หน้าหลัก » Blogs » เผชิญวิกฤต ปิดอัสสัมชัญ (ตอนที่ 2)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


ในยุคแรกนั้น โรงเรียนอัสสัมชัญเปิดสอนภาษาไทยควบคู่กับภาษาฝรั่งเศส และอีก 2 ปีต่อมาได้เปิดสอนภาษาอังกฤษเพิ่มอีก บาทหลวงกอลมเบต์เห็นความจำเป็นต้องขยายอาคารเรียน จึงได้ไปถวายฎีกาถึงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และบอกบุญเรี่ยไรบรรดาพ่อค้าวาณิช ทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร

หลังจากที่เปิดสอนมา 2 ปี ก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ โดยพระราชทานและประทานทรัพย์อุดหนุนการนี้จำนวนหนึ่งเพื่อใช้ในการก่อสร้างอาคารเรียนหลังใหม่ หลังจากนั้น โรงเรียนก็เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

ในวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2430 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จมาทรงวางศิลาฤกษ์ และเหรียญต่างๆที่ฝังพร้อมศิลาฤกษ์ของอาคารใหม่ เมื่อพระองค์ทรงจับค้อนเคาะศิลาฤกษ์ได้ตรัสว่า “ให้ที่นี้ถาวรมั่นคงสืบไป” อาคารใหม่ (ตึกเก่าในปัจจุบัน) หลังนี้ได้สร้างสำเร็จบริบูรณ์ใน พ.ศ. 2433

โรงเรียนใหม่แห่งนี้มิได้เป็นโรงเรียนวัดที่มุ่งสอนเฉพาะเด็กคาทอลิกอีกต่อไป หากแต่เป็นโรงเรียนที่เปิดกว้างออกสู่คนทุกเชื้อชาติและทุกศาสนาในสังคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่รัฐกำลังจัดตั้งโรงเรียนหลวงสำหรับประชาชนขึ้นตามวัด เพื่อให้ ราษฎรทั่วไปได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนตามแบบที่หลวงได้จัดให้แก่พระบรมวงศานุวงศ์และบุตรหลานข้าราชการก่อนหน้านี้

โรงเรียนอัสสัมชัญถือกำเนิดขึ้นจากอุดมการณ์และความเสียสละของบาทหลวงกอลมเบต์ ผู้มีศรัทธาอันแรงกล้าในอันที่จะพัฒนาคริสต์ศาสนิกชนในละแวกวัดของท่าน (โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนคาทอลิกที่ยากจนและกำพร้า) ให้เจริญด้วยเล่าเรียนแต่แรกเริ่ม ในสมัยที่คนทั่วไปยังมิได้เล็งเห็นผลประโยชน์และความจำเป็นของการศึกษา

ความพยายามของบาทหลวงกอลมเบต์ เริ่มสัมฤทธิผล เมื่อนักเรียนของโรงเรียนทวีจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว และเห็นได้ชัดเพียงในปีที่ 2 ต่อเนื่องไปจนถึงปีที่ 15 ของโรงเรียน (พ.ศ. 2443) ภารกิจในการดูแลโรงเรียนซึ่งขณะนั้นมีนักเรียนถึง 400 คนแล้วก็เป็นอุปสรรคต่องานด้านศาสนกิจ อันเป็นงานหลักที่แท้จริงของบาทหลวงกอลมเบต์

ในปี พ.ศ. 2443 บาทหลวงกอลมเบต์ ได้ติดต่อขอความช่วยเหลือด้านบุคลากรมาจากคณะภราดาเซนต์คาเบรียล ณ ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งได้ส่งภราดา 5 ท่าน รวมทั้งภราดา ฮีแลร์ ให้เดินทางถึงกรุงเทพฯ และเข้ารับช่วงงานเพื่อสานต่องานด้านการศึกษาจากบาทหลวงกอลมเบต์ และทำให้โรงเรียนอัสสัมชัญกลายเป็นโรงเรียนแห่งแรกในมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย

เนื่องจากกระทรวงธรรมการ กรมศึกษา ในเวลานั้นมีนโยบายให้เปลี่ยนชื่อโรงเรียนเป็นภาษาไทย และชื่อโรงเรียนอาซมซานกอเล็ศ นั้นอ่านออกเสียงยาก ดังนั้น ภราดาฮีแลร์ จึงได้แจ้งไปทางกรมการศึกษาเพื่อขอเปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนอาศรมชัญ แต่อธิบดีกรมศึกษา พระยาวิสุทธิสุริยศักดิ์ แนะนำว่าควรเปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนอัสสัมชัญ

ในชื่อใหม่นี้ คำว่า "อัสสัมชัญ" ก็ออกเสียงคล้ายกับภาษาอังกฤษว่า "Assumption" แล้วยังมีคำในภาษาบาลีว่า "อัสสโม" แผลงเป็นไทยว่า "อาศรม" ซึ่งหมายความถึง "กุฏิที่ถือศีลกินพรต" ส่วนคำว่า "ชัญ" ก็เป็นที่สำหรับเกิดญาณความรู้ เมื่อรวมสองคำมาเป็นศัพท์เดียวแล้ว ได้ว่า "อัสสัมชัญ" ซึ่งมีความหมายใกล้เคียงกับความหมายเดิมว่า "ที่สำหรับระงับบาปและหาวิชาความรู้" ดังนั้น โรงเรียนอาซมซานกอเล็ศ จึงได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น โรงเรียนอัสสัมชัญ นับแต่ในวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2453 เป็นต้นมา

แหล่งข้อมูล

  1. โรงเรียนอัสสัมชัญ - http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%8D [2013, January 28].
  2. Assumption College (Thailand) - http://en.wikipedia.org/wiki/Assumption_College_%28Thailand%29 [2013, January 28].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน