หน้าหลัก » บทความ » เรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน (Brain based learning)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

การใช้สมองเป็นฐานเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนการจัดการเรียนรู้ หากพ่อแม่หรือผู้เกี่ยวข้องเข้าใจลำดับขั้นพัฒนาการสมองของเด็กปฐมวัยแล้ว ก็จะสามารถฝึกฝนวิธีการกระตุ้นการทำงานของสมองเด็กได้ง่ายๆในชีวิตประจำวัน พูดง่ายๆคือ อยากให้ลูกฉลาด ก็ทำได้ไม่ยาก เพราะเมื่อแรกเกิด เซลสมองของเด็กมีจำนวน 1 แสนล้านเซล เท่ากับจำนวนดวงดาวของทางช้างเผือกทีเดียว แต่สมองแตกต่างจากอวัยวะอื่นก็คือ สมองไม่ได้สมบูรณ์มาแต่เกิด การที่สมองจะทำงานได้ เซลสมองจะต้องเริ่มติดต่อสื่อสารเชื่อมโยงซึ่งกันและกันโดยการมีประสบการณ์ในชีวิตประจำวันทุกวัน ทีละเล็กละน้อย ยิ่งเซลสมองเชื่อมโยงกันมากเท่าไร สมองก็ยิ่งทำงานได้ดีมากเท่านั้น สมองของเด็กเจริญรวดเร็วมากเพียงอายุ 2 ปี เด็กจะสร้างระบบเชื่อมโยงภายในเป็น 2 เท่าของสมองผู้ใหญ่ เด็กจึงเรียนรู้ได้ดีกว่าผู้ใหญ่อย่างน้อย 2 เท่า

การเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานมีความสำคัญอย่างไร?

จากข้อมูลของประเทศไทย ผนวกกับองค์ความรู้เรื่องการเรียนรู้ของสมองเด็ก เป็นภาพสะท้อนให้เห็นปัญหาของสังคมไทย โดยเฉพาะเด็กปฐมวัยว่า ขาดการกระตุ้นอย่างเหมาะสมจากพ่อแม่ผู้เลี้ยงดู อันเนื่องจากผู้ใหญ่ไม่เข้าใจกระบวนการพัฒนาและการเรียนรู้ของเด็ก อีกทั้งยังมีแนวคิดแบบดั้งเดิมที่ฝากความหวังการพัฒนาสมองไว้กับโรงเรียนและครู โดยเข้าใจว่าเขาจะทำได้ดีกว่า จึงทำให้ช่วงวัยทองของสมองเด็ก (ก่อนอายุ 6 ปี) ถูกละเลยทอดทิ้ง อีกทั้งยังได้รับการกระตุ้นในทางที่อาจขัด ขวางพัฒนาการของสมอง คือ การใช้เวลากับการดูโทรทัศน์ หรือ เล่นเกมคอมพิวเตอร์มาก ครอบครัวมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กลดลงมาก และใช้โทรทัศน์ในการเลี้ยงดูเด็กทดแทนการมีปฏิสัมพันธ์แบบเดิม เช่น เล่น เล่านิทาน ปั้นวัวปั้นควาย โดย เฉพาะหลังอายุ 1 ปี พัฒนาการด้านภาษา การคิดสร้างสรรค์ จึงไม่ถูกกระตุ้นในเวลาที่เหมาะสม ดังนั้น ทิศทางการฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กไทย จึงจะต้องให้ความสำคัญกับการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับการพัฒนาสมองของเด็ก เช่น ความแตกต่างระหว่างสมองของชายและหญิง มีการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างสมองชายและหญิง จะพบส่วนที่แตกต่างกันอยู่เพียงไม่กี่ส่วนดังนี้

  • จำนวนเนื้อสมอง ผู้ชายมีจำนวนเซลสมองมากกว่าผู้หญิงประมาณ 4% และมีเนื้อสมองมากกว่าผู้หญิงประมาณ 1 ขีด แต่ผู้หญิงมีระบบการเชื่อมโยงของเซลสมองมากกว่าผู้ชาย แปลว่า แม้ผู้ชายจะมีเซลสมองมากกว่า แต่ก็มีข้อด้อยกว่าคือเรื่องระบบการเชื่อมโยงเซล จึงไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบกัน เงื่อนไขหลักจึงอยู่ที่โอกาส และประสบการณ์ ว่า จะได้รับการเลี้ยงดู ปลูกฝัง ฝึกฝน จนเชี่ยวชาญชำนาญต่างกันเพียงไร รวมไปถึงค่านิยมของสังคม เช่น แต่ก่อน พ่อแม่ไม่นิยมส่งผู้หญิงเรียนหนังสือ จึงทำให้ผู้หญิงขาดโอกาสที่จะแสดงความสามารถในการทำงานระดับบริหารในองค์กรสังคม ไม่ได้แปลว่าผู้ หญิงทำงานบริหารไม่ได้เท่าผู้ชาย
  • ขนาดของสมอง ส่วนคอร์ปัส คัลโลซั่ม Corpus Callosum คือ มัดใยประสาทที่ทำหน้าที่เชื่อมการทำงานของสมองซีกซ้ายกับขวา ซึ่งในการเรียนรู้และทำงานทุกชนิด จะต้องใช้สมองทั้งสองซีกร่วมกัน เพราะถ้าเราใช้ด้านใดด้านหนึ่งมากเกิน ไป หรือไม่สมดุล ก็จะไม่เก่งเท่ากับการใช้สมองทั้งสองด้าน ในส่วนนี้ ผู้หญิงมีขนาดของมัดใยประสาทคอร์ปัส คัลโลซั่ม มากกว่า หมายความว่า ผู้หญิงมีความสามารถในการส่งข้อมูลระหว่างสมองซีกซ้ายกับขวา เร็วกว่าผู้ชาย ผู้ชายมักจะใช้สมองซีกซ้ายได้ดีกว่า แต่ผู้หญิงใช้ได้ดีทั้งสองข้าง
  • ภาษา ผู้ชายใช้สมองซีกซ้ายในการเรียนและใช้ภาษา ในขณะที่ผู้หญิงใช้สมองทั้งสองข้าง จะเห็นว่าเรื่องนี้ ผู้หญิงได้ เปรียบกว่าผู้ชายอย่างมาก เช่น หากเกิดมีการทำลายสมองซีกซ้าย ผู้หญิงยังสามารถใช้สมองซีกขวาในการสื่อสารได้ แต่ผู้ ชายทำไม่ได้หรือทำได้ช้ากว่ามาก

สิ่งสำคัญที่ต้องจดจำเสมอก็คือ เด็กเรียนรู้ได้ดีด้วยการฝึกฝนทักษะ การรับความรู้สึก รับรู้จากทุกส่วนประสานกัน พัฒนา การทางสติปัญญาก็เช่นเดียวกัน ต้องผ่านกระบวนการพัฒนา ความรู้สึก-กล้ามเนื้อ และเมื่อเด็กรู้จักใช้คำ (พัฒนาการภาษา) ในการทำความเข้าใจสิ่งรอบตัวและคิดได้ ก็จะต้องค่อยเรียนรู้ไปทีละขั้นตอน คือ ต้องทำความเข้าใจสิ่งที่เรียนรู้มาก่อน ขั้นต่อมามีประสบการณ์ใหม่เข้ามาก็จะทำความเข้าใจสิ่งต่างๆชั ดเจนขึ้น และการเรียนรู้ในขั้นตอนเดิมจะมีผลต่อการทำความเข้าใจสิ่งใหม่ๆที่เข้ามา แต่ละขั้นตอนก็จะช่วยให้เด็กสามารถทำความเข้าใจโลกของความคิด เด็กรวบรวมความคิดเข้าด้วย กัน และสามารถเกิดความคิดใหม่ๆขึ้นได้ ปัจจัยที่กระตุ้น “ความคิด” ของเด็ก คือ ความกระตือรือร้น เด็กทุกคนถูกกำหนดมาตั้งแต่เกิดให้กระตือรือร้นที่จะทำความเข้าใจโลก ผู้คน สิ่งของ และความคิด แต่ละขั้นตอนของการเติบโตเด็กจะสร้างทฤษฎีของเด็กเอง ซึ่งแม้ว่าจะอธิบายให้ผู้ใหญ่ฟังไม่ได้ แต่ผู้ใหญ่สามารถเข้าใจเด็กได้ด้วยการสังเกต เด็กจะเรียนรู้จากประสบการณ์ต่างๆ แล้วค่อยๆทิ้งทฤษฎีเก่า และสร้างทฤษฎีใหม่ขึ้นมา จนกว่าจะแน่ใจว่ามันเหมาะสมหรือถูกต้องกับการดำเนินชีวิตของตน สิ่งที่เด็กต้องการก็คือ “ผู้ใหญ่ที่เข้าใจและให้โอกาส” เข้าใจความรู้สึกของเขาในแต่ละขั้นของการเจริญ เติบโต ดังนั้น ผู้ใหญ่ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ครูอาจารย์ แพทย์ ฯลฯ ก็สามารถเป็นผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจเด็กได้

Brain-based learning มีหลักการสำคัญอย่างไร?

หลัก 12 ประการ ในการออกแบบการเรียนรู้จากการใช้สมองเป็นฐาน

  1. Uniqueness สมองของแต่ละคนมีความเฉพาะของตน
  2. ภาวะเครียด และอันตรายต่างๆ จะมีผลหยุดยั้ง สกัดกั้น การเรียนรู้ รวมไปถึงการทำลายเซลสมองด้วย
  3. อารมณ์ความรู้สึกมีความสำคัญมากต่อการเรียนรู้ เพราะมันมีอิทธิพลในการสร้างแรงจูงใจ สมาธิ สุขภาพ การเรียนรู้ การตีความและการทำความเข้าใจ และ ความทรงจำ
  4. ข้อมูลถูกเก็บและนำออกมาใช้ โดยกระบวนการความทรงจำหลายๆแบบ และความเชื่อมโยงของระบบประสาทหลายระบบในสมอง
  5. การเรียนรู้ทุกชนิดอยู่บนพื้นฐานของ “จิตใจ-ร่างกาย” การเคลื่อนไหว อาหาร วงจรความสนใจ/สติ/สมาธิ ยาและสารเคมี ล้วนมีผลสำคัญต่อการกระตุ้นหรือขัดขวางการเรียนรู้
  6. สมองเป็นอวัยวะที่ซับซ้อนและปรับตัวตลอดเวลา การจะเหนี่ยวนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ต้องการระบบที่ซับซ้อน
  7. รูปแบบและโครงสร้างต่างๆจะกระตุ้นและจัดระบบความเข้าใจของเรา – ความฉลาดคือความสามารถในการรับรู้ เก็บ จัดระบบ และสร้างข้อมูลต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อการใช้ประโยชน์
  8. Brain is meaning driven “ความหมาย” กระตุ้นความสนใจของสมองมากกว่า เนื้อหาของข้อมูลหรือข่าวสาร
  9. การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่เข้มข้น และเกิดขึ้นภายใต้จิตสำนึก (ไม่ค่อยรู้ตัว) เราจะจัดการกับสิ่งที่เรียนรู้ทั้งในลักษณะที่เป็นชิ้น และทั้งหมดอย่างต่อเนื่องเป็นกระบวนการเดียวกัน และอิทธิพลของสิ่งประกอบต่างๆมีผลอย่างมากต่อกระบวนการเรียนรู้
  10. สมองจะพัฒนาได้ดีมากเมื่อมันมีปฏิสัมพันธ์กับสมองอื่นๆ หมายความว่า ความฉลาดจะมีคุณค่าในบริบทของการมีปฏิสัมพันธ์และอยู่ร่วมกันในสังคม
  11. สมองพัฒนาการไปทีละขั้น แต่ละขั้นมีความจำเป็นต่อการพัฒนาในขั้นต่อไป
  12. การทำนุบำรุงสมองเกิดขึ้นได้ทุกอายุ สมองพัฒนาให้ดีขึ้นได้ด้วยกิจกรรมที่ซับซ้อน สนุก ท้าทาย และการตอบกลับ พัฒนาการด้านความรู้ความเข้าใจ (สติปัญญา) จะดำเนินไปได้ดีกับดนตรีและการพัฒนาการและทักษะการใช้กล้ามเนื้อ

การเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานมีลักษณะอย่างไร?

หลักการออกแบบกระบวนการเรียนรู้แบบ brain-based learning

  • สิ่งแวดล้อมที่กระตุ้นความสนใจ กระตุ้นการเรียนรู้ - สี รูปทรง สถาปัตยกรรม สิ่งที่เด็กออกแบบกันเอง ไม่ใช่ครูออก แบบให้ เพื่อให้เด็กรู้สึกมีส่วนร่วมและมีความเป็นเจ้าของ
  • สถานที่สำหรับการเรียนรู้เป็นกลุ่มร่วมกัน ที่ว่างๆสำหรับรวมกลุ่มเล็ก ซุ้มไม้ โต๊ะที่กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้เป็นกลุ่ม หรือ ปรับที่ว่างสำหรับกลุ่มให้เป็นห้องนั่งเล่นที่กระตุ้นการมีปฏิสัมพันธ์
  • เชื่อมโยงสถานที่เรียนในร่มกับนอกห้อง บริเวณภายนอกห้อง การเคลื่อนไหว กระตุ้นให้สมองส่วนควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อกับสมองส่วนหน้า ให้สมองได้รับอากาศบริสุทธิ์
  • บริเวณเฉลียง ทางเชื่อมระหว่างตึก และสถานที่สาธารณะ ทำให้การเรียนรู้ไม่จำกัดอยู่เฉพาะในขอบเขตของห้องเรียน โรงเรียน ทำให้เปิดสมองและการเรียนรู้ให้กว้างขวาง เรียนที่ไหนก็ได้
  • ความปลอดภัย ลดความเสี่ยงต่างๆดยเฉพาะในชุมชนเมือง
  • จัดหาสถานที่หลากหลาย ที่มีรูปทรง สี แสง ร่อง รู ซอก
  • เปลี่ยนแปลงการจัดแสดงบ่อยๆ เพื่อให้สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลง ซึ่งการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมที่หลากหลายเปลี่ยนแปลงจะกระตุ้นการทำงานของสมอง โดยจัดให้มีสถานที่ที่จะเปลี่ยนแปลงเป็นเวที ที่จัดนิทรรศการ ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบต่างๆได้ง่าย
  • จัดให้มีวัสดุต่างๆที่กระตุ้นการเรียนรู้ พัฒนาการต่างๆของร่างกาย มากมาย หลากหลาย พร้อมสำหรับนำมาจัดทำสื่อประกอบการเรียนรู้เมื่อเกิดมีความคิดใหม่ๆโดยให้มีลักษณะบูรณาการ ไม่แยกส่วน จุดมุ่งหมายหลักคือ ให้เป็นแหล่งที่ทำหน้าที่หลากหลาย ระดมความคิดสร้างสรรค์ กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ซึ่งกันและกัน
  • ยืดหยุ่น เป็นองค์ประกอบที่สำคัญและกระตุ้นการเรียนรู้ เพื่อให้เหมาะสมกับสมองที่แตกต่างกันของแต่ละคน และภาวะที่เปลี่ยนแปลงไป
  • สถานที่สงบและสถานที่สำหรับทำกิจกรรม ทุกคนต้องการสถานที่สำหรับสงบ อยู่กับตนเอง เพื่อพัฒนาจิตของตนเอง ขณะเดียวกัน เช่นเดียวกับสถานที่ที่จะทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น ซึ่งจะกระตุ้นพัฒนาการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์
  • สถานที่ส่วนตัว อยู่บนฐานของแนวคิดที่ว่าสมองแต่ละคนมีความเฉพาะ จึงต้องเปิดโอกาสให้เด็กแสดงออกถึงเอก ลักษณ์ของตน จัดสถานที่ส่วนตัวของตน และสามารถแสดงความคิดสร้างสรรค์ของตนได้อย่างอิสระ
  • ชุมชน คือ สถานที่สำหรับเรียนรู้ ต้องหาวิธีที่จะใช้ชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ให้มากที่สุด ทำให้โรงเรียนเป็นแหล่งการเรียนรู้สำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต ใช้เทคโนโลยี การเรียนทางไกล ชุมชน ภาคธุรกิจ บ้าน ต้องเข้ามามีส่วนและเป็นทางเลือกในการเรียนรู้

พ่อแม่จะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานให้ลูกได้อย่างไร?

เมื่อพ่อแม่เข้าใจลำดับขั้นพัฒนาการสมองของเด็กปฐมวัยแล้ว ก็สามารถกระตุ้นการทำงานของสมองเด็กได้ในชีวิตประจำวัน ดังนี้

  • กิจกรรมง่ายๆ อาทิ ทักทายเด็กตั้งแต่ตื่นนอนเป็นประจำทุกวัน เช่น “สวัสดีจ้ะ ลูกน้อยของแม่ (พ่อ)” คำพูดเพียงเท่านี้จะกระตุ้นการรับรู้ โดยที่เสียงและน้ำเสียงจะถูกส่งผ่านระบบการเชื่อมโยงในเซลสมองทุกครั้ง ถ้าพ่อแม่ทักทายเด็กทุกเช้า จะช่วยกระตุ้นระบบการเชื่อมโยงของเซลสมองที่มีอยู่ และยังช่วยสร้างระบบการเชื่อมโยงใหม่ทุกวัน ยิ่งพูดทักทายพร้อมกับโอบกอด หอมแก้ม หยอกล้อไปด้วย จะยิ่งกระตุ้นสมองมากขึ้น
  • ในช่วง 3-4 เดือนแรกหลังคลอด เด็กจะเริ่มรับรู้ฉันทลักษณ์ของภาษาได้จากการรับรู้เสียงสูงเสียงต่ำ หมายความว่า เด็กจะเริ่มรับรู้และปรับเข้ากับความแตกต่างของอารมณ์จากน้ำเสียงของเรา ฉะนั้นใช้วิธีเล่นละคร หุ่นมือ ใช้เสียงสูงต่ำบ่อยๆ ในการเล่าเรื่อง ก็จะช่วยกระตุ้นการเชื่อมโยงของเซลสมองดีขึ้น ทั้งในระบบเดียวกันและข้ามระบบ
  • เล่านิทาน ใช้ได้ดีมากๆสำหรับกระตุ้นพัฒนาการทางภาษา การรับรู้ ความจำ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระตุ้นให้เด็กมีส่วนร่วมในการเล่า จะช่วยเพิ่มพัฒนาการของสมอง
  • เมื่อเด็กเริ่มเข้าอนุบาล ให้เวลาเด็กเล่นกับเด็กอื่นๆ (โดยพ่อแม่เฝ้าดูเพื่อป้องกันอันตรายเท่านั้น) เพื่อกระตุ้นให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์ ได้ยิน เห็นอะไรใหม่ๆจากเด็กด้วยกัน แม้แต่เด็กจะสร้างภาษาใหม่ๆของตัวเอง จะกระตุ้นให้เซลสมองมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น
  • สื่อสารกับเด็กซ้ำแล้วซ้ำอีก (ทั้งการพูด แสดงท่าทาง โอบกอด) กระตุ้นสมองด้วยการสื่อสารกับเด็กซ้ำๆ กระตุ้นหรือพาเด็กไปรู้จักเด็กกลุ่มใหม่ ผู้ใหญ่คนอื่นๆ เข้าไปในสถานที่เรียนรู้แปลกๆ

นอกจากนี้ความรู้เรื่องพัฒนาการของสมอง ทำให้เราเข้าใจพฤติกรรมอันแปลกประหลาดของเด็กประถมที่ใกล้สู่วัยรุ่น และเห็นทางที่จะช่วยเหลือประคับประคองให้เจริญเติบโตไปในทิศทางที่ดี สิ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือ สมองเรียนรู้จากการฝึกฝน ประสบการณ์ และความผิดพลาด พ่อแม่จึงจะต้องกำหนดกระบวนการพัฒนาลูกให้ชัดเจนเหมาะสม ได้แก่ มอบหมายงานที่ท้าทายหรือยากๆให้ทำ (แม้ลูกจะปฏิเสธและต่อต้าน) จัดเวลาการดำเนินชีวิต และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องเปี่ยมด้วยความรัก เข้าอกเข้าใจ ให้อภัย และเปิดโอกาสพร้อมทั้งช่วยเหลือเขา ดังนี้

  • ยังไม่มีอะไรสายเกินแก้ พ่อแม่จำนวนมากเห็นว่า เมื่อลูกใกล้เข้าวัยรุ่นก็แก้ไขอะไรไม่ได้ ที่จริง การทำหน้าที่ของพ่อแม่ต้องดำเนินไปอย่างเคร่งครัด (กับตัวเองให้สอดคล้องกับสภาวะของวัยและสมองเด็ก) ต่อเนื่องจนกว่าเด็กจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่เป็นตัวของตัวเอง
  • แสดงความรักโอบอุ้มเด็กได้ ไม่ต้องอาย เพียงต้องระวังอย่าให้เขาอายเพื่อน แม้วัฒนธรรมไทยจะทำให้พ่อแม่รู้สึกขัดเขินที่ต้องโอบกอดเด็กเมื่อเด็กโตแล้ว แต่อย่างน้อยเมื่ออยู่ระหว่างพ่อแม่ลูก ควรดำรงพฤติกรรมการแสดงความรักเช่นนี้ไว้ เพื่อให้เด็กมั่นใจว่า พ่อแม่รัก เห็นใจ และอยู่กับเขาเสมอ โดยเฉพาะเวลามีปัญหา
  • พ่อแม่ต้องมีส่วนร่วมในชีวิตลูกต่อเนื่องไปจนโต อย่าคิดว่า เมื่อลูกเริ่มโตแล้ว ก็ปล่อยให้เขามีชีวิตของตัวเอง พ่อแม่ต้องพยายามรู้จักเพื่อนของลูก และมีส่วนในการช่วยเหลือแนะนำไม่ทอดทิ้ง โดยกระทำอย่างละมุนละม่อม ไม่ใช่บีบบังคับ และไม่ควรใช้ความรุนแรง
  • พ่อแม่เลี้ยงลูกอย่างฉลาด ปรับตัวให้เข้ากับวัยของลูก อะไรที่เคยทำได้ผลดีเมื่อยังเล็ก เมื่อลูกโตขึ้นก็อาจใช้ไม่ได้ผลแล้ว พ่อแม่ต้องปรับวิธีการดูแลลูกให้เหมาะสมกับวัย การสังเกตลูกอย่างต่อเนื่อง จะเป็นเครื่องมือช่วยให้พ่อแม่ทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของลูกได้อย่างต่อเนื่อง และทำให้ปรับตัวเข้ากับวัยของลูกได้ง่ายขึ้น
  • นอกจากความรัก ที่ต้องทำควบคู่กันไปคือ การกำหนดขอบเขตให้เด็ก พ่อแม่ต้องวางกฎวินัยให้ลูก และเมื่อลูกแสดงความรับผิดชอบ และแสดงความเป็นผู้ใหญ่ จึงจะผ่อนคลายการควบคุมลงทีละเล็กละน้อย หากเห็นว่าลูกไม่สามารถจัดการกับเวลาและความเป็นอิสระของตัวเองได้ดี ก็ต้องกลับมากำหนดขอบเขตให้ใหม่ และค่อยๆพัฒนาเขาไปให้เป็นอิสระ รับ ผิดชอบตัวเอง
  • ส่งเสริมความเป็นตัวของตัวเอง และให้โอกาสที่เด็กวัยรุ่นจะมีความเป็นอิสระภายใต้การช่วยเหลือสนับสนุนของผู้ ใหญ่
  • พ่อแม่ต้องขยันที่จะอธิบายเหตุผลให้ลูกฟัง ว่าทำไมควรทำเช่นนั้น เช่นนี้ อย่าใช้คำพูดเพียงว่า “นี่เป็นคำสั่ง” หรือ พ่อ/แม่เห็นว่า “ลูกต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้” ต้องเคารพในความเป็นคนของเขา และให้ความเสมอภาคด้วยการอธิบายและเปิดโอกาสให้ลูกซักถาม โต้ตอบ เสนอความเห็นด้วยอยู่เสมอ จึงจะเป็นวิธีปลูกฝังการดำเนินชีวิตที่อิสระ เป็นประชาธิปไตย ให้เกียรติ เคารพสิทธิของผู้อื่น เห็นอกเห็นใจ ไม่เอาเปรียบ และทำตัวเป็นประโยชน์กับครอบครัวและสังคม

เกร็ดความรู้เพื่อครู

ครูควรให้ความสนใจต่อตัวเด็กเป็นรายบุคคลในระหว่างที่เด็กเล่นรวมกันเป็นกลุ่ม จะกระตุ้นให้เด็กรื้อฟื้นความทรงจำในอดีต เข้ามาเชื่อมโยงกับสิ่งที่พบเห็นในปัจจุบัน ช่วยกระตุ้นการเชื่อมโยงของสมองที่จะเรียนรู้จากความทรงจำเดิม ทบเข้ากับความทรงจำใหม่

บรรณานุกรม

  1. จันทร์เพ็ญ ชูประภาวรรณ และคณะ. (2551). รู้จัก kid รู้จิตเด็ก. กรุงเทพฯ. ฐานการพิมพ์.
  2. --------------. (2549). คืนอิสระสู่สมองเด็กไทย ... แก้วิกฤตชาติ. กรุงเทพฯ. ซีเอ็ด.
  3. --------------.(2546). เด็กไทยใครว่าโง่.. เปลี่ยนการเรียนรู้ของเด็กไทยให้ทันโลก. กรุงเทพฯ. ซีเอ็ด.
  4. Jensen, Eric. (2005). Teaching with the brain in mind. Virginia: Association for supervision and curriculum development.
  5. Call, Nicola and Featherstone, Sally. (2003) Thinking child – Brain-based learning for the foundation stage. Network Educational Press Ltd.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน