หน้าหลัก » บทความ » เลขคณิต (Math)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

เลขคณิต หรือสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์เกี่ยวข้องกับชีวิตของเราตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นจนกระทั่งหลับไป เราสามารถเตรียมลูกให้มีความพร้อมทางด้านคณิตศาสตร์ได้ ตั้งแต่ก่อนเข้าเรียน และสามารถช่วยให้ลูกประสบความสำเร็จในการเรียนคณิตศาสตร์ ด้วยการเปิดโอกาสให้ลูกได้รับการส่งเสริมให้เรียนรู้ผ่านการเล่น การทำกิจกรรมต่างๆ ได้ลงมือปฏิบัติ และคิดด้วยตัวเอง โดยทำให้คณิตศาสตร์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันเป็นเรื่องง่ายและสนุก ด้วยการสอนคณิตศาสตร์ผ่านกิจวัตรประจำวันรอบตัว กระบวนการทางคณิตศาสตร์จะช่วยให้ลูกรู้จักคิดไตร่ตรอง มีเหตุผล และทำให้ลูกมีความสามารถในการแก้ปัญหา มีประโยชน์ในการสื่อสาร การนำเสนอ การให้เหตุผล ส่งเสริมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และคณิตศาสตร์ยังสามารถเชื่อมโยงเข้ากับวิชาอื่น ซึ่งจะช่วยให้ลูกเข้าใจสิ่งต่างๆ อย่างมีความหมาย และสามารถปฏิสัมพันธ์กับสิ่งนั้นๆ ได้อย่างถูกต้องอีกด้วย

คณิตศาสตร์สำคัญอย่างไร?

คณิตศาสตร์มีความสําคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาความคิด ทั้งความคิดสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีเหตุผล เป็นระบบ มีแบบแผน สามารถวิเคราะห์ปัญหาหรือสถานการณ์ได้อย่างถี่ถ้วน รอบคอบ ช่วยให้คาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจ แก้ปัญหา และนําไปใช้ในชีวิตประจําวันได้อย่างถูกต้องเหมาะสม อีกทั้ง ยังเป็นเครื่องมือในการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและศาสตร์อื่นๆ คณิตศาสตร์จึงมีประโยชน์ต่อการดําเนินชีวิต ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข การเตรียมลูกให้มีความพร้อมโดยการสร้างทัศนคติที่ดีต่อคณิตศาสตร์ให้ลูก จะเป็นการช่วยให้ลูกได้เรียนรู้คณิตศาสตร์จากสิ่งรอบตัว ซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับลูกในอนาคต เพราะลูกจะเห็นว่าคณิตศาสตร์ไม่ใช่เรื่องยาก แต่เป็นเรื่องที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน สามารถนำมาเล่นสนุกและเรียนรู้ได้ ไม่ใช่การเรียนแบบท่องจำ หรือการเรียนพิเศษแต่เป็นการเรียนรู้ที่เกิดจากความเข้าใจและการได้ปฏิบัติจริง สามารถนำมาใช้ประโยชน์และพัฒนาชีวิตของตนเอง

กระทรวงศึกษาธิการกำหนดสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ไว้อย่างไร?

กระทรวงศึกษาธิการกําหนดคุณภาพผู้เรียนที่จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ดังนี้

  • มีความรู้ความเข้าใจและความรู้สึกเชิงจํานวนเกี่ยวกับจํานวนนับไม่เกินหนึ่งแสนและศูนย์ (0, 1-100,000) และการดําเนินการของจํานวน สามารถแก้ปัญหาเกี่ยวกับการบวก การลบ การคูณ และการหาร พร้อมทั้งตระหนักถึงความสมเหตุสมผลของคําตอบที่ได้
  • มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความยาว ระยะทาง น้ำหนัก ปริมาตร ความจุ เวลาและเงิน สามารถวัดได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม และนําความรู้เกี่ยวกับการวัดไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ต่างๆ ได้
  • มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับรูปสามเหลี่ยม รูปสี่เหลี่ยม รูปวงกลม รูปวงรี ทรงสี่เหลี่ยมมุมฉาก ทรงกลม ทรงกระบอก รวมทั้ง จุด ส่วนของเส้นตรง รังสี เส้นตรง และมุม
  • มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแบบรูป และอธิบายความสัมพันธ์ได้
  • รวบรวมข้อมูล และจําแนกข้อมูลเกี่ยวกับตนเองและสิ่งแวดล้อมใกล้ตัวที่พบเห็นในชีวิตประจําวัน และอภิปรายประเด็นต่างๆ จากแผนภูมิรูปภาพและแผนภูมิแท่งได้
  • ใช้วิธีการที่หลากหลายแก้ปัญหา ใช้ความรู้ ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ในการแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม ให้เหตุผลประกอบการตัดสินใจ และสรุปผลได้อย่างเหมาะสม
  • ใช้ภาษาและสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ในการสื่อสาร การสื่อความหมาย และการนําเสนอได้อย่างถูกต้อง เชื่อมโยงความรู้ต่างๆ ในคณิตศาสตร์และเชื่อมโยงคณิตศาสตร์กับศาสตร์อื่นๆ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ในระดับอนุบาล สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ ได้พัฒนากรอบมาตรฐานการเรียนรู้คณิตศาสตร์ปฐมวัย ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 สำหรับเด็กก่อนประถมศึกษา (5-6 ขวบ) ไว้ดังนี้
  • มีความรู้ ความเข้าใจและมีพัฒนาการด้านความรู้สึกเชิงจำนวน เกี่ยวกับจำนวนนับไม่เกินยี่สิบ และเข้าใจเกี่ยวกับการรวมกลุ่ม และการแยกกลุ่ม
  • มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับความยาว น้ำหนัก ปริมาตร เวลา และเงิน สามารถวัดและบอกความยาว น้ำหนัก และปริมาตร โดยใช้เครื่องมือและหน่วยที่ไม่ใช่หน่วยมาตรฐาน สามารถเรียงลำดับเรียงลำดับชื่อวันในหนึ่งสัปดาห์และบอกกิจกรรมหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อวานนี้ วันนี้ พรุ่งนี้ เข้าใจเกี่ยวกับเงิน สามารถบอกชนิดและค่าของเงินเหรียญและธนบัตร
  • มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับตำแหน่ง ทิศทางและระยะทาง สามารถใช้คำบอกตำแหน่ง ทิศทาง และระยะทาง และแสดงตำแหน่ง ทิศทาง และระยะทางของสิ่งต่าง ๆ สามารถจำแนกทรงกลม ทรงสี่เหลี่ยมมุมฉาก กรวย ทรงกระบอก และจำแนกรูปวงกลม รูปสามเหลี่ยม รูปสี่เหลี่ยม สามารถอธิบายการเปลี่ยนแปลงรูปเรขาคณิตสองมิติที่เกิดจากการตัด ต่อเติม พับ หรือคลี่ และสร้างสรรค์งานศิลปะจากรูปเรขาคณิตสามมิติและสองมิติ
  • มีความรู้ ความเข้าใจ แบบรูปของรูปที่มีรูปร่าง ขนาด สี ที่สัมพันธ์กันอย่างใดอย่างหนึ่ง สามารถต่อแบบรูปที่กำหนดและสร้างเพิ่มเติม
  • มีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลและการนำเสนอข้อมูลในรูปแผนภูมิอย่างง่าย

พ่อแม่จะช่วยส่งเสริมลูกด้านคณิตศาสตร์ได้อย่างไร?

พ่อแม่สามารถช่วยให้ลูกประสบความสำเร็จในการเรียนคณิตศาสตร์ด้วยการส่งเสริมให้เรียนรู้ผ่านการเล่น การทำกิจกรรมต่างๆ ได้ลงมือปฏิบัติ และคิดด้วยตัวเอง สิ่งเหล่านี้สามารถทำได้ตั้งแต่ลูกยังเล็ก ก่อนเข้าเรียนในโรงเรียน โดยทำให้คณิตศาสตร์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันเป็นเรื่องง่ายๆ และสนุก ด้วยการสอนคณิตศาสตร์ผ่านกิจวัตรประจำวันรอบตัว ซึ่งกระบวนการเรียนรู้ของเด็กจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเด็กได้เพ่งสายตาไปที่วัตถุ การตั้งใจเพ่งมองหรือการสังเกตจะทำให้เด็กคุ้นเคยกับโลกที่เขาอยู่ ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่เต็มไปด้วยสรรพสิ่งในการเรียนรู้ สวนสาธารณะที่มีของจริงให้ศึกษา สัตว์ พืช สภาพดินฟ้าอากาศ ล้วนมีคุณค่าต่อการเรียนรู้ของเด็กทั้งสิ้น

การสังเกต เป็นการฝึกให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ถึงคุณสมบัติของแต่ละสิ่ง ซึ่งจะทำให้เด็กสามารถแยกแยะสิ่งต่างๆ ออกจากกันและเรียนรู้ถึงรายละเอียดที่เหมือนและแตกต่างกันของวัตถุแต่ละชิ้น ช่วยให้เด็กได้ฝึกตีความหมายและใช้ประโยชน์ของรายละเอียดเหล่านั้น นำไปสู่การเปรียบเทียบ การจำแนก การลงความเห็น และสร้างความเข้าใจในเรื่องความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกได้อย่างถูกต้อง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว พ่อแม่ควรใช้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันสอนทักษะทางคณิตศาสตร์ต่างๆ ให้กับลูก โดยการชี้นำให้ลูกได้รู้จักตัวเขาเองและโลกที่อยู่รอบตัว เปิดโอกาสให้ลูกได้จับต้อง สัมผัส สังเกต ตีความหมาย และสื่อสารบ่อยๆ ทั้งนี้ควรฝึกให้ลูกมีความรับผิดชอบที่จะรักษาสิ่งแวดล้อมให้คงสภาพที่ดีงาม ได้ทดลองด้วยตัวของเขาเอง ได้รู้จริงด้วยการทำจริง เพื่อจะเป็นพื้นฐานสำหรับการเรียนรู้ในเรื่องที่ซับซ้อนต่อไป โดยเริ่มจากการสังเกตสิ่งของที่อยู่รอบตัว สิ่งของต่างๆ ที่มีอยู่ในบ้าน อาจเป็นสิ่งคุ้นเคยสำหรับลูก แต่พ่อแม่ควรสอนให้รู้จักชื่อเรียก คุณสมบัติ และวิธีการใช้ หรือตำแหน่งที่วาง ขณะเดียวกันในบ้านก็มีสิ่งของที่ไม่คุ้นตาลูกเหมือนกัน พ่อแม่จึงควรชี้แนะให้ลูกได้มีโอกาสสำรวจและฝึกสังเกตสิ่งของเหล่านั้น โดยให้ลูกได้เรียนรู้ชื่อเรียก เรียนรู้ส่วนประกอบต่างๆ อธิบายการใช้ ข้อควรระวัง รวมถึงตำแหน่งที่เก็บวาง เพื่อให้ลูกได้มีข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุและคุ้นเคยกับโลกรอบตัวมากขึ้น เช่น สิ่งของที่วางอยู่ในห้องต่างๆ ในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นในห้องรับแขก ห้องครัว ห้องน้ำ ห้องนอน และในตู้เก็บของต่างๆ ขณะที่พาลูกสำรวจดูสิ่งของต่างๆ เหล่านั้นควรเปิดโอกาสให้ลูกได้พิจารณา จับต้อง ลูบคลำ สัมผัส ให้บอกชื่อ ศึกษาคุณสมบัติของวัตถุ ได้แก่ สี รูปทรง ผิวสัมผัส ความแข็ง ความนุ่ม หนัก เบา วัตถุดิบ วัสดุธรรมชาติที่ใช้ โดยพ่อแม่ถามคำถามเพื่อกระตุ้นให้ลูกตอบ ให้ลูกได้พูดบรรยาย ได้ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด เพื่อลูกจะได้มีข้อมูลเก็บสะสมไว้

ตัวอย่างกิจกรรมส่งเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์

บ้านของเราอยู่กันกี่คน: เมื่อลูกคุ้นเคยกับชื่อเรียกต่างๆ พ่อแม่สามารถชี้ชวนลูกนับสิ่งของที่มีอยู่รอบตัว เริ่มจากการนับสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุด นั่นก็คือ นับจำนวนคนที่อยู่อาศัยในบ้าน

  • บ้านของเรามีคนอาศัยอยู่ทั้งหมดกี่คน ใครบ้าง และแต่ละคนทำหน้าที่อะไร รวมทั้งหากไม่มีคนเหล่านี้หรือคนเหล่านี้ไม่ทำหน้าที่ที่ต้องทำจะเกิดอะไรขึ้น
  • นับจำนวนอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย เช่น นิ้วมือ นิ้วเท้า ตา หู จมูก ปาก
  • นับจำนวนของเล่นที่ลูกมีอยู่ จำนวนของสิ่งต่างๆ ที่มีในห้องแต่ละห้อง
  • นับจำนวนคุ้กกี้ จำนวนผลไม้ จำนวนชิ้นอาหารที่มีอยู่ในจาน พ่อแม่สามารถชวนลูกจัดโต๊ะอาหาร เรียนรู้คำศัพท์เกี่ยวกับอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการรับประทานอาหาร เช่น จาน ชาม ช้อน ส้อม แก้วน้ำ รวมไปถึงจำนวนโต๊ะ เก้าอี้ที่ต้องใช้ ชี้ชวนให้ลูกช่วยจัดสิ่งของต่างๆ ให้พอดีกับจำนวนคนในบ้าน
  • นับจำนวนรถยนต์ รถจักรยานที่จอดอยู่ในบ้าน
  • นับจำนวนดอกไม้ในสวน จำนวนเด็กที่เล่นอยู่ในสวน ฯลฯ

การสอนนับ พ่อแม่ควรเริ่มสอนนับจาก 1-5 แล้วจึงเพิ่มเป็น 1-10 ฝึกให้ลูกนับจากสิ่งของที่เป็นรูปธรรม จับต้องได้ เมื่อลูกเริ่มเข้าใจ จึงโยงเข้าสู่ตัวเลขที่เป็นสัญลักษณ์แทนค่า (1-10) โดยใช้สิ่งของรอบตัว เช่น เลขที่บ้าน ทะเบียนรถ นาฬิกา หนังสือ เบอร์โทรศัพท์ เป็นต้น เมื่อพ่อแม่ทำบ่อยๆ ลูกจะจำตัวเลขและแทนค่าตัวเลขกับจำนวนได้อย่างเข้าใจ

สำหรับลูกที่โตจนเข้าใจตัวเลขแล้ว ก็สามารถขยับการเล่นขึ้นไป โดยชี้ชวนให้ลูกสนุกกับการบวกลบตัวเลขที่อยู่ใกล้ตัว เช่น บวกลบตัวเลขทะเบียนรถ บวกลบค่าขนมง่ายๆ เป็นการสอนเรื่องการใช้เงิน ซื้อเท่าไร ให้เงินคนขายไปเท่าไร จะได้รับทอนมาเท่าไร


นาฬิกาที่แขวนอยู่ในบ้านมีรูปทรงอะไรนะ: ชีวิตของเราล้วนเกี่ยวข้องกับรูปทรงต่างๆ มากมาย การชี้ชวนให้ลูกศึกษารูปทรงของสรรพสิ่ง ต้องใช้คำศัพท์ทางเรขาคณิต เป็นต้นว่า เส้นตรง วงกลม สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม ฯลฯ สิ่งของบางชิ้นมีรูปทรงที่แน่นอน เห็นได้ชัดเจน เช่น ลูกบอลเป็นลูกกลม ในขณะที่รูปทรงของวัตถุที่มีอยู่ในธรรมชาติอื่นๆ ไม่อาจใช้คำอธิบายที่มีความหมายง่ายๆ เหมือนคำศัพท์ทางเรขาคณิตได้ เช่น เมฆ ใบไม้ หรือสัตว์บางชนิด จะต้องมีคำศัพท์ที่จะช่วยอธิบายเพื่อให้เราสามารถกล่าวถึงรูปทรงของสิ่งดังกล่าวได้ ซึ่งการสอนให้ลูกสังเกตรูปทรงอย่างง่ายๆ เพื่อดูว่าเป็นวัตถุอะไร พ่อแม่สามารถสอนได้จากของใกล้ตัว เช่น นาฬิกา ลูกบอล จาน แก้วน้ำ โต๊ะ จากรูปภาพในหนังสือ หรือพ่อแม่วาดขึ้นมาเอง ของใกล้ตัวอย่างของเล่นของลูก ก็สามารถนำสอนเรื่องรูปทรงเรขาคณิตได้ดีมากทีเดียว เช่น ไม้บล็อก ซึ่งมีหลายรูปทรงให้ลูกได้เรียนรู้ รวมทั้งสามารถเรียนรู้สีสันและขนาดเพิ่มเติมได้อีกด้วย

ความรู้เกี่ยวกับรูปทรงเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะนำไปสู่การถ่ายทอดความคิดอย่างมีจินตนาการ ไม่ว่าจะเป็นการเขียน วาด การเคลื่อนไหว หรือการพูดจา เพราะรูปทรงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เรารู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร ความแตกต่างทางรูปทรงยังนำไปสู่การทำให้เด็กเห็นความเหมือนหรือความคล้ายคลึงกันของสิ่งของต่างประเภทกัน พ่อแม่ควรทำดังนี้

  • ชี้ชวนให้ลูกสังเกตรูปทรงของสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ในบ้านและรอบๆ บ้าน เช่น โต๊ะ เก้าอี้ นาฬิกา จาน แก้ว กล่อง ของเล่น ต้นไม้ ผัก ผลไม้ ก้อนเมฆ เป็นต้น
  • ส่งเสริมให้ลูกบรรยายรูปทรงด้วยคำพูด ฝึกให้ใช้คำเปรียบเทียบ เช่น รูปทรงเหมือนรูปหัวใจ เห็ดมีรูปทรงเหมือนร่ม
  • เปิดโอกาสให้ลูกได้เคลื่อนไหว โดยพ่อแม่อาจตั้งคำถามเกี่ยวกับรูปทรง เช่น ลองมาเป็นต้นไม้สูงกัน สมมติตัวเองเป็นผีเสื้อ จะบินไปไหนดี เป็นต้น

โอ้โฮ! ต้นไม้อะไรสูงจัง: เมื่อพ่อแม่สอนให้ลูกได้รู้จักชื่อเรียกและรูปทรงของสิ่งต่างๆ ทักษะทางคณิตศาสตร์ที่ควรเพิ่มเติมต่อไปคือ

  • การสอนให้รู้จักการเปรียบเทียบ เช่น พ่อแม่และลูกช่วยกันวัดความสูงของต้นไม้ที่มีอยู่ในสวน แล้วเปรียบเทียบความสูง ต้นไหนสูงกว่ากัน ต้นไหนเตี้ยที่สุด
  • เปรียบเทียบสิ่งของที่มีจำนวนมากกว่า น้อยกว่า และเท่ากัน พ่อแม่อาจตักน้ำใส่ภาชนะที่มีรูปทรงแตกต่างกันเพื่อเปรียบเทียบปริมาณ ให้ลูกทายว่ารูปทรงไหนสามารถจุน้ำได้มาก-น้อยกว่ากัน
  • การสอนขนาด ให้ลูกได้สังเกตความแตกต่างระหว่างของสองสิ่งหรือมากกว่านั้น เช่น ใหญ่กว่า เล็กกว่า ยาวกว่า สั้นกว่า โดยวางเสื้อของพ่อ เสื้อของแม่ และเสื้อของคุณลูก ให้ลูกดูและเปรียบเทียบว่าเสื้อตัวไหนเป็นของพ่อ ตัวไหนเป็นของแม่ และตัวไหนเป็นของตนเอง เสื้อแต่ละตัวมีขนาดต่างกันอย่างไร ให้ลูกไปวัดเปรียบเทียบว่ายาวกว่า สั้นกว่าอย่างไร ให้ลูกรู้จักขนาดเล็ก-กลาง-ใหญ่/สั้น-ยาว โดยการเรียงของที่ขนาดมีแตกต่างกันให้ลูกดู เช่น เสื้อของพ่อขนาดใหญ่กว่าเสื้อของลูก แม่ตัวสูงกว่าลูก เป็นต้น นอกจากเรียนรู้เรื่องขนาด ยังสามารถเรียนรู้เรื่องความแตกต่างของสีและแบบของเสื้อได้อีกด้วย
  • ชักชวนให้ลูกสังเกตหนังสือเล่มต่างๆ ว่ามีความหนา บางแตกต่างกัน ให้ลูกได้สำรวจว่าหนังสือเล่มไหนหนักกว่า หนังสือเล่มไหนเบากว่า หรือให้ลูกลองยกสิ่งของต่างๆ ในบ้านแล้วบอกว่าสิ่งไหนหนัก สิ่งไหนเบา
  • การฝึกจับคู่ การจัดหมวดหมู่ ให้ลูกช่วยจัดโต๊ะอาหาร เลือกชุดจานชามที่จะใช้ ให้ลูกจับคู่ช้อนส้อมที่เป็นคู่กัน มีลวดลายเหมือนกัน จัดวางแก้วน้ำทางด้านขวามือ ฝึกจับช้อนด้วยมือขวา จับส้อมด้วยมือซ้าย เป็นต้น
  • เล่นกิจกรรมทำตามคำสั่ง โดยพ่อแม่จะเป็นผู้ออกคำสั่ง หรือให้ลูกเป็นผู้ออกคำสั่ง แล้วพ่อแม่ทำตามคำสั่งลูกก็ได้ เช่น จัดหมวดหมู่สิ่งของ เช่น ผัก ผลไม้ เครื่องเขียน เครื่องดนตรี หยิบหนังสือไปวางบนชั้นหนังสือ จัดแยกจาน ชาม ช้อน ส้อมเก็บเข้าที่
  • สอนให้ลูกพับผ้าและคัดแยกเสื้อ กางเกง ถุงเท้า ผ้าเช็ดหน้า รวมทั้งจัดเก็บเข้าที่
  • ชวนลูกทำศิลปะ ให้ลูกวาดภาพตามจินตนาการหรือตามคำสั่ง เช่น วาดดอกไม้ 3 ดอก ลูกจะได้เรียนรู้เรื่องค่าของตัวเลขและจำนวนนับ เช่น 1 2 3…ตามจำนวนของสิ่งที่มีอยู่ในภาพ โดยที่พ่อแม่คอยซักถามลูก เพื่อให้ลูกได้สะสมข้อมูลเหล่านี้ ลูกสามารถเรียนรู้เรื่องรูปทรงที่แตกต่างกันผ่านงานศิลปะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการวาดภาพ งานปั้น งานสาน งานเย็บปักถักร้อย ฯลฯ ล้วนเชื่อมโยงเข้ากับคณิตศาสตร์ได้ทั้งสิ้น เพียงแต่ควรทำด้วยความสนุกสนาน ท้าทาย และไม่กดดัน
  • สอนลูกร้อยลูกปัดที่มีรูปร่างต่างๆ หลอดกาแฟ กระดาษสี ฯลฯ การร้อยลูกปัดทำให้ลูกได้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ได้คิดออกแบบ และเรียนรู้การบวก การนับจำนวนของที่ใช้ การรวมจำนวนทั้งหมดเข้าด้วยกัน เรียนรู้ขนาด-รูปทรง–สีสัน ฝึกให้ลูกคิดเป็นระบบ ซึ่งเป็นพื้นฐานของการเรียนคณิตศาสตร์ต่อไป โดยพ่อแม่อาจกำหนดชุดตัวเลขขึ้นมาให้ลูกร้อยสิ่งของตามชุดตัวเลขที่กำหนดขึ้นหรือลูกอาจเป็นผู้กำหนดเอง เช่น 4 5 6 ลูกก็จะร้อยลูกปัด 4 ชิ้น หลอดกาแฟ 5 ชิ้น กระดาษสี 6 ชิ้น เป็นต้น
  • ชวนลูกเข้าครัว ทำอาหาร อีกหนึ่งบทเรียนอันมีคุณค่าในบ้าน ที่นอกจากจะได้ความอร่อย ความสนุก ยังได้ความผูกพันในครอบครัว ที่ไม่สามารถหาได้จากที่ไหน พ่อแม่อาจเริ่มจากเมนูง่ายๆ เช่น บัวลอย ให้ลูกได้เรียนรู้การตวงแป้ง ได้ใช้มือในการคลุกเคล้าส่วนผสม นำมาปั้นเป็นรูปและมีสีสันต่างๆ หรือจะเป็นการทำเกี๊ยวน้ำ เกี๊ยวทอด ที่ลูกสนุกกับการปรุงรสหมู ห่อเกี๊ยว ที่สำคัญ พ่อแม่สามารถสอนสุขนิสัยที่ดีให้ลูก ด้วยการให้ล้างมือให้สะอาดก่อนและหลังการทำอาหาร การตัดเล็บให้สั้นอยู่เสมอ การรวบผมให้เรียบร้อย มารยาทในการรับประทานอาหาร และยังรวมไปถึงการล้างจานให้สะอาด เก็บจานเข้าที่อย่างเป็นระเบียบอีกด้วย

ไปซูเปอร์มาร์เกตกันดีกว่า: การสอนให้ลูกได้เรียนรู้คณิตศาสตร์จากสิ่งรอบตัว จะเป็นการสร้างทัศนคติที่ดีต่อคณิตศาสตร์ให้ลูก เพราะลูกจะเห็นว่าคณิตศาสตร์ไม่ใช่เรื่องยาก แต่เป็นเรื่องที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน และสามารถนำมาเล่นสนุกกันได้ พ่อแม่ควรพาลูกไปเดินเล่นตามถนนหนทางใกล้บ้าน โดยเริ่มจากการพูดคุยถึงวัตถุประสงค์ในการเดินเที่ยว พูดถึงสิ่งที่จะพบเห็น ข้อควรระวัง การปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง พาลูกสำรวจร้านขายของต่างๆ มีอะไรที่ขายในร้านนั้นๆ บ้าง และหากเราต้องการจะซื้อของ ควรจะพูดกับคนขายว่าอย่างไร พาลูกไปที่ซูเปอร์มาร์เกต ห้างสรรพสินค้า ตลาดสด ชี้ชวนให้ลูกสนใจสิ่งต่างๆ ดูร้านขายของหลากหลายชนิดแตกต่างกัน การจัดหมวดหมู่สินค้าของซูเปอร์มาร์เกต ให้ลูกได้พูดคุยถึงสิ่งที่พบเห็น สอนให้ลูกรู้จักค่าของเงิน (บาท สตางค์) จากป้ายราคาสินค้า สอนเรื่องจำนวน โหล ราคาต่อหน่วย การอ่านฉลากสินค้า วันหมดอายุ ชื่อยี่ห้อสินค้า การเปรียบเทียบให้เห็นว่าชิ้นไหนมีราคาถูก-แพงกว่ากัน ทดลองให้ลูกบวก-ลบเลขจากจำนวนเงินที่ต้องจ่ายง่ายๆ ถ้าให้เงินเท่านี้ควรจะได้รับเงินทอนเท่าไหร่ นอกจากนี้พ่อแม่ยังสามารถสอนเรื่องขนาด รูปร่าง รูปทรง ปริมาตร น้ำหนัก ความจุ ลิตร ซีซี เห็นไหมว่าการไปซูเปอร์มาร์เกตเกิดความสนุกสนานและสามารถเกิดการเรียนรู้ไปได้ด้วย ลูกจะชอบมากหากเขามีส่วนร่วมกับพ่อแม่ในเรื่องต่างๆ ได้แสดงความคิดเห็น ได้ฝึกตัดสินใจ ได้เลือก ฯลฯ ถือเป็นโอกาสที่ดีในการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของลูกๆ เลยทีเดียว

อาบน้ำเสร็จ อ่านหนังสือนิทานกันนะ: ลูกควรเรียนรู้เรื่องเวลา และรู้ว่าเวลาไหนควรทำอะไร ซึ่งเป็นการฝึกวินัยพื้นฐานในชีวิตประจำวัน การสอนเรื่องเวลาทำได้หลากหลายวิธี เช่น

  • พ่อแม่สามารถบอกลูกให้ทำสิ่งต่างๆ ก่อน-หลัง ตามลำดับ เช่น “อาบน้ำก่อนแล้วค่อยอ่านหนังสือ” หรือเล่านิทานที่เกี่ยวข้องกับเวลาในการทำกิจวัตรประจำวัน และเมื่อเล่าจบ พ่อแม่พูดคุยกับลูกในส่วนที่เกี่ยวกับช่วงเวลาเชื่อมโยงกับกิจกรรมในแต่ละวันของลูก
  • การสอนให้รู้เรื่องชั่วโมง เวลา นาที เช่น “อีก 10 นาทีพ่อจะไปส่งหนูที่โรงเรียน” พ่อสามารถสอนลูกได้ว่า เข็มสั้น-เข็มยาวจะอยู่ตรงไหนเมื่อถึงเวลาที่คุยกัน พ่อแม่ควรพูดถึงกิจวัตรประจำวันเชื่อมโยงกับตัวเลขและใช้ประโยชน์จากนาฬิกา ซึ่งเต็มไปด้วยตัวเลขให้มากที่สุด
  • พ่อแม่ควรอธิบายให้ลูกเห็นความแตกต่างระหว่างกลางวันกับกลางคืน อาจยกตัวอย่างง่ายๆ จากการสังเกตสิ่งแวดล้อมรอบตัว เช่น “ตอนเช้าตื่นนอน ลูกไปโรงเรียน พ่อแม่ไปทำงาน” “ตอนกลางคืนมืด เพราะพระอาทิตย์ตก เราก็จะเข้านอน ส่วนตอนกลางวันสว่าง เพราะมีพระอาทิตย์ส่อง เราก็จะไปทำงาน ไปโรงเรียน" ชี้ชวนให้ลูกดูท้องฟ้า ดูดวงจันทร์ ดวงดาวในตอนกลางคืน ดูพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้า เขาจะได้เห็นความแตกต่างของกลางวัน-กลางคืนได้ชัดเจนขึ้น
  • พ่อแม่สามารถสอนลูกให้รู้จักวันในสัปดาห์จากกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้น เช่น “วันจันทร์แม่ต้องไปทำงาน ลูกต้องไปโรงเรียน วันเสาร์-อาทิตย์ แม่หยุดอยู่บ้าน ลูกก็หยุดอยู่บ้าน”
  • สอนเรื่องเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือน เช่น “เดือนสิงหาคม มีวันแม่แห่งชาติ เราได้ทำอะไรกันบ้าง”

จะเห็นได้ว่า การสอนคณิตศาสตร์ผ่านชีวิตรอบตัว ซึ่งเริ่มต้นจากการสอนให้ลูกได้รู้จักกับสิ่งแวดล้อมที่อยู่ใกล้ตัว เรียนรู้ที่จะชี้และบอกสิ่งต่างๆ ได้ รู้ว่าแต่ละสิ่งมีคุณสมบัติ หน้าที่ และประโยชน์อย่างไร ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่มีความหมายต่อการเรียนรู้ของลูก โดยสอนในสิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นประโยชน์ต่อชีวิตของลูกจริงๆ ให้ลูกได้มีโอกาสได้ยิน ได้เห็น ได้จับต้อง ได้สัมผัส ลูกจะคุ้นเคย เพราะสามารถเห็นอยู่รอบตัวเป็นประจำ จึงไม่ใช่การเรียนแบบท่องจำ แต่เป็นการเรียนรู้ที่เกิดจากความเข้าใจและการได้ปฏิบัติจริง สามารถนำมาใช้ประโยชน์และพัฒนาชีวิตของตนเอง ไม่เพียงเท่านั้น พ่อแม่ยังควรส่งเสริมให้ลูกๆ ได้เรียนรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับสิ่งต่างๆ เหล่านั้น รวมทั้งชี้แนะให้ลูกได้เข้าใจสิ่งที่มีลักษณะตรงกันข้าม คือ สภาวะของความไม่เที่ยงของสิ่งนั้นๆ จะช่วยให้ลูกเข้าใจสิ่งต่างๆ อย่างมีความหมาย และสามารถปฏิสัมพันธ์กับสิ่งนั้นๆ ได้อย่างถูกต้องอีกด้วย

เกร็ดความรู้เพื่อครู

ครูสามารถจัดกิจกรรมเพื่อเพิ่มทักษะทางคณิตศาสตร์ให้แก่เด็กได้โดยเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้จากสิ่งรอบตัว และการประยุกต์ใช้คณิตศาสตร์ในชีวิตประจำวัน โดยอาจจัดมุมบทบาทสมมุติให้เด็กได้เล่นขายของ ฝึกนับสิ่งของในห้องเรียน เปรียบเทียบจำนวนสิ่งของ สังเกตรูปร่าง รูปทรงของสิ่งของใกล้ตัวในห้องเรียน

บรรณานุกรม

  1. ดุษฎี บริพัตร ณ อยุธยา, หม่อม. (2542). การสอนวิทยาศาสตร์แนวใหม่ สำหรับเด็กปฐมวัย. แปลจาก MATAL Science Programme by Dina Stachel, กรุงเทพ: บริษัท นานมีบุ๊คส์ จำกัด.
  2. สํานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ.(2551). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑
  3. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ. กรอบมาตรฐานการเรียนรู้คณิตศาสตร์ปฐมวัย.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน