หน้าหลัก » บทความ » เอ็มคิว: ความฉลาดทางคุณธรรม (MQ: Moral Quotient)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

การพัฒนาความฉลาดทางคุณธรรม (MQ) หรือ Moral quotient ของเด็ก หรือการสอนแนวทางในการประพฤติตนของเด็กที่จะทำให้ตัวเองและคนในสังคมมีความสุข หรือจะพูดอีกอย่างได้ว่า การสอนแนวทางในการประพฤติตนของเด็กที่จะไม่เบียดเบียนตนเอง และไม่เบียดเบียนผู้อื่น จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาเด็ก เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ไม่สามารถจะใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังได้ คนเราจะมีชีวิตอยู่ได้จำเป็นที่จะต้องพึ่งพาคนในสังคมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ทักษะในการใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นหรือคนในสังคมจึงเป็นทักษะที่สำคัญอย่างยิ่งของคนเรา ทักษะเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องถูกปลูกฝังตั้งแต่ในวัยต้นๆของชีวิต

ความฉลาดทางคุณธรรมมีความสำคัญอย่างไร?

คนเราจะไม่สามารถที่จะมีความสุขที่แท้จริงได้เลย ถ้าเราคิดถึงแต่ตัวเอง คิดถึงแต่ความสุขของตัวเอง โดยลืมที่จะคิดถึงผู้อื่น ละเลยที่จะคิดถึงความสุขของคนอื่น ถ้าเรามัวแต่คิดถึงตัวเอง คิดถึงแต่ความสุขของตัวเอง โดยลืมคิดถึงผู้อื่น ความสุขของเรานั้นอาจจะทำให้คนรอบข้างจำนวนมากไม่มีความสุข มีแต่ความทุกข์ และความทุกข์ของคนรอบข้างนั้นก็จะวกกลับมาทำให้เราต้องมีความทุกข์ไปด้วยในที่สุด การให้การศึกษาแก่เด็กอย่างแท้จริง จะต้องไม่ใช่การทำให้เด็กได้เรียนรู้แต่เฉพาะเนื้อ หาทางวิชาการ เช่น อ่านออก เขียนได้ ทำเลขได้ ฯลฯ เท่านั้น แต่จะต้องเป็นการพัฒนาบุคลิกภาพ นิสัยใจคอ ความคิดด้านบวก ความมีระเบียบวินัยในตนเอง และการมีคุณธรรมควบคู่ไปด้วย เพื่อที่พวกเขาจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในสังคมได้ สิ่งเหล่านี้คือเป้าหมายในการพัฒนาเด็กตามแนวนีโอฮิวแมนนิสที่อาจจะแตกต่างจากการศึกษาแบบอื่นๆ การมีระเบียบวินัยในตนเองของเด็กตามแนวคิดนีโอฮิวแมนนิส หมายความว่า การควบคุมตนตนเองให้ “ทำในสิ่งที่จำเป็น ต้องทำ และไม่ทำในสิ่งที่ต้องไม่ทำ” ได้ด้วยตนเองของเด็ก การมีระเบียบวินัยในตนเองและการมีคุณธรรมเป็นสิ่งที่เด็กๆ จะต้องเรียนรู้ควบคู่กันไป แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เด็กจะเป็นคนที่มีคุณธรรมโดยปราศจากการมีระเบียบวินัยในตนเอง

เด็กที่มีความฉลาดทางคุณธรรมตามแนวนีโอฮิวแมนนิสมีลักษณะอย่างไร?

เด็กที่มีความฉลาดทางคุณธรรม (MQ) ตามแนวนีโอฮิวแมนนิสมีลักษณะ ดังนี้

  1. ได้อยู่ใกล้ชิดกับผู้ใหญ่ที่มีคุณธรรม ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของเด็กๆ โดยเฉพาะตาและหู จะซึมซับพฤติกรรมที่ดีงาม มีคุณธรรมของผู้ใหญ่เข้าไปไว้ในจิตใต้สำนึก และพฤติกรรมที่ดีงามของผู้ใหญ่เหล่านี้จะค่อยๆพัฒนากลายมาเป็นพฤติกรรมของเด็กๆในที่สุด
  2. ได้รับแรงเสริมด้านบวกเมื่อมีพฤติกรรมที่ดีงามเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง
  3. จากการปลูกฝังคุณค่าของคุณธรรมผ่านทางนิทานและเสียงเพลง

เด็กจะมีหลักคุณธรรมตามแนวนีโอฮิวแมนนิส 2 ส่วน ดังนี้

  1. มียามะ (Yama) ซึ่งเป็นหลักในการปฏิบัติตัวกับผู้อื่น หรือสิ่งอื่น มี 5 ข้อ คือ
    • การไม่มีเจตนาทำความเจ็บปวดให้กับผู้อื่น ทั้งจากความคิด คำพูด และการกระทำ (Non-harming)
    • การมีปิยะวาจา หรือการคิด และการใช้คำพูดที่ทำให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์และมีความสุข (Benevolent Truth)
    • การไม่นำสิ่งของผู้อื่นมาเป็นของเรา (Non-Stealing)
    • การใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย พอเพียง (Simple Living)
    • การมีจิตสาธารณะ (Universal love)
  2. มีนิยามะ (Niyama) ซึ่งเป็นหลักในการพัฒนาร่างกายและจิตใจของตนเอง มี 5 ข้อ คือ
    • การรักษาความสะอาด (Cleanliness)
    • ความพึงพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ (Contentment)
    • การรับใช้ช่วยเหลือผู้อื่น (Services)
    • การศึกษาเพื่อพัฒนาตนเอง (Study)
    • การทำสมาธิ (Meditation)

เด็กจะได้ประโยชน์อะไรจากความฉลาดทางคุณธรรม?

เด็กที่ถูกเลี้ยงดูมาด้วยวิธีการด้านบวกตามแนวนีโอฮิวแมนนิส ทำให้มี MQ สูง จะมีอุปนิสัยที่พึงประสงค์ดังต่อไปนี้

  1. เป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเอง มีความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะทำเรื่องอะไรในชีวิตให้สำเร็จ (มี will power สูง) ไม่กลัวต่ออุปสรรค ไม่ท้อถอยในเรื่องการทำสิ่งใดๆในชีวิต ไม่กลัวความล้มเหลว ความพ่ายแพ้ พร้อมที่จะลุกขึ้นมาสู้ใหม่อีกครั้งเสมอ ตรงกันข้ามกับเด็กที่เติบโตมาแบบที่โดนผู้ใหญ่ใช้อำนาจหักหาญน้ำใจ ข่มขู่ ห้ามปราม ฯลฯ อยู่ตลอดเวลา เช่น หยุด เงียบ ห้ามเล่น ห้ามซน ห้ามจับ ห้ามหกล้ม ห้ามเปื้อน ห้ามเหงื่อออก ห้ามส่งเสียงดัง ฯลฯ ซึ่งเด็กที่น่าสงสารเหล่านี้จะมีความเชื่อมั่นในตนเองน้อย มีพลังความมุ่งมั่นในการทำสิ่งใดๆในชีวิตให้ประสบความสำเร็จน้อย
  2. เป็นคนที่มองโลกมองชีวิตด้านบวก เด็กที่ถูกฝึกมาให้เป็นคนที่มีระเบียบวินัยในตนเอง และมีคุณธรรมด้วยวิธีการจูงใจ และการใช้คำพูดด้านบวก (โดยไม่เปรียบเทียบกับผู้อื่น) จากพ่อแม่ และครู เช่น เก่ง เยี่ยม น่ารัก เข้มแข็ง แจ๋ว ฯลฯ จะเป็นคนที่รู้สึกบวกกับตัวเอง ตรงกันข้ามกับเด็กที่เติบโตขึ้นมาจากการโดนบังคับให้เป็นคนที่มีระเบียบวินัยในตนเอง และมีคุณ ธรรมพร้อมกับได้ยินได้ฟังแต่คำพูดด้านลบจากคนรอบข้าง เช่น โง่ เซ่อ เด๋อ เปิ่น เชย อ้วน ซน ไม่ได้เรื่อง ควาย ฯลฯ ก็จะเป็นคนที่มีความรู้สึกด้านลบกับตัวเอง นักจิตวิทยาในปัจจุบันได้ค้นพบแล้วว่า “ความรู้สึกที่เรามีต่อสิ่งอื่นๆรอบตัวเรา แปลผันตามความรู้สึกที่เรามีต่อตัวเอง” ดังนั้น เด็กๆที่รู้สึกบวกกับตัวเองก็จะรู้สึกบวกกับคนรอบๆตัว ทุกๆสิ่งที่อยู่รอบตัวมากขึ้น เช่น พ่อ แม่ ครู ครอบครัวของตัวเอง โรงเรียน ประเทศ โลก ฯลฯ เด็กๆเหล่านี้จะเป็นเด็กที่มีความสุข คิดบวก พูดบวก ทำบวก อยากแต่จะทำสิ่งดีๆให้กับตัวเอง กับครอบครัว กับโลกของเรา
  3. เป็นคนที่พูดจาไพเราะ การพูดจาไพเราะเป็นคุณธรรมที่สำคัญข้อหนึ่งของแนวคิดนีโอฮิวแมนนิส การที่เด็กๆได้เห็นตัว อย่างของผู้ใหญ่ที่พูดจาไพเราะ ได้ฟังนิทาน ได้ร้องเพลงที่เน้นให้เด็กๆพูดจามีหางเสียง ไม่ใช้คำพูดที่จะทำให้คนอื่นเสียใจ เด็กๆก็มักจะเป็นคนที่ไม่พูดพร่ำเพรื่อ พูดมาก พูดเฉพาะในเรื่องที่จำเป็น ที่มีประโยชน์ต่อทั้งผู้พูดและผู้ฟัง
  4. เป็นคนที่มีจิตสาธารณะสูง การปฏิบัติตัวตามหลักคุณธรรมและการทำสมาธิตามแนวนีโอฮิวแมนนิส จะทำให้เด็กๆมีคลื่นสมองต่ำลง มีความรู้สึกที่ดีๆกับตัวเอง คนรอบข้าง สัตว์ พืช ธรรมชาติรอบตัวมากขึ้น ทำให้เด็กเป็นคนที่มีความรัก ความเมตตา มีน้ำใจ รู้จักพอ รู้จักให้ มีชีวิตที่เรียบง่าย พร้อมที่จะแบ่งปันส่วนเกินของชีวิตให้คนรอบข้าง

พ่อแม่จะช่วยส่งเสริมให้ลูกมีความฉลาดทางคุณธรรมได้อย่างไร?

การใช้วิธีการด้านบวกจะทำให้เด็กๆรู้สึกบวกกับตัวเอง มีความภาคภูมิใจในตนเอง มีระเบียบวินัยในตนเอง และมีคุณธรรม สามารถทำได้ ดังนี้

  • ตามแรง หรือการเข้าร่วมเป็นพวกเดียวกับลูก ก่อนที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของลูก พยายามตามแรงลูกๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยไม่ทำลายความมุ่งมั่นและความตั้งใจของลูกๆในทันที ผู้ใหญ่ในสังคมเป็นจำนวนมากขาดความมุ่งมั่น ความจริงจัง ความเชื่อมั่นในตนเองที่จะบรรลุเป้าหมายที่ตัวเองตั้งไว้ (ขาด will power) เนื่องจากความมุ่งมั่น ความจริงจัง ความตั้งใจ และความเชื่อมั่นในตนเองถูกทำลายไปในวัยเด็ก เนื่องจากการถูกบังคับ ห้ามปราม ต่อต้านอย่างรุน แรงจากผู้ใหญ่ ดังนั้น พ่อแม่ควรรู้จักทำตัวให้ไหลลื่นไปกับกิจกรรมที่ลูกๆทำอยู่ แล้วค่อยๆนำเด็กๆเหล่านั้นไปในทิศทางที่ถูกต้อง เช่น ขณะที่ลูกๆกำลังเล่นจับตัวต่อกันเป็นรถไฟอย่างสนุกสนาน และกำลังจะทำสิ่งของในห้องแตกหักเสียหาย พ่อแม่ก็ไม่ควรใช้ความรุนแรงในการห้ามการกระทำนั้นด้วยการพูดว่า หยุดนะ ห้ามเล่น ออกไปเล่นข้างนอก ซึ่งจะขัดต่อความ รู้สึกและความต้องการของพวกเด็กๆอย่างรุนแรง พ่อแม่อาจใช้วิธีเล่นเป็นรถไฟกับลูกๆด้วย อาจทำเสียง ปู๊น ปู๊น ฉึก ฉัก เป็นเสียงรถไฟ จับตัววิ่งต่อไปกับลูกๆ แล้วพูดขึ้นว่า “อยากพูดกับคนขับรถจัง ระวังนะ ข้างหน้าของเรามีหน้าผาแน่เลย เราเปลี่ยนทางกันเถอะ” แล้วค่อยๆนำขบวนรถไฟลูกๆพาออกไปเล่นที่สนาม
  • เบี่ยงเบนความสนใจของลูก การเบี่ยงเบนความสนใจของเด็กๆ ให้ไปสนใจสิ่งอื่นจะได้ผลอย่างยิ่งในการหยุดพฤติ กรรมที่ไม่เหมาะสมของเด็ก ใช้การเบี่ยงเบนความสนใจแทนที่จะตวาด ข่มขู่ ใช้คำพูดเสียงดัง หรือใช้กำลังกับเด็กๆ โดย เฉพาะเด็กเล็กที่มีความสนใจสิ่งต่างๆในระยะเวลาสั้นๆ พ่อแม่ควรเบี่ยงเบนความสนใจของลูก ด้วยคำพูดด้านบวก ดังตัว อย่างต่อไปนี้
    คำพูดที่ไม่ควรใช้ คำพูดที่ควรใช้
    หยุดทำเสียงดังได้แล้ว ไปดูนกที่สนามกันเถอะ
    นี่เธอกำลังจะทำหนังสือขาดหมดแล้ว เปิดด้วยความระมัดระวังซิจ๊ะ แล้วจะได้ดูเรื่องที่สนุกกว่านี้อีก แม่กำลังจะไปรดน้ำต้นไม้ ไปช่วยกันดีไหมคะ
    อย่าทำอย่างนี้นะ ไม่ดีเลย แม่กำลังจะไปรดน้ำต้นไม้ ไปช่วยกันดีไหมคะ
    อย่าร้อง ไม่เจ็บหรอก พื้นมันลื่น ต้องระวังหน่อย ตุ๊กตาลูกหมีที่อุ้มอยู่เจ็บไหมคะ ดูซิเขาเจ็บตรงไหนบ้าง มาช่วยทายาให้เขากันดีกว่าค่ะ
    อย่าไปตรงโน้น มาเล่นทรายที่นี่กันดีกว่าค่ะ
    อย่าวาดบนฝาผนัง นี่กระดาษสำหรับวาดรูปค่ะ
    อย่าขว้างทรายใส่เพื่อน ช่วยกันเอาทรายไปเก็บในถาดกันเถอะค่ะ
    เอามีดมานี่ เดี๋ยวบาดมือหรอก นี่ไงช้อน ใช้ช้อนดีกว่านะคะ
  • ใช้คำพูดด้านบวกแทนคำพูดด้านลบ ความรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าผู้อื่น (inferiority feeling) ของคนเรามักจะเริ่มต้นขึ้นในสมัยที่เราเป็นเด็กๆ และถูกผู้ใหญ่ลงโทษทางจิตใจด้วยการใช้คำพูดด้านลบ จนทำให้เราเกิดความรู้สึกผิด (guilty) ความรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไม่ดี เป็นคนที่ไม่มีคุณค่า เป็นคนที่พ่อแม่ไม่รัก ฯลฯ เมื่อทำอะไรผิดพลาด ความรู้สึกด้านลบต่างๆเหล่านี้จะติดตรึงอยู่ในจิตใต้สำนึกของเด็กๆจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งจะนำมาซึ่งปัญหาต่างๆมากมายในอนาคต พ่อแม่ทุกคนควรระลึกถึงหลักสำคัญทางจิตวิทยาที่ว่า “เราเป็นอย่างที่เราคิด และเราคิดตามสิ่งที่เราได้ยิน” และไม่ควรใช้คำพูดด้านลบในการปรับพฤติกรรมลูก
    คำพูดด้านลบที่ไม่ควรใช้ คำพูดด้านบวกที่ควรใช้
    เธอเป็นเด็กขี้ขโมย แย่มาก เราทุกคนควรเป็นคนที่ซื่อสัตย์
    เธอทำไมโง่อย่างนี้ ทำอย่างนี้ซิคนเก่ง
    เธอทำซุ่มซ่ามอีกแล้ว นายเด๋อ ทำด้วยความระมัดระวังนะจ๊ะ คนเก่ง
    เธอเป็นเด็กซนมากๆเลย ทำ.................. ดีกว่านะ คนดี
    ทำไมเธอเป็นเด็กอ่อนแอ ขี้โรคจัง ถ้าหนูออกกำลังกาย หนูก็จะแข็งแรง
    เด็กใจดำ เด็กเห็นแก่ตัว ถ้าหนูให้เพื่อนยืมเล่นบ้าง คราวหน้าเพื่อนก็จะให้หนูยืมเล่นบ้างเช่นกัน
  • ใช้การลงโทษจากเบาไปหาหนัก 4 ขั้นตอน อย่างไรก็ตามในบางครั้ง พ่อแม่ก็จำเป็นที่จะต้องลงโทษเพื่อที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมลูก ให้มีนิสัยที่ดีและสามารถอยู่กับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข เราอาจจะใช้ 4 ขั้นตอน ของการลงโทษ (เปลี่ยนพฤติกรรมลูก) ดังนี้
    • เริ่มจากใช้คำพูดที่นุ่มนวล.....เล่นกันเบาๆหน่อยจ๊ะ
    • ใช้คำพูดที่หนักแน่นขึ้น.....แม่บอกแล้วนะว่าเสียงของหนูรบกวนผู้อื่น
    • ตักเตือน.....ถ้าหนูยังทำเสียงดังอยู่อีก หนูจะต้องไปนั่งคนเดียวข้างนอก
    • ลงมือทำโทษ.....เอาล่ะ เมื่อหนูยังไม่พร้อมที่จะเล่นเสียงเบาๆ หนูก็จะต้องออกไปนั่งเล่นคนเดียวข้างนอกห้อง.....

    การลงโทษที่ดีไม่ควรใช้ความรุนแรง ไม่ทำให้เด็กรู้สึกอาย ไม่ใช้การเปรียบเทียบ ไม่ใช้คำพูดด้านลบ แต่ควรหาทางให้เด็กได้มีโอกาสรับผิดชอบในส่วนที่ตัวได้ทำผิด เช่น ดูแลรักษาพยาบาลคนที่ถูกรังแก นำของที่โยกย้ายไปกลับมาที่เดิม ซ่อม แซมสิ่งที่ทำเสียหายไป ฯลฯ

  • อธิบายถึงเหตุและผลของกฎระเบียบต่างๆที่จำเป็นต้องมี พยายามอธิบายกฎต่างๆของธรรมชาติ อธิบายถึงเหตุและผลที่เราจะต้องปฏิบัติตามกฎเหล่านี้ ถ้าปฏิบัติตามผลดีอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าไม่ปฏิบัติตามผลเสียอะไรจะเกิดขึ้น เช่น
    • ถ้าออกกำลังกายทุกวัน ผล(ดี)ที่ตามมาคือ.......
    • ถ้าทานผักสด ผลไม้ ผล(ดี)ที่ตามมาคือ....... ถ้าไม่ทาน ผล(เสีย)ที่ตามมาคือ.......
    • ถ้าอาบน้ำ แปรงฟัน ผล(ดี)ที่ตามมาคือ....ถ้าไม่อาบน้ำ แปรงฟัน ผล(เสีย)ที่ตามมาคือ.......
    • ถ้าพูดจาไพเราะ ผล(ดี)ที่ตามมาคือ....... ถ้าพูดจาหยาบคาย ผล(เสีย)ที่ตามมาคือ.......
    • ถ้าเป็นคนมีน้ำใจ ช่วยเหลือผู้อื่น ผล(ดี)ที่ตามมาคือ....... ถ้าเป็นคนที่ไม่สนใจอะไรใคร ผล(เสีย)ที่ตามมาคือ...ฯลฯ

    หลังจากนั้นอธิบายกฎของห้องเรียน หรือกฎของบ้านที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม อธิบายถึงเหตุและผลของการที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม ถ้าปฏิบัติตามผลดีส่วนตนคืออะไร? ผลดีต่อส่วนรวมคืออะไร? ถ้าไม่ปฏิบัติตามผลเสียที่เกิดขึ้น คืออะไร?และจะต้องถูกลงโทษอย่างไรบ้าง? การที่ลูกได้ทราบถึงกฎของธรรมชาติ กฎของห้องเรียน กฎของบ้าน ทราบถึงผลดีของการปฏิบัติตัวตามกฎของสังคม และผลเสียของการไม่ปฏิบัติตัวตามกฎของสังคม จะทำให้ลูกเป็นคนที่มีระเบียบวินัยในตนเองมากขึ้น ลูกจะเป็นคนที่ต้องทำในสิ่งที่จำเป็นต้องทำ (อย่างมีเหตุผล) และต้องไม่ทำในสิ่งที่ไม่ต้องทำ (อย่างมีเหตุ ผล) ลูกจะเห็นถึงความสำคัญของการควบคุมตัวเอง พูดรู้เรื่อง รู้จักฟัง รู้จักคิดอย่างมีเหตุ มีผล มีความยุติธรรม รู้จักเชื่อฟัง เช่น เมื่อพ่อแม่บอกลูกว่า “กาน้ำนี้ร้อนนะคะ ถ้าโดนแล้วจะเจ็บปวดมาก ทุกคนอยู่ห่างๆ นะคะ” หรือ “ลูกทราบไหมคะ ว่าการล้อเลียนเพื่อน จะทำให้เพื่อนเสียใจ ลูกอยากให้ใครล้อเลียนหรือตั้งสมญานามให้บ้างไหมคะ” ลูกก็จะเข้าใจไม่อยู่ใกล้กาน้ำ และไม่ล้อเลียนเพื่อน

  • ใช้การเสริมแรงด้านบวก พ่อแม่ควรหาโอกาสที่จะชื่นชมเด็ก หรือเสริมแรงด้านบวกแก่ลูก โดยแสดงให้ลูกเห็นอย่างชัดเจนว่าชื่นชมในพฤติกรรมนั้นๆ เช่น เมื่อลูกรดน้ำต้นไม้ ช่วยเหลือเพื่อน แบ่งขนมให้เพื่อน ทานผัก ทำความสะอาดห้อง ช่วยเพื่อนทำการบ้าน ฯลฯ ลูกควรได้รับคำชื่นชมทันที ซึ่งจะทำให้ลูกมั่นคงกับพฤติกรรมด้านบวกของตัวเอง อยากทำพฤติ กรรมด้านบวกอื่นๆมากขึ้น ส่วนพฤติกรรมด้านลบของลูก ก็ควรได้รับความสนใจเช่นกัน พฤติกรรมเหล่านี้อาจเกิดเนื่อง จากเด็กขาดความรัก ความอบอุ่น และการเลี้ยงดูที่ถูกต้องจากทางบ้าน หรือจากทางโรงเรียน เมื่อเด็กๆได้รับความสนใจ และได้รับความรัก จากรอยยิ้ม แววตาที่เป็นมิตร ความเข้าใจ การกอด สัมผัส พฤติกรรมด้านลบของเด็กก็จะลดน้อยลง และอาจหายไปในที่สุด
  • เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก พฤติกรรมส่วนใหญ่ของเด็กๆจะเกิดจากการเลียนแบบ สิ่งที่ผู้ใหญ่บอกเด็กมีความสำคัญน้อยกว่าพฤติกรรมของตัวผู้ใหญ่เองมาก เช่น ถ้าจะให้ลูกพูดจาไพเราะ พ่อแม่ก็จะต้องลงท้ายประโยคด้วยคำว่าครับหรือค่ะก่อน ถ้าจะให้ลูกเป็นคนยิ้มแย้มแจ่มใส พ่อแม่ก็จะต้องเป็นคนยิ้มแย้มแจ่มใสก่อน ถ้าจะให้ลูกรู้จักช่วยเหลือผู้อื่น พ่อแม่ก็จะ ต้องเป็นคนช่วยเหลือผู้อื่นก่อน ถ้าต้องการให้ลูกทานผักและผลไม้ พ่อแม่ก็จะต้องทานผักและผลไม้ก่อน ฯลฯ พ่อแม่พึงระลึกอยู่เสมอว่า พฤติกรรมของพ่อแม่ คือ บทเรียนที่ดีที่สุดของลูก
  • การมีความเคารพและให้เกียรติลูก การมีความเคารพให้กับตัวเอง ให้เกียรติตัวเอง และการมีความเคารพให้กับผู้อื่น ให้เกียรติผู้อื่นเป็นคุณธรรมที่สำคัญข้อหนึ่งของแนวคิดนีโอฮิวแมนนิส ซึ่งถ้าพ่อแม่แสดงความเคารพและให้เกียรติในตัวลูก รวมทั้งสัตว์ พืช และธรรมชาติรอบตัวลูก มากเท่าใด ความมีจิตสาธารณะของลูกก็จะมีมากขึ้นเท่านั้น
  • แทนที่จะพูดกับเด็กๆว่า ควรพูดว่า
    ทำอะไรอยู่นะ บอกหน่อยซิคะว่า กำลังวาดรูปอะไร
    อย่าตีแมว ทำแบบนั้นแมวจะเจ็บนะคะ เขาชอบให้ลูบหัวแบบนี้ต่างหาก
    หยุดลอกเปลือกต้นไม้ได้แล้ว เขาเจ็บนะจ๊ะ เปลือกต้นไม้ก็เหมือนผิวหนังของเรา
    ไม่ใช่แบบนี้ มาให้พ่อทำเอง ลูกเป็นผู้ช่วยที่ดี ถือให้แน่นนะ น้ำจะได้ไม่หก
  • อย่ากลัวว่าลูกจะไม่รัก บางครั้งต้องปฏิเสธลูก บางครั้งต้องเปลี่ยนพฤติกรรมลูก บางครั้งต้องไม่ตามใจลูก ฯลฯ ในทันทีที่เห็นลูกทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม โดยที่พ่อแม่ต้องทำอย่างนุ่มนวล มั่นคง ชัดเจน ถ้าพ่อแม่เกิดอาการลังเลในการที่จะฝึกระเบียบวินัยและการมีคุณธรรมให้กับลูก เพราะกลัวลูกจะไม่รัก จะทำให้ลูกเกิดความสับสนว่า อะไรถูก อะไรผิดกันแน่ เด็กๆจะรู้สึกได้เองว่าพ่อแม่มีเจตนาดีกับพวกเขา จะฝึกให้พวกเขาเป็นคนอย่างไร พ่อแม่ควรลงมือได้ด้วยความมั่นใจ โดยไม่ต้องเถียงกับลูก และไม่ต้องกลัวว่าลูกจะไม่รัก
  • ให้ลูกมีอิสระ มีเวลาได้อยู่กับตัวเองเสมอๆ เป็นความต้องการในใจลึกๆของเด็กทุกคน ที่ต้องการให้ผู้ใหญ่ช่วยให้เขาทำอะไรต่างๆได้ด้วยตัวเอง เด็กดี เด็กน่ารัก เด็กที่มีระเบียบวินัยในตนเองสูง มักจะเป็นเด็กที่พ่อแม่ปล่อยให้เขามีเวลาตามลำพัง ได้อยู่ในโลกของตัวเอง ได้ทำอะไรด้วยตัวเอง ได้ลองถูกลองผิดเอง โดยที่พ่อแม่ไม่เข้าไปรบกวน ก่อนที่พ่อแม่จะเข้าไปแนะนำ สอนหรือช่วยลูก ควรถามตัวเองด้วย 2 คำถามนี้อยู่เสมอ
    • คำถามข้อที่ 1 : การที่เราจะเข้าไปยุ่งกับลูกนี้ จำเป็นไหม?
    • คำถามข้อที่ 2 : ลูกกำลังจะทำอะไร? เขาสนใจอะไรมากเป็นพิเศษ ปล่อยให้เขาเป็นตัวของเขาเอง เราจะได้รู้ จักเขามากขึ้นดีไหม?
  • ใช้นิทานคุณธรรมในการสอนคุณธรรมลูก นิทานคุณธรรมที่สนุกสนาน มีข้อคิด กินใจ จะช่วยทำให้ลูกได้เรียนรู้การมีคุณธรรมได้ง่ายขึ้น นิทานคุณธรรมตามแนวนีโอฮิวแมนนิส ที่สนุกสนานมีมากมายหลายเรื่อง ที่จะสอนคุณธรรมด้านต่างๆ แก่เด็กๆได้เป็นอย่างดี

เกร็ดความรู้เพื่อครู

ครูควรทำให้เด็กตระหนักว่า ตนเองเป็นส่วนหนึ่งของคนในห้อง ทุกคนมีความสำคัญ ดังนั้น ความสำเร็จหรือความสุขของเด็กคนหนึ่งในห้องจะมีผลต่อความสำเร็จหรือความสุของค์รวมของคนทั้งห้อง ทุกวันก่อนเลิกเรียน ครูควรมีการประชุมเด็กทั้งห้อง พูดถึงพฤติกรรมที่เหมาะสม และไม่เหมาะสมของเด็กในห้อง และถามเด็กทั้งห้องพร้อมกันว่า เป็นพฤติกรรมที่ดีหรือไม่ เช่น

  • น้อง A พูดจาไพเราะ ครูถามนักเรียนทั้งห้องว่า น้อง A พูดจาไพเราะไหม? เด็กทั้งห้องก็มักจะตอบว่า “ใช่”
  • ถ้าน้อง B รังแกเพื่อน คุณครูถามนักเรียนทั้งห้องว่า ชอบน้อง B ไหม? เด็กๆก็มักจะตอบว่า “ไม่ชอบ” ครูถามต่อไปว่า ทำไมไม่ชอบน้อง B คะ? เด็กๆก็มักจะตอบว่า “น้อง B ชอบแกล้งเพื่อน และชอบทำให้คนอื่นเสียใจ”

คำตอบของเพื่อนทั้งห้องมักมีผลต่อพฤติกรรมต่างๆของเด็ก ซึ่งทำให้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็กไปในทิศทางที่พึงประสงค์เป็นไปได้ง่ายขึ้น

นอกจากนั้น การให้หน้าที่พิเศษที่ทำให้เด็กเกิดความภาคภูมิใจ เมื่อทำตัวเป็นคนดีตามหลักคุณธรรม เช่น แต่งตั้งให้เป็นผู้ ช่วยครู เป็นผู้ปิดไฟเปิดไฟเวลาทำสมาธิในตอนเช้า เป็นผู้นำร้องเพลงทำสมาธิ เป็นคนบริการอาหารว่างแก่เพื่อน ให้อาหารปลา ฯลฯ ก็จะช่วยทำให้เด็กๆมั่นคงกับพฤติกรรมที่ดีๆของตัวเองต่อไปอย่างยาวนาน

บรรณานุกรม

  1. เกียรติวรรณ อมาตยกุล (2542) คุณธรรม 2000 กรุงเทพมหานคร : บริษัท ทีพี พรินท์.
  2. Avadhutika Anandamitra Ac. (1982) Circle of Love Manila Philippines : Emiluz Printing and Publishing.
  3. Avadhutika Anandarama and Arete Brim (2010) : Foundation of Neohumanist Education. West Bengal India : Ananda Margar Gurakula Publication.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน