หน้าหลัก » บทความ » เล่านิทาน (Story Telling)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

การเล่านิทานให้ลูกฟัง เป็นการเล่าเรื่องหรือถ่ายทอดเรื่องราวของนิทานที่พ่อแม่ ผู้ใหญ่ หรือครูเล่าให้เด็กฟัง อาจจะเป็นเรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมา เรื่องที่แต่งขึ้นใหม่ โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้เด็กมีความสนุกสนาน และสอดแทรกแนวคิด คุณธรรม ที่สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต ให้เด็กเข้าใจ ด้วยน้ำเสียง ท่าทาง สื่อและวัสดุอุปกรณ์ที่ทำให้การเล่านิทานนั้นน่าสนใจและสนุกสนานมากขึ้น

การเล่านิทานสำคัญอย่างไร?

การตอบสนองต่อความต้องการ ความสนใจ และธรรมชาติของเด็กในระดับปฐมวัย ถือเป็นหัวใจสำคัญของการอบรมเลี้ยงดูและการให้การศึกษาแก่เด็กในวัยนี้ การเล่านิทานเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ตอบสนองต่อธรรมชาติของเด็ก การที่พ่อแม่เล่านิทานให้ลูกฟังทุกวันมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากการเล่านิทานทำให้เด็กมีความสนุกสนาน เพลิดเพลินและผ่อนคลายอารมณ์แล้ว เนื้อหาในนิทานยังสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรมที่ดีงามอันเป็นแนวทางในการปฏิบัติตนของเด็ก อีกทั้งยังช่วยเสริม สร้างพัฒนาการในด้านภาษาของเด็กได้อีกด้วย เด็กมักจะรบเร้า เรียกร้องให้ผู้ใหญ่เล่านิทานให้ฟังทุกวัน แม้ว่านิทานเรื่องนั้นเด็กจะเคยฟังมาแล้วกี่ครั้งก็ตาม เด็กบางคนอาจต้องการออกมาเล่านิทานให้เพื่อนๆฟัง หรือเด็กบางคนอาจต้องการแสดงบทบาทของตัวละครในนิทาน พฤติกรรมต่างๆเหล่านี้เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงลักษณะและธรรมชาติของเด็กทุกคนที่ชอบฟังนิทาน ไม่ว่าจะเป็นเด็กในระดับใด การฟังนิทานนอกจากจะทำให้เด็กมีความสนุกสนาน และผ่อนคลายอารมณ์แล้ว นิทานยังช่วยให้เด็กได้พัฒนาทักษะทางภาษา โดยเฉพาะทักษะการฟัง การพูด การกล้าแสดงออก การคิดและจินตนาการที่กว้างไกล รวมถึงการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ให้กับเด็กจากการฟังนิทานที่มีเนื้อหาสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรมที่ดีงามจากการเลียนแบบพฤติกรรมของตัวละครในนิทานที่เด็กได้ฟัง เด็กจะมีความเชื่อ ศรัทธา และพร้อมที่จะปฏิบัติตนตามบทบาทของตัวละครนั้นๆ ซึ่งเป็นธรรมชาติของเด็กปฐมวัยที่มักจะมีการเรียนรู้พฤติกรรมต่างๆจากการเลียนแบบบุคคลที่เด็กรักและศรัทธาและเชื่อถือ ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมของแบนดูร่า (Bandura Social Learning Theory) ที่เชื่อว่าเด็กเรียนรู้พฤติกรรมจากการใช้ตัวแบบ สัญลักษณ์และทุกสิ่งทุกอย่างในสังคม (Learning through modeling) ซึ่งเกิดจากการรับรู้พฤติกรรม และสามารถแสดงพฤติกรรมหรือกระทำตามตัวแบบนั้นได้ นิทานมีอิทธิพลต่อเด็กปฐมวัยมาก การที่พ่อแม่และครูสร้างความใกล้ชิดกับเด็กโดยการเล่านิทานจะช่วยให้เข้าใจเด็กมากขึ้น ช่วยให้เด็กเกิดความสนุกสนาน มีความรู้สึกอบอุ่นและใกล้ชิดผู้เล่า การเล่านิทานให้เด็กฟังอย่างสม่ำเสมอทำให้เด็กรับรู้ถึงความรู้สึกว่าได้รับความรักความอบอุ่นจากพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ การเล่านิทานให้เด็กฟังไม่ใช่เล่าเพื่อให้เด็กเกิดความสนุกและตลกขบขันเท่านั้น แต่ความเป็นจริงเด็กต้องการความน่าสนใจและประโยชน์ที่ได้จากการฟังนิทานในด้านของการสร้างสรรค์จินตนาการ ความคิด ความเข้าใจ ความฝันและการรับรู้ให้กับเด็ก ตัวละครแต่ละตัวในนิทานจะสร้างจินตนาการในสมองเด็ก การเล่านิทานจึงเป็นกิจกรรมที่มีความจำเป็นสำหรับเด็กในการสร้างเสริมเด็กได้ในทุกเรื่องรวมถึงการสร้างนิสัยรักการอ่าน อีกทั้งยังช่วยส่ง เสริมพัฒนาการตามวัยทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาให้เกิดกับเด็กได้อีกด้วย

เด็กจะได้รับประโยชน์อะไรจากการฟังนิทาน?

นิทานเป็นสื่อที่มีคุณค่าต่อเด็ก การเล่านิทานเป็นการสร้างการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นกับเด็ก สร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ ส่งเสริมให้เด็กมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ในด้านต่างๆทั้งการกล้าแสดงออก ความเชื่อมั่นในตนเอง การคิดและจินตนาการ อีกทั้งยังช่วยสร้างแรงจูงใจให้เด็กเปิดรับพฤติกรรมใหม่ๆได้ สำหรับประโยชน์ที่เด็กได้รับจากการเล่านิทานสามารถจำแนกได้ดังนี้

  • การส่งเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกาย การเปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเล่านิทาน จะช่วยให้เด็กได้เคลื่อนไหวส่วนต่างๆของร่างกายซึ่งเป็นการพัฒนาทางด้านกล้ามเนื้อใหญ่ เช่น การเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติเรื่อง ลูกหมูสามตัว หนูน้อยหมวกแดง นอกจากนี้ ขณะที่เล่านิทานด้วยการใช้หนังสือภาพประกอบ การที่พ่อแม่ใช้นิ้วชี้ไปที่ภาพหรือตัวหนังสือในนิทานทำให้เด็กได้มองตาม เป็นการฝึกฝนการใช้ประสาทสัมพันธ์ทางด้านสายตาของเด็กได้อีกด้วย
  • การส่งเสริมพัฒนาการทางด้านอารมณ์จิต ใจ ในขณะที่เด็กฟังนิทานเด็กจะมีความสนุกสนานเพลิดเพลิน ทำให้เด็กมีความสงบ สุขุม และเยือกเย็น ทำให้มีสมาธิหรือขยายช่วงความสนใจได้ยาวนานขึ้น จากความตั้งใจในกิจกรรมการเล่านิทาน ทำให้เกิดการคิดจินตนาการ มีความกล้าแสดงออก ส่งผลต่อการสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง ซึ่งส่งผลต่อพัฒนาการทางด้านอารมณ์
  • การส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสังคม รูปแบบการเล่านิทานที่เด็กมีโอกาสสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ใหญ่กับเด็กและเด็กกับเด็ก ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ที่จะเข้าใจตนเองและเข้าใจผู้อื่นได้มากขึ้น เช่น การเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติที่ครูให้เด็กได้แสดงบทบาทสมมติเป็นกลุ่ม การเล่านิทานประกอบการเชิดหุ่น หรือการเล่านิทานประกอบ การแสดงท่าทางประกอบ เทคนิคการเล่านิทานดังกล่าวส่งผลต่อการเปิดโอกาสให้เด็กได้ทำกิจกรรมร่วมกันเป็นกลุ่ม ซึ่งลักษณะของกิจกรรมแบบกลุ่มนำไปสู่การพัฒนาทางด้านสังคม นอกจากนี้สาระเนื้อหาในนิทานบางเรื่องยังส่งเสริมคุณธรรมทางสังคม เช่น การส่งเสริมความมีระเบียบวินัยจากการเล่านิทานเรื่อง ลูกหมีมีวินัย เป็นต้น
  • การส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสติปัญญา นิทานช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสติปัญญาของเด็กได้อย่างชัดเจน เช่น การฟังนิทานจะช่วยให้เด็กได้พัฒนาทักษะทางด้านภาษา การฟัง การพูด การอ่านและการเขียน การจดจำคำศัพท์ที่มีในนิทานเป็นการขยายประสบการณ์ของเด็กให้กว้างขวางมากขึ้น

ครูจัดกิจกรรมการเล่านิทานให้ลูกอย่างไร?

ธรรมชาติของเด็กชอบฟังนิทานและต้องการให้ครูเล่าให้ฟังทุกวัน ดังนั้น การจัดประสบการณ์สำคัญให้เด็กได้ฟังนิทานจึงมีความสำคัญสำหรับเด็กปฐมวัยเป็นอย่างมากในการที่จะเสริมสร้างการเรียนรู้และฝึกฝนนิสัยรักการอ่านตั้งแต่วัยแรกเริ่ม เนื่องจากทักษะทางด้านภาษาเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ในวัยต่อไป ครูจึงจัดกิจกรรมให้ลูกมีประสบการณ์ดังนี้

  • จัดมุมประสบการณ์เพื่อให้เด็กรักการอ่านหนังสือด้วยการจัดสภาพแวดล้อมภายในห้องเรียนด้วยการจัดให้มีมุมหนังสือ หรือมุมรักการอ่านที่ประกอบด้วยหนังสือประเภทต่างๆอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะหนังสือนิทานประเภทต่างๆให้เด็กได้เลือกและหยิบมาอ่านตามความสนใจของเด็กแต่ละคนในช่วงกิจกรรมเสรี ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งของการจัดประสบการณ์ในระดับปฐมวัย โดยการจัดมุมหนังสือให้มีความน่าสนใจ สร้างแรงจูงใจและกระตุ้นให้เด็กเข้าไปอ่านหนังสือ อาจมีสื่อวัสดุอุปกรณ์อื่นๆประกอบ เช่น ชั้นวางหนังสือ วางหนังสือประเภทต่างๆไว้ในกระเช้าหรือตะกร้าน่ารัก มีตุ๊กตาสัตว์ขนนุ่มวางไว้ในมุมหนังสือเพื่อให้เด็กได้กอดเล่นขณะอ่านหนังสือ มีเสื่อที่ทำมาจากวัสดุอ่อนนุ่มปูไว้ให้เด็กได้นั่งอ่าน มีกระดาษ ดินสอ สีเทียนไว้สำหรับให้เด็กได้ถ่ายทอดการเรียนที่ต่อเนื่องจากกิจกรรมการอ่านด้วยการวาด ระบายสี ขีดเขียนลงในกระดาษซึ่งกิจกรรมหลังจากเด็กได้อ่าน เด็กอาจจะถ่ายทอดเรื่องราวที่ได้รับอ่านลงเป็นสัญลักษณ์ ภาพ ภาษาของเด็ก อันเป็นการปูพื้นฐานทักษะทางภาษาในด้านการเขียนต่อไป
  • ส่งเสริมความมีวินัยในการใช้หนังสือ การรู้จักถนอมหนังสือ รู้วิธีการเปิด-ปิดหนังสือ ส่งเสริมความรู้จักรักสวยรักงามและความมีระเบียบวินัยและการใช้หนังสืออย่างถูกวิธี
  • จัดประสบการณ์การเล่านิทานให้เด็กฟังในช่วงเวลาของกิจกรรมเสริมประสบการณ์ ส่วนใหญ่ครูปฐมวัยจะเล่านิทานด้วยเทคนิควิธีการต่างๆ เช่น การเล่านิทานโดยใช้หนังสือภาพประกอบ การเล่านิทานประกอบหุ่นชนิดต่างๆ เช่น หุ่นมือ หุ่นนิ้วมือ หุ่นถุงเท้า การเล่านิทานประกอบการใช้คำถาม การเล่านิทานแบบไม่จบเรื่องสมบูรณ์ การเล่านิทานประกอบ การวาดภาพ การเล่านิทานประกอบการเล่นเกม เป็นต้น

พ่อแม่จะเล่านิทานให้ลูกฟังได้อย่างไร?

การเล่านิทานให้เด็กฟังของพ่อแม่มีความสำคัญต่อเด็กเป็นอย่างมากที่จะทำให้เด็กได้พัฒนาทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญา การที่เด็กได้ฟังนิทานจากพ่อแม่จะทำให้เด็กมีความสนุกสนานเพลิดเพลิน ผ่อนคลายอารมณ์ สร้างจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ทำให้เด็กและพ่อแม่มีความใกล้ชิดและสนิทสนม เป็นการสร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน ซึ่งพ่อแม่เป็นบุคคลที่มีความสำคัญที่สุดในการที่จะให้การอบรมเลี้ยงดูควบคู่กับการให้การศึกษาแก่เด็กเป็นเบื้องต้น ดังนั้นการเสริมสร้างประสบการณ์ด้วยการเล่านิทานของพ่อแม่จึงเป็นการตอบสนองต่อธรรมชาติของเด็กขณะอยู่ที่บ้านซึ่งทำได้ ดังนี้

  • จัดเวลาสำหรับการเล่านิทาน ส่วนใหญ่เด็กจะใช้เวลาอยู่กับพ่อแม่หรือผู้ปกครอง ทั้งในช่วงเช้า ช่วงเย็นหลังเลิกเรียน ก่อนเข้านอน หรือวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ ช่วงระยะเวลาเหล่านี้เป็นช่วงเวลาที่พ่อแม่สามารถเล่านิทานให้ลูกฟังได้
  • เลือกนิทานให้เหมาะกับวัย พ่อแม่ควรมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติและพัฒนาการของลูก ทั้งนี้เพื่อที่จะสามารถจัดกิจกรรมการเล่านิทานและเลือกนิทานได้เหมาะสมสอดคล้องกับวัยและวุฒิภาวะของลูก ดังนี้
    • เด็กอายุ 2 ขวบ ชอบฟังเรื่องราวสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเอง เป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเอง ชีวิตประจำวันสั้นๆ ง่ายๆ นิทานที่ควรนำมาเล่าจึงควรเป็นเรื่องครอบครัว พ่อ แม่ พี่ น้อง สัตว์เลี้ยงในบ้าน เด็กเริ่มเรียนรู้เป็นคำๆ เริ่มจดจำคำใหม่ ชอบฟังคำพูดที่คล้องจองกัน ชอบดูภาพสีโดยเฉพาะสีสดๆ
    • เด็กอายุ 3-4 ขวบ ชอบฟังเรื่องราวใกล้ตัวหรือเรื่องราวที่เกี่ยวกับชีวิตจริง ชอบสัตว์โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงของตนเอง และชอบฟังนิทานที่อิงความจริงอยู่บ้าง
    • เด็กอายุ 4-5 ขวบ เป็นวัยที่มีความอยากรู้อยากเห็น ต้องการรู้ว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้มาจากไหน ทำไมจึงเป็นเช่น นั้น เริ่มมีจินตนาการและเริ่มเข้าใจความจริงระหว่างเรื่องจริงและเรื่องสมมติ ชอบเรื่องนางฟ้า เทวดาและเรื่องสั้นๆมีตัวละครน้อย
    • เด็กอายุ 5-6 ขวบ เป็นวัยที่เริ่มสนใจเรื่องที่เป็นความจริง แยกเรื่องอดีตและเรื่องปัจจุบันออกจากกันได้ รู้จักสิ่งแวดล้อมที่อยู่ห่างจากตัวมากขึ้น เริ่มเข้าใจว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนแต่ก่อน เนื้อหาของนิทานจึงควรเป็นเรื่องที่ส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสติปัญญา
  • การใช้เทคนิควิธีการเล่า พ่อแม่ควรศึกษาเนื้อหาสาระของนิทานให้ชัดเจน สามารถเล่าได้อย่างมั่นใจเล่าได้ไม่ขาดตอน และพยายามใช้เทคนิคหรือสื่อประกอบบ้าง เช่น การใช้หุ่นต่างๆ การใช้น้ำเสียง หรือการสนทนาของตัวละครในนิทานที่ทำให้เด็กรู้สึกตื่นเต้นและอยากฟัง และสุดท้ายควรสรุปด้วยแนวคิด คุณธรรมที่ต้องการให้เกิดกับเด็ก สำหรับช่วง เวลาที่มีความเหมาะสมในการเล่านิทานให้ลูกฟังนั้น พ่อแม่ควรสังเกตว่าควรเป็นช่วงเวลาที่เด็กมีความสนใจ หรือการเล่านิทานก่อนนอนก็ได้ ซึ่งการเล่านิทานก่อนนอนจะช่วยให้เด็กหลับได้สนิทและช่วยส่งเสริมให้เด็กมีสุขภาพที่ดี
  • จัดบรรยากาศส่งเสริมการอ่าน พ่อแม่อาจจัดมุมใดมุมหนึ่งของบ้านให้มีหนังสือนิทานหรือหนังสือประเภทต่างๆเพื่อส่งเสริมการอ่านและพฤติกรรมการใช้หนังสือที่ถูกต้องให้กับลูก และในบางครั้งพ่อแม่อาจจะยืมหนังสือนิทานจากโรงเรียนมาเล่าให้ลูกฟังที่บ้านก็จะเป็นแนวทางหนึ่งในการส่งเสริมการชอบฟังนิทาน และสร้างเจตคติด้านการอ่านให้กับเด็กได้ และสุดท้ายพ่อแม่พึงระวังในการเลือกนิทานที่ไม่เหมาะสมหรือเป็นประสบการณ์ด้านลบต่อเด็ก เช่น นิทานที่เป็นเรื่องหวาดเสียว เรื่องราวเกี่ยวกับภูตผีปีศาจ เรื่องเกี่ยวกับความรักใคร่ การหนีตามกันไปของหนุ่มสาว การถูกทอดทิ้ง การพลัดพรากจากพ่อแม่ ความโหดร้ายทารุณ การลงโทษอย่างรุนแรง เพราะเรื่องราวเหล่านี้อาจจะส่งผลต่อพฤติกรรมด้านลบให้แก่เด็กได้
  • ใช้เวลาเล่านิทานให้เหมาะกับวัย พ่อแม่หรือครูจำเป็นต้องพิจารณาระยะเวลาในการเล่านิทานที่เหมาะกับเด็กในแต่ละช่วงวัย เช่น เด็กอายุ 3 ปี การเล่านิทานไม่ควรเกิน 8 นาที เด็กอายุ 4 ปี ประมาณ 12 นาที หรือเด็กอายุ 5 ปี ประมาณ 15 นาที เป็นต้น
  • การเลือกหนังสือนิทานสำหรับเด็กควรพิจารณาในเรื่องอื่นๆด้วย เช่น ควรเลือกเรื่องง่ายๆ สมบูรณ์ เน้นเหตุการณ์เดียว มีการดำเนินเรื่องอย่างรวดเร็ว มีตัวละครน้อย มีลักษณะเด่นจำได้ง่าย ใช้ภาษาง่ายๆ ประโยคสั้น มีคำซ้ำ เป็นบทกลอนหรือคำคล้องจองที่มีสัมผัสที่ช่วยให้เด็กจดจำได้ง่ายและรวดเร็ว เป็นเรื่องที่สร้างความรู้สึกและสร้างความพอใจ และเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเด็ก เช่น ครอบครัว สัตว์เลี้ยง และเรื่องที่เด็กจินตนาการตามได้ ถ้าเลือกนิทานประเภทหนังสือนิทานสำหรับเด็ก ควรเป็นหนังสือภาพเนื้อหาสั้นๆ ส่วนมากเป็นภาพการ์ตูน มีภาพประมาณ 70% และเนื้อหา 30% ภาพอาจจะอยู่ด้านขวา เนื้อหาอยู่ด้านซ้ายหรืออยู่ในหน้าเดียวกัน สัดส่วนของภาพต่อเนื้อเรื่อง เท่ากับ 3:4 ในแต่ละหน้า รูปเล่มของหนังสือมีความกะทัดรัด ไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป กระดาษควรมีความหนา แข็งแรง หรืออาจทำด้วยผ้า ตัวอักษรไม่ควรเป็นอักษรประดิษฐ์ อักษรมีลักษณะตัวโต คำหนา ใช้คำศัพท์ที่เด็กมักพบเห็นในชีวิตประจำวัน เช่น สัตว์ ต้นไม้ ดอกไม้ ปากกา ฯลฯ ควรเลือกหนังสือที่มีคำศัพท์และอักษรซ้ำๆ ทำให้เด็กจดจำได้ง่าย และจำนวนหน้าประมาณ 10-20 หน้า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัยของเด็ก

เกร็ดความรู้เพื่อครู

ในการเล่านิทานของครูนั้น อาจมีเทคนิควิธีการเล่าต่างๆที่นำมาจัดเพื่อให้การเล่ามีความน่าสนใจมากขึ้น ครูควรฝึกฝนการเล่าจนเกิดเป็นทักษะและความสามารถเฉพาะตัว และสามารถเล่านิทานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการเล่าปากเปล่า และการเล่านิทานประกอบอุปกรณ์ เช่น ใช้หนังสือนิทาน หุ่นมือ หุ่นถุงกระดาษ หุ่นนิ้วมือ หรือวัสดุอุปกรณ์อื่นๆ เพื่อเร้าความสนใจให้เด็กสนใจ และตื่นตาไปกับการเล่านิทานได้เป็นอย่างดี ครูควรทำความเข้าใจในนิทานที่เล่าและจดจำเนื้อเรื่องได้เป็นอย่างดีก่อนการเล่า ใช้เทคนิคประกอบการเล่าด้วยใช้น้ำเสียง ท่าทาง ใช้สีหน้าและแววตา ตลอดจนใช้วัสดุอุปกรณ์ประกอบการเล่า รวมถึงการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เช่น บรรยากาศที่เงียบสงบ เด็กไม่อยู่ในภาวะหิว ร้อนหรือง่วงนอน สถานที่สบาย สะอาด และความยาวของนิทานเหมาะสมกับช่วงความสนใจและวัยของเด็ก และควรมีการประเมินผลหลังการเล่าเพื่อนำไปพัฒนาปรับปรุงทุกครั้ง

บรรณานุกรม

  1. กุลยา ตันติผลาชีวะ. (2541). “การเล่านิทาน” วารสารการศึกษาปฐมวัย 2(2): 10-19 กรุงเทพฯ: เอดิสันเพรสโปรดักส์.
  2. เกริก ยุ้นพันธ์. (2539). การเล่านิทาน. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: สุวิริยาสาสน์.
  3. ฉวีวรรณ กินาวงศ์. (2536). การศึกษาเด็ก. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์.
  4. ฉวีวรรณ คูหาภินันท์. (2527). บทสคริปต์การทำหนังสือสำหรับเด็ก. พิมพ์ครั้งที่ 2 . กรุงเทพฯ: ศิลปาบรรณาคาร.
  5. พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์. (2553). ทฤษฎีจิตวิทยาพัฒนาการ. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
  6. พูนศรี คัมภีรปกรณ์. (2537). เอกสารคำสอนวิชา การผลิตหนังสือสำหรับเด็ก. ขอนแก่น : คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
  7. พรจันทร์ จันทวิมล. (2529). การเล่านิทานสำหรับเด็กก่อนวัยเรียน. นิตยสารรักลูก. 4(41): 103-105.
  8. วรรณี ศิริสุนทร. (2532). เอกสารประกอบคำสอนวิชาการเล่านิทาน. กรุงเทพฯ : ภาพพิมพ์.
  9. Hilda, L.J. (2001). Early Education Curriculum: A Child’s Connection to the World. New York: Thomson Publishing.
  10. Stewig, John W. & Simpson, Mary. (1995). Language Arts in the Early Childhood Classroom. California: Division of International Thomson Publishing.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน