หน้าหลัก » Blogs » เทคโนโลยีกับพัฒนาการ (ตอนที่ 1)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


เทคโนโลยีกับพัฒนาการ

เมื่อไม่นานมานี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาระดับนานาชาติ ศาสตราจารย์ Carla Rinaldi ซึ่งเป็นประธานกลุ่มเคลื่อนไหว Reggio Children ในอิตาลี ได้กล่าวเตือนว่า การบ้านที่มากเกินไปและการแข่งขันในชั้นเรียนกำลังทำลายเด็กๆในออสเตรเลียและอีกหลายประเทศ การแข่งขันสูงและปริมาณการบ้านอันมากมายนี้ทำให้เด็กๆพึ่งเทคโนโลยี โดยเฉพาะบรรดาแอพลิเคชันต่างๆมากเกินไป แทนที่จะใช้ปัญญาและจินตนาการของตนเอง และสนับสนุนให้ผู้ปกครองและครูให้เวลากับเด็กๆให้มากขึ้น

ศาสตราจารย์ Carla Rinaldi กล่าวว่า เด็กๆมีธรรมชาติในการร่วมมือกันไม่ใช่แข่งขันกัน การบ้านและกิจกรรมนอกโรงเรียนที่มากเกินไปจะสะกัดกั้นไม่ให้เด็ก “ฝันกลางวัน” อย่างที่ควรจะเป็น และที่เลวร้ายที่สุดคือการที่การบ้านและกิจกรรมล้นมือนั้นทำให้เด็กๆไม่มีเวลาจะคิดทบทวนเรื่องต่างๆ ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดคือผู้ปกครองควรให้เวลากับลูกน้อยและตนเองให้มากขึ้น การแข่งขันทำให้เด็กหลายคนต้องทนทุกข์กับความกังวลเรื่องการประสบความสำเร็จ และอาจส่งผลให้เกิดปัญหาด้านพฤติกรรม

นอกจากการบ้านและกิจกรรมอันหลากหลายที่ครูและผู้ปกครองหยิบยื่นให้เด็กๆแล้ว ปัจจุบันยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกในการเรียนการสอนที่เรียกได้ว่าเป็นของวิเศษสารพัดนึกที่จะช่วยแก้ปัญหาต่างๆได้ ซึ่งก็คือเทคโนโลยีนั่นเอง ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มีความคิดเห็นตรงกันว่า คอมพิวเตอร์นั้นไม่เหมาะสมสำหรับพัฒนาการของเด็กวัยต่ำกว่า 3 ปี อย่างไรก็ตาม เด็กที่อายุมากกว่า 3 ปี ก็ยังสามารถได้รับผลกระทบจากการใช้คอมพิวเตอร์เช่นเดียวกับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 3 ปีเช่นเดียวกัน

ก่อนที่จะตัดสินว่าเทคโนโลยีนั้นเหมาะสำหรับพัฒนาการเด็กอายุมากกว่า 3 ปีหรือไม่ ต้องพิจารณาว่าเด็กวัยดังกล่าวมีพื้นฐานพัฒนาการอย่างไรบ้าง ตามทฤษฎีพัฒนาการของ Piaget แล้ว เด็กในช่วงวัยดังกล่าวจะอยู่ในขั้นตอนก่อนปฏิบัติการคิด (Preoperational stage) ซึ่งหมายความว่า เด็กพัฒนาเป็นผู้เรียนที่มีเหตุผลเบื้องต้นแล้ว สนใจที่จะใช้สัญลักษณ์ใหม่ๆ ผ่านการพูด การเขียน รูปวาดต่างๆ รวมทั้งแผนที่และรูปทรงเรขาคณิต และตัวเลขด้วย นอกจากนั้น เด็กอายุมากกว่า 3 ปี ยังมีความคล่องตัว ชอบเคลื่อนไหว และไม่ค่อยอยู่นิ่ง รวมทั้งยังคงฝึกฝนการใช้ภาษาและสังเกตและทดลองพฤติกรรมทางสังคมอีกด้วย ส่วน Howard Gardner นั้นเห็นว่า เด็กเล็กมีพัฒนาการเรียนรู้ผ่านรูปแบบที่หลากหลาย และรูปแบบการเรียนรู้ที่ดีที่สุดไม่ใช่การเรียนการสอนแบบครูเป็นผู้บรรยาย ดังนั้น ต้องใช้วิธีการเรียนการสอนที่หลายหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องสอนเด็กหลายคนที่มีพื้นฐานต่างกัน

จะเห็นได้ว่า ความต้องการตามพัฒนาการของเด็กในวัยดังกล่าวตามทฤษฎีที่กล่าวมาแล้ว โดยเฉพาะเรื่องของความต้องการในการสำรวจ การใช้สัญลักษณ์ การใช้รูปแบบการเรียนการสอนที่หลากหลาย และการใช้สื่อการสอนที่สลับสับเปลี่ยนไปตามความต้องการของเด็กนั้น เข้าทางกับการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการเรียนการสอน ซึ่งเทคโนโลยีบางอย่างยังใช้ได้ผลดีเป็นอย่างมากกับเด็กที่มีปัญหาในการเรียนรู้

อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของการใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอนในปัจจุบันคือการใช้เพื่อเน้นย้ำทักษะการเรียนรู้ด้านวิชาการเป็นส่วนใหญ่ ทำให้พัฒนาการด้านอื่นๆถูกละเลย ผู้เชี่ยวชาญบางท่านเชื่อว่าการเข้าถึงข้อมูลในคอมพิวเตอร์ได้ง่ายๆนั้นทำให้เด็กๆไม่ได้พัฒนาการรู้จักรอคอย ความฉลาด ความอดทน การปรับตัวเข้ากับสังคม และการทำงานหนักซึ่งล้วนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการอยู่รอดในสังคม และยิ่งไปกว่านั้น ปัจจุบันนี้ คอมพิวเตอร์มักใช้เพื่อฝึกฝนทักษะ ซึ่งเป็นการใช้ที่ไม่เหมาะสำหรับพัฒนาการเป็นอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนี้ เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน รวมทั้งการเรียนการสอน เป็นอย่างมากจนแทบปฏิเสธไม่ได้ ศาสตราจารย์ Rinaldi กล่าวว่า เด็กๆไม่ควรพึ่งเทคโนโลยีมากจนเกินไป แต่ควรใช้เทคโนโลยีให้เป็นเพียงเครื่องมือ เหมือนกับที่เราใช้ดินสอในการเขียนเท่านั้น ซึ่งผู้เขียนจะนำเสนอแนวทางการใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอนต่อไป

แหล่งข้อมูล:

  1. The Role of Technology in Early Childhood Programs http://www.earlychildhoodnews.com/earlychildhood/article_view.aspx?ArticleID=302 [June 1, 2014]
  2. Child Education Expert Professor Carla Rinaldi Warns Apps Kill Creativity http://www.news.com.au/national/child-education-expert-professor-carla-rinaldi-warns-apps-can-kill-creativity/story-fncynjr2-1226747142587 [June 1, 2014]

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน