หน้าหลัก » บทความ » เล่นปนเรียน (Play and Learn)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

เล่นปนเรียน

การจัดการเรียนรู้แบบเล่นปนเรียน (Play and Learn) หมายถึง วิธีการจัดกิจกรรมให้กับเด็กปฐมวัยโดยยึดหลักจิตวิทยาและธรรมชาติของเด็กที่ชอบเล่นอยู่แล้ว ด้วยการใช้เทคนิควิธีการบูรณาการสาระความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ที่ต้องการให้เกิดกับเด็ก และการเล่นให้เข้าด้วยกัน ทำให้เด็กได้เล่น แสดงออก ได้ร้องเพลง ทำให้เด็กรู้สึกสนุกสนาน อยากเรียนรู้มากขึ้น การเล่นปนเรียนเป็นการเล่นที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญ ญาภายใต้การอำนวยความสะดวก สนับสนุน ชี้แนะ ช่วยเหลือของครูในด้านต่างๆ เพื่อให้การเรียนรู้แบบเล่นปนเรียนเกิดประโยชน์ต่อเด็กมากที่สุด

การเล่นปนเรียนสำคัญอย่างไร?

การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยมีความแตกต่างไปจากเด็กในวัยอื่น การจัดกิจกรรมหรือประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัยจึงเป็นกิจกรรมบูรณาการผ่านการเล่นที่หลากหลาย ฟรอเบล (Froebel) ผู้ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งการอนุบาลศึกษาเชื่อว่า การเล่นเป็นการเรียนรู้ของเด็ก ดังนั้น การจัดกิจกรรมให้กับเด็กในช่วงปฐมวัยจึงเป็นกิจกรรมเล่นปนเรียน หากสังเกตพฤติ กรรมการเรียนรู้ของเด็กทารก จะพบว่าเด็กในวัยนี้จะเล่นเกี่ยวกับตนเอง ซึ่งในระยะแรกเราอาจจะไม่ได้คิดว่าสิ่งที่เด็กทำนั้นเป็นการเล่น เพราะการเล่นของเด็กในระยะนี้เริ่มโดยการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆของร่างกายซ้ำๆ รวมทั้งเสียงซ้ำๆอยู่ตลอด เวลา ต่อมาเมื่อทารกจะมุ่งความสนใจในการเล่นออกไปที่คนอื่นหรือของสิ่งอื่น เช่น การเล่นเสียงระดับต่างๆเพื่อดูการตอบ สนองของแม่ หรือสำรวจร่างกาย หน้าตาของแม่ด้วยนิ้วมือ เป็นต้น การเล่นเกี่ยวกับตนเองนี้เป็นการเริ่มต้นที่จะเรียนรู้ลักษณะต่างๆของสิ่งแวดล้อมที่เด็กอาศัยอยู่ ต่อมาเมื่อเด็กมีอายุมากขึ้นพอที่จะใช้สายตาหรือมือในการหยิบจับสัมผัสสิ่งต่าง ๆได้มากขึ้น หรือเด็กสามารถใช้กล้ามเนื้อเล็กอย่างประสานสัมพันธ์มากขึ้น เด็กจะเริ่มเล่นในโลกส่วนตัวของเขาเอง คือเด็กจะเล่นกับของเล่นหรือวัตถุที่อยู่รอบตัว เช่น ตุ๊กตา ลูกโป่ง หรือของเล่นอื่นๆที่แม่นำมาไว้ใกล้ๆตัวพอที่เขาจะหยิบจับ หรือไขว่คว้าได้ ซึ่งการเล่นในโลกเล็กๆของเด็กนี้จะเป็นการช่วยให้เด็กปรับตัวให้เข้ากับสังคมและสิ่งแวดล้อมที่มีกฎเกณฑ์บาง อย่างที่เด็กต้องเรียนรู้ เช่น สิ่งของนั้นอาจแตกสลายหรือสูญหายได้ หรือเป็นสิ่งของของคนอื่น หรืออาจถูกควบคุมจากผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า เช่น เด็กโตหรือผู้ใหญ่ ต่อมาเมื่อเด็กมีอายุ 2 – 3 ขวบ เด็กอาจเล่นของเล่นชนิดเดียวกันกับคนอื่นๆที่นั่งใกล้ ๆกัน แต่ต่างคนต่างเล่น ที่เรียกว่า การเล่นแบบคู่ขนาน เช่น เด็กอาจเล่นดินน้ำมันโดยนั่งเป็นวงกลม ถ้ามองแบบผิวเผินคิดว่าเด็กเล่นด้วยกันเป็นกลุ่ม แต่ถ้าหากเข้าไปสังเกตพฤติกรรมการเล่นอย่างใกล้ชิดจะพบว่า เด็กจะเล่นปั้นดินน้ำมันแบบต่างคนต่างปั้น เด็กจะพูดเกี่ยวกับสิ่งที่เด็กปั้น และไม่ได้นำสิ่งที่ปั้นมาร่วมกันสร้างชิ้นงานแต่อย่างใด แต่เมื่อเด็กมีอายุ 4 – 5 ขวบ รูป แบบการเล่นของเด็กจะพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปจากการเล่นแบบต่างคนต่างเล่น เด็กในช่วงนี้จะเริ่มเรียนรู้การเข้ากลุ่ม เริ่มมีการวางแผนร่วมกันในการทำกิจกรรมต่างๆ มีการรู้จักรับผิดชอบและแบ่งหน้าที่ต่างๆในการทำกิจกรรม พฤติกรรมการเล่นจึงเป็นลักษณะของการเล่นเป็นกลุ่มหรือการเล่นแบบร่วมมือ ลักษณะของการเล่นแบบร่วมมือนี้จะทำให้เด็กได้รับการพัฒนาทักษะทางสังคม โดยเฉพาะความรับผิดชอบและการสร้างวินัยในตนเองให้กับเด็ก การเล่นปนเรียนจึงเป็นวิธีการที่ครูผู้สอนนำมาใช้เพื่อสอนเด็กให้เกิดทักษะประสบการณ์หรือความรู้ โดยครูใช้การจูงใจให้ผู้เรียนเรียนรู้จากการทำกิจ กรรม ซึ่งกิจกรรมนั้นคือการเล่นของเด็ก การเล่นปนเรียนเป็นวิธีการจัดประสบการณ์ที่ให้เด็กได้เล่นและทำกิจกรรมการเรียนรู้ไปพร้อมๆกัน เป็นการบูรณาการความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ต่างๆที่เด็กควรได้รับให้เข้ากับกิจกรรมการเล่น ตามหลักจิตวิทยาการเรียนรู้และตามธรรมชาติของเด็กที่ชอบการเล่นอยู่แล้ว การจัดกิจกรรมการเรียนให้มีการเล่นย่อมทำให้เด็กสนุกสนานและอยากเรียนมากขึ้น ครูจึงบูรณาการสิ่งที่ต้องการให้เด็กได้เรียนรู้ให้เข้ากับกิจกรรมการเล่นของเด็ก ซึ่งเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้แบบลงมือกระทำ ด้วยการแสดงออก การเล่นภายใต้การดูแลช่วยเหลือของครู ซึ่งเป็นวิธีการที่ครูนำเอาธรรมชาติของเด็กที่ชอบเล่นอยู่แล้วมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการเรียนการสอน

การเล่นเป็นกิจกรรมที่ทำให้รู้สึกเพลิดเพลิน สนุกสนาน เป็นกิจกรรมที่ทำโดยไม่ต้องถูกบังคับ การเล่นเป็นกระ บวนการพัฒนาเด็กทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ซึ่งการเล่นมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

  1. การเล่นนำไปสู่การค้นพบเหตุผลและการคิด
  2. การเล่นเป็นการเชื่อมโยงระหว่างเด็กและสังคม
  3. การเล่นเป็นการนำเด็กไปสู่ภาวะความสมดุลทางอารมณ์

การเล่นของเด็กปฐมวัยมีทั้งการเล่นที่มีกฎกติกาหรือเรียกว่า เกม ที่มีการแข่งขันเพื่อการแพ้ชนะ กับการเล่นที่ไม่มีกฎกติกาที่ผู้เล่นจินตนาการการเล่นอย่างอิสระ ประเภทของการเล่นแบ่งเป็น 6 ประเภทคือ

  1. การเล่นเพื่อการค้นคว้า เป็นการเล่นที่เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสในการทดลองหรือหยิบจับ ตรวจสอบสิ่งต่าง ๆที่อยู่รอบตัว เนื่องจากเด็กมีความอยากรู้อยากเห็นทำให้เด็กได้เรียนรู้รูปร่าง ขนาด ความละเอียดของวัตถุ ความแตกต่างของเสียง สังเกตความแก่ อ่อนของสี เป็นต้น
  2. การเล่นที่ใช้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และทักษะทางมือ เป็นการเล่นที่เด็กนำสิ่งของต่างๆนำมาประกอบเป็นของเล่นอย่างง่ายได้การกระทำนั้น ทำให้เด็กได้รับความสุขความพอใจ
  3. การเล่นเป็นตัวละครหรือจินตนาการ เป็นการเล่นเลียนแบบจากสิ่งที่เห็นในชีวิตประจำวัน เด็กจะดัดแปลงสถานที่เล่นให้เป็นสถานที่ตามความคิดของเขาเอง และนำสิ่งต่างๆมาดัดแปลงให้เป็นไปตามความคิดของตนเอง
  4. การเล่นออกกำลังกาย เป็นการเล่นที่ใช้พลังงานของร่างกาย ซึ่งเด็กที่จะมาเล่นร่วมกันต้องเคารพกฎกติกาของการเล่น เรียนรู้การแพ้ การชนะ และทำให้เด็กปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนได้ดี
  5. การเล่นเกมในบ้าน เป็นการเล่นร่วมกับพี่ๆน้องๆภายในครอบครัว
  6. การเล่นที่ช่วยทำให้เพลิดเพลิน จากการดู ฟัง สังเกต เป็นการเล่นที่อาศัยดูคนอื่นเล่นหรือดูผู้ใหญ่ทำงาน หรือสังเกตการณ์แสดงท่าทางของสัตว์ หรือชอบที่จะฟังเรื่องราวต่างๆ ฟังเพลง ฟังนิทาน จึงทำให้เกิดความเพลิดเพลินและสนุกสนานได้

การเล่นปนเรียนมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การเล่นปนเรียนเป็นการเล่นที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาด้านต่างๆให้กับเด็กปฐมวัย ดังที่เพียเจท์ (Piaget) กล่าวว่า การเล่นมีวามสำคัญต่อพัฒนาการทางสติปัญญา จากการเล่นทำให้เด็กสามารถแยกแยะสิ่งต่างๆจากสิ่งเร้าได้ และขณะที่เด็กตอบสนองสิ่งเร้าเขาจะสามารถรับรู้สิ่งต่างๆเข้ามาในสมอง นอกจากนี้การเล่นเป็นการระบายอารมณ์ การเล่นช่วยให้เด็กเข้าใจสิ่งที่เป็นนามธรรม และเป็นการเรียนรู้ทางสังคมให้กับเด็ก ซึ่งการเล่นปนเรียนมีประโยชน์ต่อเด็กปฐมวัยดังนี้

  • ช่วยสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่รู้สึกผ่อนคลายให้กับเด็ก บรรยากาศการเรียนที่มีความรู้สึกผ่อนคลาย ไม่มีความตึงเครียด เป็นการระบายอารมณ์ จะเป็นสิ่งที่สร้างแรงจูงใจในการเรียนให้กับเด็ก และเป็นการขยายช่วงความสนใจในการเรียนของเด็กให้ยาวนานขึ้น
  • ช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้โดยผ่านขบวนการค้นคว้า สำรวจ ทดลองผ่านการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า การเล่นปนเรียนเด็กจะได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าทำให้เด็กสามารถพัฒนาในด้านต่างๆ เด็กจะรู้จักชื่อเรียกของสิ่งต่างๆ หรือลักษณะของสิ่งนั้นจากการมองหรือสังเกตด้วยตา เด็กจะเรียนรู้ผิวสัมผัสของสิ่งต่างๆว่านุ่ม แข็ง เรียบ หรือขรุขระ จากการได้จับต้อง สัมผัสสิ่งนั้น เด็กจะเรียนรู้รสชาติของอาหารและเครื่องดื่มจากการใช้ลิ้นในการชิมรส เด็กจะเรียนรู้เกี่ยวกับเสียงและแยก แยะเสียงต่างๆได้จากการใช้ประสาทสัมผัสหูเพื่อฟังเสียงต่างๆ และเด็กจะเรียนรู้กลิ่นว่ามีกลิ่นหอมหรือกลิ่นเหม็นจากการใช้ประสาทสัมผัสทางจมูกในการดมกลิ่น
  • ช่วยให้เด็กมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และส่งเสริมเชาวน์ปัญญาจากการเล่นปนเรียน เด็กจะมีความคิดสร้างสรรค์ มีความคิดริเริ่มแปลกใหม่ รู้จักใช้สติปัญญามาประยุกต์เพื่อสร้างผลงานทางการเล่นที่ไม่ซ้ำซากเช่นเดิม หรือเลียนแบบจากตัวอย่างที่เคยเห็นเพียงอย่างเดียว เช่น การเล่นต่อบล็อก การเล่นปั้นดินน้ำมัน การเล่นพลาสติกสร้างสรรค์ เป็นต้น
  • ช่วยพัฒนาเด็กให้มีทักษะทางสังคม การเล่นปนเรียนที่มีลักษณะของการเล่นแบบกลุ่ม เช่น การทำงานศิลปะประ ดิษฐ์เป็นกลุ่ม การเล่นบทบาทสมมติเป็นกลุ่ม เป็นการเล่นปนเรียนที่ช่วยให้เด็กมีความเป็นผู้นำ ผู้ตาม รู้จักสับเปลี่ยน รอคอย วางแผน เสียสละ ให้อภัย และปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่น มีน้ำใจต่อกันและกัน
  • ช่วยให้เด็กเรียนรู้ในสิ่งที่เป็นนามธรรมง่ายยิ่งขึ้น การเล่นปนเรียนจะช่วยให้เด็กเข้าใจและมีความคิดรวบยอดในสิ่งที่เรียนรู้ได้ง่ายขึ้น เช่น การเรียนรู้คำและจำนวน การที่ครูให้เด็กเรียนรู้ค่าจำนวนโดยใช้สื่อที่เป็นรูปธรรมมาให้เด็กได้เล่น เช่น การเล่นกับเมล็ดมะขามและเด็กจะได้เรียนรู้ค่าและจำนวนจากเมล็ดมะขาม เด็กเรียนรู้เรื่องสีจากการเล่นร้อยดอกไม้ เรียนรู้จักสัตว์จากการเล่นปั้นดินน้ำมันเป็นสวนสัตว์ เรียนรู้การบวกเลขจากการเล่นเกมการศึกษาพื้นฐานการบวก เป็นต้น
  • ส่งเสริมพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กให้กับเด็ก สำหรับพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อใหญ่เกิดจากการเล่นที่เด็กได้อวัยวะส่วนแขน ขา ลำตัวในการเล่นเกมต่างๆ เช่น เกมการละเล่น เกมพลศึกษา เป็นต้น ส่วนพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อเล็กเกิดจากการที่เด็กได้หยิบ จับ สัมผัสวัสดุอุปกรณ์ในการเรียน เช่น การเล่นบล็อก การเล่นเครื่องเล่นสัมผัส การทำกิจกรรมศิลปะต่างๆ เป็นต้น
  • พัฒนาเด็กในด้านคุณธรรมและจริยธรรม กิจกรรมการเล่นปนเรียนที่เด็กมีโอกาสเล่นเป็นกลุ่ม นอกจากจะช่วยเด็กให้เรียนรู้ที่จะปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่นแล้ว การเล่นปนเรียนเป็นกลุ่มยังส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมในหลายด้าน เช่น ความเอื้อเฟื้อ ความมีน้ำใจ การเสียสละ การรอคอย ความสามัคคี เป็นต้น
  • ส่งเสริมทักษะทางภาษาให้กับเด็ก ในการเล่นปนเรียนเด็กมีโอกาสเล่นกับเพื่อนในกิจกรรมต่างๆ เด็กมีโอกาสในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารกับเพื่อนขณะเล่น ได้พูด สนทนา โต้ตอบกัน โดยการเล่นเลียนแบบ การเล่นบทบาทสมมติ

ครูจัดการเล่นปนเรียนที่โรงเรียนอย่างไร?

ถ้ามองโดยภาพรวมแล้วจะเห็นได้ว่าในแต่ละวันที่เด็กอยู่ในโรงเรียนจะมีกิจกรรมที่เด็กทำ 4 อย่าง คือการเรียน การเล่น การกิน และการนอนหลับพักผ่อน สำหรับการเรียนในระดับปฐมวัยนั้นจะไม่ใช่การเรียนอย่างจริงจังเหมือนเด็กนักเรียนในระ ดับอื่นๆที่เน้นการอ่านเขียน คิดเลขเพื่อมุ่งผลสัมฤทธิ์ แต่การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยจะเป็นการเล่นปนเรียน ซึ่งครูปฐมวัยสามารถจัดกิจกรรมเล่นปนเรียนให้เข้ากับกิจกรรมประจำวันทั้ง 6 กิจกรรม ได้ดังนี้

  • กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ กิจกรรมการเล่นปนเรียนที่นำมาใช้ให้เข้ากับกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ เช่น การเคลื่อนไหวตามจินตนาการตามเสียงเพลง ซึ่งกิจกรรมนี้มุ่งให้เด็กเกิดความคิดสร้างสรรค์ในการเคลื่อนไหวและต้องการพัฒนาด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่ แต่เน้นให้เด็กได้มีอิสระในการเคลื่อนไหว ให้เด็กได้เล่นสนุกสนานไปกับกิจกรรมการเคลื่อน ไหว กิจกรรมการเคลื่อนไหวเลียนแบบท่าทางสัตว์หรือการเคลื่อนไหวของคน เป็นการจัดกิจกรรมให้เด็กเคลื่อนไหวที่มุ่งให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของสัตว์หรือคน แต่ใช้การเล่นที่ให้เด็กได้เคลื่อนไหวประกอบเพลงที่สนุก สนาน จนเด็กไม่รู้ตัวว่าตนเองได้เรียนรู้ควบคู่ไปกับการเล่นเคลื่อนไหวแบบสนุกสนาน
  • กิจกรรมเสริมประสบการณ์ ตัวอย่างกิจกรรมหน่วยอากาศ ครูต้องการให้เด็กเรียนรู้ว่าอากาศต้องการที่อยู่โดยจัดกิจกรรมการเป่าลูกโป่ง เพื่อให้เด็กเรียนรู้ว่าเมื่อเป่าลมเข้าไปในลูกโป่งทำให้ลูกโป่งโตขยายใหญ่ขึ้น แต่เมื่อปล่อยลมออกจากลูกโป่งทำให้ลูกโป่งยุบหรือแบน ซึ่งกิจกรรมนี้เด็กจะได้เล่นสนุกสนานกับการเป่าลูกโป่งและเล่นกับลูกโป่ง แต่ครูจะบูรณาการสาระและประสบการณ์สำคัญให้เข้ากับกิจกรรมการเล่นนี้
  • กิจกรรมสร้างสรรค์ เป็นการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ต่างๆทั้งการวาดภาพระบายสี งานกระดาษ งานสี งานประดิษฐ์ งานประติมากรรมการปั้น ตัวอย่างกิจกรรมการเล่นปนเรียนจากกิจกรรมนี้ เช่น กิจกรรมการปั้นดินน้ำมันเป็นสวนสัตว์ เด็กจะได้เรียนรู้รูปร่าง ลักษณะของสัตว์ชนิดต่างๆจากกิจกรรมการปั้น หรือเด็กอาจปั้นดินน้ำมันเป็นผักผลไม้ และนำ ไปเล่นขายของ ทำให้เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับอาชีพพ่อค้า แม่ค้า และเรียนรู้การใช้เงินจากกิจกรรมนี้
  • กิจกรรมเสรี/เล่นตามมุม เป็นการจัดกิจกรรมการเล่นปนเรียนที่ค่อนข้างชัดเจน จากการที่เด็กได้เล่นตามมุมประ สบการณ์ต่างๆ เช่น การเล่นบทบาทสมมติในมุมบ้าน มุมร้านค้าจะทำให้เด็กได้เลียนแบบการกระทำของบุคคลในอาชีพต่าง ๆที่สอดคล้องกับหน่วยการเรียน เด็กเล่นต่อบล็อกในมุมบล็อกเพื่อเรียนรู้เรื่องรูปทรงต่างๆ เรียนรู้เกี่ยวกับมิติต่างๆ เด็กได้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์จากการเล่นตัวต่อพลาสติกรูปทรงต่างๆ เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับการชั่งน้ำหนักจากการทดลองชั่งน้ำ หนักผลไม้ในมุมคณิตศาสตร์ เป็นต้น
  • กิจกรรมกลางแจ้ง ครูจัดกิจกรรมการวิ่งเก็บของเพื่อให้เด็กได้พัฒนากล้ามเนื้อส่วนต่างๆและส่งเสริมความสามัคคีในการเล่นกับเพื่อน จัดกิจกรรมเล่นเตยเพื่อให้เด็กเรียนรู้ความซื่อสัตย์และการปฏิบัติตามข้อตกลงของการเล่น จัดกิจกรรมการเล่นมอญซ่อนผ้าเพื่อให้เด็กเรียนรู้เรื่องความซื่อสัตย์ เป็นต้น
  • เกมการศึกษา สำหรับกิจกรรมเกมการศึกษาจะเน้นการพัฒนาด้านสติปัญญา ภาษา และการคิดแบบต่างๆ เช่น การจัดให้เด็กได้เล่นภาพตัดต่อเพื่อพัฒนาเด็กในด้านการสังเกต การมองหาความสัมพันธ์ และการใช้เหตุผล การเล่นเกมจับคู่ภาพกับคำ พัฒนาเด็กในด้านภาษาและความจำ เกมพื้นฐานการบวก จะพัฒนาเด็กในด้านการเรียนรู้ทักษะทางคณิตศาสตร์ด้านการรู้ค่าจำนวนและการบวกเลขต่างๆ เป็นต้น

พ่อแม่ผู้ปกครองจะจัดการเล่นปนเรียนได้อย่างไร?

พ่อแม่หรือผู้ปกครองต้องเห็นความสำคัญว่า การเล่นเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการเด็กในด้านต่างๆ ทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา พ่อแม่ผู้ปกครองจึงควรมีบทบาทในการส่งเสริมการเล่นปนเรียนดังนี้

  • เป็นแบบอย่างและสร้างทัศนคติที่ดีต่อการเล่นให้กับลูก พ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างและปลูกฝังให้ลูกเห็นว่าการเล่นมีความสำคัญ เช่น การเล่นกีฬาและการออกกำลังกาย
  • จัดหาสื่อการเรียนรู้และจัดเตรียมสถานที่ให้ลูกได้เล่น การเลือกซื้อหรือจัดหาสื่อมาให้กับลูกได้เล่นเพื่อพัฒนาในด้านต่างๆ ควรยึดพัฒนาการเด็กเป็นหลักหรืออาจเลียนแบบของเล่นที่ลูกเล่นที่โรงเรียน ทั้งนี้เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้เพิ่มเติมขณะอยู่ที่บ้าน เป็นการช่วยส่งเสริมพัฒนาการให้กับลูกอีกทางหนึ่งด้วย
  • ร่วมเล่นกับลูก พ่อแม่ควรร่วมเล่นกับลูกตั้งแต่เล็กๆทั้งกิจกรรมการเล่นประเภทกีฬาหรือการเล่นของเล่นร่วมกับลูก ทั้งนี้พ่อแม่จะได้กระตุ้น เสริมแรง ส่งเสริมให้ลูกได้สร้างสรรค์การเล่น นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีระ หว่างลูกกับพ่อแม่ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการลดปัญหาด้านพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของลูก

เกร็ดความรู้เพื่อครู

การจัดการเรียนรู้แบบเล่นปนเรียนเป็นการจัดกิจกรรมที่ครูต้องมีการวางแผนล่วงหน้าในด้านต่างๆ ทั้งการจัด เตรียมสื่อ วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการเล่นของเด็ก การสนับสนุนช่วยเหลือหรือชี้แนะให้การเล่นของเด็กเป็นไปตามจุดมุ่ง หมายที่วางไว้ เพื่อให้การเล่นในแต่ครั้งเกิดประโยชน์ต่อเด็กสูงสุด

บรรณานุกรม

  1. ประภาพรรณ สุวรรณสุข. (2525). เอกสารการสอนชุดวิชา พฤติกรรมวัยเด็ก หน่วยที่ 2. กรุงเทพฯ : คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร.
  2. สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์. (2550). การศึกษาปฐมวัย. กรุงเทพฯ : คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต.
  3. ศรีสมวงศ์ วีรศิลปิน. (2520). การเล่นของเด็ก. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ไทยเกษม.
  4. Hurlock, E.B. (1965). Developmental Psychology. 2nd ed. New York : McGraw - Hill.
  5. Rudolph, M. and Cohen, D.H. (1984). Kindergarten and Early Schooling. New York : McGraw - Hill.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน