หน้าหลัก » Blogs » เทคโนโลยีกับพัฒนาการ (ตอนที่ 2 และตอนจบ)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


เทคโนโลยีกับพัฒนาการ

Dr. Francis Wardle ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาแห่ง University of Phoenix/ Colorado กล่าวว่า การใช้เทคโนโลยีในชั้นเรียนนั้นไม่ควรมีวัตถุประสงค์เพียงให้เด็กรู้จักวิธีใช้ เนื่องจากเด็กๆ จะเรียนรู้การใช้คอมพิวเตอร์ได้เองเมื่อโตขึ้น เหมือนกับที่พวกเขาเรียนรู้ที่จะขับรถต่อไปในอนาคต การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในชั้นเรียนควรต้องมีวัตถุประสงค์ที่จะขยายขอบเขตของหลักสูตร เพิ่มคุณค่าของหลักสูตร และทำหลักสูตรให้เหมาะกับความต้องการของเด็กแต่ละคน ซึ่งวัตถุประสงค์ของหลักสูตรแต่ละหลักสูตรนั้นจะต่างกันไปตามอายุของเด็กและรูปแบบของโปรแกรม เช่น ถ้าวัตถุประสงค์ของหลักสูตรการอ่านเขียนของเด็กช่วงอายุหนึ่งคือการเขียนบันทึกประจำวัน ก็ควรใช้คอมพิวเตอร์มาสนับสนุนผ่านซอฟต์แวร์การเขียน และกล้องดิจิตอล เป็นต้น เช่นเดียวกับการเรียนการสอนเรื่องสัตว์ที่สูญพันธุ์แล้วและใกล้สูญพันธุ์ที่มีชีวิตชีวามากขึ้นเมื่อใช้ซอฟต์แวร์และเว็บไซต์ที่เหมาะสม

ขั้นตอนในการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการเรียนการสอนมีดังนี้:

  1. จัดตั้งคณะสนับสนุนซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี และผู้ที่เข้าใจการฝึกพัฒนาการที่เหมาะสม
  2. เลือกซอฟต์แวร์ที่เหมาะสมต่อพัฒนาการ
  3. เลือกเว็บไซต์ที่เหมาะสมต่อพัฒนาการ
  4. เลือกคอมพิวเตอร์ที่รองรับซอฟต์แวร์ดังกล่าว และที่ง่ายต่อการอัพเกรด
  5. มีการอบรมบุคคลกรอย่างเพียงพอและเป็นประจำเกี่ยวกับการใช้คอมพิวเตอร์ และการนำคอมพิวเตอร์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร
  6. นำคอมพิวเตอร์เข้าใช้ในชั้นเรียน

ผู้สอนควรให้เด็กวัยก่อนวัยเรียนและเด็กวัยอนุบาลรู้จักกับคอมพิวเตอร์ทีละคนหรือเป็นกลุ่มเล็ก เด็กทุกคนควรได้มีโอกาสทดลองใช้คอมพิวเตอร์และได้ลงมือใช้ซอฟต์แวร์ด้วย เมื่อเด็กได้มีโอกาสใช้คอมพิวเตอร์แล้ว ศูนย์คอมพิวเตอร์จะกลายเป็นส่วนสำคัญในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้เทคโนโลยี การจัดห้องเรียน ควรให้มีเก้าอี้หลายตัววางอยู่ใกล้กัน เพื่อสนับสนุนให้เด็กได้ช่วยเหลือกัน และควรให้เด็กที่เรียนเก่งช่วยสอนเพื่อนๆด้วย เพื่อสนับสนุนให้มีกิจกรรมการเรียนแบบช่วยเหลือกัน ครูและผู้ใหญ่ไม่ควรเข้าไปขัดจังหวะหากไม่จำเป็น ควรกำหนดจำนวนเด็กที่จะเข้าใช้ศูนย์คอมพิวเตอร์ในแต่ละครั้ง และควรมีการลงรายชื่อจองเข้าใช้ศูนย์คอมพิวเตอร์

จะสังเกตได้ว่าแนวทางการใช้เทคโนโลยีในชั้นเรียนนี้จะไม่ประสบผลสำเร็จหากมีคอมพิวเตอร์เพียงเครื่องเดียว ศาสตราจารย์ Susan W. Haugland ผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้คอมพิวเตอร์ในการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาการเด็กแห่ง Metropolitan State College of Denver แนะนำให้มีคอมพิวเตอร์ 1 เครื่องต่อเด็ก 7 คน สัดส่วนที่ดีที่สุดคือ 1:5 อย่างไรก็ตาม หากไม่สามารถมีคอมพิวเตอร์หลายเครื่องได้ ก็ควรมีสัก 2-3 เครื่องต่อ 1 ชั้นเรียน แล้วให้แต่ละชั้นเรียนผลัดกันใช้ภายในวงรอบ 2-3 เดือน ในการนำคอมพิวเตอร์เข้ามาปรับใช้ในหลักสูตรนั้น ผู้สอนควรกำหนดว่าวัตถุประสงค์ของหลักสูตรคืออะไร แล้วจึงหาวิธีที่จะนำคอมพิวเตอร์ไปปรับใช้ให้เข้ากับวัตถุประสงค์ดังกล่าว เนื่องจากการปรับใช้คอมพิวเตอร์เช่นนี้ต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างมาก ดังนั้นจึงแนะนำว่าให้เริ่มจากส่วนหนึ่งของหลักสูตรก่อน แล้วจึงค่อยๆเพิ่ม

การใช้คอมพิวเตอร์ในชั้นเรียนนั้นไม่มีที่สิ้นสุดเลยก็ว่าได้ ซอฟต์แวร์ยังสามารถนำมาใช้ในการทำหนังสือที่มีข้อสอบเขียนตามคำบอกพร้อมภาพประกอบ หรือใช้ทำวารสารที่มีภาพถ่ายดิจิตอลของเด็กๆและชุมชน นอกจากนั้นยังสามารถใช้ทำประวัติบุคคล หนังสือพิมพ์ติดผนัง ใช้ในการสื่อสารระหว่างโรงเรียนกับบ้านอีกด้วย

แหล่งข้อมูล:

  1. The Role of Technology in Early Childhood Programs http://www.earlychildhoodnews.com/earlychildhood/article_view.aspx?ArticleID=302 [June 2, 2014]
  2. Child Education Expert Professor Carla Rinaldi Warns Apps Kill Creativity http://www.news.com.au/national/child-education-expert-professor-carla-rinaldi-warns-apps-can-kill-creativity/story-fncynjr2-1226747142587 [June 2, 2014]

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน