หน้าหลัก » บทความ » เพลินพัฒนาโมเดล (Plearnpattana Model)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

เพลินพัฒนาโมเดล (Plearnpattana Model) หรือ “ชุมชนเรียนรู้ครูเพลินพัฒนา” เป็นรูปแบบการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในโรงเรียนเพลินพัฒนาซึ่งเป็นโรงเรียนทางเลือก เปิดสอนตั้งแต่ระดับก่อนวัยเตรียมอนุบาล จนถึงระดับมัธยมศึก ษาปีที่ 6 โดยจัดการเรียนรู้ในแนวบูรณาการ ผสานแนวคิดด้านการศึกษาที่หลากหลาย อาทิ การเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน (Brain-based Learning) ทฤษฎีพหุปัญญา (Multiple Intelligences) การเรียนรู้แบบ Active Learning และจิตตปัญญาศึกษา สร้างนวัตกรรมทางการศึกษาด้วยพลังของความรู้ปฏิบัติของชุมชนเรียนรู้ครู (Professional Learning Community)

เพลินพัฒนาโมเดลคืออะไร?

ในงานวิจัยเรื่อง “การสร้างและพัฒนาต้นแบบเครือข่ายและชุมชนการเรียนรู้สำหรับบุคคลากรทางการศึกษาแนวจิตตปัญญาระดับมัธยมศึกษา” ของศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ได้แสดงนิยามความหมายของชุมชนการเรียน รู้ของครูอาจารย์ว่าคือ กลุ่มของครูอาจารย์ที่เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เกี่ยวกับวิถีปฏิบัติเชิงวิชาชีพของตนเอง โดยชุมชนดัง กล่าวจะให้ความสำคัญกับการใคร่ครวญ การร่วมมือกัน การเห็นคุณค่าของความแตกต่างหลากหลาย การให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ และความงอกงามของปัจเจกบุคคลและกลุ่ม

จุดเริ่มต้นของแนวคิดนี้ ถือกำเนิดขึ้นภายในบริบทโรงเรียน ก่อนจะขยายไปยังระดับสถาบันอุดมศึกษา โดยมีจุด เน้นที่การให้ความสำคัญ และการสนับสนุนการเรียนรู้ของครูอาจารย์ บนเป้าหมายร่วม คือการส่งเสริมการเรียนรู้ของนัก เรียนนักศึกษาเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ในอดีตที่ผ่านมา ขอบเขตของชุมชนการเรียนรู้ของครูอาจารย์มักจะอยู่ภายในสถาบันการศึก ษาแต่ละแห่ง แต่ในปัจจุบัน นักวิชาการที่ศึกษาเรื่องชุมชนการเรียนรู้ต่างเห็นพ้องกันว่า ขอบเขตของชุมชนควรจะก้าวข้ามพ้นความเป็นสถาบันการศึกษาหนึ่งๆ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ครูอาจารย์จากแต่ละสถาบันได้เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน ซึ่งนอกจากจะเกิดการเรียนรู้ข้ามบริบทแล้ว ยังจะช่วยส่งเสริมความเข้มแข็งของเครือข่ายครูอาจารย์ ที่มีความสนใจในแนวทางการเรียนรู้คล้ายๆกัน ให้เกิดการช่วยเหลือพึ่งพาระหว่างกัน ทั้งในด้านความรู้ ทักษะ หรือแม้กระทั่งการเติบโตด้านใน (จิตใจ) ของแต่ละคนได้

เพลินพัฒนาโมเดลมีที่มาอย่างไร?

หัวใจสำคัญของแนวคิดชุมชนการเรียนรู้ของครูอาจารย์ คือ ‘ความเป็นชุมชน’ ดังนั้น จุดมุ่งหมายของแนวคิดนี้จึงไม่ได้อยู่เพียงแค่การเรียนรู้ของครูที่เป็นปัจเจกบุคคล แต่เป็นการเรียนรู้ภายในบริบทของความเป็นชุมชน ซึ่งชุมชนที่ว่านี้ก็คือ ชุมชนแห่งผู้เรียนรู้ (community of learners) หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นการเรียนรู้แบบรวมกลุ่ม (collective learning) โดย มีองค์ประกอบที่จะก่อให้เกิดความเป็นชุมชนขึ้นได้ คือ

  • ความเชื่อและความเข้าใจที่มีร่วมกัน
  • การปฏิสัมพันธ์และการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่ง
  • การพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน
  • การใส่ใจต่อความคิดเห็นของปัจเจกบุคคลและเสียงส่วนน้อย
  • ความสัมพันธ์ที่มีความหมาย

จากองค์ประกอบดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ความห่วงใยใส่ใจระหว่างกันและกันของสมาชิกในชุมชน อาจกล่าวได้ว่าเป็นหัวใจหลักที่เชื่อมร้อยองค์ประกอบทั้งห้าประการข้างต้นเข้าไว้ด้วยกัน โดยมีคุณลักษณะที่สำคัญของชุมชนแห่งการเรียนรู้ ดังนี้

  • การมีคุณค่าและวิสัยทัศน์ร่วมกัน คือ การที่สมาชิกในชุมชนกำหนดเป้าหมายร่วมของการดำเนินการภายในชุมชนเพื่อให้มีหลักยึดถือ ซึ่งจะช่วยให้การตัดสินใจภายในชุมชนเกิดขึ้นบนฐานของความเข้าใจร่วมกันระหว่างสมาชิกภายในชุมชน
  • ความรับผิดชอบร่วมกันในบทบาทความเป็นครู คือ การที่สมาชิกในชุมชนล้วนมีพันธกิจหลักร่วมกันในการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างพันธะทางใจระหว่างสมาชิก ในการมองเห็นเป้าหมายร่วมกัน
  • การสืบค้นใคร่ครวญในแง่มุมวิชาชีพของตนเอง คือ การที่สมาชิกในชุมชนมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน เกี่ยวกับแง่มุมต่างๆในวิชาชีพความเป็นครูของตนเอง โดยการใคร่ครวญดังกล่าวอาจเกิดขึ้นทั้งใน
    • ระดับปัจเจกบุคคล คือ การสะท้อนความคิด ความรู้สึก ประสบการณ์ของตนเอง
    • และระดับกลุ่ม คือ การสนทนาระหว่างสมาชิกชุมชน เพื่อนำไปสู่ความรู้ใหม่ ที่เกิดจากการผสานความรู้ของปัจเจกบุคคลเข้าด้วยกัน
  • การร่วมมือระหว่างกัน คือ การที่สมาชิกในชุมชนมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงการดำรงอยู่ และการเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญของชุมชน โดยเมื่อสมาชิกในชุมชนรู้สึกว่า ตนเองสามารถพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันได้ การดำรงอยู่และการขับเคลื่อนชุมชน ก็จะสามารถดำเนินไปได้อย่างเป็นธรรมชาติ
  • การให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ทั้งในระดับปัจเจกบุคคลและกลุ่ม คือ การที่สมาชิกในชุมชน (ครู) มีสถานะเป็นผู้เรียนรู้ไปพร้อมกับสมาชิกคนอื่นๆ โดยการเรียนรู้ในลักษณะกลุ่มนั้น จะเกิดขึ้นได้จากปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันของครู การสนทนาด้วยใจอันเปิดกว้าง และการแสวงหาความหมายและความเข้าใจร่วมกัน ต่อความรู้และปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นภายในชุมชน

ปัจจุบันมีงานวิจัยโดยเฉพาะในประเทศโลกตะวันตก ที่ชี้ให้เห็นถึงประสิทธิภาพของชุมชนแห่งการเรียนรู้ของครู ในฐานะเครื่องมือสำคัญในการปฏิรูปการศึกษา พบว่า การเข้าร่วมชุมชนการเรียนรู้ของครู ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงการสอน และการปฏิบัติต่อเด็กในชั้นเรียนอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนั้น ยังมีงานวิจัยที่สนับสนุนข้อสรุปดังกล่าว โดยชี้ให้เห็นเพิ่มเติมว่า ชุมชนการเรียนรู้ ส่งผลให้ครูปรับปรุงพัฒนาการสอนในชั้นเรียนของตน เนื่องจากการเรียนรู้ในชุมชนดังกล่าวมักเกิดขึ้นภายในบรรยากาศและสิ่งแวดล้อม ที่สนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้อย่างเปิดกว้างและสร้างสรรค์ ในแง่ที่ว่า การเข้าร่วมในชุมชนการเรียนรู้ ส่งผลให้ครูเกิดการเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ของตนเอง ผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนครูคนอื่น ๆ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ซึ่งทั้งหมดนี้ นำไปสู่การที่ครูที่เป็นสมาชิกในชุมชนดังกล่าว เกิดแรงบันดาลใจและความพร้อมด้วยตนเอง ในการเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดการเรียนการสอนของตนเอง

เพลินพัฒนาโมเดลมีลักษณะอย่างไร?

โรงเรียนเพลินพัฒนานำเอารูปแบบของการศึกษาชั้นเรียน (Lesson Study) ซึ่งเป็นระบบพัฒนาวิชาชีพครูแบบหนึ่งของญี่ปุ่น ที่ใช้โรงเรียนเป็นฐานของการพัฒนาการเรียนรู้ ลักษณะที่สำคัญของระบบดังกล่าวคือ กลุ่มครูจะมาพบกันเป็นระยะๆ เพื่อร่วมกันพัฒนาแผนการสอนคณิตศาสตร์ สร้างสรรค์นวัตกรรมการสอน ทดลองใช้แผนการสอนดังกล่าวในห้องเรียนจริง และปรับปรุงแผนร่วมกัน แนวคิดพื้นฐานของระบบดังกล่าวคือ วิธีการที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการปรับปรุงและพัฒนาการสอนในห้องเรียน นั่นคือการพัฒนาและปรับปรุงบทเรียนในบริบทของห้องเรียนจริง สิ่งที่ท้าทายคือ

  • การกำหนดการเปลี่ยนแปลงที่ต้องการให้เกิดขึ้น เพื่อการเรียนรู้ของผู้เรียนในห้องเรียน
  • การแลกเปลี่ยนความรู้และปัญหาในห้องเรียนร่วมกับครูคนอื่น และการให้กลุ่มครูรับรู้เป้าหมายของการสอนร่วมกัน

การศึกษาชั้นเรียนประกอบไปด้วย 3 ขั้นตอนที่สำคัญ ได้แก่

  • ขั้นที่ 1 การสร้างแผนการสอนร่วมกัน (ก่อนสอน)
  • ขั้นที่ 2 การสังเกตการสอนร่วมกัน (ระหว่างสอน)
  • ขั้นที่ 3 การสะท้อนผลบทเรียนร่วมกัน (หลังสอน)

ในการเปิดชั้นเรียนทุกครั้ง กลุ่มครูที่สอนในหน่วยวิชานั้น จะมาร่วมกันสร้างแผนการเรียนรู้ จากการประเมินความรู้สะสม (Met Before) ในเรื่องนั้นๆของเด็ก กำหนดเป้าหมายปลายทางเอาไว้ ร่วมกันสร้างกระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยจะมีการซอยย่อยเป้าหมายและกระบวนการเป็นรายครั้ง จากนั้นครูเจ้าของห้องจะไปดำเนิน การจัดกระบวนการเรียนรู้ ครูท่านอื่นๆจะเข้าร่วมสังเกตการณ์ และทำการสะท้อนหลังสอนร่วมกัน เพื่อช่วยกันปรับพัฒนากันเป็นรายครั้งไป จนกระทั่งบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

โรงเรียนเพลินพัฒนาเริ่มนำวิธีการเปิดมาใช้กับห้องเรียนคณิตศาสตร์ตั้งแต่ต้นปีการศึกษา 2554 ขั้นตอนที่สำคัญของวิธีการเรียนรู้ในรูปแบบนี้ คือ

  • การสร้างสถานการณ์ปัญหา ที่จะพาให้เด็กรับเอาสถานการณ์นั้นไปเป็นโจทย์การเรียนรู้ เพื่อรองรับเด็กที่มีวิธีคิดที่แตกต่าง
  • การสร้างสื่อการเรียนรู้ ที่จะช่วยให้ครูได้เห็นวิธีคิดของเด็กแต่ละคนที่แตกต่างกัน และช่วยให้เด็กแต่ละคนได้แสดงความสามารถ แสดงศักยภาพ ความสนใจ และลีลาการเรียนรู้ (learning style) ที่แตกต่าง
  • การมีช่วงเวลาให้เด็กได้เรียนรู้ด้วยตนเอง เพื่อให้เขาเต็มที่กับการเรียนรู้ที่เกิดขึ้น ครูเป็นเพียงผู้สังเกต และบันทึกวิ ธีคิดของเด็กที่ได้พบ
  • การแลกเปลี่ยนแนวความคิดร่วมกัน เด็กแต่ละคนจะนำเสนอความคิดที่ตนคิดได้
  • การสรุป ครูจะทำหน้าที่เชื่อมร้อยความคิดของทุกคนเข้าด้วยกัน และพาไปสู่ความเข้าใจในเรื่องที่ครูต้องการสอน โดยอาศัยความเข้าใจของเด็กที่มีอยู่เดิมเป็นฐาน

เพลินพัฒนาโมเดลมีประโยชน์ต่อเด็กปฐมวัยอย่างไร?

การศึกษาในศตวรรษใหม่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้แบบร่วมมือกัน ทำให้กลุ่มครูผู้สอนต้องมาร่วมกันแสวงหาวิธีการ จัดกระบวนการเรียนรู้ในรูปแบบที่ใหม่ๆ ที่ตัวครูเองก็ไม่เคยเรียนรู้ในรูปแบบนี้มาก่อน ดังนั้น การมารวมตัวกันเรียนรู้ของกลุ่มครู จึงส่งผลโดยตรงต่อเด็กคือ ช่วยให้ครูมีวิธีสอนที่หลากหลาย และสามารถก่อให้เกิดการเรียนรู้ได้มากขึ้น การที่ครูมาช่วยกันคิด ช่วยกันทำ เช่นนี้ ทำให้ครูสามารถค้นหาวิธีการใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม ด้วยการปลดปล่อยครูออกจากการสอนเนื้อหา แล้วไปมุ่งที่การสร้างให้เด็กมีทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ให้ครบถ้วน ด้วยคำถามที่เชื่อมโยงเรื่องที่เรียนเข้ากับชีวิต ให้หยั่งลึกลงไปถึงคุณค่าและความหมาย ที่เด็กมีให้กับเรื่องนั้นๆ ได้ดีกว่าการคิดคนเดียว ทำคนเดียวมากมาย เมื่อครูสนุกกับการเรียนรู้ ออกแบบกระบวนการเรียนรู้ได้ดี แน่นอนว่าย่อมต้องส่งผลให้เด็กเกิดการเรียนรู้ที่ดีตามไปด้วย

ตัวอย่างเช่น เมื่อจะสร้างแผนการเรียนรู้เรื่องมุมฉาก ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มครูคณิตศาสตร์ทุกคนจะมาร่วมกันคิดแผนการเรียนรู้ ด้วยการประเมินความรู้สะสมของเด็กก่อนว่า เด็กมีความรู้เรื่องมุมฉากเพียงใด จากฐานความรู้ที่มีอยู่ จะนำไปสู่การพิสูจน์เรื่องมุมฉากด้วยวิธีใด ด้วยการทำกิจกรรมอะไร ขั้นตอนของกิจกรรมจะเรียงลำดับจากง่ายไปสู่ยากอย่างไร เด็กจะนำความรู้ที่พิสูจน์ได้ มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอย่างไร เพื่อให้ได้ความรู้ใหม่ จะบันทึกความรู้อย่างไร ครูจะประเมินการเรียนรู้ของเด็กได้อย่างไร และเด็กจะนำความรู้ที่มีนี้ไปเข้าใจสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวอย่างไร มุมฉากมีประโยชน์อย่างไรต่อชีวิต เป็นต้น

สถานศึกษาใดที่จัดการศึกษาแบบเพลินพัฒนาโมเดลระดับปฐมวัย?

โรงเรียนเพลินพัฒนา ที่ตั้ง 33/39 -40 ถ.สวนผัก แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ 10170 ใช้ชุมชนเรียนรู้ครู ร่วมการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ ในหน่วยวิชาหลักระดับประถมศึกษา ได้แก่ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย สังคมศึกษา วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะนำเพลินพัฒนาโมเดลมาประยุกต์ใช้กับลูกได้อย่างไร?

พ่อแม่ ผู้ปกครองสามารถรวมตัวกันกับครอบครัวอื่น เพื่อจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้กับเด็กๆ ด้วยการแลก เปลี่ยนวิธีการกันว่าใครทำกิจกรรม เพื่อให้ลูกได้เข้าใจเรื่องต่างๆอย่างไรบ้าง แล้วลองนำวิธีการของเพื่อนไปลองใช้กับลูก ก็จะทำให้ได้วิธีการที่หลากหลาย ความสำเร็จอยู่ที่บรรยากาศของการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นด้วยความเต็มอกเต็มใจ และผ่อนคลาย ดังนั้น การสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก การตั้งคำถามที่ดี จะพาให้การเรียนรู้เกิดขึ้นได้โดยไม่รู้ ตัว

เกร็ดความรู้เพื่อครู

  • การสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ เป็นเรื่องแรกที่ต้องสร้างขึ้น ถ้าครูสามารถเรียนรู้จากกันและกัน ชุมชนเรียน รู้ครู จะกลายเป็นต้นธารของความคิดที่ไม่มีวันเหือดแห้ง
  • การตั้งคำถาม สำคัญกว่าการได้มาซึ่งคำตอบจากการท่องจำ
  • ถ้าครูสามารถหาวิธีตอบโจทย์ ด้วยกระบวนการได้มาของคำตอบ ซึ่งมีความหลากหลายได้ การเรียนรู้จะกลายเป็นเรื่องสนุกทันที

บรรณานุกรม

  1. วิมลศรี ศุษิลวรณ์. (2555). การเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 เพลินพัฒนาโมเดล: ทั้งนักเรียนและครูพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง. กรุงเทพฯ: กรีน พริ้นท์.
  2. จิตตปัญญาศึกษา, ศูนย์. (2556). การสร้างและพัฒนาต้นแบบเครือข่ายและชุมชนการเรียนรู้สำหรับบุคคลากรทางการศึกษาแนวจิตตปัญญาระดับมัธยมศึกษา. รายงานการวิจัย. มหาวิทยาลัยมหิดล.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน