หน้าหลัก » Blogs » เด็กอ่านไม่ออก-เขียนไม่ได้ (ตอนที่ 1)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


เมื่อเร็วๆ นี้ นายชินภัทร ภูมิรัตน ได้ออกมาแถลงการณ์เกี่ยวกับการปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งระบบ ซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะดำเนินการ 2 เรื่อง คือ เรื่องแรก การเพิ่มผลสัมฤทธิ์การเรียนวิชาภาษาไทย จะเริ่มดำเนินการเมื่อเปิดภาคเรียนที่ 2 ของปีการศึกษา 2556 และจะทำเครื่องมือสแกนคัดนักเรียนในช่วงชั้นที่ 1 (ป.1- ป.3) หากลุ่มเสี่ยงที่ไม่สามารถอ่านออก-เขียนได้ มาสอนเสริม เพื่อแก้ปัญหาการอ่านไม่ออกและเขียนไม่ได้

เรื่องที่สอง การส่งเสริมการพัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์ การพัฒนาการเรียนการสอนจะฝึกให้เด็กสามารถนำข้อมูลมาประยุกต์ใช้กับความรู้ด้านภาษา การคิดคำนวณ และวิทยาศาสตร์

และในเวลาต่อมา สพฐ. ได้จัดทำรายงานต่อนายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งด้านนายจุรนต์ได้แสดงความคิดเห็นว่า ควรจัดโครงการเร่งด่วนเรื่องคุณภาพการอ่านสื่อสาร โดยเป็นโครงการที่ สพฐ. จะไปพัฒนาอย่างเป็นระบบ และจะประกาศนโยบายอย่างเป็นทางการ ภายในต้นเดือนกันยายน พ.ศ. 2556

การอ่านออก-เขียนได้ หมายถึงสามารถรู้และเข้าใจการอ่านอย่างต่อเนื่อง และมีความรู้สึกนึกคิดจินตนาการเกี่ยวกับการเขียน คนที่ไม่สามารถในการอ่านออก-เขียนได้ เรียกว่า คนที่ไม่รู้หนังสือ (Illiteracy หรือ Analphabetism) ความสามารถในการอ่าน ไม่ใช่อ่านแค่ตัวหนังสือ แต่รวมไปถึงความสามารถในการอ่านภาพ (Visual literacy) ความสามารถที่คนเราเข้าใจแปลความหมาย และสร้างสรรค์ภาพ ความเข้าใจรูปภาพเพื่อใช้ในการสื่อสาร เช่น ภาษากาย (Body language) รูปภาพ แผนที่ และวิดีโอ

องค์กร UNESCO ได้ให้คำนิยามความสามารถในการอ่านออก-เขียนได้ (Literacy) ว่าเป็นความสามารถแต่ละบุคคล มีความเข้าใจในการความหมาย การใช้ภาษาในการติดต่อสื่อสารและการคำนวณ ในสมัยโบราณ ความสามารถในการอ่านเป็นสิ่งสำคัญในการแบ่งแยกกลุ่มชนชั้นและทักษะการสื่อสารทางการเมือง ซึ่งความสามารถดังกล่าวถูกกำหนดให้อยู่ในกลุ่มชนชั้นสูง (Elite) ถึงแม้ว่ามีบางกลุ่มชนชั้นสูงไม่มีความสามารถในการอ่านออก-เขียนได้ก็ตาม

ในสมัยดั้งเดิม ความสามารถการอ่าน-ออกเขียนได้ จะหมายถึง ความสามารถในการอ่าน การเขียน การสะกดคำ การฟัง และการพูด อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1980 มีบางกลุ่มโต้แย้งเกี่ยวกับความสามารถการอ่านออก-เขียนได้ ว่าเป็นเรื่องของอุดมการณ์ ไม่สามารถวัดผล-แปลความได้

สำหรับบางกลุ่มกลับมองว่าความสามารถในการอ่าน-ออกเขียนได้ไม่ใช่อยู่แต่ในเนื้อหา แต่สามารถแสดงออกมาให้เห็นได้เป็นรูปธรรม เช่น ความสามารถในการอ่าน การเขียน ความรู้พื้นฐานที่ดีทางการคำนวณ การจัดการข้อมูลต่างๆ การแสดงความคิดและความคิดเห็น การตัดสินใจ และการแก้ไขปัญหา

ความสำคัญของการอ่าน-เขียนได้ คือ การอ่าน การพัฒนา และความก้าวหน้าด้านทักษะ ซึ่งเริ่มจากความสามารถในการเข้าใจคำพูดและคำที่เขียนออกมา ความเข้าใจในตัวเนื้อหา การอ่านจะพัฒนาระดับภาษาที่ซับซ้อน รวมไปถึงการตระหนักรู้ของเสียงที่ออกมา ที่เรียกว่า การศึกษารูปแบบและระบบของการออกเสียง (Phonology) รูปแบบการสะกดคำ (Orthography) ความหมายของคำ (Semantics) หลักภาษา (Grammar) โครงสร้างภาษา (Syntax) และการศึกษาภาษาในระดับคำ (Morphology) ซึ่งทั้งหมดเป็นรูปแบบสำหรับการอ่านให้คล่องและทำให้เกิดความเข้าใจ

ในสมัยปัจจุบันมีวิธีการสอนมากมายที่ให้เด็กอ่าน-ออกเขียนได้ ซึ่งโรงเรียนต่างๆ จะสอนนักเรียนให้รู้จักการออกเสียง เช่น การให้ความสำคัญในการอ่านระดับของคำ สอนให้นักเรียนรู้จักการสังเกต และ เข้าใจความหมายของคำ ซึ่งเรียกวิธีการนี้ว่า “วิธีการออกเสียง” (Synthetic phonics)

แหล่งข้อมูล:

  1. ความเป็นมาของการศึกษาไทยและวิวัฒนาการการศึกษาปฐมวัยของตะวันตก http://www.buriram1.go.th/index.php?view=article&id=229&option=com_content&format=pdf [September 20, 2013]
  2. ศจีมาศ พลทรัพย์ วิวัฒนาการหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย -http://www.rncc.ac.th/Media/Early...3_54_2/unit2.ppt‎ [September 20, 2013]

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน