หน้าหลัก » บทความ » การสอนลูกเรื่องเพลงคุณธรรมตามพระราชดำรัส (Music Following His Majesty the King’s Speech)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

เพลงคุณธรรมตามพระราชดำรัส

เพลงคุณธรรมตามพระราชดำรัส (Music Following His Majesty the King’s Speech) หมายถึง เพลงที่ได้อัญเชิญพระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ที่ได้พระราชทานเนื่องในวโรกาสต่างๆ มาขยายผลให้ประชาชนและเยาวชนได้ประพฤติปฏิบัติตาม โดยนำมาแต่งเป็นเนื้อร้อง ทำนอง และบรรเลงเพื่อใช้ในการจัดการเรียนการสอนให้แก่เด็กปฐมวัย เพื่อให้เด็กได้สำนึกในเรื่องการมีวินัย ศีลธรรม และจริยธรรม ว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ และสามารถปฏิบัติได้โดยง่าย ซึ่งคุณธรรมตามพระราชดำรัสนี้มีจำนวน 9 ข้อ ได้แก่ ความพากเพียร อดทน เสริมสร้างคนดี รู้รักสามัคคี มีน้ำใจ ใฝ่ประหยัด ซื่อสัตย์สุจริต เศรษฐกิจพอเพียง เรียงร้อยไมตรี และหวังดีมีเมตตา โดยประกอบด้วยเพลงคุณธรรมตามพระราชดำรัส จำนวน 20 เพลง ได้แก่ เพลงดอกไม้แย้ม เพลงนกกระจาบ เพลงตบมือ เพลงลูกหมีเด็กดี เพลงผึ้งขยัน เพลงเรามารวมใจ เพลงมีน้ำใจ เพลงเรารักกัน เพลงหมูออมสิน เพลงประหยัดไฟ เพลงกระเป๋าหลงทาง เพลงของเขาของเรา เพลงตำราพ่อหลวง เพลงสินทรัพย์ในนา เพลงลูกเป็ดเจ็ดตัว เพลงสวัสดี เพลงสองคำจำไว้ เพลงยิ้ม เพลงลูกหมีหัวโน และเพลงนกเอี้ยง

การสอนเรื่องเพลงคุณธรรมตามพระราชดำรัสสำคัญอย่างไร?

พระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็กพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชที่ทรงพระราชทานแกปวงชนชาวไทยในวโรกาสต่างๆ จำนวน 9 ข้อ ได้แก่ ความพากเพียร อดทน เสริมสร้างคนดี รู้จักสามัคคี มีน้ำใจ ใฝ่ประหยัด ซื่อสัตย์สุจริต เศรษฐกิจพอเพียง เรียบร้อยไมตรี และหวังดีมีความเมตตาซึ่งคุณธรรมในแต่ละข้อมีรายละเอียดดังนี้

  1. ความพากเพียรอดทน พระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานในพระราชพิธีกาญจนาภิเษก ทรงครองราชย์ครบ 50 ปี ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พุทธศักราช 2539 ไว้ดังนี้ “ความเพียรที่ถูกต้องเป็นธรรมและพึงประสงค์นั้น คือความเพียรที่จำจำกัดความเสื่อมให้หมดไปและระวังป้องกันมิให้เกิดขึ้นใหม่อย่างหนึ่ง กับความเพียรที่จะสร้างสรรค์ความดีความเจริญให้บังเกิดขึ้นและระวังรักษามิให้เสื่อมสิ้นไปอย่างหนึ่ง ความเพียรทั้งสองประการนี้ เป็นอุปการะอย่างสำคัญต่อการปฏิบัติงาน...”
  2. การเสริมสร้างคนดี พระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชพระราชทานในงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พุทธศักราช 2512 “...ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้...”
  3. รู้รักสามัคคี พระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานในวโรกาสเสด็จออกมหาสมาคมในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิตดาลัย ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อสันที่ 4 ธันวาคม พุทธศักราช 2534 “คนไทยเราที่รักษาเอกราชอธิปไตยไว้ได้ก็โดยอาศัยการที่รู้รักสามัคคีและรู้จักหน้าที่ของแต่ละฝ่ายให้ประสานส่งเสริมกัน...”
  4. มีน้ำใจ พระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลเดช พระราชทานแก่สามัคคีสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ในการเปิดประชุมประจำปี เมื่อวันที่ 10 – 11 เมษายน พุทธศักราช 2525 “คุณธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจนั้น...ประการที่หนึ่ง ได้แก่ การให้ คือ ให้การสงเคราะห์ช่วยเหลือกัน ให้อภัยไม่ถือโทษกัน ให้คำแนะนำตักเตือนที่ดีต่อกัน ประการที่สอง ได้แก่ การมีวาจาดี คือ พูดแต่คำสัจคำจริงต่อกัน พูดให้กำลังใจกัน พูดแนะนำประโยชน์ให้แก่กัน และพูดให้รักใคร่ปรองดองกัน ประการที่สาม ได้แก่ การทำประโยชน์ให้แก่กัน คือ ประพฤติปฏิบัติตนให้เกิดประโยชน์เกื้อกูล ทั้งแก่กันและกัน และแก่หมู่คณะโดยส่วนรวม ประการที่สี่ ได้แก่ การวางตนได้สม่ำเสมออย่างเหมาะสม คือ ไม่ทำตัวให้ดีเด่นเกินกว่าผู้อื่น และไม่ต้อยต่ำทรามไปจากหมู่คณะ หมู่คณะใดมีคุณธรรมยึดเหนี่ยวไว้ดังกล่าว หมู่คณะนั้นย่อมมีความเจริญมั่นคง...”
  5. ใฝ่ประหยัด พระราชดำรัสและพระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานในการเสด็จออกมหาสมาคมในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2529 “...ทุกวันนี้ ประเทศไทยยังมีทรัพยากรพร้อมมูล ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ และทรัพยากรบุคคล ซึ่งเราสามารถนำมาใช้เสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์ และเสถียรภาพอันถาวรของบ้านเมืองได้เป็นอย่างดี ข้อสำคัญเราจะต้องรู้จักใช้ทรัพยากรเหล่านั้นอย่างฉลาด คือ ไม่นำมาทุ่มเทใช้ให้สิ้นเปลืองไปโดยไร้ประโยชน์ หรือได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า หากแต่ระมัดระวังใช้ด้วยความประหยัดรอบคอบ ประกอบด้วยความคิดพิจารณาตามหลักวิชา เหตุผล และความถูกต้องเหมาะสม โดยมุ่งถึงประโยชน์แท้จริง ที่จะเกิดแก่ประเทศชาติ ทั้งในปัจจุบันและอนาคตอันยืนยาว...”
  6. ซื่อสัตย์สุจริต พระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรและอนุปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พุทธศักราช 2499 “...การที่จะปฏิบัติหน้าที่ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีนั้น นอกจากความรู้ความสามารถแล้ว ยังต้องเป็นผู้ประกอบด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและการตั้งตนไว้ในทางที่ชอบที่ควรสมเกียรติด้วย...”
  7. เศรษฐกิจพอเพียง พระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานในโอกาสที่คณะบุคคลต่างๆเข้าเฝ้าถวายพระพรชัยมงคลในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิตดาลัย เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พุทธศักราช 2541 “...คนเราถ้าพอในความต้องการก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อยก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย ถ้าทุกประเทศมีความคิด อันที่ไม่ใช้เศรษฐกิจ มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่า พอประมาณ ไม่สุดโต่ง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข พอเพียงนี้อาจจะมีมาก อาจจะมีของหรูหราก็ได้แต่ต้องไม่เบียดเบียนคนอื่น ต้องให้พอประมาณตามอัตภาพ พูดจาก็พอเพียง ทำอะไรก็พอเพียง ปฏิบัติตนก็พอเพียง คำว่าพอเพียงมีความหมายว่า พอมีพอกิน เศรษฐกิจแบบพอเพียง หมายความว่าผลิตอะไรก็มีพอที่จะใช้ไม่ต้องไปขอยืมคนอื่น อยู่ได้ด้วยตนเอง แปลจากภาษาฝรั่งได้ว่า ให้ยืนบนขาตัวเอง หมายความว่า สองขาของเรา ยืนบนพื้นให้อยู่ได้โดยไม่หกล้มไม่ต้องไปยืมขาคนอื่นเพื่อที่จะยืนอยู่...”
  8. เรียงร้อยไมตรี พระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานแก่ข้าราชการพลเรือน เนื่องในวันข้าราชการพลเรือน เมื่อวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ.2528 “การทำงานให้สำเร็จขึ้นอยู่กับความสามารถสองอย่างเป็นสำคัญ คือ สามารถในการวิชาความรู้อย่างหนึ่ง สามารถในการประสานสัมพันธ์กับผู้อื่นอีกอย่างหนึ่ง ทั้งสองประการนี้ต้องดำเนินคู่กันไป และจำเป็นต้องกระทำด้วยความสุจริตกายสุจริตใจ ต้องด้วยความคิดเห็นที่เป็นอิสระ ปราศจากอคติ และด้วยความถูกต้องตามเหตุผลด้วย จึงจะช่วยให้งานบรรลุจุดหมาย และประโยชน์ที่พึงประสงค์โดยครบถ้วนแท้จริง”
  9. หวังดีมีเมตตา พระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานเนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ปี 2533 และวโรกาสเสด็จออกมหาสมาคม พระที่นั่งอนันตสมาคม เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2542 “...ความพร้อมเพรียงกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่ทุกคนทุกฝ่ายแสดงให้เห็น ทำให้ข้าพเจ้าระลึกถึงคุณธรรมข้อหนึ่ง ที่อุปถัมภ์และผูกพันคนไทยให้ร่วมกันเป็นเอกภาพ สามารถบำรุงชาติบ้านเมืองให้มั่นคงเป็นอิสระยั่งยืนมาช้านาน คุณธรรมข้อนั้นคือ ไมตรี ความมีเมตตาหวังดีให้กันและกัน ผู้ที่มีไมตรีต่อกันจะคิดอะไรก็คิดในทางสร้างสรรค์ คิดเป็นประโยชน์เกื้อกูลกัน จะพูดอะไรก็ใช้เหตุผลเจรจากัน คือ ความเข้าอกเข้าใจกัน จะทำอะไรก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ด้วยความมุ่งดีมุ่งเจริญต่อกัน ข้าพเจ้าจึงขอให้ท่านทั้งหลายได้พิจารณาทบทวน ได้ทราบตระหนักแก่ใจอีกครั้งหนึ่งว่า ในกายในใจของคนไทยเรายังมีคุณธรรมข้อนี้อยู่หนักแน่นพร้อมมูลเพียงใด จะได้มั่นใจว่าเราจะสามารถรักษาประเทศชาติ และความเป็นไทยของเราไว้ได้ยืนยาวตลอดไป”

ปัญหาของสังคมไทยในปัจจุบันที่เกิดขึ้นอย่างมากมายทั้งปัญหาของความวุ่นวายในชาติบ้านเมือง การขาดความสามัคคีกัน การทะเลาะวิวาทกันโดยขาดความอดทนอดกลั้น ต่างมุ่งร้าย และไม่หวังดีต่อกัน การไม่รู้จักการเสียสละเพื่อส่วนรวมโดยมุ่งหาผลประโยชน์เข้าหาคนเองเป็นหลัก ขาดความมีน้ำใจ และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ระหว่างกัน ประกอบอาชีพการงานในทางทุจริต มุ่งอยากได้ในสิ่งที่เป็นผลประโยชน์ ขาดวินัยทั้งในตนเองและวินัยในการอยู่ร่วมกัน ดำเนินชีวิตโดยขาดสติและไม่ใช้ชีวิตให้อยู่อย่างพอเพียง ปัญหาในลักษณะดังกล่าว ควรต้องได้รับการปลูกฝังในด้านคุณธรรมอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน โดยเฉพาะการปลูกฝังคุณธรรมให้กับเด็กและเยาวชนตั้งแต่วัยแรกเริ่ม นั่นคือ ตั้งแต่ระดับปฐมวัย ซึ่งเป็นวัยที่มีความเหมาะสมในการเสริมสร้างคุณลักษณะที่ดีและคุณธรรมต่างเพื่อเป็นการวางรากฐานพัฒนาการและบุคลิกภาพที่ดี รวมทั้งคุณลักษณะที่พึงประสงค์เพื่อให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพเป็นกำลังสำคัญในการนำพาประเทศให้มีความเจริญรุดหน้าต่อไป

การสอนเรื่องเพลงคุณธรรมตามพระราชดำรัสมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

เพลงอนุบาลคุณธรรมตามพระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทมีบทบาทสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นเพลงที่ได้อัญเชิญพระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ที่พระราชทานในวโรกาสต่างๆ นำมาขยายผลให้ประชาชนและเยาวชนได้ประพฤติปฏิบัติตาม โดยนำมาแต่งเป็นเนื้อร้องและทำนอง และบรรเลงเพื่อใช้ในการเรียนการสอนที่สามารถเข้าใจถึงความมีวินัยและศีลธรรมและจริยธรรมได้ง่ายขึ้น ซึ่งเพลงคุณธรรมตามพระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทมีคุณค่าและประโยชน์ต่อเด็กปฐมวัยดังนี้

  • ส่งเสริมคุณธรรมด้านความพากเพียรอดทน เพลงอนุบาลคุณธรรมตามพระราชดำรัสที่ส่งเสริมคุณธรรมด้านความพากเพียรอดทน เช่น เพลงดอกไม้แย้ม “เพื่อนของฉัน ให้พันธุ์ดอกไม้ ฉันโปรยหว่านไป รดน้ำทุกวัน ใส่ปุ๋ย พรวนดิน นานนาน ต้นไม้ของฉัน จึงออกดอกมา พากเพียรอดทน ต้องเฝ้ารอคอย รอคอยจนกว่า ดอกไม้ ดอกไม้งามตา ถึงวันเวลา บานให้ชื่นใจ”
  • ส่งเสริมคุณธรรมในด้นการเสริมสร้างคนดี ช่วยให้เด็กรู้จักการยกย่องและส่งเสริมเพื่อที่ปฏิบัติดีปฏิบัติถูกต้อง ซึ่งได้แก่ เพลง ตบมือ เพลง ลูกหมีเด็กดี
  • ส่งเสริมคุณธรรมด้านการรู้รักสามัคคี ช่วยส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้ที่จะทำงานและเล่นด้วยกัน รู้จักการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มซึ่งได้แก่ เพลงผึ้งขยัน เพลงเรามารวมใจ
  • ส่งเสริมคุณธรรมด้านความมีน้ำใจ ช่วยให้เด็กรู้จักช่วยเหลือ แบ่งปัน แสดงความมีน้ำใจต่อเพื่อน การแบ่งปันสิ่งของ ขนม หรือวัสดุอุปกรณ์การเรียนให้เพื่อนที่ขาดแคลน ซึ่งได้แก่ เพลงมีน้ำใจ เพลงเรารักกัน
  • ส่งเสริมคุณธรรมด้านการใฝ่ประหยัด ช่วยส่งเสริมเด็กให้รู้จักประหยัดในด้านต่างๆ เช่น การประหยัดเงินทอง การรู้จักอดออม ประหยัดของเล่นของใช้ ประหยัดพลังงานต่างๆ ที่สามารถทำได้ การประหยัดน้ำ ประหยัดไฟฟ้า ฯลฯ เพลงเหล่านี้ได้แก่ เพลงหมูออมสิน เพลงประหยัดไฟ
  • ส่งเสริมคุณธรรมด้านความซื่อสัตย์สุจริต ช่วยให้เด็กรู้จักซื่อสัตย์ต่อตนเอง และการซื่อสัตย์ต่อผู้อื่น ไม่คดโกง ไม่ลักขโมยหรือนำสิ่งของผู้อื่นมาเป็นของตนเอง นำสิ่งของที่เก็บได้คืนเจ้าของ ซึ่งได้แก่เพลง กระเป๋าหลงทาง เพลงของเขาของเรา
  • ส่งเสริมคุณธรรมด้านเศรษฐกิจพอเพียง ช่วยให้เด็กเรียนรู้การดำเนินชีวิตโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง คือ รู้จักประมาณ ความมีเหตุผล มีคุณธรรม และการป้องกันความเสี่ยงต่างๆ ในการดำเนินชีวิต ได้แก่ เพลงตำราพ่อหลวง เพลงสินทรัพย์ในนา
  • ส่งเสริมคุณธรรมด้านเรียบร้อยไมตรี ช่วยส่งเสริมเด็กให้มีความสุภาพเรียบร้อย มีมารยาทรู้จักการมีกาลเทศะในที่ต่างๆ การปฏิบัติต่อบุคคลต่างๆอย่างเหมาะสม ได้แก่ เพลงเพลงเป็ดเจ็ดตัว เพลงสวัสดี เพลงสองคำจำไว้ เพลงยิ้ม
  • ส่งเสริมคุณธรรมด้านมีเมตตา ช่วยให้เด็กมีความเมตตาต่อเพื่อน สัตว์เลี้ยงหรือบุคคลต่างๆ ได้แก่เพลงลูกหมีหัวโน เพลงนกเอี้ยง
  • ส่งเสริมให้เด็กได้รับการพัฒนาในด้านต่างๆ เพลงคุณธรรมตามพระราชดำรัสช่วยส่งเสริมให้เด็กได้รับการพัฒนาในด้านสุขภาพและพลานามัย จากการที่เด็กได้เคลื่อนไหวและแสดงท่าทางประกอบเพลง ส่งเสริมพัฒนาการทางด้านอารมณ์และจิตใจ ขณะที่เด็กได้ร้องและทำท่าทางประกอบเพลงจะทำให้เด็กร่าเริงแจ่มใส มีความสนุกสนาน คลายความตึงเครียด ช่วยให้เด็กมีความเชื่อมั่นและกล้าแสดงออก พัฒนาเด็กในด้านสังคม เด็กจะได้ใช้เพลงในการสร้างความสัมพันธ์และความสนิทสนมกับเพื่อน เพลงบางเพลงเด็กต้องทำท่าทางร่วมกัน จับมือกัน นอกจากนี้ยังส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญาเพลงช่วยให้เด็กเรียนรู้การจดจำ พัฒนาเด็กในด้านภาษา หรือคณิตศาสตร์

ครูสอนเรื่องเพลงคุณธรรมตามพระราชดำรัสให้ลูกที่โรงเรียนอย่างไร?

เพลงมีบทบาทสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับอนุบาล เพราะธรรมชาติของเด็กในวัยนี้จะมีความสนใจในการร้องเพลง หรือการเคลื่อนไหวร่างกายในลักษณะต่างๆ ให้เข้ากับจังหวะเพลง ช่วยเสริมสร้างบุคคลิกภาพทำให้การเคลื่อนไหวดูสง่างาม ผ่อนคลายความตึงเครียดช่วยให้ได้รับการพัฒนาทั้งทางด้านร่างกายอารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา นอกจากเพลงที่นำมาใช้สอนเด็กจะช่วยให้เด็กมีความสนุกสนานเพลิดเพลิน และมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอนแล้ว เนื้อหาของเพลงยังสอดแทรกความรู้ แนวคิดหลักปฏิบัติในด้านต่างๆ ให้กับเด็กด้วย ดังนั้นเพลงที่มีความเหมาะสมที่นำมาใช้กับเด็กปฐมวัยจึงควรเป็นเพลงที่มีเนื้อร้องง่ายๆ สั้นๆ เด็กฟังแล้วเข้าใจได้ ทำนอง และระดับเสียงไม่สูงหรือต่ำจนเกินไป เพราะเด็กส่วนใหญ่ไม่สามารถทำเสียงต่ำๆ ได้มาก แต่ถ้าเสียงสูงมากๆ เด็กก็ไม่สามารถร้องได้ เด็กจะชอบเพลงที่มีทำนองไม่ช้าหรือเร็วเกินไป และควรเป็นเพลงที่สามารถทำท่าทางประกอบได้

การนำเพลงคุณธรรมตามพระราชดำรัสมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนให้กับเด็กปฐมวัย อาจให้เด็กฟังเพลงเบาๆ เพื่อปรับคลื่นสมองให้อยู่ในระดับต่ำ ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย หรือครูอาจจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ เช่น การคิดท่าทางประกอบเพลงอย่างอิสระ การเล่นบทบาทสมมติประกอบเพลง และการทำท่าทางประกอบเพลงตามวีดิทัศน์ จากนั้นครูอาจสนทนาซักถามเด็กเกี่ยวกับเนื้อหาที่อยู่ในเพลงคุณธรรมตามพระราชดำรัส เล่นบทบาทสมมติตามเพลง

พ่อแม่ผู้ปกครองจะสอนลูกเรื่องเพลงคุณธรรมตามพระราชดำรัสอย่างไร?

ในปัจจุบันสื่อการเรียนรู้มีอย่างหลากหลายและสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย เช่นเดียวกันกับสื่อที่เป็นเพลงชุดอนุบาลคุณธรรมตามพระราชดำรัสที่มีจำหน่ายในท้องตลาดที่พ่อแม่ ผู้ปกครองสามารถซื้อหามาให้เด็กได้ฟัง และแสดงท่าทางประกอบตามความคิดของเด็กที่บ้านได้ เพราะนอกจากเด็กจะเรียนรู้และปฏิบัติกิจกรรมที่โรงเรียนแล้วการต่อยอดของผู้ปกครองก็มีส่วนทำให้เด็กได้พัฒนาคุณลักษณะที่ดีอย่างต่อเนื่องได้ ซึ่งในขณะที่เด็กฟังเพลงและทำท่าทางประกอบเพลง พ่อแม่ ผู้ปกครองควรสนทนาเกี่ยวกับเนื้อหาของเพลง และใช้คำถามกระตุ้นให้เด็กตอบเกี่ยวกับหลักคุณธรรมที่อยู่ในเนื้อเพลง และนำไปสู่การสอนให้เด็กนำไปปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวันได้ เช่น ความสามัคคี การมีน้ำใจ ความอดทนพากเพียร ความซื่อสัตย์สุจริต การยกย่องคนดี ความประหยัด นอกจากนี้พ่อแม่ ผู้ปกครองควรเสริมแรงทางบวกกับลูกเมื่อเขาแสดงพฤติกรรมที่เป็นคุณธรรมในด้านต่างๆ เพื่อให้พฤติกรรมที่เด็กปฏิบัติมีความมั่นคงถาวร และเกิดเป็นลักษณะนิสัยที่ดีต่อไปได้ และควรใช้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบันในการสอนคุณธรรมให้แก่เด็กด้วย

เกร็ดความรู้เพื่อครู

การจัดกิจกรรมประกอบเพลงคุณธรรมตามพระราชดำรัส ครูต้องยึดหลักและขั้นตอนการสอนเพลงให้กับเด็กเพื่อให้เด็กสามารถปฏิบัติและร่วมกิจกรรมได้โดยมีความสนใจ และมีความสนุกสานาน นอกจากนี้ครูควรให้เด็กมีส่วนร่วมในการจัดเตรียมอุปกรณ์ที่นำมาใช้ในการจัดกิจกรรม เพื่อให้เด็กรู้สึกมีความภาคภูมิใจ และมีความสนใจอยากร่วมกิจกรรมมากขึ้น และควรเน้นให้เด็กนำสาระคุณธรรมที่ได้จากเพลงนำไปปฏิบัติในการดำเนินชีวิตประจำวันของเด็กด้วย

บรรณานุกรม

  1. กมลจันทร์ ชื่นฤทธิ์. (2550). การพัฒนาความมีวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม ประกอบเพลงคุณธรรมตามพระราชดำรัส. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพมหานคร: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ถ่ายเอกสาร.
  2. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2547). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
  3. สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ. (2543). เพลงอนุบาลคุณธรรมตามพระราชดำรัส. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์บพิธการพิมพ์.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน