ควรให้ความรัก กำลังใจ และความช่วยเหลือกับลูกมากๆ โดยวิธีการเลี้ยงลูกที่เป็นโรคสมาธิสั้นสามารถสรุปได้ดังนี้

  • สร้างทัศนคติที่ดี พ่อแม่ควรมีทัศนคติที่ดีและใจเย็นกับพฤติกรรมของลูก สามารถมองข้ามความผิดเล็กๆ น้อยๆ และเชื่อมั่นว่าลูกสามารถพัฒนาและเรียนรู้ได้ ทั้งนี้พ่อแม่ต้องรู้จักผ่อนคลายและดูแลตนเองด้วย
  • จัดระเบียบกิจกรรมให้เป็นระบบ เด็กโรคสมาธิสั้นจะสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วงได้หากมีการจัดตารางกิจกรรมและสถานที่ที่ชัดเจน พ่อแม่ควรจัดทุกอย่างให้เป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นการวางสิ่งของ การจัดตารางเวลา เป็นต้น ทั้งนี้ควรจัดกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อเสริมสร้างพัฒนาการของเด็ก
  • ตั้งกฎระเบียบที่ชัดเจน พ่อแม่ควรตั้งกฎระเบียบที่ชัดเจนให้เด็กเข้าใจและปฏิบัติตาม โดยมีการให้รางวัลเมื่อทำดี และลงโทษเมื่อทำผิด ทั้งนี้พ่อแม่ต้องตระหนักว่าการให้คำชมและรางวัลถือเป็นการให้กำลังใจที่ดีสำหรับเด็ก
  • ออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอ พ่อแม่ควรให้ลูกออกกำลังกายและทำกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวเพื่อเสริมสร้างสุขภาพที่ดี อีกทั้งเป็นการฝึกสมาธิและลดความเครียดอีกด้วย การนอนหลับให้เพียงพอก็เป็นอีกทางหนึ่งที่ทำให้เด็กมีสมาธิและมีสุขภาพที่ดี
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พ่อแม่ควรเตรียมอาหารที่มีประโยชน์ให้ลูกรับประทาน โดยการรับประทานอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการจะเสริมสร้างสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี อีกทั้งสามารถลดอาการของโรคสมาธิสั้นได้อีกด้วย
  • เรียนรู้การเข้าสังคม แม้จะเป็นเรื่องยากสำหรับเด็กโรคสมาธิสั้นที่จะเรียนรู้การเข้าสังคม แต่พ่อแม่สามารถฝึกให้ลูกเป็นผู้ฟังที่ดี รู้จักอ่านสีหน้าและท่าทางของผู้อื่น รู้จักโต้ตอบและพูดคุยกับผู้อื่น เพื่อปูทางในการปรับตัวเข้าสังคมในลำดับต่อไป

นอกจากนี้ พ่อแม่ยังควรร่วมมือกับแพทย์ นักบำบัด และครูเพื่อวางแผนการรักษาสำหรับเด็กที่ป่วยเป็นรายบุคคลเพื่อให้การรักษาได้ผลที่น่าพึ่งพอใจสูงสุด ทั้งนี้การรักษาที่ดีควรประกอบด้วยการบำบัดทางพฤติกรรม การดูแลและเลี้ยงดูของพ่อแม่ที่บ้าน การให้กำลังใจ และการช่วยเหลือที่โรงเรียน ควบคู่กับการรับประทานยา

เกร็ดความรู้เพื่อครู

นอกเหนือจากการดูแลของพ่อแม่และและการรักษาของแพทย์แล้ว ครูที่เข้าใจปัญหาของเด็กโรคสมาธิสั้นย่อมมีส่วนในการสร้างเสริมพัฒนาการของเด็กที่โรงเรียนได้เป็นอย่างดี สิ่งที่ครูควรยึดถือในการสอนเด็กโรคสมาธิสั้น ได้แก่ การมีความอดทน ความคิดสร้างสรรค์ และความพยายามสม่ำเสมอ ครูควรประเมินจุดแข็งและจุดอ่อนของเด็กโรคสมาธิสั้นเป็นรายบุคคลเพื่อหาทางปรับการเรียนการสอนให้เข้ากับเด็กแต่ละคน สิ่งที่ครูต้องคำนึงเพื่อจัดการเรียนการสอนแก่เด็กโรคสมาธิสั้นให้มีประสิทธิภาพ มีดังนี้

  • การใช้สื่อการเรียนการสอนที่ช่วยให้การเรียนรู้ทำได้ง่ายขึ้น
  • การออกแบบวิธีการสอนให้เข้ากับตัวบุคคล
  • การรู้จักควบคุมพฤติกรรมของเด็กโรคสมาธิสั้น

ทั้งนี้สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ครูต้องมีทัศนคติในแง่บวก เข้าใจ และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือเด็กเสมอ นอกจากนี้ครูอาจหาวิธีจูงใจให้เด็กปฏิบัติตามคำสั่งด้วยการให้กำลังใจ หรือให้รางวัลเมื่อทำดี

บรรณานุกรม

  1. Attention Deficit Hyperactivity Disorder - http://en.wikipedia.org/wiki/Attention_Deficit [2013, May 12]
  2. Attention Deficit Disorder - An Introduction to ADD/ADHD - http://psychcentral.com/disorders/adhd/ [2013, May 12]
  3. ADD / ADHD in Children - http://www.helpguide.org/mental/adhd_add_signs_symptoms.htm [2013, May 12]

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 1 คน
sirikul