หน้าหลัก » บทความ » เพลงกล่อมเด็ก (Lullabies)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

เพลงกล่อมเด็ก

เพลงกล่อมเด็ก (Lullabies) หมายถึง เพลงที่ใช้ร้องกล่อมให้เด็กนอนหลับ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เด็กหลับเร็วขึ้น และหลับอย่างมีความสุข ไม่รู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง เนื้อร้องจะมีความอ่อนโยน อ่อนหวาน แสดงความห่วงใย ความเอ็นดู อบรมสั่งสอนให้เด็กเป็นคนดี กตัญญูรู้คุณคน ให้มีความเมตตากรุณาต่อสัตว์ รู้จักความถูกต้องสิ่งใดควรกระทำหรือไม่ควรกระทำ โดยมุ่งหวังให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพคือ มีความรู้คู่คุณธรรม โดยบทเพลงกล่อมเด็กจะไม่มีคำว่าด่าหรือเปรียบเปรยเด็กไปในทางที่ไม่ดี จะกล่าวในสิ่งที่ดีงามทั้งสิ้น เพลงกล่อมเด็กยังมีคุณค่าต่อการเสริมสร้างพัฒนาการทางอารมณ์และจิตใจ ช่วยให้เด็กมีความอ่อนโยน มองโลกในแง่ดี มีคุณธรรม จริยธรรม สร้างจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ อีกทั้งยังช่วยให้เด็กได้รับการพัฒนาทักษะภาษา คำศัพท์ และโวหารง่ายๆ จากเนื้อหาของเพลงกล่อมเด็กนั้นๆด้วย

เพลงกล่อมเด็กสำคัญอย่างไร?

เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าเด็กได้รับประสบการณ์การเรียนรู้และการพัฒนาในด้านต่างๆจากครอบครัวเป็นส่วนใหญ่ ดังคำกล่าวที่ว่า “พ่อแม่ คือ ครูคนแรกและคนสำคัญที่สุดของเด็ก” แม้ว่าเด็กจะเข้าเรียนในระดับอนุบาลเมื่ออายุ 3 ปี เด็กก็ยังพัฒนาทางภาษาได้ดีมาจากบ้าน เด็กมักจะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตนเองและบุคคลในบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่การถ่ายทอดความคิด ความรู้สึกที่เป็นงานศิลปะของเด็กมักจะเล่าเรื่องราวของผลงานออกมาเป็นเรื่องราวของบุคคลในครอบครัว เช่น การวาดภาพหรือปั้นรูปพ่อ แม่ พี่ น้อง ดังนั้น พ่อแม่และบุคคลที่ใกล้ชิดกับเด็กมีอิทธิพลต่อเด็กโดยเฉพาะภาษา มีผลงาน วิจัยหลายชิ้นที่ยืนยันว่า พ่อแม่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการทางภาษาของเด็กเป็นอย่างมาก เพราะเด็กเรียนรู้ภาษาจากพ่อแม่ หากเด็กไม่ได้รับการส่งเสริมภาษาอย่างเพียงพอ ย่อมส่งผลต่อการเรียนโดยรวม เพราะภาษาเป็นเครื่องในการแสวงหาความรู้อื่นๆของเด็ก เนื่องจากพัฒนาการทางภาษาเป็นองค์ประกอบสำคัญของพัฒนาการทางสติปัญญา ในสภาพของสังคมปัจจุบัน ภาวะเศรษฐกิจที่มีการแข่งขันกันมากขึ้นทำให้ทั้งพ่อและแม่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน จึงมีเวลาอยู่กับลูกและเอาใจใส่ดูแลลูกน้อยลง ส่งผลให้เด็กขาดแรงจูงใจ ขาดปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน รวมทั้งการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิด หรือแม้จะมีเวลาอยู่กับลูก พ่อแม่ส่วนใหญ่ก็ยังขาดความรู้ ความเข้าใจในการอบรมเลี้ยงดู และส่งเสริมพัฒนาการเด็กอย่างถูกวิธี มีผลให้เด็กไม่ได้รับโอกาสในการพัฒนาทางด้านสติปัญญาเท่าที่ควร ซึ่งส่งผลถึงความสามารถทางภาษาของเด็กอีกด้วย

การจัดประสบการณ์ที่ดีที่สุดเพื่อให้เด็กได้เรียนรู้นั้นควรเป็นการเรียนรู้ด้วยการกระทำและเรียนรู้ด้วยการค้นพบด้วยตนเอง พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กอยู่ในขั้นคิดก่อนปฏิบัติการ (Pre-operational Stage) เป็นระยะที่เด็กเรียนรู้ภาษาพูด เข้าใจท่าทางและการสื่อความหมาย เด็กวัยนี้จึงควรได้รับการส่งเสริมด้วยกิจกรรมทางภาษา ให้เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าคือ การมอง การฟัง การดม การชิม การจับต้องสัมผัส จะช่วยให้ประสาทสัมผัสส่วนนั้นๆพัฒนา ตลอดจนช่วยให้สมองได้รับการพัฒนาด้วย โดยในการพัฒนาด้านภาษาซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของสติปัญญา สามารถพัฒนาได้จากการเรียนรู้จากสิ่งที่เป็นรูปธรรม จากประสบการณ์ตรงที่เด็กได้สัมผัส สำรวจ ทดลอง กับสิ่งแวดล้อมและบุคคล เด็กเรียนรู้ภาษาจากสภาพแวดล้อม และภาษามีผลต่อพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็ก กิจกรรมทางภาษาจะช่วยให้เด็กได้รับความเข้าใจและเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัว ได้แก่ การร้องเพลง การท่องคำคล้องจอง การร้องเพลงกล่อมเด็ก เด็กควรได้รับการตอบสนองในทางบวกเมื่อแสดงความสนใจที่จะใช้ภาษา เด็กต้องได้ฟังแบบอย่างการพูดที่ดี การใช้ภาษาที่สละสลวยและภาษาร้อยกรอง เด็กไทยจึงควรได้รับการปลูกฝังให้เห็นคุณค่าของภาษา โดยผ่านกิจกรรมทางภาษาที่มีคุณค่าอันเป็นวัฒนธรรมประจำชาติ โดยเฉพาะความสำคัญของการเล่นของแม่กับลูกที่บ้าน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญ เนื่องจากเด็กเกิดการเรียนรู้และรับรู้จากการเล่นกับแม่ ซึ่งจะช่วยพัฒนาความรู้สึกนึกคิดของเด็กซึ่งต้องการความรักความอบอุ่นและแรงกระตุ้นทางอารมณ์ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ภาษาของเด็กพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว กิจกรรมทางภาษานับว่าเป็นกิจกรรมที่ช่วยสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างแม่กับลูก ทำให้เด็กได้รับการพัฒนาทุกด้านโดยเฉพาะด้านภาษาและสติปัญญา เด็กเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลและสิ่งแวดล้อม กิจกรรมทางภาษาจึงควรเป็นการแสดงออกซึ่งความรักความอบอุ่นโดยใช้สื่อที่มีอยู่รอบตัว รวมทั้งการสัมผัสจากพ่อแม่หรือบุคคลที่ใกล้ชิดเด็ก ช่วยให้แม่เข้าใจความรู้สึกนึกคิดของเด็กจากกิจกรรมทางภาษาที่ทำร่วมกัน

เพลงกล่อมเด็ก (Lullabies) เป็นวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อและค่านิยมของคนในท้องถิ่นต่างๆ คนทุกชาติทุกภาษาในโลกมีบทเพลงกล่อมเด็กด้วยกันทั้งนั้น สันนิษฐานว่าเพลงกล่อมเด็กนี้มีวิวัฒนาการมาจากการเล่านิทานให้เด็กฟังก่อนนอน ดังนั้นเพลงกล่อมเด็กบางเพลงจึงมีลักษณะเนื้อร้องที่เป็นเรื่องราว เช่น จันทรโครพ ไชยเชษฐ์ พระรถเสน เป็นต้น เพลงกล่อมเด็กจึงจัดอยู่ในเพลงพื้นบ้าน มีจุดประสงค์ใช้ร้องกล่อมเด็กหรือปลอบเด็กให้เด็กนอนหลับ การร้องเพลงกล่อมเด็กมักสืบทอดกันมาด้วยวิธีการจดจำจากรุ่นสู่รุ่น เป็นส่วนหนึ่งของวรรณกรรมมุขปาฐะ (Oral Literature) โดยใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดที่สำคัญ ส่วนเนื้อหาและท่วงทำนองจะแตกต่างกันตามลักษณะท้องถิ่นนั้นๆ เช่น เพลงกล่อมเด็กในภาคเหนือเรียก เพลงอื่อลูก ภาคอีสานเรียก เพลงนอนสาหล่า เพลงนอนสาเด้อ ภาคกลางเรียก เพลงกล่อมเด็ก หรือเพลงกล่อมลูก ภาคใต้เรียก เพลงช้าน้อง หรือเพลงร้องเรือ เป็นต้น ซึ่งไม่ว่าท้องถิ่นใดล้วนมีลักษณะเป็นวัฒนธรรมพื้นบ้านที่มีบทบาทและหน้าที่แสดงเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น ในด้านเพลงกล่อมเด็กที่ปรากฏอยู่ในภาคกลางนั้นถือว่าเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายและมีบันทึกไว้เป็นหลักฐานมากกว่าภาคอื่นๆ นับว่าสะดวกและเป็นประโยชน์แก่การศึกษาค้นคว้าเป็นอย่างยิ่ง บทเพลงกล่อมเด็กเป็นเพลงที่ใช้คำง่ายๆไพเราะ ใช้ภาษาในท้องถิ่นที่ตนอาศัยอยู่ มีเนื้อหาแสดงความรักและความผูกพันของแม่กับลูก สะท้อนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ทางวัฒนธรรมการเลี้ยงลูกของคนไทยที่ให้เด็กนอนเปลสาย โดยแม่หรือคนในครอบครัวขับร้องเพลงกล่อมมีทั้งขู่ทั้งปลอบและร้องเล่านิทาน เพื่อให้เด็กเพลิดเพลินนอนหลับได้เร็วขึ้น บทเพลงที่ร้องนั้นช่วยกระตุ้นพัฒนาการและช่วยอบรมกล่อมเกลาเด็กมาตั้งแต่เยาว์วัย และสามารถช่วยให้เกิดความรักความผูกพันระหว่างแม่กับลูกได้เป็นอย่างดี โดยทั่วไปเพลงกล่อมเด็กจะมีลักษณะคล้ายๆกันคือ

  • เป็นเพลงที่รับช่วงต่อๆกันมา อาศัยการบอกกล่าว ไม่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร จัดเป็นมุขปาฐะหรือถ่าย ทอดด้วยปาก
  • ใช้ภาษาง่ายๆ มีคำสัมผัสคล้องจองกันตลอด ทำให้ง่ายต่อการจดจำและขับกล่อมได้ไพเราะจึงจัดเป็นประเภทเพลงชาวบ้าน รวบรวมคติและความเชื่อของชาวบ้าน
  • บทร้องมักจะสั้น ถ้าผู้รับการถ่ายทอดจดจำไม่ได้ เนื้อความก็จะขาดหายไป เพลงจะเหลือเท่าที่จำได้ แต่ถ้าผู้รับการถ่ายทอดมีความสามารถก็อาจประดิษฐ์บทร้องให้ยาวขึ้นหรือสละสลวยขึ้นได้
  • ไม่สามารถทราบได้ว่าใครเป็นผู้แต่ง เพราะอาศัยการสืบทอดมาหลายชั่วอายุคน
  • ไม่ทราบอายุหรือช่วงเวลาที่แต่งเพลงกล่อมเด็กได้ เพลงเดียวกันอาจผิดเพี้ยนกันบ้างจากสำนวนภาษาของแต่ละท้องถิ่น การจดจำ ปฏิภาณ ความเข้าใจของผู้กล่อมเด็ก บางครั้งเพลงเดียวกันคนกล่อมคนเดียวกันให้ร้องกล่อม 2 ครั้ง ก็อาจกล่อมไม่เหมือนกัน บางครั้งถ้าผู้กล่อมไม่เข้าใจคำศัพท์ในเนื้อเพลงก็อาจเปลี่ยนคำใหม่เพื่อให้เข้าใจความหมาย จึงทำให้เนื้อเพลงผิดเพี้ยนไป เพลงกล่อมเด็กมีหลายประเภทซึ่งจะแบ่งตามเนื้อความจำแนกได้เป็น 3 ประเภท คือ
    • เพลงกล่อม เป็นเพลงที่มีเนื้อหาเชิงกล่อมให้เด็กเกิดความเพลิดเพลินและหลับไปตามที่ต้องการ
    • เพลงปลอบ เป็นเพลงที่มีเนื้อร้องเป็นการปลอบไม่ให้เด็กอ้อนหรือร้องกวน และ
    • เพลงขู่ เป็นเพลงที่มีเนื้อร้องเป็นเชิงขู่ให้เด็กกลัวเพื่อจะได้นอนหลับเร็ว

เพลงกล่อมเด็กมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

เพลงกล่อมเด็กนับเป็นวัฒนธรรมทางภาษาที่ทรงคุณค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ให้คนรุ่นต่อไปได้ธำรงไว้ แม้ว่าในสังคมปัจจุบันน้อยคนนักที่จะนำเพลงกล่อมเด็กมาเห่กล่อมลูก มีเฉพาะบางพื้นที่เท่านั้นที่ยังคงใช้บทเพลงกล่อมเด็กเห่กล่อมให้ลูกนอนหลับ เช่น สังคมชนบท ทั้งนี้เนื่องจากการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นที่ทำให้เพลงกล่อมเด็กยังคงนำมาใช้ประโยชน์ เพลงกล่อมเด็กมีคุณค่าทางวัฒนธรรมและมีประโยชน์และคุณค่า ดังนี้

  • ช่วยกล่อมให้เด็กนอนหลับได้เร็วขึ้น หลับสนิทและไม่รบกวนผู้เลี้ยงดู การใช้เพลงกล่อมเด็กทำให้เด็กเกิดความเพลิดเพลิน นอนหลับง่าย ช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้าของผู้เลี้ยงดู เนื่องจากผู้ที่มีหน้าที่ดูแลเด็กมีภารกิจอื่นๆต้องทำ เช่น ทำงานบ้าน ทำอาหาร ดูแลครัวเรือน ดังนั้น เพลงกล่อมเด็กจึงถูกนำมาใช้ในการเห่กล่อมให้เด็กนอนหลับได้ง่ายขึ้น เพื่อให้ผู้ดูแลเด็กได้มีเวลาในการทำงานอย่างอื่นไปด้วย เนื่องท่วงทำนองเนิบนาบช้าๆ เอื้อนเสียงยาว ทำให้เด็กรู้สึกเคลิบเคลิ้มและเพลิดเพลินไปกับท่วงทำนองจนกระทั่งหลับในที่สุด
  • เป็นเครื่องมือในการอบรมเลี้ยงดูและขัดเกลาจิตใจ เนื้อหาของเพลงกล่อมเด็กบางเพลงมีประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพราะในเนื้อร้องมีการสอดแทรกคติสอนใจทั้งคติทางธรรมและคติทางโลกรวมอยู่ด้วย เช่น สอนให้เชื่อฟังผู้ใหญ่ สอนไม่ให้ไปเล่นใกล้น้ำ สอนไม่ให้ไปเล่นกลางแดด ตัวอย่างเช่น “เนื้อเอ๋ยเนื้อเย็นเอย ไม่ให้ไปเล่นเอ๋ยในน้ำ จระเข้เหรา มันจะพาเข้าถ้ำ เอย มันจะพาระกำเอย แม่คุณ” อีกทั้งในเรื่องคติทางธรรมได้สอนเรื่องความกตัญญู สอนเรื่องความรัก สอนให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ เป็นต้น ตัวอย่างเช่น “เอ...เฮ...เอย แม่จะกล่าวถึงเรื่องราวลิ้นทองเอย ชายมีเมียสอง รักเมียเอย ไม่เท่ากัน เมียหลวงจะตีด้วยท่อนอ้อย...เอย เมียน้อยจะตีด้วยท่อนจันทร์...เอย รักเมียไม่เท่ากัน...เอย บาปนั้น..เอย มาถึงตัว”
  • เป็นการสร้างความเพลิดเพลินทั้งต่อผู้ร้องและผู้ฟัง การร้องเพลงกล่อมเด็กเป็นการผ่อนคลายอารมณ์เครียดจากการงานหรือการเลี้ยงดูเด็กได้ เพราะไม่เพียงแต่ไกวเปลเท่านั้น แต่ยังมีการร้องเพลงขับกล่อมให้เกิดความเพลิดเพลิน โดยความบันเทิงนั้นเกิดได้จากท่วงทำนอง จังหวะ ลีลา น้ำเสียง และอารมณ์ของผู้ร้อง รวมถึงเนื้อหาที่มีความหลากหลาย เช่น การแสดงความรัก การขู่ให้กลัว การปลอบ เป็นต้น
  • เป็นเครื่องบ่งบอกถึงความเจริญทางวัฒนธรรมของชุมชนและสังคม เพลงที่ร้องเห่กล่อมนั้น สามารถสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมการเลี้ยงลูกของคนไทยตลอดจนผลผลิตทางวัฒนธรรมที่มีการพัฒนามาเป็นลำดับขั้น มีการจดจำ ถ่ายทอดและส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่นอย่างต่อเนื่อง
  • เป็นการสะท้อนสภาพวิถีชีวิต ความคิด ความเชื่อ และค่านิยมของคนในสังคม เพลงกล่อมเด็กมีเนื้อหาที่สะท้อนให้เห็นสภาพชีวิตในเรื่องของการทำมาหากิน การประกอบอาชีพเกษตรกรรม เช่น ทำนา ทำไร่ ทำสวน เลี้ยงสัตว์ ตัวอย่าง เช่น “วัดเอ๋ยนะวัดโบสถ์...เอย มีแต่ข้าวโพด เอย สาลี เห็นลูกเขยตกยาก เอย แม่ยายก็พรากลูกสาวหนี เหลือแต่ข้าวโพดสาลี...เอย ตั้งแต่วันนี้ก็โรย ฮือ..รา ”
  • เป็นเครื่องแสดงให้เห็นถึงลักษณะร่วมของกลุ่มคนที่มีวัฒนธรรมร่วมกัน เพลงกล่อมเด็กที่อยู่ในชุมชนหรือภาคเดียวกันจะมีรูปแบบ เนื้อหา และภาษาใกล้เคียงกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความคล้ายคลึงทางวัฒนธรรม เช่น เรื่องภาษา อาหารการกิน การแต่งกาย วิถีชีวิต สภาพสังคม ตลอดจนความคิด ความเชื่อ เป็นต้น
  • สะท้อนให้เห็นถึงความรักความผูกพันระหว่างเด็กกับผู้เลี้ยง ซึ่งโดยมากก็คือพ่อแม่ สังเกตจากวิธีที่เรียกเด็กในคำกล่อมมักเรียกด้วยถ้อยคำที่แสดงถึงความรักทะนุถนอม เช่น เจ้าเนื้อละเอียด เจ้าเนื้ออุ่น เจ้าเนื้อเย็น เจ้าทองคำ เจ้าทองดี เป็นต้น
  • ให้ความรู้เรื่องคำศัพท์และภาษา การใช้โวหารง่าย การเปรียบเทียบ เพลงกล่อมเด็กจะประกอบด้วยคำศัพท์ต่างๆ เช่น การกล่าวถึงสัตว์ประเภทต่างๆ อาทิเช่น นก แมว แมงมุม ฯลฯ
  • เป็นการปูพื้นฐานการศึกษาของเด็ก การขับกล่อมด้วยถ้อยคำง่ายๆ มีสัมผัสคล้องจองกัน ช่วยให้เด็กสามารถจดจำได้ดีขึ้น
  • เพลงกล่อมเด็กเป็นทักษะที่สามารถใช้เป็นพฤติกรรมทางบวก ครูและพี่เลี้ยงเด็กจะร้องเพลงกล่อมเด็กเพื่อให้เด็กทุกวัยนอนหลับ
  • เพลงกล่อมเด็กช่วยปลอบโยนและทำให้เด็กเกิดความมั่นใจในความรัก ความอบอุ่น และช่วยเพิ่มทักษะทางภาษาแก่เด็ก

ครูใช้เพลงกล่อมเด็กที่โรงเรียนอย่างไร?

เพลงกล่อมเด็กในประเทศไทยมีชื่อเรียกต่างกันไปตามภูมิภาค เช่น ภาคเหนือ เรียก เพลงอื่อลูก และมักมีคำนำหน้าเพลงว่า อื่อจา อยู่เสมอ ภาคใต้เรียกว่า เพลงร้องเรือ หรือเพลงช้าน้อง ที่เรียกร้องเรือก็เพราะว่า เปลผ้าที่ใช้ต่างเปลให้เด็กนอนนั้นรูปร่างคล้ายเรือ ส่วนที่เรียกว่าช้าน้องนั้น เพราะ ชา แปลว่า กล่อมขวัญหรือสดุดี เช่น ชาขวัญข้าว คือ รับขวัญแม่โพสพนั่นเอง เพลงกล่อมเด็กเป็นเพลงที่ร้องเพื่อให้เด็กเกิดความเพลิดเพลินและให้นอนหลับเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญ ดังนั้นลีลาของเพลงจึงเป็นไปง่ายๆ ฟังเพลินๆ แต่ละบทไม่กำหนดความสั้นยาวหรือจำนวนคำในประโยค ถ้อยคำมีสัมผัสคล้องจองกันอย่างง่ายๆ ไม่กำหนดลักษณะที่แน่นอนตายตัว เนื้อร้องจึงมีสั้นบ้างยาวบ้าง ตามแต่ผู้ร้องจะนึกเนื้อความใส่ในบทร้อง จึงทำให้การร้องแต่ละครั้งไม่เหมือนกัน แต่ยังมีลักษณะเป็นร้อยกรองอยู่ ด้วยเหตุนี้จึงปรากฏว่าเพลงกล่อมเด็กที่มีอยู่ในแต่ละภาคมีจำนวนมากมายหลายลักษณะ และบางภาคมีลักษณะและรูปแบบคล้ายกัน สำหรับการนำเพลงกล่อมเด็กมาใช้กับเด็กปฐมวัย ครูมักเน้นที่การนำมาใช้กล่อมเพื่อให้เด็กนอนหลับได้เร็วขึ้น สำหรับระดับชั้นที่ใช้ส่วนใหญ่จะเป็นระดับชั้นที่เข้าเรียนใหม่ เด็กยังไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับกิจกรมขณะที่อยู่ในโรงเรียนได้ เช่น เด็กเตรียมอนุบาล ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 ส่วนเด็กชั้นอื่นๆจะเรียนรู้ที่จะปฏิบัติตนขณะอยู่ที่โรงเรียนได้ดี เรียนรู้ว่าเวลาใดควรเรียน เวลาใดควรเล่น เวลาใดควรนอนหลับพักผ่อน ส่วนการร้องเพลงกล่อมเด็กให้เด็กนอน ครูปฐมวัยอาจกล่อมเด็กเป็นรายบุคคลที่ไม่หลับ หรืออาจร้องเพลงกล่อมเด็กเป็นกลุ่ม หรือเป็นรายห้องก็ได้ หรือถ้าครูไม่ถนัด อาจใช้การเปิดเทปเพลงกล่อมเด็กแล้วร้องคลอ

พ่อแม่ผู้ปกครองจะนำเพลงกล่อมเด็กมาใช้กับลูกได้อย่างไร?

ปัจจุบันเพลงกล่อมเด็กกำลังจะเลือนหายไปจากสังคม เพราะเยาวชนคนรุ่นใหม่เข้าไปมีส่วนร่วมรับรู้และให้ความสำคัญกับเพลงกล่อมเด็กน้อยลง และสภาวะของสังคมปัจจุบันที่แม่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ทำให้มีเวลาอยู่กับลูกน้อยลง เด็กจึงถูกส่งเข้าโรงเรียนตั้งแต่อายุยังน้อย ดังนั้นทำให้แม่มีเวลาอยู่กับลูกน้อยส่วนใหญ่จะได้ดูแลลูกตอนเย็น กลางคืน และตอนเช้าก่อนไปทำงาน ดังนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองควรหันมาให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมทางภาษา คือ เพลงกล่อมเด็ก เพื่อใช้ในการขับกล่อมให้ลูกนอนและสร้างความเพลิดเพลินใจให้กับลูก อาจศึกษาตำราเกี่ยวกับเพลงกล่อมเด็กภาคต่างๆ

ตัวอย่างของเพลงกล่อมเด็กภาคกลาง มีดังนี้

  • เจ้าเนื้อเย็น เจ้าเนื้อเย็นเอย หนีแม่ไปเล่นหาดทราย น้ำขึ้นมา มันจะพาเจ้าลอยหาย ดวงใจของแม่เอย
  • เดือนหงาย เดือนเอยเดือนหงาย ดาวกระจายทรงกลด อุ้มนางวางไว้ท้ายรถ ว่าจะไปชมเดือน พิศแลดูดาว ดาวก็ไม่งามเหมือน พิศแลดูเดือน ไม่งามเหมือนอุแม่นา
  • เจ้าทรามสงวน เจ้าทรามสงวนเอย สงวนเจ้าไว้แต่บนเรือน แม่มิให้โฉมงามไปตามเพื่อน อยู่เรือนหนาแม่คุณ
  • นกเขาขันแต่เช้าจนเย็น โอละเห่....เจ้านกเขาเอย ขันแต่เช้าไปจนเย็น ขันไปเถิดให้ดัง แม่จะฟังเสียงเล่น เสียงเจ้าช่างเย็นหนาแม่คุณ
  • นกเขาขันจนเที่ยง เจ้านกเขาเอย ขันแต่เช้าไปจนเที่ยง สุริยาบ่ายเบี่ยง เที่ยงแล้วหนาแม่คุณ
  • นกขมิ้น เจ้านกขมิ้นเหลืองอ่อน ค่ำแล้วเจ้าจะนอนไหน นอนไหนก็นอนได้ สุมทุมพุ่มไม้ที่เคยนอน ลมพัดมาอ่อนอ่อนเจ้าจะร่อนตามลมไป
  • วัดโบสถ์ข้าวโพดสาลี วัดเอ๋ยวัดโบสถ์ ปลูกข้าวโพดสาลี ลูกเขยตกยาก แม่ยายก็พรากลูกสาวหนี เจ้าข้าวโพดสาลี ป่านฉะนี้จะโรยรา
  • วัดสิงห์ วัดเอ๋ยวัดสิงห์ มีต้นกระทิงบนแท่นแก้ว ดอกบัวบานแล้ว ใต้น้ำอรชร เอื้อมมือไปเด็ด สารเพ็ดเจ้ายังอ่อน เด็ดเอาแต่เกสร มาโรยที่นอนหนาแม่คุณ
  • ไชยเชษฐ์ มาข้าจะขอกล่าวถึงเรื่องเล่าไชยเชษฐ์ เมื่อวันจะเกิดเหตุ ไชยเชษฐ์ไปคล้องช้าง คล้องช้างมาได้ พระก็ให้จำจอง พลายแก้วพลายทอง สองตัวพี่น้องก็โศกา เอาหญ้ามาทอด เจ้าพลายก็ไม่อยากกิน ชูงวงจบงา น้ำตาก็ไหลรินริน พลายแก้วไม่อยากกิน คิดถึงถิ่นมารดา
  • เจ้าเนื้อละเอียด เจ้าเนื้อละเอียดเอย ช้างเข้าเพนียด แม่ไม่ให้เจ้าไปดู ช้างพลายตกน้ำมัน เป็นบ้าอยู่ บุญชูแม่คุณเดียวเอย
  • ลูกสาวใครหลงไว้ โอ้ละเห่ โอ้ละหง ลูกสาวใครหลงว่ายน้ำตามมา จอดเรือคอยท่า ราเรือรับเอา รับนวลขวัญเจ้า เข้าที่นอนหนาแม่คุณ
  • เจ้าเนื้ออ่อน เจ้าเนื้ออ่อนเอย อ้อนแม่จะกินนม แม่จะอุ้มเจ้าออกชม กินนมแล้วก็นอนเปล

ตัวอย่างเพลงกล่อมเด็กภาคเหนือ มีดังนี้

  • อื่อ อื่อ จาจา หลับสองด๋า อี้แม่เหนื่อยมา อีหล้าอ๋อยตื่น หลับบ่จื้น นายก๋อยหลับแฮ๋ม แม่จักฮื่อนายแปง ฮื่อหลับเจ้ย เน้อ นกเอี้ยงนกคุ้ม อยู่อยู่ซุ่มบ่าเขื่อ นกยูงปีกเบ้อลายดำ ตุ๊คนดอกฟ้า กระบ้าหนาหน่ำ เอี้ยงโค้งเอี้ยงคำ เอี้ยงคำแขกเต้า แลจึ้งแลหลวงปักษาปากเศร้า นกคุ้มนกเงากิ่งไม้ แม่จักอื่อ จาอื่อ จาจาหลับเฮี้ยเด้อหนาเจ้าแก้วแก่นต๋าของอีแม่เฮย
  • อื่อ อื่อ อื่อ อื่อ อื่อ..อื่อ..อื่อ..อื่อ อื่อ อื่อ อื่อ อื่อจา จา ปางหล้าหลับสองตา จี่ป้อไปนานอกบ้าน ไปกับปาส้านใส่ป้ก ไปเก็บลูกนกไสส้า ตัวหนึ่งไว้ส้ากิ๋น งายตั๋วหนึ่งไว้กิ๋นเจ้าตั๋วหนึ่งไว้ขายแลกข้าว ตั๋วหนึ่งก๋ำเจ้าเน่อ เนอนาย

ตัวอย่างเพลงกล่อมเด็กภาคอีสาน มีดังนี้

  • อื่อ...อื้อ...อื้อ...นอนสาเด้อหล่าหลับตาแม่สิกล่อม นอนตื่นแล้วเจ้าจั่งแอ่วกินนม แม่ไปไฮหมกไข่มาหา แม่ไปนาจี่ปลามาป้อน แม่เลี้ยงม่อนอยู่ในป่าสวนมอน นอนตะแคงกะอยู่กกไม้เนิ่ง ฟังเสียงเอิ้นกะอ้ายบ่าวสิลา เพิ่นไปนาจับอึ่งมาแล้ว จับอึ่งแล้วเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย ควายกูเสียอีแม่กู่ด่า เต้นเข้าป่าเห็นนกแจ้นแว้น แจ้นแว้นเอ้ยเห็นความยกู่บ่อเห็นบ่อแท้จักว่าโต๋ได๋ อื่อ...อื้อ...อื้อ...
  • อื่อ...อื้อ...อื้อ...นอนสาเด้อหล่าหลับตาแม่สิกล่อม นอนแต่เซ่าเจ้าอย่าติงคิง นอนจริงจริงหลับตาจ้อยจ้อย ลูกอ่อน น้อนหลับแล้วแม่สิกวย เขาขายกล้วยแม่สิซื่อให้กิน อย่าสุติงนอนสาลูกแก้ว นอนอู่แก้วในอู่สายไหมแม่สิไกวไปมาไวไว นอนอู่ไทยกวยไปโตนเต้น กวยโอนเอ้นหลับแล้วอย่าติง อื่อ...อื้อ...อื้อ...

ตัวอย่างเพลงกล่อมเด็กภาคใต้ มีดังนี้

  • น้ำชุบต้มจุ้ม ฮา เฮอ เห่อ เฮ่อบ้านนี้ เหอ เขาเล่าเขาลื่อว่าหนุกนัก ต้มจุ้มแมงลัก น้ำชุบแกงเลี้ยงส้มเหม้า กินหรอยเหลือหรอย พี่เณรเหอ ทอโพรกทอรือ ค่อยมาเล่า น้ำชุบแกงเลียงส้มเหม้า พี่เจ้าไม่เคยเห่อ เหอะกิน
  • เพลงช้าน้อง เวเปลเหอ แม่สั่งให้เวช้าช้า แม่โพกเปลผ้า เวโหยนโยนช้าให้น้องนอน เวลาน้องอยากนม ให้พาไปส่งพระมารดร เวโหยนโยนข้าให้น้องนอน ตอนเที่ยงอาบน้ำให้

ในปัจจุบันนี้มีผู้จัดให้มีการบันทึกการร้องเพลงกล่อมเด็กลงในซีดีเพื่อสะดวกต่อการนำมาใช้ในการกล่อมเด็ก แม่อาจร้องคลอไปกับเสียงกล่อมในซีดีก่อน แล้วเมื่อจดจำเนื้อความของเพลงกล่อมเด็กได้แม่นยำแล้วค่อยกล่อมด้วยตนเอง ทั้งนี้การขับกล่อมเพลงด้วยเสียงของแม่จะทำให้ลูกรับรู้ถึงความรัก ความห่วงใยที่แม่มีให้กับเขาได้ เป็นการสร้างสายใยสัมพันธ์ที่ดีระหว่างแม่กับลูก ซึ่งในปัจจุบันแม่ที่คลอดลูกกับทางโรงพยาบาลจะได้รับเอกสารความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงดูและการส่งเสริมพัฒนาการตามวัยของเด็ก ถ้าหากทางโรงพยาบาลหรือกระทรวงสาธารณสุขจะจัดทำซีดีเพลงกล่อมเด็กและมอบให้กับแม่ที่คลอดลูกใหม่นำไปใช้ในการขับกล่อมลูกก็น่าจะมีประโยชน์ทั้งเด็กและแม่เป็นอย่างยิ่ง

เกร็ดความรู้เพื่อครู

นอกจากครูจะมีหน้าที่ในการนำเพลงกล่อมเด็กมาขับกล่อมให้เด็กนอนหลับพักผ่อน เพื่อปรับพฤติกรรมการนอนหลับของเด็กแล้ว การนำเพลงกล่อมเด็กมาเปิดในช่วงที่เด็กทำกิจกรรมที่ต้องการความสงบก็มีส่วนที่ทำให้เด็กมีสมาธิในการทำงานและขยายช่วงความสนใจของเด็กให้ยาวนานขึ้น นอกจากนี้ การนำเพลงกล่อมเด็กมาฝึกให้เด็กได้หัดกล่อมจะเป็นการช่วยพัฒนาพื้นฐานทางภาษาให้กับเด็ก และยังช่วยกล่อมเกลาจิตใจที่อ่อนโยนให้กับเด็กได้ก็ได้ แต่ที่สำคัญครูควรศึกษาเนื้อหาสาระของเพลงที่นำมาร้องกล่อมว่าเป็นเพลงกล่อมของภาคใด ทั้งนี้จะทำให้เพลงที่นำมาเห่กล่อมนั้นเกิดประโยชน์ต่อเด็ก และเป็นการเสริมสร้างการเรียนรู้ในด้านภาษาและชีวิตประจำวันของเด็กอีกด้วย

บรรณานุกรม

  1. ดำรงราชานุภาพ.สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยา. (ม.ป.ป.). จดหมายเหตุเสด็จประพาสต้น. กรุงเทพฯ : บรรณกิจ.
  2. ทิศนา แขมมณี และคณะ. (2535).หลักการและรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย. กรุงเทพฯ : โครงการเผยแพร่ผลงานวิจัย ฝ่ายวิจัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลับ.
  3. พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์. (2553). ทฤษฎีจิตวิทยาพัฒนาการ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
  4. เยาวเรศ สิริเกียรติ. (2521). เพลงกล่อมเด็กของไทย. ปริญญานิพนธ์ ก.ศ.ม. กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร.
  5. สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์. ( 2550). การศึกษาปฐมวัย. กรุงเทพฯ : คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต.
  6. สุวรรณี ทองรอด. (ม.ป.ป.). การวิเคราะห์เพลงกล่อมเด็กตำบลไตรตรึงษ์ อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร. กำแพงเพชร.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน