หน้าหลัก » Blogs » เด็กไทย “เรียนมากแต่รู้น้อย” (ตอนที่ 1)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


ดร. ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เตรียมทบทวนหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานตามนโยบายปฏิรูปหลักสูตรของนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จุดเน้นในการทบทวนหลักสูตรครั้งนี้ จะเป็นการปรับปรุงเนื้อหาในวิชาต่างๆ ให้ทันสมัยขึ้น

จากการสำรวจเนื้อหาของวิชาต่างๆ พบว่า เนื้อหาที่ต้องปรับปรุงให้ทันสมัยจะเป็นสาระวิชาสังคมศึกษา ส่วนวิชาอื่นๆ เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ นั้น เนื้อหาเป็นศาสตร์สากล ไม่จำเป็นต้องปรับ เพียงแต่ต้องปรับปรุงการเรียนการสอนให้เข้มข้น รวมทั้ง พัฒนาสื่อการเรียนด้วย

อย่างไรก็ตาม มีผลประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนออกมาว่า นักเรียนไทย เรียนมากแต่รู้น้อย สพฐ.จึงไปศึกษาเรื่องนี้ และพบว่า สาเหตุที่ทำให้เด็กไทยต้องเรียนเยอะ เพราะการเรียนการสอนของเรา เรียนแบบแยกส่วนเด็ดขาดในแต่ละวิชา ครูแต่ละวิชา ก็จะพะวงอยู่แต่เนื้อหาในวิชาที่ตัวเองสอน จัดชั่วโมงการเรียนอย่างเคร่งครัด สั่งการบ้านให้นักเรียนทำกันทุกวิชา ทำให้นักเรียนต้องเรียนเยอะ ต้องทำการบ้านเยอะ รวมไปถึงการประเมินผลก็แยกส่วนชัดเจนด้วย

ดังนั้น “สพฐ.จึงวางแผนแก้ปัญหาดังกล่าว โดยจะให้โรงเรียนจัดการการเรียนการสอนแบบบูรณาการครบวงจร ครูต้องวางแผนการสอนร่วมกันเป็นทีม ไม่ใช่ต่างคนต่างสอน โดยมอบให้สำนักวิชาการและมาตรฐานวิชาการ (สวก.) ไปจัดทำรูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการครบวงจรเพื่อให้โรงเรียนใช้เป็นแนวทาง” ดร.ชินภัทร กล่าว

ดังที่เห็นในข่าว จะเห็นแล้วว่าปัญหาการ เรียนมากแต่รู้น้อย เป็นปัญหาที่อยู่คู่กับวงการการศึกษาไทยและเด็กไทยมายาวนาน เราในฐานะพ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูผู้สอนที่ยังคงอยู่ในระบบการศึกษาไทยก็ควรทำความรู้จักและเข้าใจปัญหาดังกล่าว เพื่อเตรียมปรับตัวให้ทันกับการแก้ไขที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย

ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ที่ประเทศไทยเท่านั้น แต่ประเทศสิงคโปร์ก็เคยประสบกับปัญหาเดียวกันมาแล้ว ทำให้กระทรวงศึกษาธิการของประเทศดังกล่าว วางแผนการแก้ไข รับมือ ด้วยวิธีตรงกันข้ามกับปัญหา ผ่านการ สอนน้อยแต่รู้มาก (Teach Less, Learn More) ซึ่งเป็นการเรียนการสอนที่มุ่งเตรียมผู้เรียนให้พร้อมรับมือกับการใช้ชีวิต มากกว่าจะเป็นการเรียนการสอนเพื่อทำข้อสอบ

นับเป็นการเรียนการสอนแบบที่เปลี่ยนจุดสำคัญจาก “ปริมาณ” มาเป็น “คุณภาพ” การสอนที่มีประสิทธิผล ต้องมีวิธีการ (Approach) และกลยุทธ์ (Strategy) ที่ลดปริมาณการเรียนรู้แบบท่องจำ (Rote-learning) การทดสอบซ้ำซาก (Repetitive test) และคำตอบที่มีสูตรตายตัว (Prescribed formula)

ในขณะเดียวกัน ก็เพิ่มการมีส่วนร่วมในชั้นเรียน (Class interaction) โอกาสในการแสดงออก (Expression) การเรียนรู้ทักษะที่ใช้ได้ตลอดชีวิต (Life-long learning) และปรับการสอนให้สร้างสรรค์เพื่อมุ่งสร้างบุคลิกภาพ (Character building) ให้เด็ก ครู ผู้บริหารโรงเรียน และกระทรวงศึกษาธิการต่างมีบทบาทสำคัญที่จะทำให้นโยแห่งชาตินี้สัมผลมฤทธิ์

อันที่จริงนโยบายนี้เริ่มขึ้นใน ปี พ.ศ. 2540 ที่ใช้คำขวัญว่า “โรงเรียนช่างคิด ชาติช่างเรียน” (Thinking Schools, Learning Nation) เพื่อปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบให้ได้ผลลัพธ์ที่พึงปราถนา ใน ปี พ.ศ. 2546 ได้มุ่งเน้นที่ “นวัตกรรมและองค์รวม” (Innovation and Enterprise) ก่อนที่จะวิวัฒนามาเป็น สอนน้อยแต่รู้มาก ในปัจจุบัน

แหล่งข้อมูล

  1. สพฐ เล็งปรับเนื้อหาหมวดสังคมศาสตร์ - http://www.naewna.com/local/37696 [2013, January 18].
  2. Teach Less, Learn More - http://www3.moe.edu.sg/bluesky/tllm.htm [2013, January 18].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน