หน้าหลัก » Blogs » เล่นนั้นสำคัญไฉน (ตอนที่ 1)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


เล่นนั้นสำคัญไฉน

กล่าวได้ว่าไม่มีอะไรที่จะเป็นธรรมชาติสำหรับเด็กๆ ได้มากไปกว่าการเล่นอีกแล้ว เพราะหลังจากหนึ่งเดือนแรกของชีวิตที่ใช้เวลาไปกับการกินและนอนแล้ว เด็กๆ ก็เริ่มที่จะเล่นกับพ่อแม่และสิ่งต่างๆ รอบตัว เมื่อเด็กอยู่คนเดียว เขาจะเริ่มเล่นตามจินตนาการโดยการสร้างตัวละครและเนื้อเรื่องขึ้น และเมื่อพวกเขาอยู่กับเพื่อนๆ พวกเขาก็จะเริ่มเล่นเกมและทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน การเล่นเป็นสิ่งพื้นฐานสำหรับเด็กไม่ว่าจะเป็นใคร หรืออยู่ในสังคมใดก็ตาม และมีความสำคัญต่อการอยู่ดีมีสุขของเด็กๆ มาก กระทั่งองค์การสหประชาชาติได้ประกาศให้การเล่นเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ควบคู่ไปกับสิทธิในการมีที่อยู่อาศัยและการเข้าถึงการศึกษา

อย่างไรก็ตาม รูปแบบการเล่นในปัจจุบันกลายเป็นสิ่งที่ไม่ส่งผลดีต่อเด็กๆ เท่าที่ควร งานวิจัยเมื่อปี ค.ศ. 2011 ชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร the American Journal of Play กล่าวว่า เวลาในการเล่นอิสระ ไม่มีรูปแบบตายตัวของเด็กๆ (Free and unstructured playtime) ลดน้อยลงกว่าเดิมในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่จะเป็นการเล่นที่มีรูปแบบที่กำหนดไว้แล้ว (Structured playtime) เช่น ผ่านการนัดเล่นในศูนย์ และห้องเรียนส่งเสริมพัฒนาการเด็ก เป็นต้น ปีเตอร์ เกรย์ (Peter Gray) ศาสตราจารย์เกียรติคุณด้านจิตวิทยาและเป็นผู้เขียนงานวิจัยดังกล่าว กล่าวว่า การที่เด็กๆ ได้เล่นอย่างอิสระน้อยลง “เกิดจากการที่ผู้ใหญ่เข้ามาควบคุมกิจกรรมของเด็กมากขึ้นกว่าเดิม” แม้กระทั่งโรงเรียนประถมเองก็รู้สึกกดดันที่จะต้องทำให้นักเรียนมีผลการสอบวัดผลสัมฤทธิ์ของส่วนกลางที่ดี ทำให้เวลาพักลดลงไปด้วย เมื่อปี 1989 ในสหรัฐอเมริกา โรงเรียนประถมร้อยละ 96 จะมีช่วงพักอย่างน้อยหนึ่งครั้ง แต่สิบปีถัดมา แม้กระทั่งโรงเรียนอนุบาลก็มีเพียงร้อยละ 70 ที่มีช่วงพัก

ศาสตราจารย์ Gray และคณะผู้เชี่ยวชาญด้านการเล่นเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเด็กๆ ในระยะยาว จะเห็นได้จากอัตราการเป็นโรคซึมเศร้า (Depression) โรควิตกกังวล (Anxiety) รวมทั้งการฆ่าตัวตาย (Suicide) ที่เพิ่มสูงขึ้น ศาสตราจารย์ Gray กล่าวว่า “ถ้าเรารักบุตรหลานของเรา และอยากให้พวกเขาเติบโตอย่างแข็งแกร่ง เราต้องเปิดโอกาสให้พวกเขาได้เล่นอย่างเป็นอิสระมากขึ้น

ผู้ปกครองและครูไม่ได้ลดเวลาการเล่นของเด็กๆ ลงเพราะไม่หวังดีแต่อย่างใด หากแต่พวกเขาเชื่อว่าในโลกแห่งการแข่งขันสูงเช่นปัจจุบัน มีเวลาที่เด็กจะใช้ชีวิตเป็นเด็กได้น้อยลง กล่าวคือ การเล่นแบบอิสระอาจไม่คุ้มค่าเท่ากับการเรียนพิเศษหรือการเตรียมตัวสอบแข่งขัน พวกเขาจึงลดเวลาเล่นของบุตรหลานลงเพราะต้องการให้เด็กๆ ประสบความสำเร็จ และอาจเคยมีวิจัยที่สนับสนุนความคิดเช่นนั้นด้วย

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ได้เรียนรู้แล้วว่า การเล่นอย่างอิสระไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่เด็กๆ ชอบทำเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่เด็กๆ ต้องได้ทำ เพราะการเล่นช่วยให้เด็กๆ กระตือรือร้น และยิ่งสำคัญมากขึ้นไปอีกเมื่อมีเด็กๆ ที่มีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มากขึ้นเรื่อยๆ การเล่นยังช่วยกระตุ้นให้สมองตื่นตัว ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ยิ่งไปกว่านั้น ยังช่วยให้เด็กๆ รู้จักทำงานร่วมกัน และในขณะเดียวกันก็สามารถอยู่คนเดียวเป็น ช่วยให้พวกเขาเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

ข่าวดีคือว่า หลังจากที่ตัดเวลาเล่นของเด็กๆ ไปพักใหญ่ ผู้ปกครองและโรงเรียนต่างๆ ในสหรัฐอเมริกาก็เริ่มหันกลับมาให้ความสำคัญกับการให้เด็กๆ เล่นได้อย่างอิสระ มหาวิทยาลัย Texas Christian University นั้น เดบบี้ เรห์อา (Debbie Rhea) ได้พัฒนา โปรแกรมที่เรียกว่า ลิ้งค์ (LiiNK) ซึ่งย่อมาจาก “Let’s inspire innovation ’n kids” (มาสร้างแรงบันดาลใจในการคิดค้นให้แก่เด็กๆ กันเถอะ) เด็กๆ ในชั้นอนุบาลและประถมศึกษาปีที่ 1 ในโปรแกรมนี้ซึ่งทดลองแล้วในโรงเรียนหลายโรงในรัฐเท็กซัส (Texas) จะมีเวลาพักสี่ครั้งสั้นๆ ต่อวัน รวมกันได้ 1 ชั่วโมง ซึ่งจะช่วยให้เด็กๆ มีเวลาเล่นอย่างอิสระได้เพียงพอ ทั้งยังช่วยให้พวกเขามีสมาธิในการนั่งเรียนได้ดีขึ้น เพราะรู้ว่าอีกไม่นานก็จะถึงเวลาพัก

แม้ว่าในปัจจุบันจะมีการแข่งขันทางการเรียนสูงซึ่งทำให้เด็กๆ มีเวลาเล่นน้อยลง แต่การเล่นอย่างอิสระจะช่วยพัฒนาทักษะที่ไม่มีหุ่นยนต์ตัวใดจะทำแทนได้ นั่นคือ ความคิดสร้างสรรค์ และการทำงานเป็นหมู่คณะ อย่าลืมว่า ผู้บริหารระดับสูงยังต้องการเวลาพักเพื่อที่จะให้เกิดความคิดใหม่ ฉะนั้น เด็กๆ ก็เช่นกัน

แหล่งข้อมูล:

  1. “The Secret Power of Play” - http://time.com/4928925/secret-power-play/. [2018, November 1].
  2. “Why playtime is key to raising successful children” - https://www.weforum.org/agenda/2018/01/how-play-can-help-children-overcome-a-fractured-world/. [2018, November 1].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน