หน้าหลัก » Blogs » เรียนภาษาต่างชาติในไทย เพื่อไปอาเซียน (ตอนที่ 2)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


โรงเรียนส่วนใหญ่ทั่วโลก สอนภาษาต่างชาติอย่างน้อยหนึ่งภาษา ในปี พ.ศ. 2541 นักเรียนเกือบทุกคนในยุโรป ต้องเรียนภาษาต่างชาติอย่างน้อยหนึ่งภาษา เป็นการศึกษาภาคบังคับ (Compulsory) โดยเฉลี่ยแล้ว โรงเรียนในยุโรป มีการสอนภาษาต่างชาติสัปดาห์ละ 3 - 4 ชั่วโมง โดยเริ่มต้นในชั้นประถมศึกษาตอนปลาย หรือมัธยมศึกษาตอนต้น

แต่ในประเทศลักเซ็มเบอร์ก นอร์เวย์ และมัลตา [= Malta ประเทศในยุโรปตอนใต้ เป็นหมู่เกาะในทะเลเมดิเตอเรเนียน] เริ่มต้นการสอนภาษาต่างชาติให้แก่เด็กอายุ 6 ขวบ ในบางประเทศ นักเรียนจากชุมชนส่วนน้อย (Minority) [ต้องเรียนภาษาท้องถิ่นที่ตนอาศัยอยู่] เป็นภาษาต่างชาติ นอกเหนือจากภาษาแม่แต่กำเนิดของตนเอง

ในปี พ.ศ. 2538 คณะกรรมการการศึกษาและฝึกอบรมยุโรป (European Commission on Education and Training) ตอกย้ำความสำคัญในการให้เด็กนักเรียน เรียนภาษาต่างชาติ อย่างน้อย 2 ภาษา ก่อนถึงวัยมัธยมศึกษา และการประชุมสุดยอดที่ลิสบอน เมืองหลวงชองปอร์ตุเกส ในปี พ.ศ. 2543 (Lisbon Summit of 2000) ให้ได้กำหนดภาษาต่างชาติ ว่าเป็น 1 ใน 5 ทักษะหลักที่สำคัญ

เมื่อไม่นานมานี้ คอมพิวเตอร์ได้กลายเป็นเครื่องมือ (Instrument) สำคัญในการช่วยการเรียนรู้ภาษาต่างชาติ และบูรณาการ เข้ากับการศึกษาภาษา โดยได้มีการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่สามารถปฏิสัมพันธ์กับเด็กนักเรียน เพื่ออำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ของเด็กนักเรียน

สำหรับในประเทศไทย โรงเรียนส่วนใหญ่ มิได้สอนภาษต่างชาติ จนกว่าจะถึงประถมศึกษาตอนปลาย แต่ผลการวิจัยแสดงว่า อายุในเวลาดังกล่าวไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมสำหรับการเรียนภาษาต่างชาติ นักวิจัยบางคนถึงกับนิยามช่วงอายุที่เหมาะสมที่สุด (Optimal) สำหรับการเรียนภาษาให้ได้ผลประโยชน์สูงสุด และสามารถพูดด้วยสำเนียงของเจ้าของภาษา (Native-like accent)

อันที่จริง การวิจัยแสดงผลว่า เวลาที่ดีที่สุดสำหรับการเรียนรู้ภาษาต่างชาติ คือ ตั้งแต่เมื่อแรกเกิด ซึ่งขัดแย้งกับความเชื่อแต่ดั้งเดิมที่ว่า การ [ยัดเยียด] ให้เด็กเรียนภาษาต่างชาติ ตั้งแต่เยาว์วัย อาจเป็นสาเหตุของความผิดปรกติของการเรียนภาษา (Linguistic disorder) ในเวลาต่อมาของชีวิต แต่มิได้หมายความว่า ผู้มีอายุมากแล้ว จะเรียนภาษาต่างชาติไม่ได้ เพียงแต่ต้องการตอกย้ำว่า การเรียนภาษาต่างชาติของเด็ก ควรเริ่มต้นให้เร็วที่สุด

ทุกวันนี้ ผลงานวิจัยมากมาย ควรช่วยพ่อแม่และครู ในด้านแรงจูงใจ และความตื่นเต้นไปกับโอกาสในการ “สัมผัส” (Expose) ภาษาต่างชาติ และวัฒนธรรมของเด็กนักเรียนตั้งแต่เยาว์วัย การเอื้ออำนวยให้เด็กนักเรียน “สัมผัส” ภาษาให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เป็นหนทางที่ดีที่สุด แต่ถ้าเป็นไปไม่ได้ การมีโอกาส “สัมผัส” ภาษาบ้าง ก็จะเป็นประโชน์มหาศาล ถ้าพ่อแม่มีลูกโตแล้ว ก็จงอย่างลังเลที่จะจูงใจและสนับสนุนให้เขาเรียนรู้ภาษาต่างชาติอีกภาษาหนึ่งได้ เช่นกัน เพราะ สัจจธรรมที่ว่า “ไม่มีใครแก่เกินเรียน” อันที่จริงการเรียนภาษาใหม่ ไม่มีวันสิ้นสุดด้วยซ้ำ [สามารถทำได้ตลอดชีวิต เพียงแต่ต้องมีความตั้งใจจริง แล้วเพียรพยายาม]

มีการวิจัยมากมายเกี่ยวกับผลประโยชน์ของการเรียนสองภาษา (Bilingualism) โอกาสได้ “สัมผัส” (Exposure) ภาษาที่ดีที่สุด ก็คือ ตั้งแต่อายุน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เนื่องจากสมองของเด็กยังคงเติบโตและพัฒนาอย่างรวดเร็วในขณะอายุยังน้อย เด็กจึงสามารถ “ซึมซับ” (Assimilate) เป็นภาษาเดียวอย่างไร้รอยตะเข็บ (Seamless)

แหล่งข้อมูล

  1. Foreign language - http://en.wikipedia.org/wiki/Foreign_language [2013, March 22].
  2. 6 Reasons Why Children Should Learn Languages as Early as Possible - http://blog.languagelizard.com/2011/09/27/6-reasons-why-children-should-learn-languages-as-early-as-possible/ [2013, March 22].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน