หน้าหลัก » บทความ » เรกจิโอ เอมิเลีย หรือ เรจโจ้ เอมิลิญ่า (Reggio Emilia)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

การจัดกิจกรรมโดยใช้นวัตกรรมตามแนวคิดเรกจิโอ เอมิเลีย (Reggio Emilia) เป็นการเน้นทักษะกระบวนการทางความคิด การวางแผน และการคาดคะเนคำตอบ โดยเด็กเป็นผู้ลงมือปฏิบัติ เพื่อหาสิ่งที่เด็กมีความต้องการที่จะเรียนรู้ในสิ่งต่างๆ ที่ตนเองเกิดความสนใจผ่านงานศิลปะ นวัตกรรมตามแนวคิดเรกจิโอ เอมิเลีย (Reggio Emilia) นี้ เมื่อนำมาใช้ในการจัดกิจกรรมจะเป็นการช่วยให้การเรียนรู้เกิดขึ้นในเด็ก เด็กจะได้เรียนรู้ตามความต้องการของตัวเอง ส่งผลต่อการเรียนรู้ และซึมซับความรู้ที่หลากหลายจากสิ่งรอบตัว เด็กจะได้เรียนรู้อย่างลุ่มลึกจากเรื่องที่เด็กได้ร่วมกันกำหนดขึ้น นับว่าเป็นสิ่งที่เด็กได้เรียนรู้อย่างต่อเนื่องไม่มีขีดจำกัดทางความคิด โดยครูและผู้ปกครองจะต้องมีพื้นฐานความเชื่อว่า เด็กทุกคนมีศักยภาพในตนเอง ซึ่งเราจะทำอย่างไรถึงจะสามารถดึงศักยภาพที่มีอยู่ภายในตัวเด็กออกมาได้อย่างเต็มที่ และมองความแตกต่างของแต่ละบุคคลเป็นศักยภาพที่สามารถงอกงาม และเติมเต็มซึ่งกันและกันได้

เรกจิโอ เอมิเลีย

เรกจิโอ เอมิเลียคืออะไร?

การกิจกรรมโดยใช้นวัตกรรมตามแนวคิดเรกจิโอ เอมิเลีย (Reggio Emilia) เป็นการจัดกิจกรรมแบบโครงการที่แสดงออกทางความคิดและภาษาด้วยงานศิลปะสร้างสรรค์ ไม่มีการกำหนดระยะที่แน่นอน ลักษณะการจัดกิจกรรมจะเป็นแบบลื่นไหลไม่มีการกำหนดตายตัวว่าจะจบลงในรูปแบบใด หรือเกิดสถานการณ์ใด แต่จะขึ้นอยู่กับความต้องการของเด็กเป็นหลัก เด็กจะได้เรียนรู้ในสิ่งที่ตนสนใจอย่างลุ่มลึกจนเกิดความเข้าใจในเรื่องดังกล่าว และสามารถแสดงผลงานหรือกิจกรรมที่แสดงออกถึงความความสนใจในสิ่งนั้นๆ อย่างแท้จริง โดยที่เด็กทุกคนจะมีส่วนร่วมทางการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนความคิด เพื่อช่วยเหลือ แก้ไขปัญหาในสถานการณ์ หรือระหว่างการทำงานศิลปะด้วยกัน มีการแบ่งปันกัน ชี้แนะเพื่อสร้างสรรค์ผลงานให้มีความสมบูรณ์ เป็นที่ยอมรับและสร้างความภาคภูมิใจเมื่อผลงานประสบผลสำเร็จได้ด้วยตนเอง อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า หลักการจัดกิจกรรมตามแนวคิด เรกจิโอ เอมิเลีย จะมีการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการเรียนรู้ให้แก่เด็ก โดยมีมุมกิจกรรมที่จะให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติจริง เป็นการเรียนรู้ผ่านการเล่น โดยใช้ทุกประสาทสัมผัสทุกส่วนไปพร้อมๆ กัน ผู้ปกครองจะต้องเป็นผู้เฝ้าดู สังเกตเด็กอย่างใกล้ชิด แต่ไม่เข้าไปรบกวนเด็กระหว่างการเรียนรู้ โดยจะต้องมีการจดบันทึกการเรียนรู้ และความสนใจของเด็ก นอกจากนี้ยังเน้นให้เด็กกับผู้ปกครองมีการทำกิจกรรมเป็นแบบโครงการ โดยเด็กจะเป็นผู้กำหนดความสนใจ ในการวางแผนและทำงานร่วมกัน โดยโครงการนั้นจะเป็นช่วงตามความสนใจของเด็ก ไม่มีการจำกัดด้วยเวลา โครงการจะเสร็จสมบูรณ์ต่อเมื่อเด็กได้เรียนรู้และหมดความสนใจในการจัดกิจกรรมตามโครงการนั้นแล้ว

เรกจิโอ เอมิเลียมีที่มาอย่างไร?

นวัตกรรมตามแนวคิดเรกจิโอ เอมิเลีย (Reggio Emilia) มีต้นกำเนิดจากประเทศอิตาลี โดยลอริส มาลากุซซี่ (Loris Malaguzzi) และกลุ่มนักการศึกษาที่ได้ทำการศึกษาทฤษฎีต่างๆ และผลการวิจัยนำมาทดลองใช้ มีการปรับปรุงจนเกิดผลสำเร็จ แนวคิดเรกจิโอ เอมิเลีย เป็นการจัดเนื่องจากต้องการจัดการศึกษาให้แก่เด็ก และต้องการสร้างโรงเรียนปฐมวัยในรูปแบบใหม่ที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น โดยมีความเชื่อที่ว่า เด็กทุกคนมีความสามารถภายในตัวเองติดตัวมาแล้วทุกคน แต่จะทำอย่างไรจึงจะสามารถดึงศักยภาพที่อยู่ภายในตัวของเด็กให้ออกมาให้ได้อย่างเต็มที และเด็กทุกคนสามาเรียนรู้ไปด้วยกันได้เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ในรูปแบบของตน

การจัดกิจกรรม แบบเรกจิโอ เอมิเลียมีลักษณะอย่างไร?

นวัตกรรมตามแนวคิดเรกจิโอ เอมิเลีย (Reggio Emilia) มีการกำหนดหัวข้อสิ่งที่เด็กอยากเรียนรู้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยเป็นช่วงที่ครูต้องสังเกตความสนใจของเด็ก โดยให้เด็กร่วมกันอภิปรายถึงสิ่งที่ตนสนใจจากพื้นความรู้เดิมของเด็กเพื่อหาหัวข้อเรื่องในการเรียนรู้ร่วมกันให้สอดคล้องกับประสบการณ์สำคัญ ด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาใช้กระบวนการจัดการจัดกิจกรรม ดังนี้

  • การเลือกหัวข้อเรื่องที่เด็กอยากเรียนรู้ อาจเกิดจากเหตุบังเอิญ เกิดจากการซักถามจากเด็กที่เกิดความสงสัย เกิดจากที่ครูสร้างสถานการณ์ให้เด็กเกิดความสงสัยขึ้น หรือเกิดจากเรื่องที่เด็กเรียนรู้ในหน่วยการเรียนแต่เด็กยังมีข้อสงสัยและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความสนใจก็ได้

    จากการที่ได้นำนวัตกรรมตามแนวคิดเรกจิโอ เอมิเลีย (Reggio Emilia) มาปรับใช้ในการจัดประสบการณ์ในห้องเรียน พบว่าเป็นอีกนวัตกรรมหนึ่งที่น่าสนใจ เหมาะแก่การนำมาใช้ในเด็กปฐมวัย เนื่องจากนวัตกรรมดังกล่าว เป็นรูปแบบการจัดประสบการณ์ที่ช่วยในกระบวนทางการคิด โดยวิธีการในการค้นหาคำตอบที่ลุ่มลึก โดยวิธีการที่มีความอย่างหลากหลาย และมีการถ่ายทอดกระบวนทางความคิดแสดงออกมาทางศิลปะของเด็กเพื่อสื่อสารและแสดงความสามารถทางสติปัญญา โดยการใช้สัญลักษณ์ในการสื่อความหมาย ถ่ายทอดออกมาเป็นผลงานที่สื่อออกมาโดยวิธีการต่างๆ เช่น การวาดภาพ การระบายสี การปั้น การประดิษฐ์ หรือการคิดออกแบบงานแบบร่วมมือในกลุ่มซึ่งเด็กแต่ละคนจะมีความคิดที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นจึงควรมองความแตกต่างของแต่ละคนเป็นศักยภาพที่มีอยู่ในตัว พยายามให้เด็กได้สะท้อนทางความคิดผ่านการแก้ไขปัญหา และสิ่งที่เด็กได้สัมผัสเรียนรู้ ดังนั้นการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ (สิ่งที่ต้องคำนึงถึง) บทบาทเด็ก เด็กจะแสดงออกด้วยการแสดงสีหน้า ท่าทาง การแสดงซึ่งแววตา กริยาการจับต้องสัมผัส เด็กจะมีแววตาแห่งความตั้งใจในการทำงานที่เด็กถนัด โดยครูไม่ต้องไปบังคับให้เด็กเป็น ให้เด็กเกิด แต่เด็กจะเกิดการเรียนรู้ได้จากการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน โดยครูไม่เข้าสกัดกั้นทางความคิด หรือแทรกแซงโดยเอาความคิดของครูมาใส่หัวของเด็ก แม้ว่าในช่วงแรกๆ จะมีเด็กบางคนที่รู้สึกกลัวในการที่จะต้องตัดสินใจเองเพียงคนเดียว ไม่กล้าลงมือทำ คอยมาถามครูบ่อยๆ ว่า ทำได้หรือยัง ต้องทำอย่างไรก่อน เด็กบางคนอาจไม่มีความมั่นใจในการคิด การวางแผน ครูจึงต้องรู้จักอดทนรอคำตอบ หรือเด็กบางคนอาจทำกิจกรรมแบบมีส่วนรวมได้ไม่ดีเท่าที่ควรเนื่องจากช่วงแรกเด็กยังต้องการทำงานด้วยตนเองเพียงคนเดียว ดังนั้น ในการฝึกให้เด็กคิด ตั้งคำถามและหาคำตอบในช่วงแรก กว่าเด็กจะถามคำถามที่น่าสนใจได้ ครูจึงต้องให้เวลาเด็กในการคิดด้วย

    โดยใช้กิจกรรมที่เน้นในการจัดการเรียนรู้ เน้นกิจกรรมเสริมประสบการณ์ ให้เด็กได้พูดคุย เน้นกระบวนการคิด การวางแผน และการสืบค้นหาคำตอบด้วยตนเอง แล้วนำมาถ่ายทอดสื่อความหมายสิ่งที่ได้เรียนรู้ผ่านงานศิลปะ

  • การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จะเน้นกิจกรรมเสริมประสบการณ์ ให้เด็กได้พูดคุย เน้นกระบวนการคิด การวางแผน และการสืบค้นหาคำตอบด้วยตนเอง ถ่ายทอดสื่อความหมายสิ่งที่ได้เรียนรู้ผ่านงานศิลปะที่มีความหลากหลาย และการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการดำเนินกิจกรรมทั้งในและนอกห้องเรียน ซึ่งผลการวิเคราะห์การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ พบว่าเด็กจะมีสีหน้า ท่าทางแห่งความสุข ในการเรียนรู้การทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง ทุกคนจะมีงานของตนเองในการทำ มีการช่วยกันทำงาน เมื่ออีกคนหนึ่งสามารถทำได้ เด็กจะอาสาช่วยเหลือเพื่อนและบอกวิธีการในการทำงานให้เพื่อน เป็นการค้นพบการแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง (เด็กเกิดการค้นพบกระบวนการทำงานที่ต้องพึ่งพากัน เพื่อให้งานนั้นสำเร็จ ทุกคนมีประโยชน์ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน) ทำให้เห็นคุณค่าในตนเอง เด็กเกิดกระบวนการเรียนรู้ในการถ่ายทอดความรู้ให้เพื่อน เพื่อนสอนเพื่อนเรียนรู้ไปด้วยกัน
  • การบันทึกผลงานของเด็ก ครูจะนำผลงานของเด็กเป็นรายบุคคลมารวบรวม ตั้งแต่ขั้นตอนของการเกิดการเรียนรู้ บันทึกคำพูดของเด็ก ซึ่งในช่วงแรกครูอาจบันทึกทุกอย่างจากสิ่งที่เด็กพูด อาจตรงประเด็นบ้าง ไม่ตรงประเด็นบ้าง แต่ครูจะรับฟัง และให้เด็กทำในสิ่งที่เขาอยากรู้อย่างแท้จริง ซึ่งครูจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่เด็กอยากเรียนรู้ เพราะการทำงานของเด็กส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการด้านต่างๆ ส่วนการเขียนเกิดขึ้นจากการบันทึกของครูตามสถานการณ์ การเรียนรู้จริงในห้องเรียน เด็กจะถ่ายทอดผ่านงานศิลปะซึ่งประกอบด้วย รูปภาพ และการบรรยายสภาพการณ์ของแต่ละเรื่องที่เด็กอยากรู้ ครูจะเขียนตามคำบอกของเด็ก เพื่อให้เด็กได้บอกเล่า และสร้างสรรค์ผลงานทางศิลปะที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น เมื่อเด็กพร้อมเด็กก็จะเกิดแรงจูงใจในการเขียนบรรยายงานของตนเอง นำไปสู่การฝึกเขียนตามแบบลงในชิ้นงานของตนเอง เน้นอุปนิสัยของการทำงานที่ริเริ่มด้วยตนเอง

นับว่านวัตกรรมตามแนวคิดเรกจิโอ เอมิเลีย (Reggio Emilia) เหมาะกับเด็กในยุคปัจจุบันเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นยุคที่ความรู้ต่างๆ เปิดกว้างขึ้น เราอยากรู้เรื่องอะไรก็แค่ปลายนิ้วสัมผัสในการหาค้นหาผ่านระบบอินเตอร์เน็ต เด็กก็จะได้คำตอบหรือความรู้อย่างมากมาย สิ่งที่ต้องคำนึงถึงต่อเด็กในยุคปัจจุบัน นั่นก็คือเราจะต้องพัฒนาเด็กให้รู้จักการจัดการความรู้และต้องให้รู้จักกระบวนการทางความคิดที่หลากหลายในการแก้ไขปัญหาให้เหมาะสมตามสถานการณ์ในชีวิตจริงที่เกิดขึ้นได้อยู่ตลอดเวลา

การจัดกิจกรรมแบบเรกจิโอ เอมิเลียมีประโยชน์ต่อเด็กปฐมวัยอย่างไร?

  • เด็กมีความกล้าในการตัดสินใจในการทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยตนเอง
  • เด็กมีความมุ่งมั่น ตั้งใจในการทำกิจกรรมให้สำเร็จมากขึ้น เด็กมีความกระตือรือร้นในการทำงานมากขึ้น
  • เด็กทุกคนได้ทำงานศิลปะแบบมีส่วนร่วมเพื่อสร้างสรรค์ผลงานออกมาได้ดียิ่งขึ้น เด็กยังรู้จักถึงการแบ่งงาน ช่วยกันทำงานให้จนสำเร็จ มีการพูดคุยในระหว่างการทำงาน ซึ่งเป็นวิธีการค้นหาคำตอบ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่เกี่ยวกับผลงาน
  • ช่วยให้เด็กเกิดความภาคภูมิใจและชื่นชมในผลงานของตนเองและผู้อื่น และเห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่นมากยิ่งขึ้น เพราะในการสร้างสรรค์ผลงานแต่ละครั้งจะมีการใช้ความคิดประกอบเหตุผลในการวางแผนสร้างสรรค์ผลงาน และมีการถ่ายทอดผลงานที่มีความหลากหลายแปลกใหม่มากยิ่งขึ้น เมื่อเด็กทำเสร็จแล้วเด็กจะสามารถตรวจดูผลงานของตนเอง และปรับปรุงงานให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
  • ในการจัดกิจกรรมจะมีการยืดหยุ่นทางด้านเวลาช่วยให้เด็กมีเวลาในการคิด ทบทวน แก้ไขผลงานของตนเอง และเพื่อนๆ สามารถมาดูและแสดงความคิดเห็นต่อผลงานของผู้อื่นได้ เป็นการช่วยให้ผลงานมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ทำให้ผู้อื่นยอมรับผลงานของตนได้เช่นกัน

สถานศึกษาใดที่จัดกิจกรรมแบบเรกจิโอ เอมิเลีย?

  • โรงเรียนอนุบาลมณีรัตน์ ซ.นราธิวารราชนครรินทร์ 18 ถ.นราธิวารราชนครรินทร์ ช่องนนทบุรี ยานนาวา กรุงเทพ 10120
  • โรงเรียนอนุบาลนครศรีธรรมราช “ณ นครอุทิศ” ถนนราชดำเนิน ตำบลคลัง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช 80000 เปิดสอนในระดับ การศึกษาขั้นพื้นฐาน (อนุบาล – ประถมศึกษา) เป็นโรงเรียนนำร่องทางภาคใต้ในโครงการวิจัยนวัตกรรมการศึกษาตามแนวคิด “เรกจิโอ เอมิเลีย” โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะนำการจัดกิจกรรมแบบเรกจิโอ เอมิเลียมาประยุกต์ใช้กับลูกได้อย่างไร?

นวัตกรรมตามแนวคิดเรกจิโอ เอมิเลีย (Reggio Emilia) ให้ความสำคัญกับบทบาทของผู้ปกครองเป็นอย่างมาก ดังนี้

  • เป็นผู้ช่วยเหลือในการจัดกิจกรรมในการเรียนรู้เมื่อเด็กอยู่ที่บ้าน เช่น นำเด็กไปเดินตลาดเพื่อเรียนรู้ความหลากหลายของอาหาร ผัก ผลไม้ การแลกเปลี่ยนสิ่งของกับเงินแบบง่ายๆ นับว่าเป็นเรื่องที่ดีที่จะเห็นผู้ปกครองกับเด็กได้มีกิจกรรมในการทำยามว่าง มองเด็กเป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตประจำวันร่วมกันมากขึ้น เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน แม้ว่าจะต้องให้เวลาในการตอบคำถาม แต่นั่นนับว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีในการสร้างทักษะกระบวนการทางความคิด และประสบการณ์ที่แปลกใหม่ให้กับเด็ก โดยไม่ต้องพึ่งของเล่นอื่นๆ มากมายที่มีอยู่ในท้องตลาด
  • ทำกิจกรรมที่น่าสนใจ เช่น กิจกรรมศิลปะภายในบ้าน นับว่าเป็นกิจกรรมที่เด็กๆ ชอบมากเพราะเด็กได้มีอิสระทางความคิดในการถ่ายทอดผลงานทางศิลปะสร้างสรรค์ที่เน้นการทำงานโดยเด็กเองเป็นผู้กำหนดสิ่งที่อยากเรียนรู้ และได้ทดลองปฏิบัติด้วยตัวเอง
  • จัดเตรียมอุปกรณ์ เน้นการใช้สื่อวัสดุอุปกรณ์และวิธีการที่หลากหลาย ตัวอย่างกิจกรรมการการจัดมุมศิลปะเพื่อเด็กในบ้าน เด็กทุกคนมีความเป็นศิลปินโดยธรรมชาติติดตัวมาแล้วทุกคน เนื่องจากศิลปะเป็นภาษาที่เด็กใช้เพื่อสื่อสารความเป็นตัวตนของเด็ก มุมศิลปะภายในบ้านจึงควรมีวัสดุอุปกรณ์ที่หลากหลายอาจเน้นวัตถุดิบที่หาได้จากท้องถิ่น ธรรมชาติ หรือผัก ผลไม้ที่เหลือใช้จากในห้องครัว มาทำชำระล้างให้สะอาด เช่น ผักกาดขาว อาจเอาเป็นส่วนของก้านของผักกาดมาให้เด็กได้พิมพ์ภาพเล่นกันสร้างสรรค์เป็นภาพต่างๆ ตามใจชอบ หรือใบไม้สีต่างๆ ที่ผู้ปกครองเก็บกับเด็กได้ช่วยกันเก็บในสนามหน้าบ้านนำมาคิดประดิษฐ์สร้างสรรค์ผลงานทางศิลปะกันนำมาประกอบ ติดกันทำเป็นเรือใบแสนสวย และก้อนหินเล็กๆ นำมาต่อลงบนพื้นดินสร้างเป็นภาพในจินตนาการของเด็ก หรือแม้ในยามค่ำคืนที่แสนเงียบ
  • ร่วมสร้างประสบการณ์ เช่น ชวนลูกเล่นสร้างเงารูปแบบต่างๆ ลงในกระดาษ หรือแผ่นกระดานขนาดใหญ่ที่พ่อแม่ ผู้ปกครองได้จัดเตรียมในพื้นที่ส่วนตัวไว้ให้เด็ก เป็นกิจกรรมที่แสนสนุกเมื่อเด็กอยู่บ้าน แต่กิจกรรมดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้นั้น สิ่งที่สำคัญนั่นก็คือเจตคติของพ่อแม่ที่มีต่อการแสดงออกที่สร้างสรรค์ของเด็ก โดยทำหน้าที่เป็นคนเสริมแรงสร้างความภาคภูมิใจให้กับลูก หมั่นเติมความสุขด้วยรอยยิ้ม และร่วมพูดคุยชื่นชมผลงานของเด็ก
  • ให้เวลากับลูกในการเฝ้าดูผลงานชิ้นเอกที่เด็กต้องการให้ครอบครัวได้ร่วมแสดงความชื่นชม เพราะผลงานหรือแม้แต่เส้นแต่ละเส้นในงานของเด็กล้วนมีความหมายและส่งต่อผลต่อพัฒนาการในเด็ก ดังที่พอทราบกันแล้วว่ากิจกรรมทางศิลปะมีประโยชน์ในการช่วยพัฒนาเด็กในหลายๆ ด้าน การจัดประสบการณ์ทางศิลปะให้กับเด็กจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ควรส่งเสริมให้เด็กได้แสดงออกที่บ้าน การประกอบกิจกรรมทางศิลปะสำหรับเด็กอาจไม่จำเป็นต้องทำทุกวัน อาจใช้เวลาว่างยามว่างหลังจากเรียนหรือเป็นกิจกรรมร่วมกันระหว่างเด็กกับผู้ปกครองในวันเสาร์อาทิตย์
  • จัดพื้นที่สำหรับเด็ก ให้เด็กได้แสดงออกโดยหาอุปกรณ์ที่เหมาะสมและพื้นที่โดยเฉพาะในการสร้างสรรค์ผลงาน เพื่อให้เด็กได้มีพื้นที่ในการแสดงออกอย่างอิสระได้อย่างเต็มที โดยการจัดสภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมให้เด็กได้มีโอกาสสำรวจ ทดลอง ค้นคว้าจากวัสดุนานาชนิดด้วยวิธีการเรียนรู้แบบแก้ปัญหา มีสื่อตัวอย่างเพื่อให้เด็กเกิดการเลียนแบบ และสร้างสรรค์สู่สิ่งใหม่ด้วยความคิดของเด็กเอง นับว่าการจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้สร้างงานศิลปะก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน เมื่อเด็กได้เห็นวัสดุอุปกรณ์ที่แตกต่างออกไป ทำให้เขาอยากหยิบจับมากขึ้น สัมผัสทดลองใช้และเริ่มคิดหัวข้อในการสร้างงานศิลปะด้วยตนเองได้อย่างน่าแปลกใจ
  • ติดตาม เฝ้าดูการทำงานของเด็ก และช่วยอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ แต่ไม่ควรเข้าไปแทรกแทรงในระหว่างความคิด หรือในขั้นตอนการแก้ไขปัญหาที่เด็กกำลังค้นพบ แม้ว่าจะใช้เวลานานในการทำ แต่พ่อแม่ควรเฝ้าดูอย่างใจเย็น ไม่เข้าไปเร่งเด็กเพราะนั่นคือ ช่วงเวลาที่เด็กกำลังเกิดการเรียนรู้ในสิ่งที่เด็กได้ทำ ยกเว้นเป็นเรื่องที่ดูแล้วเป็นอันตราย หรือโลดโผนเกิดไป ก็ควรชี้แนะให้เด็กได้ลองคิดหาวิธีการใหม่ที่เด็กสามารถทำได้ด้วยตัวเองโดยไม่เกิดอันตราย และประสบความสำเร็จได้โดยง่าย

เกร็ดความรู้เพื่อครู

ครูตามแนวคิดเรกจิโอ เอมิเลีย (Reggio Emilia) จะต้องเป็นผู้รู้จักเก็บเกี่ยวข้อมูล หรือสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัว โดยฉกฉวยโอกาสในการเรียนรู้จากสถานการณ์ สถานที่ หรือการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อเพื่อนครูด้วยกันในการพัฒนางาน และนำข้อมูลที่ได้เก็บเป็นคลังทางความรู้เพื่อจะได้นำมาประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมที่มีความหลากหลายให้กับเด็ก เพราะเด็กจะเรียนรู้ได้ดีเมื่อมีการสร้างสถานการณ์ หรือการจัดสภาพแวดล้อมหรือบรรยากาศที่ชวนให้เด็กเกิดการเรียนรู้ที่มีความหลากหลาย มีการจัดสภาพแวดล้อมให้เร้าความสนใจหรือตามความต้องการของเด็ก มีการเตรียมคำถามที่กระตุ้นหรือเร้าความสนใจให้เด็กได้สื่อออกมาถึงพลังของความนึกคิด โดยครูต้องมีการนำเสนอทางเลือกที่หลากหลาย การเสนอความคิดเห็นและเป็นผู้สนับสนุนการเรียนรู้ ต่อจากนั้นครูปล่อยให้เด็กได้คิด และคอยเป็นผู้สังเกตเด็กเป็นรายบุคคล ให้เวลาเด็กได้มีเวลาคิด แก้ปัญหา และค้นหาคำตอบด้วยตนเองโดยที่ไม่รีบเร่งในการบอกคำตอบต่อเด็ก ซึ่งครูจะต้องรู้จักอดทนรอคอยคำตอบอย่างใจเย็น นอกจากนี้ครูจะต้องเป็นผู้ที่คอยอำนวยความสะดวกในการจัดเตรียมวัสดุ/อุปกรณ์ที่เด็กต้องการในการถ่ายทอดกระบวนการทางความคิด หรือสิ่งต่างๆ ที่ช่วยในการค้นหาคำตอบตามเรื่องที่เด็กมุ่งเป้าหมายตามความสนใจ ครูต้องเป็นนักจดบันทึก และเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่องจากการสังเกตเด็ก แล้วส่งเสริมให้เด็กทุกคนได้ดึงศักยภาพภายในของตนเองออกมาอย่างถูกต้อง ถูกที่เหมาะสมกับวัย

ดังนั้น ครูสำหรับเด็กตามนวัตกรรมตามแนวคิดเรกจิโอ เอมิเลีย (Reggio Emilia) ต้องปฏิบัติตัวเป็นนักเรียนรู้ที่ดีรู้จักการค้นคว้าวิจัย เป็นนักสำรวจ และหมั่นตระเวนเก็บข้อมูลจากทุกสิ่ง ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของทุกคน จากทุกกลุ่มอาชีพ โดยอาจจะเป็นผู้ปกครอง เพื่อนครู หรือนักการศึกษา และมองเด็กในหลากหลายแง่มุม เข้าใจถึงความสามารถและความแตกต่างภายในตัวของเด็ก แล้วเชื่อมโยงสู่การจัดประสบการณ์โดยนำข้อมูลที่ได้มาเชื่อมโยงเข้าสู่การจัดสถานการณ์ หรือกิจกรรมที่นำเด็กไปสู่ประสบการณ์การเรียนรู้ตลอดเวลา ช่วยให้เด็กก้าวเข้าสู่พัฒนาการอย่างเป็นลำดับขั้นได้อย่างต่อเนื่อง และเป็นการดึงศักยภาพภายในตัวเด็กให้แสดงออกมาได้อย่างเต็มทียิ่งขึ้น

บรรณานุกรม

  1. สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2543).การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยไทย : ตามแนวคิดเรกจิโอ เอมิเลีย. กรุงเทพมหานคร.
  2. สุจินดา ขจรรุ่งศิลป์. (2540). การจัดการศึกษาปฐมวัยแบบเรกจิโอ เอมิเลีย, วารสารการศึกษาปฐมวัย. ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 , หน้า 52-58.
  3. อนุบาลนครศรีธรรมราช, โรงเรียน. (2556). การจัดประสบการณ์ระดับปฐมวัยตามแนวคิดเรกจิโอ เอมิเลีย.นครศรีธรรมราช : ศูนย์เด็กปฐมวัยต้นแบบโรงเรียนอนุบาลนครศรีธรรมราช “ณ นครอุทิศ” ตามแนวคิดเรกจิโอ เอมิเลีย. (แผ่นพับ)

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน