หน้าหลัก » Blogs » โครงสร้างทางครอบครัวมีผลต่อการเรียนของลูก ตอนที่ 2

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


โครงสร้างทางครอบครัวมีผลต่อการเรียนของลูก

เมื่อตอนที่แล้ว ผู้เขียนได้นำเสนอถึงผลการวิจัยเรื่อง “Effects of Family Structure Type and Stability on Children’s Academic Performance Trajectories” ว่าโครงสร้างทางครอบครัวนั้นมีผลต่อผลการศึกษาของเด็ก และผลการศึกษาวิจัยดังกล่าวยังพบด้วยว่าปัจจัยที่ส่งผลให้ครอบครัวแต่ละรูปแบบส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กๆได้ไม่เท่ากันคือ การเข้าถึงทรัพยากรด้านต่างๆไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรบุคคล ทรัพยากรทางการเงิน หรือด้านการเลี้ยงดูบุตรก็ตาม ดังนั้น หากพิจารณาตามผลการวิจัยดังกล่าว เราอาจสรุปได้ว่า หากครอบครัวนั้นมีฐานะดีพอที่จะสนับสนุนบุตรหลานทางด้านการเรียนรู้ได้ เด็กจากครอบครัวนั้นก็จะมีแนวโน้มเรียนดีกว่าเด็กคนอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม ในหนังสือ Whatever It Takes ของผู้แต่งชื่อ Paul Tough เกี่ยวกับการกระตุ้นให้เกิดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาในเมือง Harlem สหรัฐอเมริกา เขาเป็นหนึ่งในผู้นำแนวคิดเรื่องการเรียนรู้อย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งตรงข้ามกับแนวคิดการเลี้ยงดูแบบเร่งรัดการเรียนรู้ แนวคิดเรื่องการเรียนรู้อย่างค่อยเป็นค่อยไปนั้น จะเปิดโอกาสให้เด็กๆได้พัฒนาแรงจูงใจในการเรียนรู้ด้วยตนเองมากกว่าที่จะให้เด็กถูกบังคับให้ประสบผลสำเร็จตามที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องการให้เป็น Paul Tough ได้เดินทางไปทั่วสหรัฐฯ เพื่อสัมภาษณ์บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา

เขาสรุปได้ว่า “การฝึกให้เด็กมีคุณลักษณะต่างๆ เช่น ความอดทนอดกลั้น ความใฝ่รู้ ความใฝ่ดี ความคิดแง่บวก และการรู้จักควบคุมตนเองนั้น มีแนวโน้มที่จะรับประกันความสำเร็จในชีวิตได้มากกว่าการบ่มนิสัยให้เรียนเก่ง” เขาแสดงความคิดเห็นซึ่งขัดแย้งกับผลการวิจัยที่ผู้เขียนได้นำเสนอไปเมื่อตอนที่แล้วว่า “เด็กๆ ที่เติบโตมาท่ามกลางความยากจนนั้น มีโอกาสได้ผจญกับปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ในชีวิตที่แม้แต่พวกเราหลายคนก็ยังไม่เคยประสบ นอกจากนั้น ยังมีงานวิจัยเพิ่มขึ้นที่พบว่าเด็กๆ ที่มีฐานะและโอกาสดีกว่าคนอื่นนั้นมีปัญหาด้านสุขภาพจิตมากกว่าอีกด้วย”

เขาอ้างถึงหนังสือเรื่อง How Children Succeed ของ Suniya Luthar ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัย Columbia สหรัฐอเมริกา ซึ่งทำการศึกษาเกี่ยวกับเด็กๆ ที่เติบโตในครอบครัวที่มีฐานะดี Suniya Luthar กล่าวว่า เด็กเหล่านั้นมีแนวโน้มที่จะติดสารเสพติดและมีปัญหาทางจิตใจมากกว่าเด็กๆ ที่มีฐานะยากจน ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าเด็กๆ ในครอบครัวที่มีฐานะดี มีพ่อแม่ที่ประสบความสำเร็จสูงนั้น ไม่ค่อยได้ใกล้ชิดกับพ่อแม่เท่าที่ควร เนื่องจากพ่อแม่ไม่มีเวลาให้ลูกมากเพียงพอ

นอกจากปัจจัยด้านฐานะทางการเงินแล้ว Paul Tough ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปิดโอกาสให้เด็กๆ ประสบความล้มเหลวบ้างอีกด้วย เขาเชื่อว่า หากผู้ปกครองไม่เปิดโอกาสให้ลูกประสบกับความล้มเหลวบ้าง เด็กๆ ก็จะไม่ได้พัฒนาความเข้มแข็งอย่างเพียงพอที่จะดำเนินชีวิตต่อไปในภายภาคหน้า

Paul Tough ยังกล่าวด้วยว่า ช่วงวัยที่มีความสำคัญมากในช่วงชีวิตของคนเรามีสองช่วงด้วยกันคือ ช่วงก่อนวัยเรียน หรือ 18 เดือนแรกของชีวิต ซึ่งช่วงวัยนี้จะมีผลอย่างมากต่อความผูกพันระหว่างเด็กกับผู้ปกครอง ในช่วงก่อนวัยเรียนนี้ ผู้ปกครองควรรับฟังลูกให้มากว่าเขาต้องการอะไร เนื่องจากมีงานวิจัยหลายชิ้นที่พบว่า เด็กที่ได้รับการตอบสนองที่ดีในช่วงวัยนี้จะมีพัฒนาการที่ดีกว่า ส่วนอีกช่วงวัยหนึ่งคือ วัยรุ่น ซึ่งเป็นช่วงวัยที่เด็กสามารถสะท้อนให้เห็นถึงตัวตนของพวกเขาได้เป็นอย่างดี ในช่วงวัยนี้ เด็กจะพบกับความเปลี่ยนแปลงหลายประการ และการตัดสินใจของผู้ปกครองที่มีต่อเด็กนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก อย่างไรก็ตาม Paul Tough เห็นว่า คุณลักษณะอันพึงประสงค์ เช่น ความใฝ่รู้ ความอดทนอดกลั้น และความใจกว้างนั้น ควรเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองต้องปลูกฝังตั้งแต่ก่อนวัยเรียน เพราะสมองส่วนหน้าซึ่งมีส่วนในการพัฒนาบุคลิกลักษณะนั้น เจริญได้ดีที่สุดในช่วงวัยดังกล่าว

แหล่งข้อมูล:

  1. Effects of family type and resources on children’s academic performance http://journalistsresource.org/studies/society/education/family-type-resources-children-academic [February 9, 2015]
  2. The secret to making children succeed? Don't be a pushy parent http://www.telegraph.co.uk/lifestyle/9785373/The-secret-to-making-children-succeed-Dont-be-a-pushy-parent.html [February 9, 2015]

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 1 คน
supawan