เด็กไทยเรียนมากแต่รู้น้อย-ตอนที่2และตอนจบ 20 มกราคม 2013 ปราง เทพินทราภิรักษ์ เด็กไทยเรียนมากแต่รู้น้อย-ตอนที่2และตอนจบ « ถามครู.com
หน้าหลัก » Blogs » เด็กไทย “เรียนมากแต่รู้น้อย” (ตอนที่ 2 และตอนจบ)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


ดร. ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า ต่อไปก่อนเปิดภาคเรียน จะให้ครูทุกวิชามาวางแผนการสอนร่วมกัน ว่าจะบูรณาการเนื้อหาของแต่ละวิชามาสอนร่วมกันได้อย่างไร เพื่อให้ลดชั่วโมงเรียนลง การให้การบ้านก็ต้องเป็นแบบบูรณาการ ตอบโจทย์ได้หลายวิชา

การประเมินผลก็ต้องเป็นแบบบูรณาการเช่นเดียวกัน ซึ่ง สพฐ.ได้เริ่มนำร่องการประเมินผลแบบนี้กับการสอบ NT ชั้น ป.3 ไปแล้ว ลดข้อสอบลงเหลือแค่ 3 วิชา คือ ภาษา คำนวณ และการใช้เหตุผล โดยออกแบบข้อสอบ 3 วิชาครอบคลุมเนื้อหาทุก ๆ วิชาที่เด็กเรียนดังกล่าวให้

ส่วนในสิงคโปร์ การเตรียมผู้เรียนให้พร้อมสำหรับการใช้ชีวิต จะมุ่งเน้น “แก่น” ของการศึกษา คือ สอนทำไม? สอนอะไร? และสอนอย่างไร? สำหรับการแก่นแรก คือ สอนทำไม? นั้น ผู้สอนควรระลึกไว้เสมอว่าการสอนนั้น มุ่งสนองความจำเป็น ความสนใจ และเจตจำนงของผู้เรียนเป็นหลัก มิใช่เพียงเพื่อสอนให้ครบตามเนื้อหา

ผู้สอนยังควรสนับสนุนให้เด็กเรียน เพราะรักเรียน ไม่ใช่เพราะความกลัวที่จะล้มเหลว ควรสอนเพื่อช่วยให้เด็กเข้าใจแก่นแท้ของแนวคิดหลักในแต่ละเรื่องที่เรียน มากกว่าเพียงเพื่อกระจายข้อมูลความรู้เท่านั้น และที่สำคัญ ควรสอนมากให้ขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมของเด็กในบททดสอบของชีวิต (Test of life) และสอนเพื่อให้ชีวิตของบททดสอบ (Life of tests) ลดน้อยลง

แก่นต่อมาคือ สอนอะไร? สิ่งแรกที่ผู้สอนควรทำนั้นตรงกับแผนบูรณาการที่ประเทศไทยจะใช้ คือ ผู้สอนควรมุ่งสอนเด็กแบบองค์รวม ในเนื้อหาหลายรูปแบบ ไม่ใช่มุ่งสอนในเรื่องของใครของมันเท่านั้น ควรสอนเด็กเกี่ยวกับ คุณค่า ทัศนคติ และความเชื่อที่มีผลต่อพฤติกรรม ที่จะส่งเสริมเด็กในการใช้ชีวิตต่อไป

ไม่ใช่แค่เกี่ยวกับว่าทำอย่างไรจึงจะสอบได้คะแนนดีเท่านั้น นอกจากนี้ยังควรเน้นกระบวนการเรียนรู้ เพื่อสร้างความมั่นใจและศักยภาพในเด็ก และควรช่วยให้เด็กตั้งคำถามอย่างพินิจพิเคราะห์ สนับสนุนความอยากรู้ และทักษะการคิดวิเคราะห์ ไม่ใช่ปล่อยให้เด็กตอบตามกรอบที่มีเท่านั้น

แก่นสุดท้ายของการ “สอนน้อยแต่รู้มาก” (Teach Less, Learn More) คือ สอนอย่างไร? ในแก่นนี้ ผู้สอนควรสนับสนุนให้เด็กมีส่วนร่วมกับการเรียนมากขึ้น และพึ่งพาการท่องจำให้น้อยลง ควรเน้นการแนะแนวและปฏิบัติให้ดูเป็นตัวอย่าง มากกว่าที่จะเป็นการที่ผู้สอนพูดอยู่ฝ่ายเดียว เพื่อฝึกให้เด็กพึ่งพาตนเองให้มากขึ้นในการเรียนรู้

ผู้สอนยังควรตระหนักถึงความสนใจที่แตกต่างกันของเด็ก เพื่อปรับการเรียนการสอนให้แตกต่างไปตามความพร้อมและความถนัดนั้นๆ มากกว่าจะสอนแบบ “เหมาขนาด” (One-size-fit-all) ซึ่งถือเป็นการละเลยความถนัดที่ต่างกันของเด็กแต่ละคน นอกจากนี้ ผู้สอนควรใช้การประเมินการเรียนหลากหลายรูปแบบและช่วงเวลา เพื่อให้เวลากับการเรียนรู้และพัฒนาของเด็ก มากกว่าจะเป็นการสอบแบบสรุปรวบยอดในทีเดียว

และสุดท้ายนี้ ควรสอนให้เด็กมีจิตวิญญาณแห่งความสร้างสรรค์และความกล้าได้กล้าเสีย เพื่อส่งเสริมให้เกิดความอยากเรียนรู้ ความรักในการเรียน และความกล้าที่จะลองเส้นทางใหม่ที่ไม่เคยผ่านมาก่อน มากกว่าจะเพื่อเดินตามสูตรหรือมาตรฐานที่กำหนดไว้แล้วนั่นเอง

แหล่งข้อมูล

  1. สพฐ เล็งปรับเนื้อหาหมวดสังคมศาสตร์ - http://www.naewna.com/local/37696 [2013, January 19].
  2. Teach Less, Learn More - http://www3.moe.edu.sg/bluesky/tllm.htm [2013, January 19].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน