หน้าหลัก » บทความ » โรคดื้อ (Oppositional Defiant Disorder)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

โรคดื้อ

เด็กทุกคนย่อมดื้อบ้างเป็นธรรมดา แต่หากลูกมีอารมณ์เกรี้ยวกราด ชอบเถียง โกรธง่าย และมีพฤติกรรมรุนแรงต่อพ่อแม่หรือผู้ใหญ่เป็นประจำ เขาอาจเป็นโรคดื้อและต่อต้าน (Oppositional Defiant Disorder) หรือที่เรียกว่า โอดีดี (ODD) เป็นความผิดปกติที่พบได้ในเด็ก ซึ่งคู่มือการวินิจฉัยและสถิติสำหรับความผิดปกติทางจิต (Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders) จัดทำโดยสมาคมจิตเวชศาสตร์สหรัฐอเมริกาได้ให้นิยามว่า “เป็นรูปแบบพฤติกรรมต่อเนื่องของการไม่เชื่อฟังที่แสดงออกด้วยอารมณ์โกรธเป็นหลัก รวมไปถึงการทำตนเป็นปรปักษ์และดื้อด้านต่อผู้ใหญ่เป็นประจำในระดับที่มากเกินกว่าเด็กปกติทั่วไป เด็กที่มีความผิดปกติดังกล่าวดูภายนอกแล้วจะเป็นเด็กที่ดื้อมากและโกรธง่าย”

ตามปกติแล้ว เด็กทุกคนอาจดื้อและควบคุมยากเป็นบางครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่เขาเหนื่อย หิว เครียด หรืออารมณ์เสีย เขาอาจชวนทะเลาะ เถียง ไม่เชื่อฟัง และฝืนคำสั่งของพ่อแม่ ครู หรือผู้ใหญ่ พฤติกรรมที่ไม่เชื่อฟังนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเจริญเติบโตของเด็กอายุสองถึงสามขวบ หรือวัยรุ่นที่กำลังจะก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตามการไม่ให้ความร่วมมือและมีพฤติกรรมต่อต้านอย่างเปิดเผยนั้นอาจกลายเป็นเรื่องที่น่ากังวลได้ และหากเด็กมีพฤติกรรมดังกล่าวอย่างต่อเนื่องเป็นประจำจนถึงขั้นที่รุนแรงกว่าเด็กทั่วไปในวัยเดียวกันแล้ว ก็อาจส่งผลกระทบต่อสังคม ครอบครัว และการเรียนของเขาได้

โรคดื้อและต่อต้าน (Oppositional Defiant Disorder) นี้ พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องรับมือกับลูกที่่มีอาการผิดปกติดังกล่าวด้วยตนเอง ทั้งนี้แพทย์ นักบำบัด และผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กสามารถให้คำปรึกษากับพ่อแม่ได้ โดยการรักษาความผิดปกตินี้จะประกอบด้วยการบำบัด การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีภายในครอบครัว และอาจมีการให้ยาเด็กรับประทานด้วยเพื่อรักษาอาการทางจิตที่เกี่ยวข้อง

โรคดื้อและต่อต้านมีลักษณะอย่างไร?

หลายครั้งการที่จะแยกแยะความแตกต่างระหว่างเด็กที่มีความต้องการที่แน่ชัด เจ้าอารมณ์ และเด็กที่เป็นโรคดื้อและต่อต้านนั้นอาจเป็นเรื่องยาก และการมีพฤติกรรมดื้อของเด็กนั้นเป็นเรื่องธรรมดาของเด็กในช่วงอายุหนึ่ง แต่ทั้งนี้ความแตกต่างระหว่างพฤติกรรมดื้อทั่วไปของเด็กและพฤติกรรมของโรคดื้อและต่อต้านย่อมมีอยู่

โรคดื้อและต่อต้านนั้นมักแสดงให้เห็นในเด็กอายุ 8 ปี แต่ก็อาจพบในเด็กอายุมากกว่านั้น แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะพบก่อนเข้าสู่วัยรุ่น เมื่อเด็กมีภาวะดื้อและต่อต้าน จะมีอาการที่เป็นสัญญาณเตือนที่ค่อยๆ เกิดขึ้น และอาจแสดงออกรุนแรงมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปเป็นเดือนหรือปี เด็กอาจเป็นโรคดื้อและต่อต้านหากมีอารมณ์ไม่ดีตลอดเวลาเป็นระยะเวลาต่อเนื่องนานกว่า 6 เดือนจนนำไปสู่ปัญหาภายในครอบครัวหรือที่โรงเรียน ซึ่งเด็กที่เป็นโรคดื้อและต่อต้านจะมีอาการหลักๆ ดังนี้เป็นประจำ

  • มีอารมณ์ฉุนเฉียวตลอดเวลา
  • เถียงหรือชวนผู้ใหญ่ทะเลาะ
  • ปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามคำสั่งและกฎเกณฑ์
  • ตั้งใจทำให้คนอื่นรำคาญ
  • โทษคนอื่นเมื่อเกิดข้อผิดพลาดหรือเป็นต้นเหตุของพฤติกรรมไม่ดีของตน
  • หงุดหงิดและอารมณ์เสียง่าย
  • โกรธเคือง
  • เจ้าคิดเจ้าแค้น
  • มีปัญหาในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น
  • มีปัญหาในการเรียน
  • ไม่มั่นใจในตนเอง
  • มองโลกในแง่ร้าย
  • ไม่เชื่อฟัง
  • ทำตัวเป็นปรปักษ์กับผู้ใหญ่

ทั้งนี้หากตัวเด็กเองไม่มองว่าพฤติกรรมของเขานั้นแสดงออกถึงการดื้อและต่อต้าน เขาอาจเชื่อว่าคำสั่งนั้นไร้เหตุผลที่จะปฏิบัติตาม อาการดังกล่าวมักแสดงออกในหลายสิ่งแวดล้อม แต่อาจเห็นได้ชัดเจนที่สุดที่บ้านและโรงเรียน ร้อยละ 16 ของเด็กวัยเรียนและวัยรุ่นเป็นโรคดื้อและต่อต้าน โดยสาเหตุของภาวะดังกล่าวยังไม่ทราบแน่ชัด แต่พ่อแม่หลายรายพบว่าลูกที่เป็นโรคดื้อและต่อต้านมักจะมีพฤติกรรมเรียกร้องหรือแข็งกร้าวมากกกว่าพี่น้องด้วยกันเมื่ออายุเท่ากันตอนเด็ก สาเหตุของโรคดื้อและต่อต้านอาจเกิดได้ทั้งจากปัจจัยทางพันธุกรรม จิตวิทยา และสังคม

นอกจากนี้เด็กที่เป็นโรคดื้อและต่อต้านนี้บ่อยครั้งอาจมีปัญหาทางจิตและพฤติกรรมร่วมด้วย อาทิเช่น โรคสมาธิสั้น (Attention deficit/hyperactivity disorder) วิตกกังวล (Anxiety) ซึมเศร้า (Depression) เป็นต้น ทั้งนี้ อาการของโรคดื้อและต่อต้านนี้อาจยากที่จะจำแนกออกจากอาการป่วยทางจิตหรือโรคทางพฤติกรรมอื่นๆ การวินิจฉัยและรักษาอาการป่วยที่เกิดขึ้นควบคู่กันนั้นเป็นเรื่องจำเป็น เพราะหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องแล้วอาจทำให้อาการดื้อและอารมณ์รุนแรงทวีความรุนแรงขึ้น นอกจากนี้ยังควรตรวจสอบด้วยว่าเด็กมีการใช้สารเสพติดใดหรือไม่ เพราะการใช้สารเสพติดอาจทำให้พฤติกรรมและนิสัยของเด็กเปลี่ยนแปลงไปมากยิ่งขึ้น

โรคดื้อและต่อต้านมีสาเหตุมาจากอะไร?

สาเหตุที่แท้จริงของโรคดื้อและต้านหรือโอดีดีนั้นยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าโรคนี้มีปัจจัยทางร่างกาย พันธุกรรม และสิ่งแวดล้อมร่วมกัน ดังนี้

  • ปัจจัยทางร่างกาย จากการศึกษาพบว่าความบกพร่องหรืออาการบาดเจ็บบริเวณสมองบางส่วนอาจส่งผลให้เกิดความผิดปกติทางพฤติกรรมที่รุนแรงได้ โรคดื้อและต่อต้านนั้นมีความเชื่อมโยงกับความผิดปกติของปริมาณสารเคมีในสมองหรือสารสื่อประสาทบางชนิด หากสารเคมีเหล่านี้อยู่ในปริมาณที่ไม่สมดุลหรือไม่ทำงานตามปกติ การสื่อสารต่างๆ อาจไม่สามารถเข้าถึงสมองได้อย่างถูกต้องก่อให้เกิดอาการป่วยทางจิต เช่น โรคสมาธิสั้น ความผิดปกติในการเรียนรู้ โรคซึมเศร้า หรือโรควิตกกังวลซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความผิดปกติทางพฤติกรรมอื่นๆ ตามมา
  • ปัจจัยทางพันธุกรรม เด็กและวันรุ่นหลายคนที่เป็นโรคดื้อและต่อต้านมีสมาชิกในครอบครัวที่ป่วยด้วยโรคทางจิต ไม่ว่าจะเป็น โรคความผิดปกติทางอารมณ์ โรควิตกกังวล และความผิดปกติทางบุคลิกภาพ นี่แสดงให้เห็นว่าโรคดื้อและต่อต้านอาจสามารถส่งผ่านทางพันธุกรรมได้
  • ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม ปัจจัยเกี่ยวกับความครัวที่มีความสัมพันธ์ภายในครอบครัวไม่ดี ประวัติอาการเจ็บป่วยทางจิตภายในครอบครัว หรือการใช้สารเสพติด รวมไปถึงการตั้งกฎระเบียบที่ไม่สม่ำเสมอของพ่อแม่ซึ่งอาจนำไปสู่ความผิดปกติทางพฤติกรรม

ปัญหาโรคดื้อและต่อต้านมีความสำคัญอย่างไร?

หากเด็กมีอาการที่แสดงถึงการเป็นโรคดื้อและต่อต้าน พ่อแม่ควรพาลูกไปปรึกษาแพทย์โดยทันที หากเด็กที่เป็นโรคดังกล่าวไม่ได้รับการรักษาที่ถูกวิธีแล้ว เขาอาจถูกเพื่อนวัยเดียวกันปฏิเสธที่จะคบหาได้เพราะทักษะการเข้าสังคมที่ไม่ดี รวมไปถึงพฤติกรรมที่ก้าวร้าวและรุนแรง นอกจากนี้เด็กที่เป็นโรคดื้อและต่อต้านยังมีโอกาสที่จะมีความผิดปกติทางพฤติกรรมที่รุนแรงยิ่งขึ้นจนอาจมีพฤติกรรมของกลุ่มอาการที่มีความประพฤติผิดปกติ ก้าวร้าว และเกเร (Conduct Disorder) การที่เด็กที่เป็นโรคดื้อและต่อต้านได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีย่อมให้ผลที่น่าพึงพอใจ

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาลูกที่เป็นโรคดื้อและต่อต้านได้อย่างไร?

  • รับรู้และชื่นชมพฤติกรรมที่ดีของลูก ด้วยการชมให้เฉพาะเจาะจงมากที่สุด เช่น “แม่ชอบที่ลูกเก็บของเล่นเองมาก”
  • ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีในสิ่งที่ต้องการให้ลูกปฏิบัติตาม
  • หลีกเลี่ยงการใช้อำนาจกับลูกมากเกินไป
  • สร้างข้อจำกัดที่ชัดเจน และตั้งบทลงโทษที่ชัดเจนและมีเหตุผล
  • กำหนดตารางกิจกรรมที่ชัดเจนเพื่อสร้างกิจวัตรประจำวันให้กับลูก
  • หากิจกรรมประจำสัปดาห์ทำร่วมกับลูกเพื่อใช้เวลาอยู่ด้วยกัน
  • ร่วมมือกับคู่ของคุณและคนอื่นในครอบครัวเพื่อสร้างกฎระเบียบที่เหมาะสมและชัดเจน
  • มอบหมายให้ลูกทำงานบ้านที่สำคัญ ทั้งนี้ควรจะให้งานที่ค่อนข้างง่ายที่่ลูกสามารถทำได้เสียก่อน แล้วค่อยๆ มอบหมายงานที่สำคัญและท้าทายมากขึ้นตามลำดับให้กับลูก โดยใช้คำสั่งที่ชัดเจนและเข้าใจได้ง่าย

ตอนแรกลูกอาจไม่ให้ความร่วมมือและไม่เต็มใจที่จะปฏิบัติตาม พ่อแม่ควรเตรียมรับมือกับอาการต่อต้านต่างๆ ของลูก ทั้งนี้ลูกอาจมีพฤติกรรมรุนแรงกว่าปกติชั่วคราวเมื่อมีการตั้งข้อจำกัดหรือกฎเกณฑ์ใหม่ๆ แต่หากพ่อแม่มีความพยายามอย่างสม่ำเสมอ พ่อแม่ย่อมได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าเมื่อลูกมีพฤติกรรมที่ดีขึ้นและมีการพัฒนาความสัมพันธ์กับคนรอบข้างที่ดีขึ้น

เกร็ดความรู้เพื่อครู

อันดับแรกครูต้องหารือกับพ่อแม่ของเด็กที่เป็นโรคดื้อและต่อต้านให้มากที่สุด เพราะพ่อแม่อาจไม่ทราบถึงอาการบางอย่างของลูกเมื่ออยู่ที่โรงเรียน หากเด็กมีพฤติกรรมเมื่อตอนอยู่บ้านแตกต่างจากที่โรงเรียน และเหตุผลอีกประการหนึ่งคือ การวางรูปแบบของกฎระเบียบให้กับเด็กที่เป็นโรคดื้อและต่อต้านควรเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน พ่อแม่และครูจึงควรพูดคุยกันถึงการวางกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่สอดคล้องกันให้กับเด็ก

ครูควรตระหนักเสมอว่าเด็กที่เป็นโรคดื้อและต่อต้านมักไม่ตอบสนองกับการขู่หรือการลงโทษ นั่นเป็นเพราะว่าแรงจูงใจของการอยากเอาชนะของเขามีมากกว่าความกลัวของผลที่จะตามมา ด้วยเหตุนี้การยึดสิ่งของที่เด็กรักหรือห้ามไม่ให้เด็กทำกิจกรรมที่ชอบนั้นเป็นการลงโทษที่มักไม่มีผลกับเขาสักเท่าไรนัก และบ่อยครั้งการให้รางวัลต่อการกระทำที่ดีอาจเป็นแรงจูงใจที่ดีกว่า ทั้งนี้ครูต้องพูดคุยข้อตกลงต่างๆ กับเด็กเมื่อตอนที่เขาสงบ เพราะเมื่อไรก็ตามที่เด็กที่เป็นโรคดื้อและต่อต้านอารมณ์เสียจะไม่มีใครสามารถควบคุมเขาได้

สิ่งสำคัญที่สุดที่ครูต้องคำนึงถึงเมื่อต้องรับมือกับเด็กที่เป็นโรคดื้อและต่อต้านคือ ให้หลีกเลี่ยงการปะทะคารม ครูหลายคนอาจทราบว่าการให้คำชมในหลายครั้งอาจสามารถทำให้อาการของโรคไม่แสดงออกได้ แต่ในขณะเดียวกันกลับไม่มีวิธีใดที่สามารถป้องกันอาการของโรคได้เด็ดขาดเช่นกัน และเมื่อไรก็ตามที่เด็กแสดงอาการที่รุนแรงมากจนไม่มีทางใดที่จะทำให้เด็กกลับเข้าสู่การเรียนในห้องเรียนตามปกติได้ การหามุมสงบให้เด็กได้สงบสติอารมณ์ภายในห้องเรียนหรือนอกห้องเรียนอาจเป็นทางเลือกที่ดีอีกวิธีหนึ่ง

บรรณานุกรม

  1. Oppositional Defiant Disorder (ODD) - http://www.mayoclinic.com/health/oppositional-defiant-disorder/DS00630 [2013, June 25]
  2. Oppositional Defiant Disorder - http://www.webmd.com/mental-health/oppositional-defiant-disorder [2013, June 25]
  3. Oppositional Defiant Disorder Overview - http://health.howstuffworks.com/pregnancy-and-parenting/childhood-conditions/oppositional-defiant-disorder4.htm [2013, June 25]
  4. Children with Oppositional Defiant Disorder Overview - http://aacap.org/page.ww?name=Children+with+Oppositional+Defiant+Disorder§ion=Facts+for+Families [2013, June 25]

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน