หน้าหลัก » Blogs » เรียนรู้สภาเศรษฐกิจโลก จากรายงานการศึกษาอาเซียน (ตอนที่ 3)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


เจมส์ เฮ็กแมน (James Heckman) ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ได้เรียกร้องผ่านสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ว่า "เราไม่สามารถผัดวันประกันพรุ่งอีกต่อไปแล้ว ในการลงทุนด้านเด็กเล็ก เพียงรอถึงวัยเข้าโรงเรียน ก็อาจสายเกินไปแล้ว" แต่การเรียกร้องดังกล่าว ก็ยังมิได้รับการขานรับมากนัก หรืออย่างจริงจัง

สาเหตุหลักเกิดจากความล่าช้าของการเปลี่ยนแปลงจากนโยบาย (Policy) สู่การลงมือปฏิบัติ (Practice) ในบรรดาประเทศในองค์การเพื่อความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organization for Economic Co-operation and Development : OECD) อาทิ ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย [ซึ่งมีความเจริญสูงสุดทางเศรษฐกิจ] ได้ลงทุนในการศึกษาของเด็กปฐมวัย (Early childhood education) ระหว่าง 1.4% ถึง 2.3% ของรายได้ประชาชาติ (Gross Domestic Product : GDP)

แต่ประเทศอื่นๆ ได้ลงทุนเพียงเล็กน้อย อาทิ ประเทศ ออสเตรีย ฮังการี และฝรั่งเศส ลงทุนระหว่าง 0.5% ถึง 1% ของรายได้ประชาชาติ แม้แนวโน้มและความพยายามได้เริ่มทวีมากขึ้น ในการส่งเสริมให้ภาครัฐและภาคเอกชนลงทุนในการศึกษาของเด็กปฐมวัย รวมทั้งผู้ให้บริการที่รองรับสนับสนุนในเรื่องนี้ แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะรับมือกับความท้าทายหลายหลากประการ

การเพิ่มการลงทุนในเรื่องนี้ เริ่มต้นที่การสื่อสารให้ผู้คนตระหนักว่า การศึกษาของเด็กปฐมวัย เป็น “โอกาสทอง” ที่ต้องอาศัยวิสัยทัศน์ทางการเมืองในระยะยาว ในการสร้างค่านิยม (Value) กำหนดนโยบาย และโครงสร้างพื้นฐาน การระดมทรัพยากรมนุษย์ และแสวงหาทางออกที่สร้างสรรค์ (Creative solutions) สวีเดนเป็นประเทศที่ได้รับการยกย่องว่า เป็นตัวอย่างที่ดีมาหลายทศวรรษแล้ว และในปัจจุบัน ก็กำลังเก็บเกี่ยวผลตอบแทนจากการลงทุน ด้วยคุณภาพของประชากร

สถาบันที่เป็นอุปสรรค (Institutional barriers) ต้องได้รับการแก้ไข โดยผนวกการศึกษาปฐมวัย ให้เป็นส่วนสำคัญของระบบการศึกษา [แห่งชาติ] เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ปรากฏว่า ประเทศนอร์เวย์ สวีเดน และบราซิล ได้ครูที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมกว่า อัตราส่วนของครูต่อนักเรียนในเกณฑ์ต่ำกว่า ทรัพยากรที่มากกว่า และโครงสร้างพื้นฐานที่ดีกว่า

การเพิ่มพูนคุณสมบัติของครูปฐมวัย เป็นสิ่งสำคัญยิ่งยวด นอกจากนี้ยังต้องมุ่งเน้นการฝึกอบรม และส่งเสริมผู้ทำงานในการศึกษาปฐมวัย ให้มีสถานะเท่าเทียมกับครู [แทนที่จะเป็นเพียงผู้ช่วยครู]

นโยบายของรัฐ ต้องบูรณการเป็นหนึ่งเดียว (Holistic) ในการยอมรับ (Recognize) และสร้างความไว้วางใจ (Trust) ให้กับครอบครัว และชุมชน จนเป็นส่วนหนึ่งของการทุนมนุษย์ (Human capital) โดยดูตัวอย่างได้จากประเทศนิวซีแลนด์และชิลี ซึ่งได้ผนวกการศึกษาปฐมวัยให้เข้ากับสาธารณสุขและบูรณาการทางสังคม (Social integration)

ปัจจัยสุดท้าย คือการหาหนทางลดต้นทุน ที่จำเป็นต่อการเพิ่มพูนคุณภาพการศึกษา ผ่านการประหยัดจากขนาด (Economy of scale) กล่าวคือ เพิ่มจำนวนหน่วยของผลลัพธ์ อาทิ เครือข่าย (Network) โรงเรียน ที่ขยายวงขึ้น ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลง แต่ต้องอาศัยการประสานงานและความร่วมมือของผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholders) ภายในระดับเดียว และข้ามระดับ ครู พ่อแม่ ภาครัฐ และภาคเอกชน ต้องสื่อสาร กำหนดวาระ ออกแบบนโยบายและส่วนผสม (Ingredients) ที่จำเป็นต่อการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาว สำหรับชั่วอายุคนถัดไป และเศรษฐกิจโลก

แหล่งข้อมูล:

  1. World Economic Forum - http://www.weforum.org/ [2013, September 10].
  2. World Economic Forum - http://en.wikipedia.org/wiki/World_Economic_Forum [2013, September 10].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน